
กลายเป็นคดีที่สร้างความสะเทือนใจและจุดชนวนความโกรธแค้นให้กับสังคมอย่างรวดเร็ว สำหรับเหตุการณ์ที่ ไรเดอร์แม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งกำลังขี่มอเตอร์ไซค์พาลูกน้อยตระเวนส่งอาหารเพื่อหาเลี้ยงชีพ กลับต้องมาเจอกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อเกิดเหตุ รปภ.ทำร้ายไรเดอร์ บริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ สน.บางชัน

พฤติกรรมของ รปภ. รายนี้อุกอาจเกินกว่าจะเป็นผู้ดูแลความปลอดภัย เริ่มจากการมีอาการคล้ายคนเมา ขี่รถชนผู้เสียหายแล้วลงมากร่าง ต่อยใบหน้าของแม่ต่อหน้าลูกที่กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว หนำซ้ำยังชักอาวุธปืนออกมาข่มขู่คุกคามกลางวันแสกๆ
ประเด็นที่สังคมและโลกออนไลน์กำลังตั้งคำถามอย่างหนัก ไม่ใช่แค่การดำเนินคดีกับตัวผู้ก่อเหตุ แต่คือความรับผิดชอบของ นิติบุคคลหมู่บ้าน และ กรรมการหมู่บ้าน โดยตรง ลูกบ้านยอมจ่าย ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน หลักหมื่นหลักแสนต่อปี เพื่อแลกกับสวัสดิภาพและ มาตรฐานความปลอดภัยหมู่บ้าน แต่ฝ่ายบริหารจัดการหมู่บ้านกลับปล่อยให้มีการจ้างงาน บริษัทรักษาความปลอดภัย ที่ไร้มาตรฐาน ส่งพนักงานที่มึนเมา พกอาวุธร้ายแรง และไม่มีแม้กระทั่งใบอนุญาต มายืนเฝ้าประตูรั้วบ้านของพวกเขา
นี่คือความหละหลวมขั้นวิกฤตที่นิติบุคคลต้องมีคำตอบให้สังคม ว่ากระบวนการคัดกรองซับคอนแทรค (Subcontract) ของ โครงการหมู่บ้าน นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ หรือเพียงแค่จ้าง บริษัท รปภ. ที่เสนอราคาต่ำสุดโดยไม่สนสวัสดิภาพของลูกบ้านและผู้สัญจร?
โป๊ะแตก! ตำรวจฟันข้อหาหนัก “รปภ.เถื่อน” และบริษัทต้นสังกัด
หลังจากคลิปเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการด่วนให้ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานะของ รปภ.ไม่มีใบอนุญาต รายนี้ทันที เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการทำธุรกิจรักษาความปลอดภัย



ขอขอบคุณภาพจาก : X
ผลการตรวจสอบพบความจริงที่น่าตกใจ ดังนี้:
- ตัว รปภ. (นายสมศักดิ์): เป็น ยามเถื่อน ไม่มีใบอนุญาตเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย มีความผิดตาม ม.63 พ.ร.บ.รปภ. อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 5,000 บาท
- บริษัทต้นสังกัด: ตรวจสอบพบว่าบริษัทมีใบอนุญาตถูกต้อง แต่กลับส่ง พนักงานรักษาความปลอดภัยผิดกฎหมาย มาทำงาน มีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ทาง บช.น. ในฐานะนายทะเบียน ได้ออกหนังสือตักเตือนบริษัทต้นสังกัดเป็นครั้งที่ 1 ซึ่งตามกฎหมาย หากพบว่า บริษัทจัดหายาม กระทำผิดลักษณะเดิมซ้ำครบ 4 ครั้งใน 1 ปี นายทะเบียนมีสิทธิเพิกถอน ใบอนุญาตบริษัทรปภ. ได้ทันที
คดีอาญาถึงที่สุด ไม่ใช่แค่จ่ายค่าปรับแล้วจบ
ในส่วนของการชดใช้กรรมจากการกระทำอันป่าเถื่อน พนักงานสอบสวน สน.บางชัน ได้รับคดีนี้เป็น คดีอาญา 843/2569 และได้ส่งตัว ผู้เสียหายหญิง ไปตรวจชันสูตรบาดแผลที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีเรียบร้อยแล้ว


ขอขอบคุณภาพจาก : X
เบื้องต้นตำรวจได้เรียกตัวผู้ต้องหามารับทราบข้อหาหนัก ได้แก่:
- แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ
- คดีข่มขู่ ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ
ปัจจุบันผู้ต้องหาถูกนำตัวไปยื่นคำร้องขอผัดฟ้องฝากขังที่ศาลเป็นที่เรียบร้อยเพื่อเข้าสู่กระบวนการ ดำเนินคดีอาญา ตามกฎหมายต่อไป
ความคิดเห็นจากทีมงาน SuperBike
ในมุมมองของทีมงาน SuperBikeMag ข่าว อาชญากรรม สะเทือนใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่สองเรื่องหลัก หนึ่งคือความปลอดภัยของ คนหาเช้ากินค่ำ โดยเฉพาะกลุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์ที่ประกอบ อาชีพไรเดอร์ พวกเขาอยู่บนความเสี่ยงบนท้องถนนอยู่แล้ว แต่กลับต้องมาเจอภัยคุกคามถึงชีวิตจากคนที่สวมเครื่องแบบผู้รักษาความปลอดภัยเสียเอง การ ทำร้ายผู้หญิงต่อหน้าลูก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ในสังคมที่เจริญแล้ว
สองคือมาตรฐานของ พื้นที่ส่วนบุคคล (Private Area) การปล่อยให้ รปภ.เมาตีไรเดอร์ ย่อมบ่งบอกชัดเจนว่า นิติฯ หมู่บ้าน ไม่มีระบบตรวจสอบบุคลากรหน้างานที่ดีพอ หากผู้เสียหายไม่ใช่บุคคลภายนอก แต่เป็นลูกบ้านที่กลับบ้านดึกดื่น ใครจะรับประกันสวัสดิภาพของพวกเขา? นิติบุคคลต้องเลิกอ้างว่า “เป็นความผิดของบริษัทซับคอนแทรค” แล้วหันมาแบกรับ ความรับผิดชอบหมู่บ้าน ในฐานะผู้ว่าจ้างโดยตรงอย่างจริงจังเสียที
คุณคิดว่ากฎหมายในปัจจุบันมีบทลงโทษที่รุนแรงเพียงพอต่อ นายจ้าง รปภ. เถื่อน และนิติบุคคลที่หละหลวมแล้วหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันได้เลย
A: ผู้เสียหายและลูกถูก รปภ.ไม่มีใบอนุญาต ของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอาการคล้ายคนเมา ขี่รถชนแล้วลงมาต่อยทำร้ายร่างกาย พร้อมชักปืนขู่กลางวันแสกๆ
A: เพราะลูกบ้านจ่าย ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน ในราคาสูงเพื่อซื้อความปลอดภัย แต่หมู่บ้านกลับจ้างบริษัทที่ส่งเจ้าหน้าที่ที่มึนเมา พกปืน และเป็น ยามเถื่อน มาทำงาน ซึ่งถือเป็นความหละหลวมอย่างร้ายแรง
A: ตำรวจได้ ดำเนินคดีอาญา กับ รปภ. ในข้อหาทำร้ายร่างกายและข่มขู่ ส่วน บริษัทรักษาความปลอดภัย โดนข้อหาส่งคนไม่มีใบอนุญาตมาทำงาน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ และถูกคาดโทษใบเตือนเพื่อเตรียมเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท




