เรื่อง: Clinton Pienaar      แปลและเรียบเรียง: Thammarat Saelee      ภาพ: Pirelli

เมื่อพิจารณาถึงตำแหน่งที่ Pirelli วางเอาไว้ของยางรุ่นนี้ซึ่งอยู่ในกลุ่มของยางสปอร์ต “ระดับกลาง” แต่ผมกลับต้องตกใจเมื่อเดินเข้าไปในพิทและเห็นว่ามีแต่ BMW S 1000 RR, Panigale และ ZX-10R จอดเรียงรายพร้อมยางถนนที่จะนำมาให้ขี่แทร็กในวันนี้ ใช่แล้วครับ มันยังมีรถซูเปอร์เน็กเก็ตอีกเป็นแถวยาวอยู่ที่อีกฝั่งของโรงรถด้วยเช่นกัน การแข่งขัน WSBK เองก็เพิ่งจะแข่งกันไปวันก่อนพร้อมกับมีเราชมการแข่งแบบสดๆ จากบนห้อง VIP และเราก็ได้มีโอกาสที่จะได้ลองเองบ้าง แต่ว่าด้วยยางถนนนะ! พวกเขาแบ่งพวกเราออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกสื่อ 30 คนอยู่ที่สนามเพื่อขี่ในแทร็กก่อน ส่วนอีก 30 คนที่เหลือจะได้ไปขี่รอบภูเขาที่อยู่ใกล้ๆ สนามก่อน มันคุ้มค่าที่จะกล่าวถึงว่าความพยายามของ Pirelli ที่ได้ทุ่มเทลงไปในงานเปิดตัวครั้งนี้นั้นโดดเด่นมากและการทำงานหนักก็ทำให้รายละเอียดต่างๆ นั้นลงตัวเป็นอย่างดี

ก่อนที่ผมจะบอกคุณเกี่ยวกับอาการของยางเวลาขี่ในสนาม ขอให้ผมบอกตำแหน่งของยางรุ่นนี้ในท้องตลาดให้ชัดเจนเสียก่อน ทุกวันนี้ตลาดยางนั้นเต็มไปด้วยตัวเลือกมากมาย และเนื่องจาก Pirelli รู้ถึงจุดนี้ พวกเขาก็เลยอยากจะทำยางที่เหมาะกับที่คุณต้องการจริงๆ สำหรับนักแข่งก็จะเลือกที่จะใช้ยางแข่งเป็นยางสลิกในคอมปาวด์ต่างๆ กันไป ลดลงมาก็จะมี Super Corsa ซึ่งมี 3 คอมปาวด์ได้แก่ SC1, SC2 และ SC3 โดย SC1 นั้นนุ่มสุด ลดลงมาอีกก็จะมี SP ซึ่งสามารถใช้ขี่บนถนนได้อย่างถูกกฎหมาย และเป็นยางให้กับสปอร์ตไบค์ตัวท็อปๆ ของหลายค่าย รองลงไปอีกก็จะมี Diablo Rosso Corsa และล่าสุดก็คือ Diablo Rosso III ซึ่งดีในทุกๆ ด้าน อายุการใช้งานยาวนานและเพิ่มความหนึบบนถนนเปียก ดังนั้นผมขอโทษด้วยที่ผมไม่กล้าแบนโค้งในช่วง 2 – 3 แล็ปแรก เพราะว่ายางที่เราทดสอบนั้นมันห่างจากความเป็นยางขี่สนามค่อนข้างมาก หรืออย่างน้อยๆ ก็เป็นเพราะผมคิดเอาเองนั่นแหละครับ

ผมเลือกรถคันแรกของผมเป็นเจ้า MV Agusta รุ่นพิเศษ AMG สลักเบอร์ 1 เอาไว้บนแผงคอจากทั้งหมด 300 คัน ซึ่งผมคิดว่าอย่าได้ทำเจ้าคันนี้เป็นริ้วรอยจะดีกว่า แทร็คชั่นคอนโทรลนั้นเซ็ตไว้ที่ 3 และผมก็ขี่มันออกไป แทร็กนั้นสุดยอดมากเลยครับ มันไม่เหมือนที่ผมเห็นในทีวีเลย ไม่ว่าจะเป็นเนินอับสายตา โค้งยากๆ และแน่นอนครับโค้งสุดปลายทางตรงด้านหลังที่จะต้องใจกล้ามากๆ แต่ทุกโค้งในสนามนั้นเป็นโค้งที่ผมชอบหมดเลย มันทำให้ผมนึกถึงโค้งที่จะเข้าทางตรงด้านหลังของสนาม Welkom พอผมเริ่มรู้ว่าหนทางในแทร็กเป็นยังไง ผมก็ค่อยๆ หวดมันให้หนักขึ้นและผมก็เอาเข่าลงเช็ดพื้นได้อย่างง่ายดาย โดยตลอดเวลานั้นผมก็คิดอยู่ในใจเสมอว่ายาง Pirelli ตัวนี้มันอยู่ในตำแหน่งในของตลาด จากนั้นผมก็พัก และกระโดดไปขี่เจ้า 1299 Panigale S และด้วยความรู้เรื่องสนามที่มากขึ้น ผมก็พยายามเค้นมันให้หนักขึ้นอีกนิด และรอบสุดท้ายผมก็เลือกที่จะควบ BMW S 1000 RR ซึ่งผมไม่เคยมั่นใจในระดับนี้มาก่อนหลังจากที่ผมเกิดอุบัติเหตุไป แต่มันกลับทำให้ผมรู้สึกทึ่งมากในสงครามเทคโนโลยีของมอเตอร์ไบค์ ทั้งในระบบอิเล็กทรอนิกส์และแชสซี ซึ่งยางก็สามารถที่ช่วยรีดสมรรถนะออกมาได้มากขึ้นไปอีก บอกตรงๆ เลยว่าผมนี่เข้าเช็ดพื้นทุกโค้งด้วยยางที่เน้นในเรื่องของอายุการใช้งานและความหนึบในสภาพอากาศเปียกชื้นซะอย่างนั้น ผมได้พูดคุยกับวิศวกรหลายๆ คนและมันก็น่าทึ่งมากที่ผมได้เห็นว่าข้อมูลมากมายนั้นได้มาจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถปรับปรุงส่วนผสมคอมปาวด์ รูปร่างของโครงสร้างยางและอะไรทำนองนั้นที่อยู่ในยางเพื่อให้ได้ความสมบูรณ์แบบยังไง

