Honda พับแผน EV อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่บ่งบอกถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2026 มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ Honda Motor ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นออกมาประกาศปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ระดับโลกอย่างกะทันหัน โดยการตัดสินใจยกเลิกการพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หลายรุ่นที่เคยเป็นความหวังในตลาดสหรัฐอเมริกาและอินเดีย สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าการพับแผน คือคำยอมรับจากปากของ Toshihiro Mibe ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ระบุว่า ในสมรภูมิ EV ยุคปัจจุบัน “เราไม่มีทางสู้จีนได้เลย” ทั้งในแง่ของต้นทุนและเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ที่รวดเร็ว ซึ่งกระแส ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ครั้งนี้ส่งผลสะเทือนไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
ยอมขาดทุน 2.5 ล้านล้านเยน เพื่อการอยู่รอด
การปรับแผนครั้งใหญ่ส่งผลให้ Honda ต้องเผชิญกับตัวเลขขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์และการยกเลิกโครงการพัฒนาพุ่งสูงถึง 2,500 พันล้านเยน (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) ซึ่งครอบคลุมถึงโรงงานผลิตแบตเตอรี่และสายการผลิตที่เคยเตรียมไว้รองรับรถ EV รุ่นใหม่ การยอม “เจ็บ” ในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท ก่อนที่งบประมาณจะบานปลายไปกับการแข่งขันที่มองไม่เห็นทางชนะ
สาเหตุหลักที่ทำให้ Honda ต้องถอยทัพ มาจากการรุกคืบอย่างหนักของค่ายรถยนต์จีนอย่าง BYD และ Xiaomi ที่สามารถผลิตรถไฟฟ้าที่มีฟีเจอร์ล้ำสมัยในราคาที่ถูกกว่ารถยนต์ญี่ปุ่นเกือบ 30-40% นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องความต้องการรถ EV ในฝั่งอเมริกาที่เริ่มชะลอตัวลง (EV Slowdown) ยังเป็นตัวเร่งให้ Honda ต้องรีบทบทวนกลยุทธ์ก่อนจะสายเกินไป
ตารางวิเคราะห์สถานการณ์ เหตุผลที่ Honda ต้องพับแผน EV
| ปัจจัยวิกฤต | ผลกระทบต่อ Honda | สาเหตุจากคู่แข่ง (จีน) |
| โครงสร้างต้นทุน | สูงกว่าคู่แข่งเนื่องจากซัพพลายเชนไม่ครบวงจร | มีเหมืองแร่และโรงงานแบตเตอรี่ของตัวเอง (Vertical Integration) |
| ซอฟต์แวร์และ AI | พัฒนาล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ | พัฒนาได้เร็วเหมือนสมาร์ทโฟนและมี Ecosystem ที่แข็งแกร่ง |
| ระยะเวลาพัฒนา | 4-5 ปีต่อรุ่น | 1.5 – 2 ปีต่อรุ่น |
| การตอบรับของตลาด | ตลาดหลัก (อเมริกา/อินเดีย) ยอดขาย EV ไม่เป็นไปตามเป้า | ครองตลาดโลกด้วยราคามหาชน |
กลับสู่รากเหง้า เดิมพันครั้งใหม่กับเทคโนโลยี Hybrid
เมื่อเส้นทาง EV เต็มไปด้วยขวากหนาม Honda จึงตัดสินใจหันหัวเรือกลับไปสู่สิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดนั่นคือ “เทคโนโลยี Hybrid (HEV)” โดยประกาศจะยกระดับรถยนต์ Hybrid ให้เป็นโปรดักต์หลัก (Core Product) ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ แทนที่จะฝืนดัน EV ที่ต้นทุนยังไม่สามารถทำกำไรได้
การขยับตัวครั้งนี้จะทำให้เราเห็นการทำ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รุ่นยอดนิยมอย่าง Honda City, Civic และ CR-V ในเวอร์ชัน Hybrid ที่จะมีออปชันล้นและราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ที่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถไฟฟ้า 100% ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง การกลับมาเน้น Hybrid จึงเป็นการเพลย์เซฟที่ชาญฉลาดในแง่ของธุรกิจ
ยอมรับความพ่ายแพ้ “เราสู้จีนไม่ได้ในแง่ของต้นทุน”
คำพูดของ CEO ที่ระบุว่า “เราไม่มีทางสู้จีนได้เลย” สะท้อนถึงช่องว่างขนาดใหญ่ของ ทิศทางใหม่ Honda 2026 ที่พยายามจะตามให้ทันค่ายรถจากแดนมังกรอย่าง BYD หรือ Xiaomi ที่มีความได้เปรียบทั้งในเรื่องของซัพพลายเชนแบตเตอรี่และต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าค่ายรถดั้งเดิมเกือบ 30-40% เมื่อบวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความต้องการรถไฟฟ้าที่ลดลงในตลาดหลัก ทำให้ Honda พับแผน EV รุ่น 0 Series บางรุ่นและหันกลับมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ตนเองถนัดมากกว่า
Mibe ย้ำว่าเป้าหมายเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะจำหน่ายแต่รถ EV 100% ภายในปี 2040 ยังคงอยู่ แต่ “จังหวะเวลา” ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยในระหว่างปี 2026-2030 Honda เน้นไฮบริด จะกลายเป็นหัวใจหลักในการสร้างกำไรเพื่อประคองตัวบริษัทผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ ซึ่งรถรุ่นยอดนิยมอย่าง CR-V และ Civic เวอร์ชันไฮบริดจะถูกผลักดันให้เป็นโมเดลหลักในทุกตลาดทั่วโลกแทนที่รถไฟฟ้าที่มียอดขายไม่เป็นไปตามเป้า
อนาคตของ Sony Honda Mobility (AFEELA)
อีกหนึ่งประเด็นที่คนให้ความสนใจคือความร่วมมือกับ Sony ในแบรนด์ AFEELA ซึ่งล่าสุดมีการระบุว่าอาจต้องมีการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เช่นกัน เนื่องจากการพึ่งพาแพลตฟอร์ม EV จาก Honda ที่ตอนนี้ถูกลดลำดับความสำคัญลง อาจทำให้กำหนดการเปิดตัว AFEELA ต้องเลื่อนออกไปหรือมีการปรับเปลี่ยนสเปกครั้งใหญ่เพื่อให้เข้ากับกลยุทธ์ใหม่ของกลุ่มบริษัท
บทสรุป การถอยเพื่อก้าวต่อของ Honda
วิกฤต Honda พับแผน EV ที่ Honda กำลังเผชิญคือบทเรียนราคาแพงของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นที่ “ขยับตัวช้า” ในช่วงเริ่มต้นของยุค EV จนถูกค่ายรถยนต์หน้าใหม่จากจีนแซงหน้าไปอย่างไม่เห็นฝุ่น อย่างไรก็ตาม การยอมรับสภาพและกล้าที่จะตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตในครั้งนี้ อาจเป็นโอกาสให้ Honda กลับไปตั้งหลักและพัฒนาเทคโนโลยี Next-generation ที่แท้จริงในอนาคตได้ หากพวกเขาสามารถทำราคาและออปชันในกลุ่ม Hybrid ให้สู้กับสงครามราคาได้สำเร็จ นี่จะเป็นหน้าประวัติศาสตร์ ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าติดตามที่สุดในรอบทศวรรษ





