SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Kawasaki Serpico 150

หากจะเอ่ยถึงยุคสมัยที่ถนนเมืองไทยเดือดพล่านไปด้วยกลิ่นอายของควันสีขาวและเสียงแผดคำรามของท่อรีด คงหนีไม่พ้นช่วงปี พ.ศ. 2530 – 2545 ซึ่งถือเป็นยุคทองของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 2 จังหวะ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างค่ายยักษ์ใหญ่ ค่ายสีเขียวอย่าง Kawasaki (คาวาซากิ) ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการส่งรถที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ออกมาสู่ตลาด นั่นคือ Kawasaki Serpico 150 หรือที่เหล่านักเลงรถขนานนามให้ว่า “ไอ้แอ่นยักษ์” รถสปอร์ตทัวร์ริ่งที่เปลี่ยนนิยามความเร็วของวัยรุ่นไทยไปตลอดกาล

จุดกำเนิดและปรัชญาการออกแบบ ความต่างที่ทรงพลัง

ในขณะที่คู่แข่งร่วมยุคอย่าง Honda NSR 150RR เน้นความโฉบเฉี่ยวสไตล์รถสนาม หรือ Yamaha TZM 150 ที่เน้นเทคโนโลยีจากรายการ World GP แต่ Kawasaki กลับมองหา “ช่องว่าง” ที่ยังไม่มีใครตอบโจทย์ นั่นคือการรวบรวมเอา “ความแรงระดับรถสปอร์ต” มาใส่ไว้ใน “สรีระแบบรถทัวร์ริ่ง”

Serpico 150 เปิดตัวครั้งแรกด้วยรูปลักษณ์ที่ดู “บึกบึน” และ “อลังการ” กว่ารถ 150cc ทั่วไป แฟริ่งหน้าขนาดใหญ่โตที่ปกคลุมไปถึงช่วงล่างไม่ได้มีไว้เพียงความสวยงาม แต่ถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อช่วยลดแรงลมปะทะตัวผู้ขับขี่ในขณะเดินทางไกล ซึ่งถือเป็นความใจป้ำของ Kawasaki ที่ให้ชุดแฟริ่งและถังน้ำมันขนาดใหญ่จุใจถึง 14.5 ลิตร ทำให้มันกลายเป็นรถที่ขวัญใจสายเดินทางข้ามจังหวัดที่ต้องการรถที่มั่นคง นั่งสบาย แต่เมื่อถึงเวลา “เปิดคันเร่ง” ต้องแรงไม่แพ้ใครในกริด

หัวใจพยัคฆ์ ระบบวาล์ว KIPS ที่โลกต้องจดจำ

หากจะพูดถึงความแรงของ Serpico สิ่งที่เป็นหัวใจและจิตวิญญาณคือเครื่องยนต์ 1 สูบ 2 จังหวะ ขนาด 148cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มาพร้อมกับระบบ KIPS (Kawasaki Integrated Powervalve System) ระบบวาล์วอัจฉริยะนี้คือเทคโนโลยีที่ Kawasaki ภูมิใจนำเสนอ และเป็นที่มาของคำว่า “วาล์วเปิด โลกเปลี่ยน”

การทำงานของ KIPS คือการใช้กลไกควบคุมพอร์ตไอเสียตามรอบเครื่องยนต์:

  • ช่วงรอบต่ำ : วาล์วจะปิดเพื่อกักเก็บแรงอัด ทำให้เครื่องยนต์มีแรงบิดที่ดีในรอบต่ำ ขี่ง่าย นุ่มนวล ไม่กระชากจนเกินไป เหมาะกับการขี่ในเมือง

