ร่างกายต้องการทะเล หัวใจต้องการมีเธอ ~

0
661

เรื่อง: สิทธิ์  ชนันพัทธ์                             ภาพ: นภันต์  เสวิกุล  /  สิทธิ์  ชนันพัทธ์

วันนึงบก.หนังสือเล่มนึงก็มาเขียนแซวผมบน Facebook บอกให้ผมลงรูปถ่ายใต้น้ำรูปใหญ่ๆ ผมก็ตอบแบบหยอกๆ กลับไปว่า “บก.จะเอาไปลงหนังสือเหรอ” และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางด้วยทริปสองล้อที่ไม่เหมือนใคร บ้างอาจจะขี่รถเที่ยวชมธรรมชาติตามป่าเขา บ้างขี่รถทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ บ้างขี่รถทำบุญ หรือบ้างก็อาจจะขี่รถไปดูงานแข่งหรือกิจกรรมอื่นๆ แต่เป้าหมายของเราคือเราจะขี่รถไปดำน้ำกัน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราไม่อาจจะปฎิเสธได้เลยกับกระแสของเกาะหัวใจมรกต แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่ในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเราสามารถเดินทางไปที่นั่นผ่านทางจังหวัดระนองได้อย่างง่ายดายโดยอาศัยบริษัททัวร์ของคนไทยที่ได้สัมปทานที่เกาะแห่งนี้

ตัวผมเองได้เข้าไปเยือนและดำน้ำลึกที่นี่มาแล้วถึงสองครั้ง  แต่การดำน้ำทั้งสองครั้งนั้นไปกับเรือแบบกินนอนขนาดใหญ่พร้อมมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน แถมไม่ได้ไปแค่เกาะแห่งนี้ แต่เข้าไปถึงทะเลด้านในของประเทศเพื่อนบ้านเลยหล่ะ ก็ต้องยอมรับว่าโลกใต้ทะเลของเขายังสดและสมบูรณ์กว่าบ้านเราหลายเท่าเลยทีเดียว และครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งที่ผมจะเข้าไปเยือนเกาะหัวใจมรกตเพื่อดำน้ำลึก (Scuba Diving) แต่การเดินทางรอบนี้จะไม่เหมือนกับสองครั้งก่อนแน่นอน เพราะผมจะขี่มอเตอร์ไบค์ไปดำน้ำ และไปนอนผึ่งพุงแบบชิลๆบนเกาะตาฟุ๊กสักหนึ่งคืน ซึ่งเป็นเกาะอีกแห่งที่ได้สัมปทานมาเช่นกัน

ความท้าทายนอกจากต้องขี่เจ้าสองล้อคันใหญ่เดินทางไกลเกือบเจ็ดร้อยกิโล เพื่อไปขึ้นเรือที่จังหวัดระนองแล้ว อีกหนึ่งความท้าทายที่ค่อนข้างหนักใจก็คือต้องยัดอุปกรณ์ดำน้ำลึกของผมทั้งชุด (ไม่รวมถังอากาศ) พร้อมอุปกรณ์ถ่ายภาพใต้น้ำขนาดใหญ่ครบเซ็ทซึ่งมีความเปราะบางและต้องดูแลเป็นพิเศษพร้อมสัมภาระเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ลงไปในมอเตอร์ไบค์ขนาดพันซีซีให้ได้ ด้วยน้ำหนักที่ต้องแบกไปไม่น้อย และด้วยมูลค่ากับสิ่งที่ผมต้องพาไปดำน้ำในครั้งนี้ก็ไม่น้อยเช่นกัน ฉะนั้ดังนั้นทริปนี้ผมจะพลาด ล่วงหรือล้มไม่ได้เด็ดขาด


ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ปลายเดือนมีนาคม ท่ามกลางเมฆฝนดำทะมึนกลุ่มใหญ่ ปกคลุมทั่วเมืองหลวงที่ชื่อว่ากรุงเทพมหานคร อุปกรณ์กล้องถ่ายภาพใต้น้ำชุดใหญ่ถูกยัดเข้าไปอยู่ในกระเป๋าข้างและท้ายของ Suzuki V-Strom1000 พาหนะคู่กายของการเดินทางในครั้งนี้  อย่างทะนุถนอมพร้อมกับห่อหุ้มไปด้วยเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวเพื่อกันกระแทก ส่วนอุปกรณ์ดำน้ำอีกชุดใหญ่ก็ถูกมัดท้ายกลายเป็นที่พิงหลังอย่างดียามเดินทางไกล

