
อัปเดตล่าสุด Honda Forza 350 ปี 2026 เปิดตัวสีใหม่ 5 เฉดสุดพรีเมียมจากยุโรป พร้อมเจาะลึกสเปคเครื่องยนต์ eSP+ 330cc หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว และฟีเจอร์ Honda RoadSync
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

อัปเดตล่าสุด Honda Forza 350 ปี 2026 เปิดตัวสีใหม่ 5 เฉดสุดพรีเมียมจากยุโรป พร้อมเจาะลึกสเปคเครื่องยนต์ eSP+ 330cc หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว และฟีเจอร์ Honda RoadSync

Ducati Monster 2026 สปอร์ตเน็กเก็ดในรุ่นเจ็นที่ 5 พร้อมกับการปรับใหม่หมดจด แต่ยังคงทิ้งความเป็นเอกลักษณ์ กับเครื่องยนต์ New V2 เบายิ่งขึ้น

2025 Ducati Diavel สปอร์ตครุยเซอร์ เครื่องยนต์ทรงพลัง 2025 Ducati Diavel รถสไตล์สปอร์ตครุยเซอร์จากค่ายสัญชาติอิตาลีอย่าง ‘Ducati’ ที่ยังคงความโดดเด่น ในเรื่องของการออกแบบดีไซน์สุดเร้าใจจากโมเดลในเจนก่อนหน้า ซึ่งในเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดนี้มีการปรับเปลี่ยนเพียงลวดลายกราฟิกใหม่เพียงเท่านั้น เครื่องยนต์การันตีความเร้าใจ Diavel ในโมเดล 2025 นี้มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V4 Granturismo แบบสี่สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 1,158 ซีซี พละกำลังอยู่ที่ 168 แรงม้าที่ 10,750 รอบต่อนาที และแรงบิดอยู่ที่ 126 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบต่อนาที มากับเกียร์ 6 สปีดพร้อมเทคโนโลยี Quick Shift แบบสองทางช่วยให้การเข้าเกียร์ง่ายมากยิ่งขึ้น ระบบการระบายไอเสียผ่านมาตรฐาน Euro5 พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าให้โช้คอัพแบบ Upside Down ขนาดแกนอยู่ที่ 50 มิลลิเมตร สามารถปรับแต่งได้แบบเต็มระบบ มาพร้อมล้อหน้าขนาด 120/70-ZR17 รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso III ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม สามารถปรับตั้งค่าได้เต็มระบบแบบเดียวกับโช้คอัพด้านหน้ามาพร้อมล้อหลังขนาด 240/45-ZR17 รัดมาพร้อมยาง Pirelli Diablo Rosso III ในส่วนของระบบเบรกที่มาพร้อมสปอร์ตครุยเซอร์คันนี้ ให้มาแบบทำถึงโดยดิสก์เบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ มาพร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบสี่ลูกสูบ จับคู่กับจานเบรกขนาด 330 มม. และดิสก์เบรกด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวที่ยังคงเป็นคาลิเปอร์จาก Brembo แบบสองลูกสูบ จับคู่กับจานเบรกขนาด 265 มม. พร้อมระบบ ABS แบบสองทาง ระบบเทคโนโลยีจัดเต็ม สิ่งที่เป็นมาตรฐานของค่าย Ducati ก็ยังคงเน้นไปที่เรื่องของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มอบให้มากับตัวรถไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ หรือเทคโนโลยีความปลอดภัยก็มีมาให้แบบไม่กั๊กเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี Ducati Multimedia System หน้าจอสีแบบ TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และการนำทางแบบ Turn-by-Turn และเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ รวมไปถึงระบบความปลอดภัยที่รถคันนี้มอบให้ได้แก่ โหมดการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Touring, Urban และ Wet ระบบ ABS แบบสองทาง Traction Control, Wheelie Control (ระบบป้องกันล้อหน้ายก), Quick Shifter, ระบบ Ducati Power Launch (ระบบที่ช่วยในการออกตัวจากสภาวะจอดนิ่ง) และ Daytime Running Light จุดเด่นที่น่าสนใจของรถคันนี้ ระบบการระบายไอเสียแบบสี่ทาง ไฟท้ายดีไซน์สุดโดดเด่น เบาะพร้อมตัวอักษร DIAVEL V4 เพลท V4 Granturismo ด้านข้างเครื่อง