สายพันธ์ใหม่ตัวแรงจากค่ายใบพัดสีฟ้า …. !

0
338

ช้าไปหน่อยแต่ดีกว่าไม่มา กับการทดสอบรถสายพันธ์ใหม่ตัวแรงจากค่ายใบพัดสีฟ้า S 1000 XR ซึ่งแค่เห็นรหัสก็พอจะการันตีความแรงได้แล้ว แต่จะแรงมากน้อยแค่ไหน ใช้งานได้จริงมั้ยแบบนี้ต้องพิสูจน์

เรื่อง: Khet       เรียบเรียง: Thammarat Saelee            ภาพ: Man

งานนี้ทีมงานก็ขออภัยด้วยครับกับรีวิวที่มันน่าจะมานานแล้ว แต่ก็เพิ่งจะได้มีโอกาสทดสอบกันจริงๆ จังๆ ก็ไม่นานมานี้เอง สืบเนื่องจากก็ต้องรอรถเดโมจากค่ายรถ และโอกาสที่เหมาะสม กับรถสายพันธ์ใหม่รุ่นใหญ่จาก BMW อย่าง S 1000 XR ที่แค่ได้ยินชื่อรหัสก็พอจะเดาๆ ได้ว่ามันต้องแรงแหงๆ เพราะมันใช้รหัสเดียวกับเจ้า S 1000 RR สปอร์ตไบค์เรือธงจากทางค่ายใบพัด ที่ก่อนหน้านี้ก็แตกไลน์กลายเป็นเน็กเก็ตไบค์ไปเป็น S 1000 R มาแล้ว แต่คราวนี้แตกไลน์มาใหม่มาเป็นรถพันธุ์ผสมแทน

เจ้า S 1000 XR มองเผินๆ ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่ามันคือสปอร์ตทัวริ่งคันนึงที่ไม่ต่างจากสปอร์ตทัวริ่งค่ายอื่นสักเท่าไหร่นัก แต่ทางค่ายกลับไม่ได้วางให้มันเป็นสปอร์ตทัวริ่งอย่างที่ท่านเข้าใจ (ตอนแรกผมก็คิดนะว่ามันเป็นสปอร์ตทัวริ่ง) ทางค่ายใบพัดกับมองว่ามันคือแอดเวนเจอร์สปอร์ต (ในเว็บนี่วางอยู่ในกลุ่มเดียวกับเจ้า R 1200 GS เลยล่ะครับ) แม้จะรู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ ในเรื่องหน้าตา ช่วงล่างและล้อของมันก็เถอะ แต่ BMW Motorrad ก็ออกแบบมันขึ้นมาในแนวทางนั้นจริงๆ โดยใช้จุดเด่นจากรถสองสไตล์มาผสมเข้าด้วยกันเป็นรถไฮบริดที่ใช้น้ำมันก็ได้ใช้ไฟฟ้าก็ได้ เอ๊ย ไม่ใช่ มันเป็นรถไฮบริดที่ดึงเอาสมรรถนะและความคล่องตัวในแบบของสปอร์ตไบค์มาผสมเข้ากับท่านั่งหลังตรงที่ให้ความสบายเวลาขับขี่ทางไกลในแบบของทัวริ่งแอดเวนเจอร์ของเจ้า GS ลงมาผสม

รูปงาม

ก็อย่างที่ผมกล่าวไปน่ะครับว่ามันเป็นรถที่แตกไลน์มาจากเจ้า S 1000 RR มันก็เลยมีสไตล์ที่คล้ายคลึงกับรุ่นพี่ของมันอยู่ค่อนข้างมาก ไฟคู่หน้า สูงต่ำที่มีมาให้ ตามสไตล์รุ่นพี่ อย่างเจ้าฉลามบก BMW S 1000 RR ยังมีเอกลักษณ์ตามแบบของค่ายใบพัดยังคงตาเหล่เหมือนเช่นเคย แต่ไม่ได้เป็นตาเหล่ที่ดูแล้วไม่สวยงามแต่เป็น เหล่ที่ดูเท่และโดดเด่นอย่างมีเสน่ห์ดึงดูดคนร่วมทางดีครับ แน่นอนว่าไฟเดย์ไลท์ที่ให้มานั้นสว่างจัดจ้านอย่างแรง เด่นชัดเจนดีครับ หล่อๆ ผ่าน ไฟท้ายเป็นแบบ LED สว่างทั้งกลางวันกลางคืน ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยได้เป็นอย่างดีครับ ส่วนรูปทรงนั้นก็ยังมีความคล้ายคลึงกับเจ้าฉลามอยู่บ้าง แต่จะไม่มีเหงือกข้างๆ เหมือนกับเจ้าฉลามแล้ว ตัวรถจะมีสองสีให้เลือก คันที่เราได้มาทดสอบวันนี้เป็นสีแดง Racingred อีกสีจะเป็นสีขาว Lightwhite ซึ่งก็เลือกได้ตามใจชอบครับ ด้านดีไซน์นั้นออกมาได้แปลกใหม่ มีความทันสมัยและโดดเด่น หน้าจอเรือนไมล์เป็นดิจิตอลผสมกับวัดรอบอนาล็อก ตัวหน้าจอดิจิตอลแสดงข้อมูลต่างๆ ได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ระยะทาง ตำแหน่งเกียร์ มีไฟชิฟท์ไลท์ช่วยเตือนเวลาถึงรอบที่เหมาะสมกับการเข้าเกียร์ด้วย โหมดการขับขี่หรือโหมดของระบบไฟฟ้าอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าให้ข้อมูลจำเป็นครบถ้วนและช่วยให้ใช้งานได้ง่ายอีกด้วย สวิตช์ควบคุมต่างๆ ที่ด้านซ้ายมีขนาดใหญ่และใช้งานได้สะดวก ไม่ชวนสับสน