เมื่อทุกอย่างพร้อม มอเตอร์ไบค์ตัวพันจำนวนสามคันที่ผมได้รับการอำนวยความสะดวกจากทาง Suzuki ก็ทะยานหนีกลุ่มเมฆดำทะมึนอย่างรีบเร่ง ผ่านถนนพระรามสองเลี้ยวซ้ายตรงแยกวังมะนาว  มุ่งหน้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จริงๆ แล้วแผนเดิมคือล้อหมุนออกจากกรุงเทพตอนตีสี่ของวันจันทร์ เพื่อไปสมทบกับพี่ชายใจดีที่จะขับรถยนต์ไปดักรอที่แยกวังมะนาว จากนั้นจะยิงยาวเพื่อให้ถึงจังหวัดระนองในตอนบ่าย แต่ด้วยความโชคดีเหมือนถูกกลั่นแกล้ง กรมอุตุได้แจ้งเตือนว่าพายุฤดูร้อนได้เข้ามาเยือนอย่างกะทันหัน พวกเราจึงจำใจต้องเปลี่ยนแผนและเดินทางก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อไปพักค้างคืนที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี โดยทีมเราไปถึงที่พักภายในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีประมาณ 3 ทุ่มกว่า  มันควรจะถึงตั้งแต่ช่วงพลบค่ำ แต่มัวไปเสียเวลาที่ปราณบุรีเพื่อแวะหาน้องรักนามว่าครูเน ครูฝึกขับขี่มอเตอร์ไบค์หนุ่มชื่อดัง  แต่จะว่าไปแล้วการเสียเวลาในครั้งนี้ช่างคุ้มค่าอย่างมากมาย เพราะมื้อค่ำที่บ้านครูเนนั้นแสนจะอิ่มและอร่อย เรียกว่าทุกอย่างก็น่าจะได้  หากมีโอกาสคงได้แวะไปลิ้มรสอาหารชั้นเลิศอีกอย่างแน่นอน

เช้าวันจันทร์อันแสนวุ่นวายในเมืองหลวง แต่สำหรับพวกเรามันเป็นเช้าที่แสนจะตื่นเต้นเพราะจะหนีพระพิรุณอย่างไรดี ถ้าหนีและหลบไม่ทัน จะเปียกไปทั้งตัวและทำเวลาในการเดินทางไม่ได้แน่ๆ 6:30 มอเตอร์ไบค์ขนาดพันซีซี ทั้งสาม เริ่มทะยานออกจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เม็ดฝนบางๆ ปะทะชิลด์หมวกกันน็อคเป็นระยะพอให้ชื่นใจ แต่ด้านหน้ามีสิ่งที่กระตุ้นต่อมให้ตื่นเต้น เมฆฝนกลุ่มใหญ่ลอยต่ำและกำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเรา ปั๊มน้ำมันแยกกุยบุรีคือเป้าหมายแรกในวันนี้ เพื่อเติมน้ำมันให้เต็มถังและเพื่อรอผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขับรถยนต์ตามมาสมทบ ผู้ใหญ่ท่านนี้เป็นทั้งพี่ชายและคุณครูที่ผมเคารพรักมากๆ ท่านหนึ่ง หลังจากเติมน้ำมันครบทุกคัน ไม่นานนักพี่ชายใจดีก็มาถึง  ทักทายกันได้สักพัก นัดหมายกันเสร็จก็ต้องรีบเดินทางต่อเพื่อหนีฝนกลุ่มใหญ่ที่กำลังไล่หลังมา  

บนถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าสู่แยกปฐมพร จังหวัดชุมพร พวกเรา 4 คนมอเตอร์ไบค์สามคันและรถยนต์หนึ่งคัน  วิ่งไปอย่างเร่งรีบ แต่บางช่วงถนนไม่สามารถทำเวลาได้เนื่องจากมีการปรับปรุงเส้นทางเป็นระยะ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสและขับขี่เจ้า Suzuki V-Strom1000 มันเป็นรถที่ขี่สนุกเลยทีเดียว อัตราเร่งได้ดั่งใจ ตามสไตล์รถสูบวี การเข้าโค้งไม่ว่าจะโค้งกว้าง โค้งแคบก็ทำได้ดีไม่ธรรมดา เข้าได้นิ่งมาก ระบบเบรคก็สั่งได้ดั่งใจที่ต้องการ ช่วงล่างแน่นดี ได้ทั้งทางเรียบและทางขรุขระ แต่สำหรับคนที่ชอบความนิ่มนวลอาจจะไม่ค่อยถูกใจนัก ถ้าจะบอกว่ามันเป็นแนวของฮิพสเตอร์ก็น่าจะได้ ทำความเร็วมากๆ วิ่งสวนลมแรงๆ มีแกว่งบ้าง แต่สำหรับผมยังพอคุมได้ ไม่ถึงขนาดเลวร้ายนัก จะติก็ตรงพักเท้าซ้ายขวาของคนขี่นี่แหล่ะ เอาเท้าลงพื้นทีไร ด้านปลายของพักเท้ามันติดขาผมทุกที ผมเพลิดเพลินกับการลองสมรรถนะของเจ้า V-Strom 1000 จากถนนเพชรเกษมตัดขึ้นสะพานข้ามแยกปฐมพรมุ่งหน้าเข้าเส้นระนอง สิบโมงกว่าๆ ก็มาถึงกระบุรี หรือคอคอดกระอย่างงงๆ มาถึงนี่แล้วก็ต้องแวะชิมขนมจีบซาลาเปา กระบุรีกันหน่อย และก็ไม่ผิดหวัง พออิ่มอร่อยได้ที่ เวลาของการเดินทางก็เริ่มกันอีกครั้ง

เมืองฝนแดดแปดสี่หรือชื่อที่เรารู้จักกันดีนั่นคือจังหวัด เป็นเมืองเล็กๆ อยู่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีทะเลอันดามันขีดเส้นกลางเชื่อมต่อระหว่างไทยและพม่า ระนอง จุดหมายปลายทางของเราสำหรับการขับขี่มอเตอร์ไบค์ก็คือที่นี่นั่นเอง พวกเราเก็บสัมภาระเข้าที่พักเสร็จ ก็ต้องรีบแจ้นออกไปเก็บภาพเพื่อเป็นหลักฐานในการมาเยือนเมืองแห่งนี้กันสักหน่อย

พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) อยู่กลางเมืองระนอง จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์การเสด็จประทับแรม ที่จังหวัดระนองของพระมหากษัตริย์ถึง 3 พระองค์คือ รัชกาลที่ 5  รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 จากนั้นออกนอกเมืองวิ่งเส้นระนอง – พังงาบนทางหลวงหมายเลข 4  จนมาถึงภูเขาหญ้าหรือเขาหัวล้าน ห่างจากตัวเมืองระนองประมาณ 13 กิโลเมตร ภูเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าจากแนวเขาทิศเหนือจรดทิศใต้ ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้เห็นสักต้น แต่บรรยากาศยามเย็นนี่สุดจะบรรยาย

เช้าวันใหม่วันแห่งการมุ่งหน้าสู่เกาะหัวใจมรกต (Cock’s Comb Island) ก็มาถึง วันนี้ผมตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่พ้นขอบฟ้า เตรียมอุปกรณ์ดำน้ำ ประกอบอุปกรณ์กล้องใต้น้ำ ด้วยใจที่โหยหากินไอทะเลอยากจะรีบเอาตัวไปจุ่มน้ำใจจะขาด  รูดซิปกระเป๋าอุปกรณ์ดำน้ำเสร็จ คุณแป๊ะหนึ่งในทีมงานของบริษัทแกรนด์อันดามัน ก็มารับทีมของพวกเราเพิ่อไปขึ้นเรือที่ท่าเรือแกรนด์อันดามัน ซึ่งห่างจากตัวเมืองระนองไม่ถึง 20 นาที ณ ท่าเรือแห่งนี้มีที่จอดรถกว้างขวาง และเป็นที่ตั้งของตม.ไทย ก่อนที่จะขึ้นเรือสปีดโบ๊ทข้ามไปฝั่งพม่า เราต้องทำเรื่องผ่านแดนจากฝั่งไทยให้เรียบร้อย โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทแกรนด์อันดามันเป็นผู้ดำเนินการให้เราทั้งหมด รวดเร็วทันใจจริงๆ

 

จากฝั่งไทยเราเดินทางด้วยสปีดโบ๊ทขนาด 3 เครื่องยนต์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ก็มาถึงเกาะหัวใจมรกต แต่ด้วยทะเลมีคลื่นลม ทางเจ้าหน้าที่ต้องงดกิจกรรมดำน้ำที่นี่เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และเปลี่ยนแผนไปดำน้ำที่เกาะย่านเชือก ห่างจากที่นี่ไปราว 15 นาที เป็นจุดดำน้ำหน้าหาดที่เหมาะสำหรับดำน้ำตื้นและยังคงความสมบูรณ์ของแนวปะการังและฝูงปลา ส่วนตัวผมและทีมงานก็แยกย้ายไปเก็บภาพตามแนวชายหาดที่คงความเป็นธรรมชาติ ผ่านไปร่วมชั่วโมงเรือก็เดินทางต่อจากเกาะคาดเชือกมายังเกาะที่พวกเราจะพักค้างคืนในคืนนี้ ทันทีที่เรือแล่นผ่านหัวแหลมมาถึงด้านหน้าของหาดทรายแนวยาวขาวสะอาด พี่ชายใจดีหนึ่งในทีมก็ถึงกับอุทานออกมาอย่างดังว่า “สวยชิบหายเลย” เรียกได้ว่ายืนยันและคอนเฟิร์มความงามของธรรมชาติตรงจุดนั้นได้เป็นอย่างดี

ใช่แล้วครับมันคือเกาะตาฟุ๊ก (Tafook Island) เป็นอีกหนึ่งเกาะที่บริษัทแกรนด์อันดามันซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยที่ได้สัมปทานมาเพียงเจ้าเดียว เกาะแห่งนี้ยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติอันแสนงดงาม ต้นไม้ใหญ่เขียวขจีปกคลุมเกือบจะทุกตารางเมตรของพื้นที่ หลังจากเรานั่งพักเก็บสัมภาระเข้าที่พัก เก็บบรรยากาศกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาย้อนไปเกาะย่านเชือก ที่เต็มไปด้วยประการัง ฝูงปลาและความงามใต้ท้องทะเลอีกครั้ง โดยเรือหางยาวขนาดใหญ่ ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้พวกเราพร้อมถังอากาศสำหรับดำน้ำสำหรับใช้ดื่มด่ำกับโลกใต้ทะเลที่นี่ร่วมชั่วโมงเราก็ต้องรีบกลับมาที่เกาะตาฟุ๊ก เพื่อเก็บภาพพระอาทิตย์ตกน้ำก่อนจะหมดวัน

ที่พักบนเกาะตาฟุ๊กไม่มีบ้านให้นอน ไม่มีแอร์เย็นๆ ให้ผ่อนคลาย แต่มีเต๊นท์ ขนาดใหญ่และหรูหรา ถูกกางไว้บนระเบียงไม้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภายใน มีพัดลมและปลั๊กไฟให้ใช้กันสำหรับชาร์จอุปกรณ์กล้องและมือถือ  อากาศยามค่ำคืนก็สุดแสนจะโรแมนติก มีร้อนบ้างช่วงหัวค่ำ ยิ่งดึกดื่นอากาศยิ่งดีเหมาะแก่การนั่งจิบเครื่องดื่มร้อนๆ เคล้าเสียงคลื่นในทะเลเป็นอย่างยิ่ง

เสียงคลื่นจากน้ำทะเลซัดสาดทรายขาวหน้าหาดประสานกับเสียงลมพัดผ่านใบไม้เขียวขจีบริเวณรอบที่พัก  แซมด้วยเสียงร้องเพลงของนกตัวน้อย ในยามเช้าของวันใหม่ กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นจากเครื่องชงขนาดย่อมที่พี่ชายใจดีตั้งใจขนมาพร้อมกาแฟชั้นเลิศจากดอยสูง มันช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนวิเศษจริงๆ

หลังจากมื้อเช้าริมหาด พวกเราก็พร้อมขึ้นเรือหางยาวลำเดิมอีกครั้ง วันนี้เราจะไปเกาะหัวใจมรกตอีกรอบ เพื่อลงดำน้ำลึกตรงปากทางเข้า เรือลำน้อยถูกคลื่นโยนไปมาไม่นานนักเราก็มาถึงด้านหน้าของเกาะสุดฮ็อต แต่ด้วยคลื่นลมที่พัดโบกจนเรือโคลงเคลง แผนที่วางไว้ก็ถูกเปลี่ยนอย่างรวดเร็วโดยหลบลมไปอีกด้านของเกาะหัวใจมรกต ซึ่งเราก็ไม่มีหมายที่แน่ชัดว่าจะลงดำน้ำตรงไหน แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาจากการดำน้ำของตัวผม มองซ้ายมองขวา ดูกระแสน้ำและคลื่นลมแล้ว เราเลือกลงตรงด้านทิศตะวันตกเฉียงขึ้นมาทางด้านใต้ของตัวเกาะและนัดหมายกันว่าจะลงดำกันสักประมาณสิบถึงสิบห้านาที หากไม่มีอะไรน่าสนใจก็ขึ้นสู่ผิวน้ำและกลับขึ้นเรือได้เลย แต่ปรากฏว่าเอาเข้าจริงไดฟ์นี้โดนกันไปร่วมชั่วโมงเพราะทีมเราได้ไปค้นพบแหล่งดำน้ำใหม่อีกหนึ่งจุดเป็นกองหินขนาดย่อมที่ความลึกประมาณ 20 เมตร เต็มไปด้วยแนวประการังและฝูงปลามากมาย  

มื้อเที่ยงริมหาดแสนอร่อยสำหรับวันนี้ผ่านไปอีกหนึ่งมื้อ พวกเราเตรียมเก็บสัมภาระรอเรือสปีดโบ๊ทที่จะพานักท่องเที่ยวแบบเดย์ทริพเข้ามาเที่ยวที่เกาะตาฟุ๊ก เพราะเราจะต้องอาศัยเรือกลับฝั่งในช่วงบ่าย ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้ลงไปดำน้ำที่เกาะหัวใจมรกตตามที่ตั้งใจไว้  แต่ก็คงไม่เป็นไรครั้งนี้ไม่ได้ครั้งหน้าก็แล้วกัน เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

บ่ายกว่าๆ เจ้าหน้าที่ของบริษัทแกรนด์อันดามันก็เรียกนักท่องเที่ยวทั้งหมดขึ้นเรือเพื่อจะไปดำน้ำตื้นอีกหนึ่งไดฟ์ก่อนกลับเข้าฝั่ง เมื่อเรือแล่นห่างออกไปจากตัวเกาะมุ่งหน้าไปยังเกาะหัวใจมรกต ทะเลเรียบสนิทไร้คลื่นลมแตกต่างจากช่วงเช้าอย่างสิ้นเชอง สิ่งที่ตั้งใจไว้ก็ใกล้ความจริง เรือแล่นไปเทียบตรงปากทางเข้าเกาะ นักท่องเที่ยวเตรียมลงดำน้ำตื้นกันทั้งลำเรือ แล้วผมล่ะจะทำอย่างไรดี อุปกรณ์ดำน้ำถูกเก็บเข้ากระเป๋าหมดแล้ว หันซ้ายหันขวา เอาวะลงก็ลง หันไปหยิบถังอากาศที่บรรทุกมาเตรียมนำเข้าฝั่ง ประกอบเข้าชุดอย่างว่องไว พร้อมหยิบอุปกรณ์กล้องใต้น้ำที่ยังไม่ได้แยกชิ้นออกจากกัน กระโดดน้ำเสียงตูมใหญ่ ไม่ถึงสองนาที ตัวผมและกล้องคู่กายก็มาอยู่ใต้น้ำปากทางเข้าหัวใจมรกตเป็นที่เรียบร้อย และก็ไม่ผิดหวังกับสิ่งที่เห็น น้ำใสๆ กลุ่มปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายผ่านหน้าไปมา เงาสะท้อนจากผิวน้ำยามบ่ายกระทบลงพื้นทรายรอบด้าน ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรให้มันเห็นภาพได้มากกว่านี้ ผ่านไปกี่นาทีไม่ทราบได้ ผมก็ต้องกลับขึ้นเรือ เก็บอุปกรณ์ดำน้ำลงกระเป๋า ตัวเปียกๆ นั่งตากแดดปะทะลมอยู่ด้านหน้าเรือสปีดโบ๊ทกลับเข้าฝั่งอย่างสบายอารมณ์

