กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และ ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ลือสะพัดไปทั่วโลกยานยนต์ทันที หลังจากสถานีตำรวจเมืองเกรปไวน์ รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา (Grapevine Police Department) ได้ทำการแถลงข่าวการจับกุมผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ารายหนึ่ง ซึ่งก่อเหตุสุดแผลงด้วยการตั้งใจขับรถกระบะไฟฟ้า Tesla Cybertruck มุ่งหน้าดิ่งลงไปในทะเลสาบเกรปไวน์ (Grapevine Lake) โดยสารภาพกับเจ้าหน้าที่ว่าต้องการทดสอบขีดความสามารถของฟีเจอร์ ‘Wade Mode’ (โหมดลุยน้ำ) ของตัวรถ แต่สุดท้ายระบบกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง รถจมดับสนิท และมีน้ำทะลักเข้าท่วมตัวรถจนต้องอพยพหนีตาย
ปฏิบัติการท้าพิสูจน์โหมดลุยน้ำ สู่สภาพจมมิดริมตลิ่ง
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุมี รถกระบะไฟฟ้าทรงล้ำอนาคต คันหนึ่งจอดเสียและจมอยู่ในน้ำบริเวณแนวชายฝั่งของทะเลสาบเกรปไวน์ จากการสืบสวนและรวบรวมหลักฐานพบว่า คนขับซึ่งเป็นชายสูงอายุวัย 70 ปี ได้เปิดระบบความปลอดภัยและสั่งงานฟีเจอร์ ‘Wade Mode’ ซึ่งเป็นโหมดทางเทคนิคที่ทาง Tesla ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสูงของระบบช่วงล่างถุงลม (Air Suspension) ให้ขยับสูงขึ้นในระดับสูงสุด และทำการอัดความดันอากาศเข้าไปในชุดแบตเตอรี่ (Battery Pack) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเล็ดลอดเข้ามาในโครงสร้างเซลล์ไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่กลับประเมินสถานการณ์ผิดพลาดอย่างรุนแรง โดยแทนที่จะขับผ่านแอ่งน้ำท่วมขังตื้นๆ บนพื้นถนนตามวัตถุประสงค์เดิมของวิศวกร เขากลับเลือกขับรถลงไปในทางลาดลงทะเลสาบที่มีระดับน้ำลึกเกินขีดจำกัดทางกายภาพ ส่งผลให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และมอเตอร์ไฟฟ้าเกิดการลัดวงจร ตัวรถดับสนิทกลายเป็นก้อนเหล็กไร้กำลัง และน้ำในทะเลสาบได้เริ่มไหลทะลักเข้าสู่ระบบปรับอากาศท่วมห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว บีบให้คนขับและผู้โดยสารภายในรถต้องรีบเปิดประตูหนีเอาชีวิตรอดและละทิ้งรถคันดังกล่าวไว้ในสภาพจมน้ำครึ่งคัน
คำเตือนจากค่ายรถและบทลงโทษทางกฎหมายขั้นรุนแรง
หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจต้องระดมกำลังนำรถยกขนาดใหญ่มาทำลายทัศนียภาพชายหาดเพื่อลากซาก Tesla Cybertruck ขึ้นมาจากน้ำอย่างทุลักทุเล ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ระบุว่าพฤติกรรมการจงใจขับรถลงไปในแหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร เป็นการละเมิดกฎหมายความปลอดภัยอย่างร้ายแรง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าทำการจับกุมตัวคนขับวัย 70 ปีรายนี้ทันที พร้อมตั้งข้อหาดำเนินคดีอาญาหลายกระทง รวมถึงข้อหาขับรถโดยประมาทน่าหวาดเสียว และข้อหาก่อให้เกิดมลพิษหรืออันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำสาธารณะ
ตารางวิเคราะห์เงื่อนไขทางเทคนิคของ Wade Mode และข้อเท็จจริงในเหตุการณ์
| รายละเอียดฟังก์ชันและเงื่อนไข | สเปกมาตรฐานตามคู่มือ (Tesla Manual) | สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอุบัติเหตุ | ผลกระทบและสถานะทางกฎหมาย |
| ระดับความลึกของน้ำสูงสุด | ไม่เกิน 32 นิ้ว (ประมาณ 81 เซนติเมตร) | ลึกเกินแนวกันชนหน้าและระดับขอบประตู | ระบบตรวจจับความชื้นสั่งตัดการทำงานของระบบขับเคลื่อน |
| การเตรียมความพร้อมของรถ | ต้องรอระบบอัดความดันแบตเตอรี่ 10 นาที | ขับลงน้ำทันทีโดยระดับความดันไม่เสถียร | น้ำซึมเข้าสู่กล่องควบคุมไฟฟ้าแรงดันสูง |
| การรับประกันคุณภาพ (Warranty) | ไม่ครอบคลุมความเสียหายจากน้ำทุกกรณี | ประกันปฏิเสธการเคลม (เจ้าของรับผิดชอบเอง) | มูลค่าความเสียหายตัวรถรวมกว่า 3.5 ล้านบาท |
| มาตรการทางกฎหมาย | ขับขี่บนทางหลวงและเส้นทางออฟโรดที่กำหนด | จงใจขับลงทะเลสาบสาธารณะ | ผู้ขับขี่ถูกจับกุมและดำเนินคดีอาญา |
วิเคราะห์ทางวิศวกรรม ทำไมโหมดลุยน้ำของ Tesla ถึงเอาไม่อยู่?
ในแง่ของ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์สมรรถนะออฟโรด ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ระบุว่า แม้ Elon Musk ซีอีโอของเทสล่าจะเคยโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่าต้องการพัฒนาให้ Cybertruck มีคุณสมบัติกันน้ำได้ดีพอที่จะทำหน้าที่เป็นเรือชั่วคราวเพื่อข้ามแม่น้ำหรือทะเลสาบสั้นๆ ได้ แต่ในเอกสารคู่มือการใช้งานอย่างเป็นทางการ (Owner’s Manual) กลับเขียนคำเตือนไว้อย่างเข้มงวดว่า ตัวรถไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ลอยน้ำหรือแช่อยู่ในน้ำลึกเป็นเวลานาน
การทำงานของ Wade Mode ทำได้เพียงแค่ช่วยลดความเสี่ยงในการขับลุยน้ำท่วมขังระยะสั้นบนพื้นถนนทั่วไปเท่านั้น เมื่อนำรถกระบะที่มีน้ำหนักตัวถังมหาศาลกว่า 3.1 ตันไปแช่ในทะเลสาบที่มีแรงดันน้ำจากรอบทิศทาง ซีลยางและข้อต่อต่างๆ ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงดันใต้น้ำ (Hydrostatic Pressure) จึงเกิดการฉีกขาด ส่งผลให้น้ำไหลเข้าสู่พอร์ตเชื่อมต่อไฟฟ้าและทำลายระบบอินเวอร์เตอร์ในที่สุด
สรุปบทเรียนราคาแพงของสายลองดี
ชัยชนะในหน้าโฆษณาไม่สามารถเอาชนะกฎทางฟิสิกส์ในโลกความเป็นจริงได้ กรณีของคนขับ Tesla Cybertruck ที่ถูกจับกุมที่เท็กซัสในครั้งนี้ เป็นอุทาหรณ์ราคาแพงให้กับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกคนว่า โหมดอำนวยความสะดวกต่างๆ มีข้อจำกัดในการใช้งานอย่างชัดเจน การพยายามทำคอนเทนต์หรือทดสอบระบบเกินขอบเขตที่วิศวกรกำหนด ไม่เพียงแต่จะทำให้ทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านบาทต้องกลายเป็นเศษเหล็กในพริบตาโดยที่ประกันไม่เหลียวแล แต่ยังนำไปสู่การถูกจับกุมและดำเนินคดีทางกฎหมายอีกด้วย