ปั้มเบรก Brembo Stylema โช้คอัพด้านหลังจาก SACHS สีสันที่วางจำหน่าย Ducati Red (สีแดง) Black Roadster Livery (สีดำตัดด้วยกราฟิกสีเหลือง สีใหม่ของปี 2025) โดยราคาวางจำหน่ายของ Diavel 2025 มีราคาอยู่ที่ สีแดง Ducati Red วางจำหน่ายที่ราคา 23,995 ปอนด์ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,027,000 บาท) และสีใหม่อย่าง Black Roadster Livery มีราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 24,495 ปอนด์ (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 1,048,600) หากโดนใจอย่ารีรอ มีก่อน ขับก่อน หล่อก่อนแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda PCX 160 2025 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย ดีไซน์ปรับใหม่เกือบทั้งหมด มาพร้อมเทคโนโลยีจอสี TFT ของทางค่าย

2025 NEW HONDA CB125R จ๊าบขึ้นด้วยจอใหม่ ฮอนด้ายุโรป ได้เปิดตัวน้องเล็กนีโอคาเฟ่ 2025 NEW HONDA CB125R สมาชิกที่เล็กที่สุดในตระกูล “Neo Sports Café” ที่เน้นความเรียบง่ายและดีไซน์เปลือย สอดรับกับการขับขี่ที่สบาย โดยเจ้า CB125R ได้รับการเปิดตัวควบคู่ไปกับ CB300R และรุ่นเรือธงอย่าง CB1000R Hornet ซึ่งถือเป็นการเพิ่มตัวเลือกระดับพรีเมียมในกลุ่มรถจักรยานยนต์ระดับเริ่มต้นของฮอนด้า และรุ่นปี 2025 เจ้าโมเดลรุ่นดังกล่าวได้ปรับปรุงให้ผ่าน EURO5+ ในสไตล์โมเดลยุคใหม่ พร้อมติดตั้งหน้าจอ TFT สีขนาด 5 นิ้วแบบใหม่ทั้งหมด ระบบควบคุมสวิตช์ใหม่ และสีใหม่ 4 สี ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากยิ่งขึ้น NEW Design ในโมเดลรุ่นนี้ มีการปรับแฟริ่งใหม่ ดูแน่นขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นนีโอสปอร์ตคาเฟ่และสร้างความแตกต่างจากโมเดลอื่น ๆ ในตลาด NEW Engine เครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ระบบวาล์ว DOHC 4 วาล์ว ระบบหัวฉีด PGM-FI ที่ผ่านมาตรฐาน EURO5+ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 14.7 แรงม้า ที่ 10,000 รอบ/นาที และ แรงบิดที่ 15.5 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ/นาที ซึ่งมีความสนุกและเร้าใจเมื่อเร่งรอบเครื่องยนต์ ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ Showa Separate Function Big Piston (SFF-BP) ขนาด 41 มม. ระบบเบรกมาพร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียล Nissin 4 ลูกสูบ ขนาด 296 มม. และจานเบรกหลังขนาด 220 มม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก 1 ลูกสูบ ทั้งสองระบบทำงานผ่าน ABS 2 ช่องสัญญาณ ซึ่งควบคุมโดย IMU (Inertial Measurement Unit) เพื่อการกระจายแรงเบรกระหว่างล้อหน้าและหลังอย่างแม่นยำตามพฤติกรรมของรถ และมีขนาดล้อและยาง อยู่ที่ 110/70R-17 และ 150/60R-17 เทคโนโลยีดึงมาจากรุ่นพี่ การออกแบบได้รับการปรับปรุงด้วย หน้าจอสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่มองเห็นได้ชัดเจน และมาจาก CB1000R หน้าจอนี้สามารถปรับรูปดิสก์เพลย์ได้ถึง 3 แบบ ได้แก่ แบบเข็มนาฬิกา หรือแบบกราฟแท่ง ตามความชอบของผู้ขับขี่ รวมถึงแสดงข้อมูลการใช้น้ำมัน เกียร์ที่เลือก และตั้งค่าจุดเปลี่ยนเกียร์ในมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ได้ การควบคุมทั้งหมดทำผ่าน ปุ่มควบคุมทางประกับฝั่งซ้าย ที่ออกแบบให้ใช้งานง่ายเช่นเดียวกัน วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 4 สี Matt Cynos Gray Metallic Pearl Cool White Reef Sea Blue Metallic Pearl Splendor Red แน่นอนว่าสเปคดังกล่าวออกแบบมาเพื่อสำหรับผู้ขับขี่ใบอนุญาต A2 ใช้งานและวางจำหน่ายในตลาดยุโรป ส่วนประเทศไทยบ้านยังไงก็เป็น 150 แน่นอน อาจจะมาแค่สีใหม่ (ฮ่าๆ) แต่จะเข้าเมื่อไหร่อดใจรอ และกดติดตาม SuperBike Thailand ไว้ได้เลย เราจะมาอัพเดทข้อมูลอย่างแน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 New Honda CBR150R สปอร์ตไบค์เจ็นใหม่ หน้าเดิม ฮอนด้าอินโดนีเซียทำการเปิดตัว 2025 New Honda CBR150R สปอร์ตไบค์น้องเล็กในตระกูล CBR Series ที่ถอดแบบ DNA ออกมาให้คล้ายคลึงรุ่นพี่อย่าง CBR1000RR-R SP เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและให้ฟีลลิ่งความเป็นสปอร์ตเต็มพิกัด New Honda CBR150R ใหม่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซค์สายสนามแข่ง ตัวรถมีเส้นสายที่สปอร์ต เฉียบคม พร้อมลวดลายกราฟิกและชุดสีที่มีการปรับเล็กน้อย เพิ่มสไตล์ความดิบถ้าหากเทียบกับรุ่นเจ็นก่อนที่ดูค่อนข้างหรูหราจากชุดสี แต่ส่วนอื่น ๆ คงไม่มีอะไรปรับเปลี่ยนไปมากนัก เพราะมันสวยในแบบของมันอยู่แล้วนั่นเอง ขี่สนุก สมรรถนะเร้าใจ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 149.16 ซีซี 4 จังหวะแบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังความแรงด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 17.1 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที และแรงบิด 14.4 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที มาพร้อมระบบ Assist/Slipper Clutch ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างราบรื่น ลดอาการล้อล็อกขณะดาวน์เกียร์หรือเชนเกียร์ลง และแน่นอนว่า มาพร้อมกับระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพหน้าแบบ Upside-Down (USD) จากแบรนด์ Showa เพิ่มความมั่นคงในการขับขี่และเข้าโค้งได้มั่นใจยิ่งขึ้น ดิส์กเบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบ ABS (รุ่น ABS) ติดตั้งมาให้ใช้งาน เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และยังมีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 3 สี 2 รุ่น ได้แก่ VICTORY MATTE BLACK Standard / ABS HONDA TRICOLOR Standard / ABS HONDA RACING RED Standard โดยราคาจำหน่าย สำหรับรุ่น Standard อยู่ที่ 38 รูเปียห์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 81,400 บาทไทย และรุ่น ABS อยู่ที่ 42.5 รูเปียห์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 89,900 บาทไทย ถ้าเข้าไทย ราคาก็น่าจะอยู่ประมาณพอๆ กับทางอินโดนีเซีย แน่นอน อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 Kawasaki Ninja ZX-10RR แรง เร้าใจ ตามสไตล์นินจา 2025 Kawasaki Ninja ZX-10RR เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศแถวทวีปยุโรป ในส่วนของดีไซน์มีการปรับปรุงตัวถังใหม่ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม มาพร้อมรายละเอียดอื่น ๆ ที่มีความน่าสนใจ อาทิ ไฟหน้า LED ขนาดเล็กและน้ำหนักเบา, หน้าจอสี TFT และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนให้การขับขี่มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุงเรื่องการระบายไอเสียใหม่เพื่อรองรับกับมาตรฐาน Euro5+ จุดเด่นไฮไลท์ วาล์วอากาศแปรผัน ล้อ Marchesini 7 ก้าน ฟังก์ชันควบคุมง่ายเพียงปลายนิ้วโป้ง ปั้มเบรกจาก Brembo M50 monobloc ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ยาง PIRELLI DIABLO SUPERCORSA V3 2025 Kawasaki Ninja ZX-10RR สเปค และรายละเอียด เครื่องยนต์ เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 998 ซีซี แรงม้า (เคลม) 200 แรงม้า ที่ 13,600 รอบต่อนาที แรงบิด (เคลม) 111 นิวตันเมตรที่ 11,500 รอบต่อนาที ระบบวาล์ว DOHC 16 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76 