
สืบเนื่องจากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามของ Hilux FCEV รถกระบะพลังงานไฮโดรเจนที่มีกำหนดการผลิตปี 2028 ร่วมวิเคราะห์ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานในไทย อัตราค่าบริการ และระบบความปลอดภัย
จากประเด็นข่าวการประกาศแผนการผลิตรถกระบะพลังงานสะอาดรุ่นใหม่อย่าง Hilux FCEV ที่กำหนดขึ้นสายการผลิตจริงในปี 2028 ได้ก่อให้เกิดกระแสการพูดคุยอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้บริโภคและผู้หลงใหลในเทคโนโลยียานยนต์ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อัตราค่าบริการ ค่าบำรุงรักษา ตลอดจนความปลอดภัยในการใช้งานจริง กลายเป็นคำถามสำคัญที่ต้องการคำตอบเชิงลึก

ในปัจจุบัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์เซลล์เชื้อเพลิงในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและการทดสอบระบบปิด มีการเปิดสถานีบริการก๊าซไฮโดรเจนนำร่องแห่งแรก ณ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเกิดจากการผนึกกำลังของกลุ่ม ปตท. ร่วมกับพันธมิตรค่ายรถยนต์ เพื่อทดสอบการใช้งานในกลุ่มรถรับส่งและยานพาหนะเฉพาะกิจ

หากพิจารณาถึงความพร้อมสำหรับการใช้งานของประชาชนทั่วไปก่อนถึงกำหนดการขึ้นสายการผลิตปี 2028 จำเป็นต้องมีการสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐและการลงทุนสร้างเครือข่ายสถานีบริการบนเส้นทางหลักอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้งานที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
เมื่อพิจารณาโครงสร้างราคาพลังงานในต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาหรือทวีปยุโรป ราคาจำหน่ายก๊าซไฮโดรเจนสำหรับยานพาหนะจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10 – 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งเมื่อคำนวณเปรียบเทียบเป็นเงินบาทไทยจะตกอยู่ราว 330 – 500 บาทต่อกิโลกรัม




สำหรับรถยนต์ที่ใช้ชุดถังบรรจุก๊าซขนาด 5-7 กิโลกรัม การเติมก๊าซเต็มถังจะมีค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 1,600 – 3,500 บาท แม้ระดับราคาดังกล่าวยังสูงกว่าการชาร์จไฟบ้านของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) แต่จุดเด่นสำคัญที่เข้ามาชดเชยคือระยะเวลาในการเติมพลังงานที่ใช้เวลาเพียง 3 – 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งเทียบเท่ากับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน
ในระดับสากล เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มรถบรรทุกพาณิชย์ขนาดใหญ่และรถบัสโดยสารสาธารณะ ทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เนื่องจากรถประเภทนี้ต้องบรรทุกน้ำหนักสูงและวิ่งระยะไกล การใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่จะเพิ่มน้ำหนักตัวรถมากเกินไป

ในส่วนของระบบบำรุงรักษา รถยนต์ FCEV ไม่ใช่ระบบเครื่องยนต์สันดาป จึงไม่มีลูกสูบเพลา หรือระบบจุดระเบิด ทำให้ผู้ใช้รถ “ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง” อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ระบบยังต้องการการดูแลเฉพาะทาง ได้แก่:
ข้อกังวลเกี่ยวกับอันตรายของก๊าซไฮโดรเจนแรงดันสูง 700 บาร์ ได้รับการแก้ไขด้วยมาตรฐานวิศวกรรมระดับสูง ถังเก็บบรรจุผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีความทนทานต่อแรงกระแทกและการเจาะทะลุ นอกจากนี้ ก๊าซไฮโดรเจนมีน้ำหนักเบากว่าอากาศถึง 14 เท่า หากเกิดกรณีรั่วไหล ก๊าซจะกระจายตัวและลอยสูงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้โอกาสเกิดการสะสมจนติดไฟต่ำกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงเหลวบนพื้นอย่างมาก




ทีมงาน SuperDrive และ SuperBike พิจารณาว่า การพัฒนาเทคโนโลยี FCEV ในรถกระบะลากจูงขนาด 2,500 กิโลกรัมนี้ คือทางออกที่จะมาเติมเต็มส่วนขาดของรถยนต์พลังงานใหม่ แม้เรื่องสถานีบริการจะยังคงเป็นโจทย์สำคัญ แต่ศักยภาพการใช้งานที่ตอบโจทย์สายบรรทุกหนักจะทำให้รถยนต์ประเภทนี้กลายเป็นอีกหนึ่งกำลังหลักในตลาดพาณิชย์อนาคตอย่างแน่นอน
A: ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เนื่องจากขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่รับกระแสไฟจากชุดเซลล์เชื้อเพลิง แต่ต้องเปลี่ยนของเหลวเฉพาะทาง เช่น น้ำยาหล่อเย็น Fuel Cell และน้ำมันเกียร์ทดมอเตอร์ไฟฟ้า
A: ใช้เวลาในการเติมก๊าซแรงดันสูงจนเต็มถังประมาณ 3 – 5 นาที ซึ่งใกล้เคียงกับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงปกติ
A: มีความปลอดภัยสูงมาก ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์หนาพิเศษที่ผ่านการทดสอบการชนและการเจาะกระแทก และหากเกิดการรั่วไหล ก๊าซจะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วโดยไม่สะสมบนพื้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวรถ Mercedes-BenzMercedes-Benz เตือนอาจต้องปิดโรงงาน 2 แห่งในเยอรมนี หากลดต้นทุนแรงงานไม่ได้
ข่าวรถ VoyahAAS Group คว้าสิทธิ์ VOYAH ลุยตลาดไทย
ข่าวรถ BYDสานต่อตำนานหน้ามังกร! เผยภาพสปายช็อต BYD Han เจเนอเรชันใหม่ คาดราคาเริ่มราว 940,000 บาท
ข่าวรถ ToyotaToyota เตรียมลุยตลาด EREV ส่งรถยนต์ไฟฟ้าระยะไกลรุ่นแรกประเดิมจีนปี 2027
ข่าวกฎหมายจราจรมอเตอร์เวย์ M82 วิ่งฟรี 24 ชั่วโมง ช่วยแบ่งเบารถติดถนนพระราม 2
ข่าวรถ Hyundaiส่องสเปก Hyundai IONIQ 5 สถาปัตยกรรม E-GMP ชาร์จไว 18 นาที
ข่าวรถ HondaCR-V Hybrid ไวกว่ากำหนด! สื่อเผย Honda เตรียมขึ้นสายการผลิต ขุมพลังไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ในแคนาดา
ข่าวรถ Nissanสเปกและราคา 2027 Nissan Rogue Hybrid เอสยูวี e-POWER ขับสนุก ท้าชน RAV4