Ducati Panigale V4 R

Ducati Panigale V4 R รอบสูงจัดทำค่ายอื่นเสียเปรียบ?

 

ล่าสุดจากการแข่งขัน World Superbike Championship 2019 ในสนามแรกที่ Philips Island ที่ประเทศออสเตรเลียจะเห็นได้ว่า Alvaro Bautista นักแข่งแดนกระทิงดุที่เคยอยู่ในสังเวียน MotoGP มานานถึง 16 ปี แต่ทว่าในปีนี้เขาได้มาลงแข่งให้กับทีม Aruba.it Racing – Ducati ควบ Panigale V4 R และทำเรื่องช็อกวงการชาวสองล้อ เข้าเส้นเป็นอันดับ 1 ทั้งสองเรซ แบบที่ Jonathan Rea แชมป์ WorldSBK 4 สมัยรวดที่ควบ Kawasaki ZX-10RR ต้องเครียดหนัก แม้ว่า Rea เองจะยังสามารถรักษาโพเดี้ยมอันดับ 2 ไว้ได้ทั้ง 2 เรซก็ตาม แต่ก็ยังเป็นน่าตกใจที่ Bautista นั้นเป็นน้องใหม่ WorldSBK ที่มาพร้อมกับรถใหม่ของ Ducati ที่เพิ่งจะใช้แข่งในปีนี้อีกด้วย อะไรคือสาเหตุให้ปีนี้ Ducati จึงมาแรงแบบนี้

Alvaro Bautista Ducati - Phillip Island
Alvaro Bautista กับ Ducati Panigale V4 R

“หรือรอบสูงๆ ของ Ducati Panigale V4 R เป็นเหตุให้รถคันอื่นสู้ไม่ไหว?”

 

การหาเหตุผลมารองรับก็มีการคาดคะเนกันว่ามันมาจากเรื่องของความเร็วรอบเครื่องยนต์ สืบเนื่องจากกติกาเรื่องการจำกัดความเร็วรอบของเครื่องยนต์สูงสุดที่มีผลต่อรถทุกคนอาจจะเป็นช่องโหว่ให้ Ducati Panigale V4 R เป็นรถที่ได้เปรียบคันอื่นๆ

Scott Smart
Scott Smart

กติกานั้นคือทาง FIM หรือสมาพันธ์สมาพันธ์จักรยานยนต์นานาชาติได้กำหนดกติกาเรื่องความเร็วรอบไว้ว่าให้เพิ่มรอบสูงสุดของเครื่องยนต์อีก 3% จากรอบสูงสุดโดยเฉลี่ยของเกียร์ 3 และเกียร์ 4 (กติการเรื่องการจำกัดรอบนี้เริ่มใช้ในการแข่งขันในปี 2018 และอาจะเปลี่ยนแปลงได้แม้การแข่งจะดำเนินไปแล้วหลายสนามก็ตาม) โดย Scott Smart เทคนิคัลไดเรกเตอร์ของทาง FIM WSBK ได้อธิบายไว้ว่า

“เราได้ทำการทดสอบบนไดโนและสเต็ปเทสต์หลายครั้งเพื่อให้รู้ว่าแรงม้าสูงสุดของรถนั้นอยู่ที่รอบที่เท่าไหร่ จากนั้นเราก็เพิ่มรอบเข้าไปอีก 1100 รอบ แล้วเราก็เอาตัวเลขที่ได้ 2 ค่าแล้วเลือกค่าที่ต่ำที่สุดมา วิธีนี้จะทำให้ค่ายรถไม่สามารถใช้ตัวจำกัดรอบแบบปลอมๆ มาได้ ดังนั้นเราก็จะได้ตำแหน่งกราฟแรงม้าที่สมเหตุสมผลกับความเร็วรอบ”

“โดยพื้นฐานแล้วเวลาคุณเร่งความเร็วเครื่องยนต์บนไดโน มันก็เลยจะวิ่งไปได้ถึง 16,500 รอบที่เกียร์สูงสุด ซึ่งดูเกินจริง คุณไม่เคยเห็นตัวเลขนี้ในรถซูเปอร์ไบค์พันซีซีมาก่อนแน่นอน ส่วนในเกียร์อื่นๆ มันมีรอบสูงสุดที่ 16,000 รอบ และเกียร์สูงสุดที่ 16,500 รอบ เกือบจะเหมือนว่ามันโอเวอร์รันแล้ว ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าที่ความเร็วรอบขนาดนั้นคุณจะทำอะไรได้บ้าง และมันจะมีแรงม้ามากขนาดไหน”