x 55 มิลลิเมตร อัตราส่วนการอัด 13.0:1 ระบบเกียร์ เกียร์แบบ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด Digital ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตซ์ คลัตซ์แบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ZR17 M/C ยางหลัง 190/55 ZR17 M/C ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คอัพแบบ USD พร้อมซับแทงค์ สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คอัพเดี่ยวพร้อมซับแทงค์ สามารถปรับระดับการอัด และการยืดตัวของโช้ค พร้อมการปรับพรีโหลด ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกคู่ พร้อมปั้มเบรก Brembo M50 monobloc แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบขนาด 330 มม. ระบบเบรกหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมปั้มเบรก Brembo แบบลูกสูบเดียว ขนาด 220 มม. กว้าง x ยาว x สูง 750 x 2,085 x 1,185 มม. ระยะฐานล้อ 1,450 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. ความจุถังน้ำมัน 17 ลิตร น้ำหนักตัวรถ 207 กิโลกรัม ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ N/A เทคโนโลยี ระบบเบรก ABS Cruise Control Power Mode Engine Brake Control Quick Shifter การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน IMU 6 แกน S-KTRC หรือ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนนแบบคาดการณ์ล่วงหน้า KCMF หรือ ระบบควบคุมรถในโค้ง KLCM หรือ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งความเร็วให้มีความเหมาะสมสูงสุด KIBS หรือ ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกอัจฉริยะ โหมดการขับขี่ ไม่ได้มีแค่ Standard เพราะ Performance ก็มาด้วย ในโมเดลล่าสุดของ Ninja ZX-10RR ไม่ได้มาแค่รุ่น

2025 Yamaha WR155R ทางดำวิ่งได้ ทางฝุ่นวิ่งดี 2025 Yamaha WR155R เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย รถสไตล์ดูอัลเพอร์โพส หรือเรียกง่าย ๆ ว่ารถสองประสงค์ สไตล์วิบากไซส์เล็กจากถค่ายส้อมเสียงที่เกิดมาเพื่อเป็นสายลุยทางฝุ่นโดยเฉพาะ ดีไซน์ผอมบาง น้ำหนักเบา สายขึ้นเขาลงห้วยคันนี้เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เครื่องยนต์ขนาดเดิม ในโมเดลใหม่ที่เปิดตัวนี้ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นก่อน โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 155 ซีซี พร้อมระบบ VVA ระบายความร้อนด้วยน้ำ พละกำลังอยู่ที่ 16.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 14.3 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที มาพร้อมเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด พ่วงมาด้วยถังน้ำมันขนาด 8.1 ลิตร ระบบช่วงล่าง (ปรับอีกหน่อย) พร้อมลุย โช้คอัพด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก โช้คอัพเดี่ยวด้านหลังปรับพรีโหลดได้ ระบบกันสะเทือนล่างด้านหน้าของสายลุยทางฝุ่นคันนี้มาพร้อมกับโช้คอัพแบบเทเลสโคปิกขนาดแกน 41 มิลลิเมตร ด้านหลังเป็นโช้คอัพเดี่ยวแบบ Monoshock ตัวรถมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 1,430 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถอยู่ที่ 245 มิลลิเมตร และความสูงเบาะอยู่ที่ 880 มิลลิเมตร ซึ่งรายละเอียดที่ดูผิวเผินแล้วก็สามารถออกจากศูนย์บริการแล้วนำไปขี่ลุยได้เลย แต่ถ้าให้มั่นคงมากกว่านี้ก็อาจจะปรับแต่งอีกสักนิดเพื่อการขับขี่ในประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว มาคู่กับจานเบรกขนาด 240 มิลลิเมตรพ่วงมากับล้อหน้าแบบอลูมิเนียมขอบ 21 และระบบเบรกด้านหลังก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นเดียวกับด้านหน้า