ทำไมรถ K-Car ถึงไม่ขายในศูนย์ไทย เพราะกำแพงภาษีหรือไม่เหมาะกับคนไทย ?
หลายครั้งที่เราเห็นข่าวการเปิดตัวรถยนต์ขนาดเล็กหรือ Kei Car รุ่นใหม่ๆ ในญี่ปุ่น เช่น Honda N-BOX หรือ Suzuki Spacia มักจะมีกระแสเรียกร้องจากผู้ใช้ชาวไทยเสมอว่า “อยากให้ค่ายรถนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการบ้าง” แต่จนถึงปัจจุบัน (ปี 2569) เราก็ยังคงเห็นรถเหล่านี้ผ่านทางผู้นำเข้าอิสระ (Grey Market) ในราคาสูงลิ่วเท่านั้น
กำแพงภาษีนำเข้าและโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ 2569
แม้ประเทศไทยจะมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ (มีผล 1 มกราคม 2569) โดยเน้นไปที่การปล่อย CO2 แต่รถ Kei Car จากญี่ปุ่นส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ขนาด 660cc ซึ่งมักจะไม่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถไฮบริด (HEV)
- ภาษีนำเข้า: หากค่ายรถไม่ตั้งโรงงานผลิตในไทย การนำเข้าจากญี่ปุ่นจะต้องเสียอากรนำเข้าสูงถึง 80%
- การทับซ้อน: เมื่อรวมภาษีทุกประเภท ราคาขายในไทยจะพุ่งไปที่ 1.2 – 1.4 ล้านบาท ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมองว่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับขนาดรถ
มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสมรรถนะ (Homologation)
Kei Car ถูกออกแบบภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะของญี่ปุ่น (กว้างไม่เกิน 1.48 ม. ยาวไม่เกิน 3.4 ม.) เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษด้านที่จอดรถและภาษีในประเทศเขา แต่สำหรับประเทศไทย รถประเภทนี้อาจไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบความปลอดภัยบางประการในความเร็วสูง (Crash Test) หรือสมรรถนะเครื่องยนต์ 64 แรงม้า ที่อาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานบนถนนไทยที่รถใช้ความเร็วสูงและมีการเร่งแซงบ่อยครั้ง
ตลาดประเทศไทยมี “Eco Car” และ “City EV” ครองอยู่แล้ว
ค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Honda หรือ Suzuki ลงทุนมหาศาลกับโครงการ Eco Car Phase 2 ไปแล้ว การนำ Kei Car มาผลิตซ้ำจะทำให้เกิดการแย่งตลาดกันเอง (Cannibalization) นอกจากนี้ ในปี 2569 รถไฟฟ้าจากจีน (City EV) ที่ได้รับสิทธิภาษี 0-2% จาก FTA จีน-ไทย ยังกดดันราคาให้ต่ำลง จนทำให้ Kei Car ที่ต้นทุนผลิตสูงกว่าไม่มีที่ยืนในตลาด
ความหวังเดียว: Electric Kei Car?
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569-2570 เราอาจได้เห็นจุดเปลี่ยน หากค่ายรถญี่ปุ่นตัดสินใจนำเทคโนโลยี Electric Kei Car เช่น Nissan Sakura หรือ Honda N-VAN e: มาผลิตในไทยภายใต้โครงการสนับสนุนรถไฟฟ้า (EV 3.5) ซึ่งจะทำให้ได้สิทธิภาษีสรรพสามิตเพียง 2% และอาจทำราคาให้จับต้องได้จริงในหลัก 5-7 แสนบาท




