พอสู้ Hilux ได้ไหม Chery Rely R08 เริ่มต้น 5.8 แสนบาท ที่อาหรับ ดีเซล 2.3 ลิตรเทอร์โบ 161 แรงม้า
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา Chery Automobile ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดรถยนต์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ด้วยการเปิดตัวรถกระบะขนาดกลางรุ่นล่าสุดภายใต้แบรนด์คอมเมอร์เชียลอย่าง Chery Rely R08 (หรือที่รู้จักในชื่อ Chery Himla ในบางตลาด) โดยเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง Al Ghurair Mobility เพื่อเป้าหมายในการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าตลาดเดิมอย่าง Toyota Hilux

ขุมพลังและสมรรถนะ: มีให้เลือกทั้งเบนซินและดีเซล
Chery Rely R08 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับงานหนักและการใช้งานที่หลากหลาย โดยมีตัวเลือกเครื่องยนต์ 2 รูปแบบ คือ:
-
เครื่องยนต์เบนซิน: ขนาด 2.4 ลิตร แบบไร้เทอร์โบ (Naturally Aspirated) จาก Mitsubishi ให้กำลังสูงสุด 158 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด
-
เครื่องยนต์ดีเซล: ขนาด 2.3 ลิตร เทอร์โบ จาก Dongfeng ที่ให้สมรรถนะโดดเด่นกว่าด้วยกำลัง 161 แรงม้า และแรงบิดสูงถึง 420 นิวตันเมตร มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด
ทั้งสองรุ่นรองรับทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย
มิติตัวถังและขีดความสามารถในการบรรทุก
ในด้านขนาดตัวถัง Chery Rely R08 มีความยาว 5,370 มม. กว้าง 1,960 มม. และสูง 1,880 มม. โดยมีระยะฐานล้อที่ 3,230 มม. ซึ่งถือว่ายาวกว่า Toyota Hilux เล็กน้อย โครงสร้างตัวถังเป็นแบบ Body-on-frame ที่เน้นความทนทาน พื้นที่กระบะท้ายสามารถบรรทุกสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานเชิงพาณิชย์และการเดินทางแบบออฟโรด
ราคาและรุ่นย่อยที่น่าสนใจ
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือ “ราคา” โดยรุ่นเริ่มต้นเครื่องยนต์เบนซินเปิดตัวที่ 62,895 AED หรือประมาณ 17,125 ดอลลาร์ (ราว 5.8 แสนบาท) ซึ่งหากเทียบกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน ถือว่ามีราคาที่ต่ำกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม หากต้องการความหรูหราและเทคโนโลยีขั้นสูง รุ่นท็อปอย่าง Limited Edition จะมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว, แท่นชาร์จไร้สาย, กล้องมองภาพรอบคัน และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) โดยมีราคาสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 25,700 ดอลลาร์ (ราว 8.7 แสนบาท)

การรับประกันและเงื่อนไขการบริการ
Chery ให้ความมั่นใจแก่ผู้ใช้ด้วยการรับประกันนานถึง 5 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร แต่มีเงื่อนไขเรื่องรอบการเช็กระยะที่ค่อนข้างถี่ คือทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือ 6 เดือน เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและสมรรถนะของตัวรถในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดของโซนตะวันออกกลาง
น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า หากรถกระบะรุ่นนี้มีการนำเข้ามาทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนหรือประเทศไทยด้วยระดับราคาที่ใกล้เคียงกัน จะสามารถดึงดูดใจผู้ใช้รถที่กำลังมองหาความคุ้มค่าได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่รุนแรงของค่ายรถจีนในปัจจุบัน