 

“ถ้าเราอิงจากฐานที่ 16,000 หรือ 16,500 รอบ แล้วบวก 3% เข้าไป ก็จะอยู่ที่ราวๆ 16,500-16,600 หรือ 17,000 ในเกียร์สูงสุด แต่มันจะเกินจริงเกินไป เนื่องจากรถนั้นมีแรงม้าสูงสุดที่ 15,250 รอบ ดังนั้นเราก็เลยเพิ่มความเร็วรอบ 1100 รอบเข้าไปที่จุดนี้ กลายเป็น 16,350 รอบ ซึ่งเป็นจุดที่เรากำหนดว่าเป็นเรดไลน์ และดูสมเหตุสมผลมากขึ้น แต่มันก็ดูเหมือนจะสามารถทำความเร็วจบทางตรงได้เร็วมากๆ อยู่ดี”

 

และนั่นเองเป็นเหตุให้รอบของ Ducati Panigale V4 R มีรอบสูงสุดสูงถึง 16,350 รอบ มากที่สุดเมื่อเทียบกับรถจากค่ายอื่นๆ

กราฟเปรียบเทียบความเร็วรอบ

ด้านบนคือกราฟเปรียบเทียบความเร็วรอบสูงสุดของแต่ละค่าย อิงข้อมูลที่ทาง WSBK เปิดเผยออกมา

จากกราฟด้านบนจะเห็นได้ว่า Ducati นั้นมีรอบที่สูงโดดออกไปอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี เราก็จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงเรื่องความเร็วรอบของรถจากค่ายอื่นๆ อีกด้วย

ปีนี้นอกจาก Ducati ที่เป็นรถใหม่แล้วหลายๆ ค่ายก็ใช้รถใหม่ทำการแข่งขันเช่นกัน Kawasaki Ninja ZX-10RR เองก็เป็นรถใหม่เนื่องจากโมเดลใหม่นั้นถูกออกแบบให้มีความเร็วรอบของเครื่องยนต์นั้นเพิ่มสูงจากเดิม โดยรถสแตนดาร์ดขี่ถนนนั้นมีความเร็วรอบมากกว่าเดิม 600 รอบ แต่รถแข่งใน WorldSBK ถูกเพิ่มเข้ามาอีกเพียง 500 รอบเท่านั้น ทำให้ ZX-10RR มีความเร็วรอบสูงสุดในตอนต้นฤดูกาล 2019 ที่ 14,600 รอบ

Tom Sykes กับ BMW S 1000 RR

BMW S 1000 RR ก็เป็นโมเดลใหม่และได้รับการปรับความเร็วรอบสูงสุดเป็น 14,900 ตามที่ FIM เปิดเผยข้อมูลออกมา แม้ว่าในหนังสือสีเหลืองเล่มล่าสุดของ FIM จะระบุไว้ว่า 14,950 รอบ แต่ 50 รอบที่เพิ่มเข้ามานั้นเป็นของรถโมเดล 2018 เท่านั้นไม่ใช่ 2019

ส่วนที่น่าแปลกก็คือปีที่แล้ว Suzuki GSX-R1000R มีความเร็วรอบสูงสุดที่ 14,700 รอบ แต่ต้นฤดูกาลนี้กลับมีรอบสูงสุดเพิ่มเป็น 14,900 รอบ หลังจากผ่านการทดสอบความสามารถของเครื่องยนต์จริงๆ ที่นำมาใช้แข่งในฤดูกาล 2019 ตอนนี้ไม่มีทีม Suzuki ที่ลงแข่งตลอดทั้งฤดูกาล แต่ลิมิตนี้ใช้กับนักแข่งไวลด์การ์ดหรือทีมอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาลงแข่งขันหลังจากเริ่มสตาร์ทฤดูกาล 2019 ไปแล้ว

อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่ามีเพียง Alvaro Bautista เท่านั้นที่สามารถขึ้นโพเดียมได้ ในขณะที่คนอื่นๆ ที่ใช้รถ Ducati ด้วยกันกับไม่สามารถทำอันดับได้ดีกว่ารถจากค่ายอื่นๆ แสดงให้เห็นว่าแม้รถ Ducati จะแรงก็จริง แต่ก็น่าจะเป็นรถที่ขี่ได้ยากมากๆ มิเช่นนั้นแล้วโพเดียมทั้งหมดคงเป็นของ Ducati หมดแล้ว

อ่านข่าวสารอื่นๆ ได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารทางแฟนเพจคลิกที่นี่