ข่าวกฎหมายจราจร
Captain SuperBike Captain SuperBike

ตำรวจจราจร 2570 ห้ามซุ่มจับ ไม่ปิดหน้า เตือนก่อนปรับ แต่ขับอันตรายโดนทันที

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปรับแนวทางบังคับใช้กฎหมายจราจรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศห้ามปิดบังใบหน้าระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ห้ามเรียกตรวจในลักษณะซุ่มจับ และต้องปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมนำระบบ Police Ticket Management หรือ PTM มาใช้ตรวจสอบประวัติการขับขี่ก่อนพิจารณาดำเนินการ

ประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ต้องทราบคือ นโยบายเตือนก่อนปรับไม่ได้หมายความว่าทำผิดกฎหมายจราจรแล้วจะได้รับการยกเว้นค่าปรับทุกครั้ง เพราะหากเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น เมาแล้วขับ แข่งรถบนถนน หรือฝ่าสัญญาณไฟจราจรจนเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

แนวทางดังกล่าวได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 โดย พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายหลังการประชุมที่มี พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธาน ภายใต้นโยบายของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เป้าหมายหลักคือสร้างวินัยจราจร ลดจำนวนอุบัติเหตุ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าการบังคับใช้กฎหมายจะเป็นไปอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่มุ่งออกใบสั่งเพียงอย่างเดียว

นโยบายตำรวจจราจรปี 2570 มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแนวทางสำคัญให้ตำรวจจราจรเปิดเผยตัวตน ไม่ปิดบังใบหน้า ไม่ซุ่มจับ และใช้ดุลพินิจในการตักเตือนหรือเปรียบเทียบปรับโดยพิจารณาจากประวัติการขับขี่และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีจุดประสงค์ปรับภาพลักษณ์การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ พร้อมลดข้อขัดแย้งระหว่างผู้ใช้ถนนกับตำรวจจราจร

มาตรการสำคัญประกอบด้วย

  • ห้ามตำรวจจราจรสวมหมวกโม่งหรืออุปกรณ์ปิดบังใบหน้าระหว่างปฏิบัติหน้าที่
  • ห้ามเรียกตรวจในลักษณะซุ่มจับ
  • ต้องปฏิบัติงานด้วยความสุภาพและโปร่งใส
  • ตรวจสอบประวัติการกระทำผิดผ่านระบบ PTM ก่อนพิจารณาดำเนินการ
  • ใช้หลักตักเตือนก่อนเปรียบเทียบปรับในกรณีที่เหมาะสม
  • หากพบการกระทำผิดซ้ำ ให้พิจารณาเพิ่มโทษปรับตามลำดับภายในกรอบกฎหมาย
  • กรณีขับขี่ที่ก่อให้เกิดอันตราย ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจคือมาตรการนี้เป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่การประกาศให้ประชาชนสามารถละเมิดกฎจราจรได้โดยไม่มีความผิด

หากมองในมุมผู้ใช้รถทั่วไป การลดพฤติกรรมซุ่มจับอาจช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใส แต่ประสิทธิภาพของนโยบายยังต้องพิสูจน์จากการปฏิบัติจริงและตัวเลขอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากนี้

ตำรวจห้ามซุ่มจับและปิดบังใบหน้า หมายความว่าอย่างไร?

นโยบายใหม่กำชับให้ตำรวจจราจรไม่สวมหมวกโม่งปิดคลุมใบหน้าในระหว่างปฏิบัติหน้าที่หรือพูดคุยกับประชาชน และไม่เรียกตรวจในลักษณะซุ่มจับ เพื่อให้การปฏิบัติงานมีความเปิดเผยและตรวจสอบได้มากขึ้น

ในอดีต ประเด็นเรื่องการเรียกตรวจรถและความชัดเจนของการแสดงตัวเจ้าหน้าที่มักเป็นหนึ่งในเรื่องที่สร้างคำถามให้ผู้ใช้ถนน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนไม่สามารถระบุตัวเจ้าหน้าที่หรือเข้าใจเหตุผลในการเรียกตรวจได้ชัดเจน

การกำหนดแนวทางครั้งนี้จึงเน้นให้เจ้าหน้าที่แสดงความโปร่งใสในการทำงานตั้งแต่เริ่มปฏิบัติหน้าที่จนถึงขั้นตอนการพิจารณาออกใบสั่ง

อย่างไรก็ตาม คำสั่งห้ามซุ่มจับไม่ได้หมายถึงการยกเลิกอำนาจตรวจสอบหรือบังคับใช้กฎหมายจราจรทั้งหมด เจ้าหน้าที่ยังคงมีหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายภายใต้เงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การห้ามปิดบังใบหน้าตามข่าวยังเป็นข้อกำชับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามปกติ โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดของข้อยกเว้นทุกสถานการณ์ จึงไม่ควรสรุปว่าการสวมอุปกรณ์ป้องกันใดๆ ของเจ้าหน้าที่เป็นการฝ่าฝืนนโยบายโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ประชาชนควรได้รับคือการปฏิบัติอย่างสุภาพ การชี้แจงเหตุผลในการตรวจสอบ และกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

เตือนก่อนปรับคืออะไร และความผิดครั้งแรกจะไม่ถูกปรับจริงหรือ?

หลักเตือนก่อนปรับเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกลงโทษทางการเงิน แต่ไม่ได้รับประกันว่าการทำผิดครั้งแรกทุกกรณีจะได้รับเพียงคำเตือน

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอธิบายว่า การตักเตือนก่อนเปรียบเทียบปรับไม่ได้กำหนดตายตัวว่าข้อหาใดต้องได้รับคำเตือนเสมอไป แต่ให้เจ้าหน้าที่พิจารณาจากลักษณะการกระทำผิดและผลกระทบต่อชีวิตหรือทรัพย์สินของผู้อื่น

หากเป็นกรณีที่สามารถใช้มาตรการตักเตือนอย่างเหมาะสม เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบประวัติผ่านระบบ PTM ก่อนพิจารณาดำเนินการ

ในทางกลับกัน หากผู้ขับขี่มีประวัติทำผิดซ้ำหรือมีพฤติกรรมอันตราย ก็อาจถูกเปรียบเทียบปรับหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตารางสรุปการเตือนก่อนปรับ

สถานการณ์แนวทางตามนโยบาย
ทำผิดครั้งแรกและไม่ก่ออันตรายอาจพิจารณาตักเตือนก่อน
มีประวัติการกระทำผิดซ้ำพิจารณาปรับตามกฎหมาย
ทำผิดซ้ำอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มอัตราปรับภายในกรอบกฎหมาย
เมาแล้วขับดำเนินคดีตามกฎหมาย
แข่งรถบนถนนโดยผิดกฎหมายดำเนินคดีตามกฎหมาย
ฝ่าไฟแดงจนเกิดอุบัติเหตุดำเนินคดีตามกฎหมาย
การกระทำที่เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตักเตือน

ตารางดังกล่าวเป็นการสรุปหลักการจากนโยบาย ไม่ใช่บัญชีข้อหาและบทลงโทษฉบับสมบูรณ์ โดยอำนาจของเจ้าหน้าที่และอัตราโทษยังต้องเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับ

ดังนั้น ใครที่เข้าใจว่าปีงบประมาณ 2570 จะเป็นปีแห่งการทำผิดฟรีหนึ่งครั้ง อาจต้องปรับความเข้าใจใหม่ เพราะตำรวจยังมีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย และการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของแต่ละกรณี

ระบบ PTM คืออะไร และตำรวจใช้ตรวจสอบประวัติผู้ขับขี่อย่างไร?

PTM ย่อมาจาก Police Ticket Management เป็นระบบบริหารจัดการใบสั่งจราจรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้บันทึกและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ

ภายใต้นโยบายจราจรปี 2570 เจ้าหน้าที่ได้รับการกำชับให้ตรวจสอบประวัติการขับขี่ผ่าน PTM ก่อนพิจารณาดำเนินการทุกครั้ง

แนวทางดังกล่าวมีจุดประสงค์ให้การตักเตือนหรือการเปรียบเทียบปรับอาศัยข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ แทนการพิจารณาโดยไม่คำนึงถึงประวัติที่เกี่ยวข้อง

ระบบ PTM มีบทบาทสำคัญอะไรบ้าง?