  • ช่วงรอบสูง : เมื่อรอบเครื่องกวาดไปแตะระดับ 7,000 – 8,000 รอบต่อนาที วาล์ว KIPS จะเปิดออกเต็มที่เพื่อปลดปล่อยไอเสียอย่างรวดเร็ว วินาทีนี้เองที่พละกำลังกว่า 37-40 แรงม้า (ตามแต่ละรุ่นย่อย) จะพุ่งพรวดออกมาอย่างรุนแรง อาการ “หน้าหงาย” และเสียงท่อที่เปลี่ยนจากเสียงนุ่มเป็นเสียงแผดคำรามคือเสน่ห์ที่ทำให้วัยรุ่นยุคนั้นหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น ส่งผลให้ความเร็วปลายของ Serpico ไปแตะระดับ 180-190 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างน่าอัศจรรย์

Kawasaki Serpico 150

วิวัฒนาการและรหัสร้อน SE (Special Edition)

ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษของการวางจำหน่าย Serpico มีการพัฒนาโฉมและรหัสออกมาหลายรุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น:

  • Serpico S / SS: รุ่นบุกเบิกไฟหน้าทรงเหลี่ยมที่เน้นความถึกทนและลายสติกเกอร์ยุคแรกที่ดูคลาสสิก

  • Serpico SE (รหัสทอง): นี่คือรุ่นที่ขึ้นแท่นตำนานที่มียอดจำหน่ายสูงสุดและได้รับความนิยมมากที่สุด มาพร้อมล้อแม็ก 3 ก้านที่เป็นสัญลักษณ์ของความพรีเมียม และระบบกันสะเทือนหลังแบบ Uni-Trak ที่หยิบยกมาจากรถแข่งบิ๊กไบค์ ทำให้การเข้าโค้งของไอ้แอ่นยักษ์คันนี้มีความเสถียรและมั่นคงอย่างยิ่ง

  • Serpico 5S (ปากฉลาม): เป็นโฉมสุดท้ายที่ทำการปรับเปลี่ยนหน้ากากให้มีความแหลมคมโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เพื่อสู้กับกระแสรถสปอร์ตไฟตาคู่ที่กำลังมาแรงในตอนนั้น ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดในด้านการระบายความร้อนและความสวยงาม

เสน่ห์และวัฒนธรรมการตกแต่ง ความภูมิใจของวัยรุ่นยุค 90

Serpico ไม่ได้เป็นเพียงรถที่ใช้ขับเคลื่อน แต่เป็น “งานศิลปะ” ของเจ้าของ หลายคนนิยมนำไปตกแต่งต่อจนเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนใส่ปั๊มเบรก Brembo, การใส่ท่อรีดงานแฮนด์เมดจากสำนักดังอย่าง “แดง บางทราย” หรือ “กิม พระราม 2” ซึ่งช่วยรีดพละกำลังและส่งเสียงหวานๆ ให้ก้องกังวานไปทั่วถนน นอกจากนี้ยังมีการนำหน้ากากของรุ่นส่งออกอย่าง Ninja 150RR (ตัวนอก) มาดัดแปลงใส่ จนกลายเป็นสไตล์การแต่งที่เรียกว่า “Serpico ตากลม” ที่ดูทันสมัยและดุดัน

Kawasaki Serpico 150

สถานะ “สินทรัพย์เลอค่า” ในปี 2026

เข้าสู่ปี 2026 แม้ว่าเครื่องยนต์ 2 จังหวะจะถูกยุติการผลิตไปนานกว่า 20 ปี เนื่องจากข้อกำหนดด้านไอเสียและสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับ Kawasaki Serpico มันกลับก้าวข้ามขีดจำกัดของเวลาจนกลายเป็น “ของสะสมระดับพรีเมียม”:

  • มูลค่าการสะสม: ปัจจุบัน Serpico สภาพเดิมๆ “สต็อกเก่า” (New Old Stock) หรือรถที่บูรณะอย่างประณีตด้วยอะไหล่แท้ 100% มีราคาพุ่งสูงเกินหลักแสนบาทไปไกล บางคันที่ประวัติชัดเจนและเลขเครื่องสวยๆ มีการตกลงซื้อขายกันในระดับสองแสนบาท ซึ่งสูงกว่าราคารถป้ายแดงในอดีตหลายเท่าตัว