มาคู่กับจานเบรกขนาด 220 มิลลิเมตรพ่วงมากับล้อหลังอลูมิเนียมขอบ 18 เอาอยู่ มั่นใจในการขับขี่ทุกเส้นทาง แฟริ่งดีไซน์เดิม เพิ่มเติมคือเปลี่ยนลายกราฟิก Model 2025 Model 2024 และในจุดที่เรียกได้ว่าเป็นจุดที่แตกต่างเพื่อสื่อให้เห็นว่านี่คือโมเดลใหม่ที่เปิดตัวคือ ‘ลวดลายกราฟิก’ หรือศัพท์ชาวบ้านคือ สติ๊กเกอร์ ที่ออกแบบดีไซน์ใหม่ ทำให้ตัวอักษร WR มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่รับประกันการขับขี่สนุกตามสไตล์รถวิบากแน่นอน เรือนไมล์มินิมอล ให้มาแบบดิจิตอล หน้าจอเรือนไมล์ที่สาวกของ WR น่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันดี เพราะเรือนไมล์นี้เป็นแบบเดียวกันกับในโมเดลที่เปิดตัวไปก่อนหน้า โดยหน้าจอด้านขวาแสดงผลข้อมูลการขับขี่ครบไม่ว่าจะเป็นความเร็ว ระดับน้ำมัน พร้อมตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ รอบเครื่องยนต์ นาฬิกาบอกเวลา และด้านซ้ายมากับไฟเตือนในสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ว่าง ไฟเลี้ยว ไฟสูง ไฟเครื่องยนต์ และความร้อน สีสันที่วางจำหน่าย สีน้ำเงิน สีดำ WR155R ในโมเดลใหม่นี้เปิดราคาวางจำหน่ายอยู่ที่ 39,055,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเติมประมาณ 83,000 บาท ในส่วนของการเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย อาจจะเป็นช่วงไตรมาสสองของปี 2025 สาวก WR155R ในประเทศไทยหยอดกระปุกรอได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2025 All New Aerox Alpha นี่แหละออลนิวของจริง 2025 All New Aerox Alpha เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้า Aerox นี้ถือเป็นสกู๊ตเตอร์ออโตเมติกที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และดีไซน์ที่ล้ำสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ต้องการความสะดวกสบาย และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งในบทความนี้จะมานำเสนอในสิ่งที่แตกต่างว่ามีอะไรบ้าง ดีไซน์แบบฉบับจากรุ่นพี่ โดย Aerox Alpha 2025 มีการปรับดีไซน์ใหม่ ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเส้นสายที่เฉียบคมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ต R1M ขี่ไปไหนก็หล่อ แอคหน้าตึงได้แน่นอน ไฟหน้าใหม่สว่างชัดกว่าเดิม ไฟหน้ารูปแบบใหม่ที่ดูเฉียบคม และดุดัน สร้างความรู้สึกที่แข็งแกร่งพร้อมกับความทรงพลัง มาพร้อมกับระบบไฟ LED แบบดับเบิลโปรเจคเตอร์ ที่ให้แสงสว่างชัดเจน และไฟท้ายใหม่ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตยิ่งขึ้น เพราะไฟท้ายแอบมีความคล้ายคลึงกับ Yamaha Exciter 155 เลยทีเดียว จอกลางแบบใหม่ หน้าจอแสดงผลข้อมูล TFT และมาตรวัดความเร็วสไตล์ซูเปอร์สปอร์ต ดีไซน์ใหม่ แบบหน้าจอ Full LCD ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต เร้าใจ และให้ข้อมูลที่ครบถ้วนสำหรับผู้ขับขี่ แถมยังสามารถเปลื่ยนการแสดงผลหน้าจอได้ทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ มาตรฐาน (Standard), ไดนามิก (Dynamic) และสปอร์ต (Sports) อีกทั้งยังสามารถปรับความสว่างขอหน้าจอได้ตามต้องการ หรือจะปรับอัตโนมัติตามสภาพแสงรอบข้างได้อีกด้วย ที่สำคัญเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนมากยิ่งขึ้นด้วยแอพพลิเคชัน Y-Connect ที่เชื่อมต่อรถจักรยานยนต์กับสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย เพื่อเช็ครายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยกเครื่องใหม่ เครื่องยนต์เทคโนโลยี Blue Core ขนาด 155 ซีซี รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยี Yamaha Electric CVT (YECVT) ที่แรงเหมือนติด เทอร์โบ ยังมาพร้อมด้วยกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15.4 แรงม้าที่ 8,000 รอบ แรงบิด 14.