ขุมกำลัง

เจ้า S 1000 XR นั้นมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 999 ซีซี 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ เรียกแรงม้าได้เกือบๆ 160 ตัว (ซึ่งเครื่องยนต์ก็เป็นเครื่องบล็อกเดียวกับเจ้าฉลามนั้นเอง) ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังในการเดินทางแบบเหลือๆ สบายๆ เพราะในการทดสอบครั้งนี้เราเลือกใช้ระยะทางพิสูจน์ประมาณ 1,000 กิโลเมตร จากการทดสอบขับขี่ไปกลับ กรุงเทพฯ – เพชรบูรณ์ โดยมีสภาพอากาศอุณหภูมิต่ำสุด 17 องศาในภูหินร่องกล้า สูงสุด 34 องศา ตลอดการเดินทาง เครื่องยนต์นั้นสามารถขี่หวดกันยาวๆ ได้สบายไม่มีปัญหาใดๆ สุ้มเสียงก็ไพเราะเพราะพริ้งตามแบบของสี่สูบเรียงครับ

ในส่วนของโหมดการทำงานเครื่องยนต์มีทั้งหมด 4 โหมด Rain, Road, Dynamic, Dynamic Pro ซึ่งในแต่ละโหมดก็จะให้กำลังเครื่องยนต์แตกต่างกันออกไป ขอเริ่มจากโหมด Rain ก็แล้วกันครับ ก็ตรงๆ ตามชื่อโหมดเลยครับ จะเป็นโหมดที่ใช้ในสภาพถนนเปียก ลื่น หรือในขณะที่ฝนตกอยู่นั่นเอง ถือเป็นโหมดเพื่อเน้นในเรื่องของความปลอดภัย จะช่วยทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์นั้นนุ่มนวลมากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งพละกำลังของเครื่องยนต์ไว้เช่นเดิม แน่นอนว่าเราได้ทดลองใช้ด้วยครับ เพราะระหว่างที่เราขี่ขึ้นไปยังเพชรบูรณ์นั้นมีฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย หลังจากได้ทดลองใช้แล้วถือว่ามันช่วยให้มีการยึดเกาะและเพิ่มความมั่นใจได้มากเลยล่ะครับ  ต่อมาจะเป็นโหมด Road ซึ่งเป็นโหมดที่ใช้ในสภาพถนนปกติหรือถนนแห้งนี่ล่ะครับ คันเร่งก็จะตอบสนองปกติ ช่วยให้ขับขี่ในเมืองหรือเดินทางไกลได้สบายๆ ไม่แรงหรือกระโชกโฮกฮากจนเกินไป ต่อมาจะเป็นโหมด Dynamic เป็นโหมดที่เริ่มใช้แรงจากเครื่องยนต์ ขี่สนุก แรงเหลือๆ ใช้ขึ้นเขาอย่างภูทับเบิกได้สบายๆ เลยครับ เกียร์ 2 และ 3 ก็ยังมีกำลังส่งมากพอที่จะส่งคนขับและรถพร้อมกันน้ำมันเต็มถังขึ้นไปได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว และโหมดสุดท้ายกับโหมด Dynamic Pro จะเรียกว่าโหมด Sport เลยก็ไม่ต่างกันมากครับ แลดูจะง่ายกว่าด้วย บอกเลยครับว่าสั้นๆ ว่า “แรง” ทุกอย่างเหมือนรถสปอร์ตเลย พละกำลังรอบเครื่องจะถูกรีดสมรรถนะออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ การตอบสนองของคันเร่งจะไวมากขึ้นกว่าโหมดอื่นๆ ทำให้อัตราเร่งดี สามารถเร่งแซงได้สะดวก หรือจะทำความเร็วเวลาเดินทางไกลๆ ก็ทำได้ครับผม ส่วนเรื่องของเอ็นจิ้นเบรคของเครื่องยนต์นั้นก็มีพอประมาณ แต่ก็ไม่ถือว่าน้อยจนเกินไป ช่วยให้การเชนจ์เกียร์ชะลอความเร็วเข้าโค้งได้ดีเลยล่ะครับ

 การขับขี่

ตัวรถนั้นเป็นแฮนด์บาร์ตามสไตล์ของรถทรงนี้ ท่านั่งของรถเองก็ออกแบบมาให้ไปในทางสไตล์แอดเวนเจอร์แบบเดียวกับเจ้า GS คือจะเป็นท่านั่งหลังตรงที่ถือว่าเป็นท่านั่งที่ขี่ได้สบาย แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถพลิกรถง่าย ออกแนวรถสปอร์ตในเรื่องของมิติ ซึ่งตรงจุดนี้เนี่ยจะทำให้ขี่ใช้งานในเมืองได้สบาย เนื่องจากความคล่องตัว นอกจากนี้ตัวเบาะนั่งนั้นค่อนข้างสูงเมื่อบวกกับตัวถังน้ำมันที่ค่อนข้างกว้างนั้น ทำให้ผมคิดว่ามันน่าจะเหมาะกันคนตัวสูงประมาณนึง ที่มีช่วงแขนยาวๆ คนตัวเตี้ยหน่อยอาจจะหนีบถังได้ไม่ค่อยถนัดนัก แต่ก็ไม่ได้มีปัญหามากอะไรนัก และปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการซื้อเบาะแบบต่ำมาใส่เพิ่มได้ครับ ชิลด์หน้ามีความสูงที่พอเหมาะช่วยแหวกลมและรองรับเรื่องแอโรไดนามิกได้ดี แต่ในขณะเดียวก็มีส่วนที่เว้าช่วยให้ไม่ร้อนเนื่องจากลมไม่ถึงตัวเลยด้วยครับ

            สำหรับเบาะนั่งคนซ้อนนั้นถือว่าค่อนข้างสูง สูงจนหัวเลยคนขับทำให้ต้องโน้มตัวลงไปกอดคนขับตอนความเร็วสูง ลมที่มุดผ่านจากชิลด์หน้าทำให้กระทบกับตัวคนซ้อนค่อนข้างแรงในระดับนึง สำหรับการขับขี่เดินทางไกลถือว่าทำได้ดีมากๆ นั่งสบายไม่เมื่อยตลอดการเดินทาง พักทานอาหาร เติมน้ำมันปกติ อาจจะเป็นเพราะว่าการวางเท้า ทำให้ไม่ต้องย่อขาหรืองอเข่ามากจนเกินไปพอดีกับนั่งเก้าอี้ปกติ อาจจะมีเมื่อยหลังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ลูกเล่น

แน่นอนครับว่าเจ้า S 1000 XR ต้องมาพร้อมกับลูกเล่นมากมายอันเนื่องมาจากมันเป็นรถจากค่ายเยอรมันที่เน้นและมีชื่อเสียงในด้านเทคโนโลยีครับ มันจึงเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การขับขี่นั้นเป็นไปได้อย่างราบลื่นและปลอดภัยครับ เริ่มกันที่เจ้าควิกชิฟเตอร์ก่อนเลยครับทาง BMW เขาเรียกมันว่า Gear Shift Assistant Pro ซึ่งก็มีความโปรสมชื่อ มันสามารถช่วยให้ท่านเข้าเกียร์ไม่ว่าจะสับขึ้นหรือเชนจ์ลงได้สะดวกแบบไม่ต้องกำคลัทช์ ซึ่งเป็นข้อดีช่วยให้คุณไม่ต้องสนใจเรื่องคลัทช์มากนักและช่วยให้มีสติไปจดจ่อกับเส้นทางที่คดเคี้ยวบนภูเขาที่ท่านกำลังเดินทางได้มากขึ้นครับ นอกจากนี้เจ้าควิกชิฟเตอร์ตัวนี้เนี่ยยังทำงานได้ดีไม่มีปัญหาเกียร์ว่าวด้วยครับผม