ระบบดังกล่าวถูกนำมาใช้ในกระบวนการจัดการใบสั่งและการตักเตือน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • บันทึกข้อมูลการดำเนินการเกี่ยวกับความผิดจราจร
  • ตรวจสอบประวัติการกระทำผิดตามข้อมูลที่มีในระบบ
  • สนับสนุนการพิจารณากรณีทำผิดซ้ำ
  • ช่วยให้หน่วยงานตรวจสอบกระบวนการดำเนินการย้อนหลังได้

อย่างไรก็ตาม ระบบ PTM ไม่ใช่เครื่องมือที่ทำให้การออกใบสั่งถูกต้องโดยอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่ยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้ขับขี่ สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างต่อเนื่อง เพราะประวัติการกระทำผิดอาจเป็นหนึ่งในข้อมูลที่นำมาประกอบการพิจารณาเมื่อมีการกระทำผิดในครั้งต่อไป

เมาแล้วขับ ฝ่าไฟแดง และแข่งรถบนถนน ยังโดนจับทันทีหรือไม่?

กรณีที่มีลักษณะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น เมาแล้วขับ แข่งรถบนถนนโดยผิดกฎหมาย หรือฝ่าไฟแดงจนเกิดอุบัติเหตุ ยังคงต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการตักเตือนก่อน

ประเด็นนี้เป็นส่วนสำคัญของนโยบายที่ผู้ใช้รถต้องเข้าใจ เพราะการลดจำนวนใบสั่งไม่ได้เป็นเป้าหมายที่อยู่เหนือความปลอดภัยของประชาชน

เมาแล้วขับ

การขับรถขณะมึนเมาเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น จึงเป็นกรณีที่ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่ความผิดที่ได้รับการตักเตือนก่อนโดยอัตโนมัติ

ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกตัวอย่างกรณีขับรถฝ่าไฟแดงแล้วทำให้เกิดการชนหรืออุบัติเหตุกับรถคันอื่นว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ไม่ควรตีความว่าการฝ่าไฟแดงที่ยังไม่เกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะยังคงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และอาจถูกดำเนินการตามพฤติการณ์ได้

แข่งรถบนถนนสาธารณะ

การนำรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์มาแข่งขันบนถนนโดยผิดกฎหมายเป็นอีกกรณีที่ถูกระบุให้ดำเนินคดี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อประชาชนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมดังกล่าว

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวมอเตอร์สปอร์ต ต้องแยกการแข่งขันในสนามที่ได้รับอนุญาตและมีมาตรการความปลอดภัย ออกจากการแข่งรถบนถนนสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน

ผู้ใช้มอเตอร์ไซค์สามารถติดตามข้อมูลด้านความปลอดภัยและ ข่าวมอเตอร์ไซค์ เพิ่มเติมได้จาก SuperBikeMag

ถ้าทำผิดซ้ำ จะถูกปรับหนักขึ้นจริงหรือไม่?

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุแนวทางให้พิจารณาเพิ่มอัตราปรับแบบขั้นบันไดเมื่อพบการกระทำผิดซ้ำ และหากยังฝ่าฝืนต่อเนื่องอาจใช้โทษปรับในระดับสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด

หลักการดังกล่าวมุ่งสร้างแรงจูงใจให้ผู้ขับขี่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่ใช้การตักเตือนแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแจกแจงอัตราปรับเป็นจำนวนเงินบาทหรือจำนวนครั้งของการกระทำผิดซ้ำในรายละเอียดข่าววันที่ 14 ตุลาคม 2569 จึงไม่สามารถสรุปได้ว่าทำผิดครั้งที่สองหรือสามจะต้องถูกปรับเพิ่มขึ้นเท่าไร

การเปรียบเทียบปรับต้องอยู่ภายในอำนาจและอัตราโทษที่กฎหมายกำหนด โดยนโยบายของหน่วยงานไม่สามารถสร้างอัตราโทษใหม่ขึ้นมาเองนอกเหนือจากกฎหมายได้

สำหรับผู้ขับขี่ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการไม่ทำผิดซ้ำและการตรวจสอบสถานะใบสั่งของตนผ่านช่องทางทางการ แทนการคาดหวังว่าจะได้รับการตักเตือนเหมือนเดิมทุกครั้ง

นโยบายเตือนก่อนปรับปี 2570 ต่างจากมาตรการต้นปี 2569 อย่างไร?