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ พ่วงด้วยความจุของถังน้ำมันขนาด 5.5 ลิตร โหมดการขับขี่สุดเร้าใจ ในโมเดลใหม่นี้มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่มีให้เลือก 2 โหมด สำหรับรุ่น Turbo ขึ้นไป โดยมีโหมด “T” สำหรับการขับขี่ในเมือง และโหมด “S” หรือโหมดสปอร์ตเร่งรอบมาไวขึ้นนั่นเอง แถมยังสามารถซิ่งไปต่อได้อีก กับโหมดการเพิ่มอัตราการเร่งด้วยระบบ Y-Shift แบ่งเป็น 3 ระดับ (1=ต่ำ, 2=กลาง, 3=สูง) ขับขี่สนุกขึ้นกว่าเก่าแน่นอนรับประกัน เบรกใหม่ เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น ดิสก์เบรกคู่ (Double Disc Brake) จากเดิมที่เบรกหลังในรุ่นเก่าเป็น ดรัมเบรก แต่ในโมเดล 2025 ให้เป็นดิสก์เบรกหลังเรียบร้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบรก ให้ผู้ขับขี่มั่นใจยิ่งขึ้น แถมด้วย ระบบไฟฉุกเฉิน (Emergency Stop Signal) ไฟท้ายจะกระพริบฉุกเฉิน ในขณะเบรกรถ กระทันหัน ช่วยเตือนผู้ขับขี่คันหลังให้รู้ เพื่อความปลอดภัยยิ่งขึ้น สีสันที่วางจำหน่ายทั้ง 4 รุ่นย่อย รุ่น Standard เปิดราคาแนะนำที่ 29,000,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 6.3 หมื่นบาท Silver Yellow Matte Blue Red Black รุ่น CyberCity เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 33,999,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 7.2 หมื่นบาท CyberCity Matte Blue Yellow รุ่น TURBO เปิดราคาแนะนำอยู่ที่ 39,550,000 รูเปียห์ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 8.4 หมื่นบาท Matte Dark Grey และรุ่นท็อปสุดอย่าง TURBO Ultimate เปิดราคาอยู่ 41,730,000 รูเปียห์หรือตีเป็นเงินไทย ประมาณ 8.8 หมื่นบาท Matte Dark Grey ซึ่งถ้านำมาวางจำหน่ายในประเทศไทยอาจจะต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคาดการณ์ว่าบวกรุ่นละประมาณเกือบ

Honda Scoopy สกูปปี้ 2025 เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ โดยการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้เปลี่ยนหน้าตาดีไซน์ใหม่หมด มาพร้อมสีสันที่สุดแสนจะเร้าใจ

Kawasaki H2R เวอร์ชันโมเดลสำหรับนักบิดทรัพย์จาง ที่อยาครอบครองซูเปอร์ไบค์แต่สถานะทางการเงินอาจจะไม่เอื้ออำนวย มาพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้ว
Triumph Icon Edition สืบทอดตำนาน ควรค่าแก่การสะสม Triumph Icon Edtion คอลเลคชันพิเศษที่ได้รับการตกแต่งด้วยธีมสีใหม่สุดโดดเด่น ที่เป็นการผสมผสานระหว่างสีดำ Sapphire Black และสีเงิน Aluminium Silver โดยแต่ละรุ่นมาพร้อมการลงสีด้วยมือ และคัสตอมโลโก้ ช่วยเติมเต็มความเป็นต้นแบบสไตล์ดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ รังสรรค์อย่างพิถีพิถันเพื่อให้มีพื้นผิวที่ไร้ที่ติ รวมทั้งโลโก้ Triumph สีทองและกราฟิกรุ่น Icon พิเศษบนถังน้ำมัน และแผงด้านข้างช่วยเสริมให้รถแต่ละคันดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ในขณะที่ความเข้ากันของแต่ละสี ล้วนช่วยส่งเสริมรูปโฉมของตัวรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันจะเป็นรถที่น่าประทับใจไม่แพ้ความเร้าใจ โดยในคอลเลคชันพิเศษนี้มาพร้อมกันถึง 6 รุ่น ได้แก่ Bonneville T100 Icon Edition, Scrambler 900 Icon Edition, Bonneville T120 Icon Edition, Scrambler 1200 X Icon Edition, Bonneville Bobber Icon Edition และ Bonneville Speedmaster Icon Edition โดยในแต่ละรุ่นแสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว Bonneville T100 Icon Edition การออกแบบดีไซน์ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกของอังกฤษออกมาได้อย่างลงตัว โดยมาพร้อมกับการตกแต่งด้วยสี Aluminium Silver เสริมด้วยสี Sapphire Black บนถังน้ำมันเชื้อเพลิงและแผงด้านข้างเป็นสไตล์ย้อนยุคที่เรียบง่าย ลายเส้นสีดำบนตัวถังรถที่วาดขึ้นด้วยมือ และโลโก้ Triumph ย้อนยุคปี 1907 สีทองอร่าม ช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ให้สมบูรณ์แบบ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์เหนือกาลเวลาที่มาพร้อมความสามารถที่ทันสมัย ด้วยเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่ขนาด 900 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดที่ 65 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที และมอบแรงบิดสูงสุดที่ 80 นิวตันเมตรที่ 3,750 รอบต่อนาที รวมถึงมอบระบบกันสะเทือนหน้าสเปกสูง ร่วมกับระบบกันสะเทือนหลังคู่ ช่วยเพิ่มความรู้สึกคล่องตัวและการควบคุมที่ง่ายดาย วางจำหน่ายที่ราคา 489,000 บาท Scrambler 900 Icon Edition มาพร้อมกับสี Sapphire Black และสี Aluminium Silver ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย เน้นย้ำถึงจุดยืนของการขับขี่ที่โดดเด่น สีถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่สดใส แถบสีอลูมิเนียมสีเงินพร้อมกราฟิกไอคอนเฉพาะ และโลโก้ Triumph สีทองอันเป็นเอกลักษณ์ประจำปี 1907 ที่สร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นที่เข้ากันกับบังโคลนสี Sapphire Black ในขณะที่ลายเส้นบนตัวถังที่วาดด้วยมือ ช่วยเสริมให้รูปลักษณ์ของรถดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการขับขี่ในเมืองและออฟโรด โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ Bonneville สูบคู่ขนาด 900 ซีซี แรงบิดสูง ขณะที่คันเร่งไฟฟ้า Ride-by-wire ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย ล้อซี่ลวดสีดำด้านหน้าขนาด 19 นิ้ว และด้านหลัง 17 นิ้ว รวมถึงความสูงของเบาะนั่งที่ต่ำเพียง 790 มม. ช่วยเพิ่มความมั่นใจ และมอบความสนุกสนานสำหรับผู้ขับขี่ทุกคน วางจำหน่ายที่ราคา 496,000 บาท Bonneville T120 Icon Edition มอบการขับขี่ที่เร้าใจ โดยผสมผสานความเป็นตำนาน และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกัน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงสีดำ Sapphire Black จับคู่กับสีเงิน และเส้นสีทองที่วาดด้วยมือ พร้อมโลโก้ Triumph ช่วยเพิ่มความมีระดับไปอีกขั้น เสริมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้โดดเด่นยิ่งขึ้นบนท้องถนน ในขณะที่คุณสมบัติระดับพรีเมียมที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะอันทันสมัย อาทิ ระบบกันสะเทือนหน้าขนาด 41 มม. ระบบกันสะเทือนคู่หลังแบบปรับพรีโหลดได้ และคาลิปเปอร์เบรกคู่หน้า Brembo พร้อมระบบ ABS เครื่องยนต์สูบคู่ 1,200 ซีซี ได้รับการปรับแต่งมาโดยเฉพาะ เพื่อมอบแรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบกลาง มอบสมรรถนะที่เร้าใจตลอดการใช้งาน โดยให้แรงบิดสูงสุดที่ 105 นิวตันเมตรที่รอบต่ำเพียง 3,500 รอบต่อนาที และมอบพละกำลังสูงสุดที่ 80 แรงม้า ที่ 6,550 รอบต่อนาที วางจำหน่ายที่ราคา 615,000 บาท Scrambler 1200 X Icon Edition มาพร้อมถังน้ำมันสุดโดดเด่นด้วยสี

อัปเดตราคา Honda Wave 110i 2025 ล่าสุด รุ่นล้อแม็กและซี่ลวด เริ่มต้น 46,000 บาท มีให้เลือกถึง 5 เฉดสีใหม่! เช็กตารางผ่อน-ดาวน์ ประหยัดน้ำมันสูงสุด คลิกเลย!

Honda Wave 125i 2025 เปิดตัวพร้อมวางจำหน่ายในไทยแล้วอย่างเป็นทางการ มาพร้อมกับเฉดสีใหม่ ที่คงความแรง และความประหยัดไว้เช่นเดิม