ต่อมาก็จะมีช่วงล่างหรือระบบกันสะเทือนที่ให้มาเป็นระบบกันสะเทือนไฟฟ้าทั้งหน้าและหลัง สามารถปรับแต่งความนุ่มนวลหรือแข็งกระด้างให้เข้ากับการขับขี่ได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้ว หลักๆ จะแบ่งออกเป็น 3 โหมดการใช้งาน โดยจะมีสัญลักษณ์แสดงขึ้นที่หน้าจอเป็นรูปหมวกกันน็อคและกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งก็ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและเข้าใจง่ายครับ โหมดแรกนั้นคือโหมดขับขี่คนเดียวก็จะแสดงผลเป็นหมวกกันน็อค 1 ใบ โหมดสำหรับขี่คนเดียวพร้อมสัมภาระก็จะแสดงทั้งหมวกกันน็อคและกระเป๋า ซึ่งก็จะปรับโช้คให้แข็งมากขึ้นอีกระดับ เพื่อไม่ให้โช้คย้วยจนเสียการยึดเกาะเวลาเปิดคันเร่งหรือปิดคันเร่งแรงๆ หรือกะทันหันครับ ส่วนอีกโหมดก็จะเป็นโหมดมีคนซ้อน ระบบก็จะเซ็ตให้แข็งมากขึ้นไปอีกเพื่อรองรับน้ำหนักของคนซ้อนครับผม ซึ่งเรียกได้ว่าเหมาะสมกับการใช้งานในสไตล์ทัวริ่งแอดเวนเจอร์มากๆ ครับผม โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า ซ้อนสองคน ให้ใช้โหมดที่ 2 ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะโช้คมันค่อนข้างแข็ง เว้นแต่ว่าคุณอยากจะขับขี่ในสไตล์สปอร์ตมากๆ หน่อยน่ะครับ อย่างไรก็ดีบางท่านอาจจะชอบการตอบสนองของโช้คที่แตกต่างออกไปก็เป็นได้

ในส่วนของระบบเบรค เบรคคู่หน้าติดกับรถมาเป็นคาลิเปอร์เบรคของ Brembo มาเลย แม้จะไม่ใช่โมโนบล็อกหรือรุ่นโหดๆ แต่ผมว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทาง สำหรับรถคันนี้ ส่วนด้านหลังนั้นเป็นของทางค่ายแต่ก็มีระบบ ABS เข้ามาช่วยเสริมความปลอดภัยเวลาเบรคกะทันหันหรือว่าถนนลื่นครับ

นอกจากนี้แล้วด้านหน้ามีอุปกรณ์ความสะดวกอย่างช่องสำหรับชาร์จไฟอุปกรณ์อิเล็กทอนิกส์ ชิลด์หน้าปรับระดับความสูงได้ (ยังไม่เป็นไฟฟ้า) มีระบบช่วยเสริมควบคุมความเสถียรของตัวรถหรือ ASC ที่ช่วยควบคุมแรงบิดที่จะส่งผ่านออกมาจากเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวของถนนเพื่อช่วยเสริมความปลอดภัยครับ และเสริมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นกับการเดินทางไกลด้วยอุ่นมือหรือฮีทกริ๊ปและครูซคอนโทรลที่ช่วยให้สามารถขับขี่ทางไกลในสถานที่หนาวเย็นและเส้นทางยาวๆ ได้สบายมากยิ่งขึ้นครับ

สรุป

ครับมาถึงตอนนี้แล้วหลายๆ คนย่อมมีคำถามในใจเกิดขึ้นครับว่า แล้วถ้าเทียบกับเจ้า R 1200 GS ล่ะครับ มันจะเป็นอย่างไง ผมว่ามันเป็นเรื่องของสไตล์เป็นหลักล่ะครับ เนื่องจากเครื่องยนต์นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งนั้นก็จะทำให้ฟีลลิ่งในการขับขี่แตกต่างกันออกไปครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของช่วงล่างอีกที่แตกต่างกันพอสมควร แต่ในเรื่องความสามารถในการขับขี่ออฟโร้ดนั้นผมมองว่าเจ้า GS ทำได้ดีกว่านะครับ แม้ว่าเราจะไม่ได้ทดสอบออฟโร้ดกับเจ้า S 1000 XR แต่ถ้าดูจากระยะยุบแล้วก็ค่อนข้างน้อย คือขี่ลุยได้บ้าง แต่จะหนักจนเป็นสไตล์เอ็นดูโร่มากไปก็คงจะไม่เหมาะนักครับ

“มันคือรถลูกผสมที่มีส่วนผสมที่ลงตัว แม้ว่ามันอาจจะดูแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ถ้าได้ลองขี่แล้วอาจจะติดใจก็เป็นได้”

ติดต่อสอบถาม

Tel: 1-800-269-269 (โทรศัพท์ธรรมดา), 1-401-269-269 (โทรศัพท์มือถือ) Ext. 8521

Fax: 02-938-7117

Website: www.bmw-motorrad.co.th

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here