  • กลิ่นอายแห่งความคิดถึง: ควันสีขาวเบาๆ จากออโต้ลูปหอมๆ และเสียงเครื่องยนต์ Desmodromic-like ในจังหวะวาล์วเปิด คือสิ่งที่รถ 4 จังหวะหรือรถไฟฟ้าให้ไม่ได้ มันคือเสียงของความทรงจำที่พานักบิดรุ่นใหญ่ออกเดินทริปในวัยหนุ่ม และพาคนรุ่นใหม่ให้มาสัมผัส “มนต์ขลัง” ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

  • ความยั่งยืนของสังคม: ในปี 2026 สังคมผู้ใช้ Serpico ยังคงเข้มแข็ง เราจะเห็นกลุ่ม “ไอ้แอ่นยักษ์” ออกมาจัดงาน Meet-up หรืองานโชว์รถสวยงามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า หากตัวรถมี “จิตวิญญาณ” มากพอ กาลเวลาก็ไม่สามารถทำอะไรความยิ่งใหญ่ของมันได้

บทสรุป

Kawasaki Serpico 150 คือบันทึกหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย มันคือตัวแทนของความกล้าที่จะแตกต่าง และความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่สุดในด้านสมรรถนะ แม้ทุกวันนี้ไอ้แอ่นยักษ์จะไม่ได้มีวางขายตามโชว์รูมอีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงท่อรีดแผดคำรามบนท้องถนน แฟนพันธุ์แท้ 2 จังหวะจะรู้ทันทีว่า พยัคฆ์ร้ายแห่งยุค 90 ตัวนี้ ยังคงทำหน้าที่ส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วและความอิสระให้กับคนรักรถรุ่นหลังสืบต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุดครับ

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

Kawasaki Serpico 150 สปอร์ต 2 จังหวะ ‘สั่งได้ทุกลีลา’

Kawasaki Serpico 150

หากจะเอ่ยถึงยุคสมัยที่ถนนเมืองไทยเดือดพล่านไปด้วยกลิ่นอายของควันสีขาวและเสียงแผดคำรามของท่อรีด คงหนีไม่พ้นช่วงปี พ.ศ. 2530 – 2545 ซึ่งถือเป็นยุคทองของรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 2 จังหวะ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างค่ายยักษ์ใหญ่ ค่ายสีเขียวอย่าง Kawasaki (คาวาซากิ) ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการส่งรถที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ออกมาสู่ตลาด นั่นคือ Kawasaki Serpico 150 หรือที่เหล่านักเลงรถขนานนามให้ว่า “ไอ้แอ่นยักษ์” รถสปอร์ตทัวร์ริ่งที่เปลี่ยนนิยามความเร็วของวัยรุ่นไทยไปตลอดกาล

จุดกำเนิดและปรัชญาการออกแบบ ความต่างที่ทรงพลัง

ในขณะที่คู่แข่งร่วมยุคอย่าง Honda NSR 150RR เน้นความโฉบเฉี่ยวสไตล์รถสนาม หรือ Yamaha TZM 150 ที่เน้นเทคโนโลยีจากรายการ World GP แต่ Kawasaki กลับมองหา “ช่องว่าง” ที่ยังไม่มีใครตอบโจทย์ นั่นคือการรวบรวมเอา “ความแรงระดับรถสปอร์ต” มาใส่ไว้ใน “สรีระแบบรถทัวร์ริ่ง”