มาตรการช่วงต้นปี 2569 เป็นการผ่อนปรนแบบกำหนดช่วงเวลา ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 ขณะที่แนวทางที่ประกาศวันที่ 14 ตุลาคม เป็นนโยบายการบริหารงานจราจรสำหรับปีงบประมาณ 2570

ก่อนหน้านี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินมาตรการเตือนก่อนปรับผ่านระบบ PTM ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 โดยกำหนดเงื่อนไขเฉพาะ และหลังจากวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้ประกาศเข้าสู่ช่วงบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้น

ดังนั้น ข่าวนโยบายปีงบประมาณ 2570 จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการต่ออายุมาตรการผ่อนปรนเดิมโดยไม่มีเงื่อนไข

ประเด็นมาตรการต้นปี 2569นโยบายปีงบประมาณ 2570
ช่วงเวลามกราคม–มีนาคม 2569ปีงบประมาณ 2570
จุดเน้นสร้างความเข้าใจและวินัยจราจรลดอุบัติเหตุและเพิ่มความโปร่งใส
การใช้ PTMบันทึกการตักเตือนและตรวจสอบข้อมูลตรวจประวัติก่อนพิจารณาดำเนินการ
ทำผิดซ้ำออกใบสั่งตามเงื่อนไขเดิมใช้แนวทางปรับแบบขั้นบันไดตามกฎหมาย
พฤติกรรมอันตรายบังคับใช้กฎหมายตามกรณีเน้นดำเนินคดีทันทีเมื่อเข้าข่าย

สำหรับการปฏิบัติจริงยังต้องติดตามคำสั่งและแนวทางรายละเอียดที่หน่วยงานตำรวจเผยแพร่เพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจเงื่อนไขล่าสุดอย่างถูกต้อง

ตำรวจจราจรปี 2570 ยกระดับการทำงาน 6 ด้านอะไรบ้าง?

สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแนวทางยกระดับงานจราจร 6 มิติ โดยครอบคลุมการบริหารการจราจร การลดอุบัติเหตุ การบริการประชาชน การบังคับใช้กฎหมาย การให้ความรู้ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

มิติแนวทางดำเนินงาน
1. บริหารจัดการจราจรเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง
2. ป้องกันและลดอุบัติเหตุเน้นการลดความเสี่ยงบนถนน
3. อำนวยความสะดวกยกระดับการให้บริการประชาชน
4. บังคับใช้กฎหมายเน้นความเป็นธรรมและตรวจสอบได้
5. สื่อสารและให้ความรู้สร้างความเข้าใจและวินัยจราจร
6. บูรณาการความร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากแนวทางดังกล่าว ผู้บังคับบัญชาทุกระดับยังมีหน้าที่กำกับดูแลให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย สนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็น รวมถึงดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน

เป้าหมายสำคัญคือสร้างระบบการทำงานที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมุ่งไปสู่การลดอุบัติเหตุอย่างแท้จริง

ผู้ขับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ควรเตรียมตัวอย่างไรกับนโยบายใหม่?

ผู้ใช้รถทุกประเภทควรปฏิบัติตามกฎจราจรตามปกติ ไม่ควรคาดหวังว่าการทำผิดครั้งแรกจะได้รับการตักเตือนเสมอ และควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

สิ่งที่ควรทำประกอบด้วย

  • ปฏิบัติตามป้ายและสัญญาณจราจร
  • คาดเข็มขัดนิรภัยหรือสวมหมวกนิรภัยให้ถูกต้อง
  • ไม่ขับขี่ขณะมึนเมาหรืออยู่ในสภาพไม่พร้อม
  • ไม่แข่งขันหรือขับขี่เสี่ยงอันตรายบนถนนสาธารณะ
  • ตรวจสอบและจัดการใบสั่งที่ได้รับตามช่องทางทางการ
  • เมื่อถูกเรียกตรวจ ควรปฏิบัติอย่างสุภาพและสอบถามเหตุผลจากเจ้าหน้าที่เมื่อไม่เข้าใจ

แนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ใช้ถนนควรทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีมาตรการเตือนก่อนปรับหรือไม่ก็ตาม

สำหรับคนใช้รถยนต์ สามารถติดตาม ข่าวรถยนต์ล่าสุดและประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการใช้งานรถในชีวิตประจำวัน

สรุปนโยบายจราจรปี 2570 ใครได้ประโยชน์ และต้องระวังอะไร?