อุปกรณ์ดำน้ำและอุปกรณ์กล้องทั้งหมดถูกแยกชิ้นและถูกจัดเรียงเข้าไปอยู่ในกระเป๋าข้างและท้ายของ V-Strom 1000 อย่างทะนุถนอมอีกครั้ง ก่อนเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น สำหรับคืนนี้ที่จังหวัดระนอง ก่อนเดินทางกลับทางคุณบอยและคุณแป๊ะแห่งบริษัทแกรนด์อันดามันก็ได้พาเราไปลิ้มรสอาหารชั้นเลิศอันขึ้นชื่อของเมืองระนองอีกครั้ง ก่อนจะร่ำลาและขอบคุณในการดูแลทีมเราเป็นอย่างดี

 

วันสุดท้ายของทริปขี่รถไปดำน้ำก็มาถึง ก่อนเดินทางออกจากเมืองฝนแปดแดดสี่ คุณบอยและคุณแป๊ะ ก็ยังไม่ยอมให้เรากลับกันง่ายๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเราต้องเดินทางไกลเกรงว่าจะหิว งั้นเราไปเติมพลังติ่มซำร้านอร่อยแห่งเมืองระนองกัน ก็โดนกันไปอีกชุดใหญ่ จากนั้นก็ร่ำลากันเป็นครั้งที่ 2 ก่อนแยกย้ายจากกันด้วยร้อยยิ้มที่มีให้กันและกัน

ระหว่างเดินทางกลับ ผมไม่ลืมที่จะลองทดสอบรถอีก 2 คันจากค่าย Suzuki ที่เขตและแบงค์ขับขี่ร่วมขบวนมาด้วยในครั้งนี้ แต่ก็แค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้อะไรมากมาย

Suzuki GSX-S1000F สปอร์ตทัวร์ริ่งและ Suzuki GSX-S1000 ที่เป็นเน็กเก็ตไบค์ ทั้ง 2 คันล้วนมีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวไฉไล แบบผ่านไปทางไหน ถ้าวัยรุ่นไม่หันมามองนี่ให้เคาะกะโหลกได้เลย อัตราเร่งทำได้ดี ได้ดั่งใจ เข้าโค้งนิ่งๆ ได้สบาย ระบบเบรคก็สั่งได้ตามต้องการ ทางตรงถ้าวิ่งปะทะลมเจ้า S1000F ทำได้ดีกว่า ยิ่งถ้าหมอบติดถังน้ำมันด้วยยิ่งสบาย ส่วนตัว S1000 ทางตรงนี่เหนื่อยใช้ได้เลย เพราะด้วยความที่เป็นเน็กเก็ตไบค์ ไม่มีชิลบังลม ก็เลยโดนแบบเต็มๆ อย่างไรก็ดีทีมงานก็บอกกับพวกผมว่าจะนำมันไปทดสอบๆ เต็มๆ อีกครั้ง ยังไงๆ ก็รอติดตามกันต่อไปนะครับ  

พวกเราเดินทางกลับถึงกรุงเทพกันค่อนข้างจะดึกและทริพนี้ก็ผ่านพ้นไปดั่งใจที่หวังไว้ ได้ขี่ซุปเปอร์ไบค์ ขนอุปกรณ์กล้อง อุปกรณ์ดำน้ำ ไปดำน้ำที่เกาะหัวใจมรกตตามที่หวัง หากท่านใดต้องการไปสัมผัสเกาะแห่งความคลาสสิก ในทะเลพม่าสามารถติดต่อได้ที่บริษัทแกรนด์อันดามันเลยครับ  

ขอขอบพระคุณ

บริษัท แกรนด์อันดามัน ทราเวล จำกัด ที่เอื้อเฟื้อและดูแลทีมงานเป็นอย่างดี
บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถทั้ง 3 คันสำหรับการถ่ายทำ

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here