Serpico 150 เปิดตัวครั้งแรกด้วยรูปลักษณ์ที่ดู “บึกบึน” และ “อลังการ” กว่ารถ 150cc ทั่วไป แฟริ่งหน้าขนาดใหญ่โตที่ปกคลุมไปถึงช่วงล่างไม่ได้มีไว้เพียงความสวยงาม แต่ถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อช่วยลดแรงลมปะทะตัวผู้ขับขี่ในขณะเดินทางไกล ซึ่งถือเป็นความใจป้ำของ Kawasaki ที่ให้ชุดแฟริ่งและถังน้ำมันขนาดใหญ่จุใจถึง 14.5 ลิตร ทำให้มันกลายเป็นรถที่ขวัญใจสายเดินทางข้ามจังหวัดที่ต้องการรถที่มั่นคง นั่งสบาย แต่เมื่อถึงเวลา “เปิดคันเร่ง” ต้องแรงไม่แพ้ใครในกริด

หัวใจพยัคฆ์ ระบบวาล์ว KIPS ที่โลกต้องจดจำ

หากจะพูดถึงความแรงของ Serpico สิ่งที่เป็นหัวใจและจิตวิญญาณคือเครื่องยนต์ 1 สูบ 2 จังหวะ ขนาด 148cc ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มาพร้อมกับระบบ KIPS (Kawasaki Integrated Powervalve System) ระบบวาล์วอัจฉริยะนี้คือเทคโนโลยีที่ Kawasaki ภูมิใจนำเสนอ และเป็นที่มาของคำว่า “วาล์วเปิด โลกเปลี่ยน”

การทำงานของ KIPS คือการใช้กลไกควบคุมพอร์ตไอเสียตามรอบเครื่องยนต์:

  • ช่วงรอบต่ำ : วาล์วจะปิดเพื่อกักเก็บแรงอัด ทำให้เครื่องยนต์มีแรงบิดที่ดีในรอบต่ำ ขี่ง่าย นุ่มนวล ไม่กระชากจนเกินไป เหมาะกับการขี่ในเมือง

  • ช่วงรอบสูง : เมื่อรอบเครื่องกวาดไปแตะระดับ 7,000 – 8,000 รอบต่อนาที วาล์ว KIPS จะเปิดออกเต็มที่เพื่อปลดปล่อยไอเสียอย่างรวดเร็ว วินาทีนี้เองที่พละกำลังกว่า 37-40 แรงม้า (ตามแต่ละรุ่นย่อย) จะพุ่งพรวดออกมาอย่างรุนแรง อาการ “หน้าหงาย” และเสียงท่อที่เปลี่ยนจากเสียงนุ่มเป็นเสียงแผดคำรามคือเสน่ห์ที่ทำให้วัยรุ่นยุคนั้นหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น ส่งผลให้ความเร็วปลายของ Serpico ไปแตะระดับ 180-190 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างน่าอัศจรรย์

Kawasaki Serpico 150

วิวัฒนาการและรหัสร้อน SE (Special Edition)

ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษของการวางจำหน่าย Serpico มีการพัฒนาโฉมและรหัสออกมาหลายรุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น:

  • Serpico S / SS: รุ่นบุกเบิกไฟหน้าทรงเหลี่ยมที่เน้นความถึกทนและลายสติกเกอร์ยุคแรกที่ดูคลาสสิก

  • Serpico SE (รหัสทอง): นี่คือรุ่นที่ขึ้นแท่นตำนานที่มียอดจำหน่ายสูงสุดและได้รับความนิยมมากที่สุด มาพร้อมล้อแม็ก 3 ก้านที่เป็นสัญลักษณ์ของความพรีเมียม และระบบกันสะเทือนหลังแบบ Uni-Trak ที่หยิบยกมาจากรถแข่งบิ๊กไบค์ ทำให้การเข้าโค้งของไอ้แอ่นยักษ์คันนี้มีความเสถียรและมั่นคงอย่างยิ่ง

  • Serpico 5S (ปากฉลาม): เป็นโฉมสุดท้ายที่ทำการปรับเปลี่ยนหน้ากากให้มีความแหลมคมโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เพื่อสู้กับกระแสรถสปอร์ตไฟตาคู่ที่กำลังมาแรงในตอนนั้น ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดในด้านการระบายความร้อนและความสวยงาม

เสน่ห์และวัฒนธรรมการตกแต่ง ความภูมิใจของวัยรุ่นยุค 90

Serpico ไม่ได้เป็นเพียงรถที่ใช้ขับเคลื่อน แต่เป็น “งานศิลปะ” ของเจ้าของ หลายคนนิยมนำไปตกแต่งต่อจนเป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนใส่ปั๊มเบรก Brembo, การใส่ท่อรีดงานแฮนด์เมดจากสำนักดังอย่าง “แดง บางทราย” หรือ “กิม พระราม 2” ซึ่งช่วยรีดพละกำลังและส่งเสียงหวานๆ ให้ก้องกังวานไปทั่วถนน นอกจากนี้ยังมีการนำหน้ากากของรุ่นส่งออกอย่าง Ninja 150RR (ตัวนอก) มาดัดแปลงใส่ จนกลายเป็นสไตล์การแต่งที่เรียกว่า “Serpico ตากลม” ที่ดูทันสมัยและดุดัน

Kawasaki Serpico 150

สถานะ “สินทรัพย์เลอค่า” ในปี 2026

เข้าสู่ปี 2026 แม้ว่าเครื่องยนต์ 2 จังหวะจะถูกยุติการผลิตไปนานกว่า 20 ปี เนื่องจากข้อกำหนดด้านไอเสียและสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับ Kawasaki Serpico มันกลับก้าวข้ามขีดจำกัดของเวลาจนกลายเป็น “ของสะสมระดับพรีเมียม”:

  • มูลค่าการสะสม: ปัจจุบัน Serpico สภาพเดิมๆ “สต็อกเก่า” (New Old Stock) หรือรถที่บูรณะอย่างประณีตด้วยอะไหล่แท้ 100% มีราคาพุ่งสูงเกินหลักแสนบาทไปไกล บางคันที่ประวัติชัดเจนและเลขเครื่องสวยๆ มีการตกลงซื้อขายกันในระดับสองแสนบาท ซึ่งสูงกว่าราคารถป้ายแดงในอดีตหลายเท่าตัว

  • กลิ่นอายแห่งความคิดถึง: ควันสีขาวเบาๆ จากออโต้ลูปหอมๆ และเสียงเครื่องยนต์ Desmodromic-like ในจังหวะวาล์วเปิด คือสิ่งที่รถ 4 จังหวะหรือรถไฟฟ้าให้ไม่ได้ มันคือเสียงของความทรงจำที่พานักบิดรุ่นใหญ่ออกเดินทริปในวัยหนุ่ม และพาคนรุ่นใหม่ให้มาสัมผัส “มนต์ขลัง” ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

  • ความยั่งยืนของสังคม: ในปี 2026 สังคมผู้ใช้ Serpico ยังคงเข้มแข็ง เราจะเห็นกลุ่ม “ไอ้แอ่นยักษ์” ออกมาจัดงาน Meet-up หรืองานโชว์รถสวยงามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า หากตัวรถมี “จิตวิญญาณ” มากพอ กาลเวลาก็ไม่สามารถทำอะไรความยิ่งใหญ่ของมันได้

บทสรุป

Kawasaki Serpico 150 คือบันทึกหน้าสำคัญของประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย มันคือตัวแทนของความกล้าที่จะแตกต่าง และความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่สุดในด้านสมรรถนะ แม้ทุกวันนี้ไอ้แอ่นยักษ์จะไม่ได้มีวางขายตามโชว์รูมอีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงท่อรีดแผดคำรามบนท้องถนน แฟนพันธุ์แท้ 2 จังหวะจะรู้ทันทีว่า พยัคฆ์ร้ายแห่งยุค 90 ตัวนี้ ยังคงทำหน้าที่ส่งต่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วและความอิสระให้กับคนรักรถรุ่นหลังสืบต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุดครับ

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า