มันอาจจะไม่สุดยอดสำหรับผม แต่เรื่องที่ดีสำหรับเทสต์ในครั้งนี้คือการทดสอบในช่วงบ่ายบนเทือกเขาซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เปียกปอนดีจริงๆ มันเหมือนกับว่าทีมงาน Pirelli จัดฉากเอาไว้เลย! ผมเลือกขี่ Triumph Speed Triple R สำหรับผลัดแรกของผม และเพราะว่าผมคุ้นเคยกับเจ้าคันนี้ดี ผมค่อยๆ ขี่ไปตามทำ และค่อยคิดได้ว่าต้องชิดด้านขวาของถนนเอาไว้ ฝนเทลงมาทำลายโอกาสที่จะเก็บภาพความสวยงามของทะเลสาบซึ่งผมอยากจะโชว์ให้คุณเห็นเหลือเกิน เราขี่กันไปเป็นเส้นทางยาว 200 กม.โดยแทบทั้งหมดนั้นเป็นถนนเปียกชื้น ขอบคุณพระเจ้าที่เราไม่ลื่นและนี่คือหลักฐานถึงความสามารถบนถนนเปียกสำหรับยางตัวนี้ ผมขี่ BMW S 1000 R พร้อมเปิดแทร็คชั่นคอนโทรลกลับไปตามทาง ในจังหวะออกโค้งผมพยายามมองหาว่าจะมีไฟสีเหลืองติดขึ้นหรือไม่ซึ่งก็ติดอยู่บ้าง แต่ไม่บ่อยมากอย่างที่ผมคิด ระดับของความหนึบในถนนเปียกนั้นดีมากๆ จนแทร็คชั่นคอนโทรลแทบจะไม่ต้องทำงานเลย

ยาง Rosso III นั้นอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ และสร้างขึ้นโดยคอมปาวด์ซิลิกา 100% ชนิดใหม่ผสมส่วนผสมอื่นกว่าอีก 30 ชนิด ซึ่งช่วยให้หนึบแม้เจอกับถนนเปียก ตัวยางยังมีการปรับปรุงโปรไฟล์ของยางทั้งด้านหน้าและหลัง และเพิ่มลายดอกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยาง Supercorsa ซึ่งดีไซน์ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มความหนึบทั้งยามถนนเปียกและแห้ง ความคล่องตัว ความทนทานและเหนือสิ่งอื่นใดคือเพิ่มความมั่นใจครับ ยางหลังเป็นแบบ 2 คอมปาวด์และให้หน้าสัมผัสมากกว่ายางสลิกเพื่อความหนึบที่ดีกว่าเวลาถนนแห้งและเวลาแบนโค้งเต็มที่ ส่วนยางหน้าเป็นยางแบบคอมปาวด์เดี่ยว

ยาง Rosso III นั้นร้อนเร็วและยางหน้าและยางหลังนั้นหนึบขึ้นมาในทันทีเวลาที่คุณต้องการ แม้แต่ในอากาศหนาว แต่สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดคือความเบาของมันเวลาที่บังคับเลี้ยวไม่ว่าจะเข้าโค้งช้าหรือโค้งความเร็วสูง แต่ความคล่องตัวนี้ไม่ได้ทำให้ความสมดุลของรถเสียไป ดังนั้นแฮนด์บาร์จะไม่ส่ายไปมาเวลาคุณเปิดหนักๆ แม้แต่กับรถซูเปอร์เน็กเก็ต

สรุปแล้วที่สนาม Aragon นั้น ยาง Rosso III ทำให้เกิดความมั่นใจและหนึบมากๆ แม้แต่กับซูเปอร์ไบค์ขนาด 180 แรงม้าก็ตาม บนเส้นทางเปียกชื้นที่แสนจะลื่นบนภูเขาเองก็ให้ความหนึบที่ดีจนน่าทึ่งโดยเฉพาะเวลาเบรคซึ่งจะทำให้ระบบเบรค ABS ทำงานซึ่งมันก็ตอบโจทย์ได้ดีและเกินความคาดหมายของผมเสียด้วยซ้ำ

แล้วใครควรที่จะซื้อยางรุ่นนี้ล่ะ? คนที่ขับขี่อยู่เป็นประจำ คนที่เดินทางไปมาบ่อยๆ หรือใช้ขี่ในช่วงวันหยุดพร้อมกับรถสปอร์ตไบค์และใครก็ตามที่ชอบขี่แทร็กเดย์ ยางตัวนี้จะเหมาะมากๆ เนื่องจากมันให้การยึดเกาะที่ดีมาก แม้แต่ตอนที่ยางยังเย็นอยู่ในช่วงเช้าและบนถนนเปียก อ้อ ใช่แล้วมันยังใช้งานได้ยาวนานด้วย

ไซส์ที่มีจำหน่าย

หน้า:

110/70 x 17,

120/60 x 17,

120/70 x 17

หลัง:

150/60 x 17,

160/60 x 17,

180/55 x 17,

180/60 x 17,

190/50 x 17,

190/55 x 17,

200/55 x 17