นโยบายจราจรปีงบประมาณ 2570 มุ่งสร้างความโปร่งใสในการทำงานของตำรวจ ลดอุบัติเหตุ และส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร โดยเน้นไม่ซุ่มจับ ไม่ปิดบังใบหน้า และใช้หลักเตือนก่อนปรับตามความเหมาะสม

สำหรับผู้ขับขี่ นโยบายดังกล่าวอาจช่วยให้กระบวนการเรียกตรวจและออกใบสั่งมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ระบบ PTM จะมีบทบาทในการตรวจสอบประวัติเพื่อประกอบการพิจารณา

แต่สิ่งที่ต้องจำให้ชัดคือ เมาแล้วขับ แข่งรถบนถนน และการขับขี่ที่ก่อให้เกิดอันตราย ยังคงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่มีข้อยกเว้นเพียงเพราะเป็นการกระทำผิดครั้งแรก

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้วัดจากจำนวนใบสั่งที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ควรวัดจากจำนวนอุบัติเหตุที่ลดลง ความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย และความเชื่อมั่นของผู้ใช้ถนนที่เพิ่มขึ้น

เพราะถนนที่ปลอดภัยไม่ได้เกิดจากตำรวจไม่จับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากผู้ขับขี่ที่เคารพกฎ และเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมไปพร้อมกัน

อย่าลืมกดติดตามและเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันต่อได้ที่เพจ Superbike X Superdrive แหล่งรวมข้อมูลยานยนต์ ที่อัปเดตรวดเร็ว และ สามารถติดตามข่าวสารและบทความเพิ่มเติมได้อย่างครบถ้วนที่ www.superbikemag.com

ทำผิดกฎจราจรครั้งแรกจะถูกปรับหรือไม่?

อาจได้รับการตักเตือนตามความเหมาะสม แต่ไม่ใช่สิทธิ์ยกเว้นค่าปรับโดยอัตโนมัติ

เมาแล้วขับได้รับการเตือนก่อนหรือไม่?

ไม่ได้รับการผ่อนปรนตามหลักเตือนก่อนปรับ และต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

มาตรการเริ่มเมื่อไร?

เป็นแนวทางสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมีการประชุมกำชับการปฏิบัติวันที่ 14 ตุลาคม 2569

บทความที่เกี่ยวข้อง

YamahaYamaha R15M Monster Black เปิดตัวราคา 138,700 บาท จำกัด 100 คันHonda NewsSUPER CITY HATCHBACK รถแข่ง 250 แรงม้า+++ ตั้งเป้าทำเวลา 1:52 นาที สนามช้างฯข่าวมอเตอร์ไซค์BMW F 450 RR เตรียมเผยโฉม 15 ต.ค. 2026 เวลา 22.00 น. ไทยHonda NewsHonda Academy 2026 สนาม 7 มาร์วิน-เดอะเบสท์ แบ่งชัยคนละเรซที่บุรีรัมย์Yamaha NewsYamaha XSR900 GP 2027 เปิดตัวสี Legend Blue สานต่อตำนาน Christian Sarronข่าวรถ BentleyBentley Torcal เปิดราคาไทย 13.89 ล้านบาท SUV ไฟฟ้า 888 แรงม้า ชาร์จไว 16 นาที วิ่งไกล 600 กม.Honda Newsฮอนด้าช่วยน้ำท่วม 2569 เปิดเพิ่ม 2 จุดบริการกรุงเทพฯ ตรวจเช็กฟรี เปลี่ยนอะไหล่ฟรี ถึง 19 ตุลาคมKawasakiKawasaki Versys 900 2027 เปิดตัว สปอร์ตทัวริ่ง 4 สูบ 122 แรงม้า พร้อมเรดาร์ ภายใต้แนวคิด Destination Adrenaline