อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศจีนยังคงตอกย้ำสถานะการเป็น “โรงงานผลิตรถยนต์ของโลก” อย่างแข็งแกร่ง อุตสาหกรรมยานยนต์จีน 2025 ที่ผ่านมา จีนได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยตัวเลขยอดผลิตและจำหน่ายรถยนต์รวมทั้งสิ้น 34.78 ล้านคัน คิดเป็นกำไรรวมของทั้งอุตสาหกรรมสูงถึง 6.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 23 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของตัวเลขเหล่านี้ กลับมีสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ “อัตรากำไร” (Profit Margin) ที่ตกลงมาอยู่ที่เพียง 4.1% ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำและสะท้อนถึงสภาวะการแข่งขันที่ดุเดือดเลือดพล่านตลอดทั้งปี
34.78 ล้านคัน สถิติใหม่ที่เขย่าบัลลังก์ยานยนต์โลก
ยอดจำหน่าย 34.78 ล้านคันในปี 2025 ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่แสดงถึงความต้องการในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสำเร็จในการรุกตลาดต่างประเทศอย่างหนักหน่วงของค่ายรถจีน:
-
การบริโภคภายในประเทศ: แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะมีการชะลอตัวบ้าง แต่นโยบายการกระตุ้นจากภาครัฐ เช่น การนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ (Trade-in subsidies) และการขยายโครงข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมถึงระดับอำเภอ ทำให้ชาวจีนยังคงเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นหลัก
-
การส่งออก (Export): จีนกลายเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของโลกอย่างถาวร โดยส่งรถยนต์ไปจำหน่ายยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะไทยและเวียดนาม), ตะวันออกกลาง, และลาตินอเมริกา เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
รายได้มหาศาล แต่กำไรสวนทาง ทำไมถึงอยู่ที่ 4.1%?
ตัวเลขกำไรรวม 6.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อาจดูน่าประทับใจ แต่เมื่อกางงบการเงินออกมาดูจะพบว่า “อัตรากำไรสุทธิ” (Net Profit Margin) ของทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 4.1% เท่านั้น ซึ่งลดลงจากปีก่อนๆ ที่เคยทรงตัวอยู่ในระดับ 5-6% สาเหตุหลักที่ทำให้กำไรบางลงมีดังนี้:
-
สงครามราคา (The Brutal Price War): ตลอดปี 2025 ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง BYD เริ่มต้นเปิดฉากหั่นราคารถยนต์ไฟฟ้าของตนเองเพื่อกดดันคู่แข่ง ส่งผลให้ Tesla และแบรนด์หน้าใหม่อย่าง Xiaomi รวมถึงแบรนด์ดั้งเดิมอย่าง Geely และ GWM ต้องลดราคาตามเพื่อรักษาตัวรอด การลดราคาอย่างต่อเนื่องทำให้กำไรต่อคัน (Margin per unit) ลดลงอย่างมาก
-
ต้นทุนเทคโนโลยีและ R&D: จีนทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-state และระบบขับขี่อัตโนมัติระดับสูง (Level 3/4) เพื่อรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินมหาศาลแต่ผลตอบแทนในเชิงกำไรยังไม่ปรากฏเด่นชัดในปีนี้
-
ความจุกำลังการผลิตล้นเกิน (Overcapacity): เมื่อหลายโรงงานผลิตรถออกมามากเกินกว่าความต้องการในบางช่วงเวลา ทำให้เกิดภาวะสต็อกค้างและต้องใช้โปรโมชั่นลดแลกแจกแถมเพื่อระบายสินค้า
NEV หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
ในจำนวน 34.78 ล้านคันที่จำหน่ายไป สัดส่วนของ New Energy Vehicles (NEV) มีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในครึ่งปีหลังของ 2025 ที่มียอดขายแซงหน้ารถยนต์สันดาป (ICE) ไปแล้วในบางมณฑล
-
PHEV และ EREV: รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าขยายระยะทาง (Extended Range EV) กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสูงสุดในปีนี้ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความประหยัดของไฟฟ้าแต่ยังกังวลเรื่องการชาร์จไฟในการเดินทางไกล
-
ระบบนิเวศแบตเตอรี่: จีนไม่ได้เพียงแค่ขายรถ แต่ยังเป็นผู้ควบคุมต้นทุนแบตเตอรี่เกือบทั้งโลก การที่บริษัทอย่าง CATL และ BYD สามารถผลิตแบตเตอรี่ได้ในราคาต่ำ ทำให้ค่ายรถจีนยังคงมีกำไร 4.1% ได้ ในขณะที่หากค่ายรถชาติอื่นต้องทำสงครามราคาแบบเดียวกัน อาจถึงขั้นขาดทุนสุทธิ
อุตสาหกรรมชิ้นส่วน ผู้แบกรับภาระกำไร
ต้องไม่ลืมว่ากำไร 6.6 แสนล้านดอลลาร์นี้ ไม่ได้มาจากบริษัทรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนด้วย ในปี 2025 บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนดิจิทัล เช่น เซนเซอร์ LiDAR, ชิปประมวลผลสำหรับ AI ในรถยนต์ และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ กลายเป็นกลุ่มที่ทำกำไรได้ดีกว่าบริษัทผู้ประกอบรถยนต์เสียอีก เนื่องจากแบรนด์รถยนต์ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเหล่านี้ในการสร้างจุดเด่นให้สินค้า
บทวิเคราะห์ทิศทางและอนาคตในปี 2026
สภาวะ “กำไรบางแต่ยอดขายสูง” จะบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์จีนในปี 2026:
-
การควบรวมกิจการ (Consolidation): บริษัทรถยนต์รายย่อยที่มีสายป่านสั้นและมีอัตรากำไรต่ำกว่า 4.1% จะเริ่มล้มละลายหรือถูกควบรวมโดยยักษ์ใหญ่ เพื่อให้เหลือผู้เล่นที่แข็งแกร่งเพียงไม่กี่รายที่สามารถทำ “ประหยัดต่อขนาด” (Economies of Scale) ได้จริง
-
การรุกตลาดโลกด้วยฐานผลิตในต่างประเทศ: เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ และยุโรป ค่ายรถจีนจะเริ่มเดินเครื่องโรงงานในต่างแดน (รวมถึงไทย ฮังการี และบราซิล) ซึ่งอาจจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรได้ดีขึ้นจากการลดต้นทุนค่าขนส่งและการบริหารจัดการภาษี
-
การเปลี่ยนผ่านสู่ซอฟต์แวร์: เราจะเห็นความพยายามในการหารายได้เสริมจากบริการหลังการขายแบบสมาชิก (Subscription-based features) เช่น ระบบขับขี่อัตโนมัติรายเดือน เพื่อเพิ่มอัตรากำไรให้สูงกว่า 4.1%
บทสรุป
อุตสาหกรรมยานยนต์จีน 2025 คือบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของจีนในฐานะผู้นำโลกยานยนต์ยุคใหม่ ยอดจำหน่าย 34.78 ล้านคันและกำไร 6.6 แสนล้านดอลลาร์ เป็นตัวเลขที่มั่นคง แต่สิ่งที่น่าติดตามคือค่ายรถจีนจะบริหารจัดการอัตรากำไร 4.1% นี้อย่างไรในวันที่สงครามราคาไม่มีท่าทีจะจบลง เพราะนี่คือการวิ่งมาราธอนที่ผู้ชนะคือผู้ที่มีความอึดทางการเงินสูงที่สุดเท่านั้น



