SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift

การกลับมาทวงบัลลังก์ราชาแห่งรถซีดานหรูระดับโลกเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Mercedes-Benz เผยโฉม Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift รุ่นปรับโฉมใหม่ล่าสุดในปี 2569 เพื่อฉลองวาระครบรอบ 140 ปีของแบรนด์ตราดาวสามแฉก การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่ววงการยานยนต์ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่การแต่งหน้าทาปากแบบ Minorchange ทั่วไป แต่เป็นการรื้อระบบและปรับปรุงชิ้นส่วนใหม่มากกว่า 2,700 รายการ ซึ่งวิศวกรระบุว่าสัดส่วนของตัวรถได้รับการพัฒนาใหม่ไปมากกว่า 50% เพื่อส่งมอบนิยามใหม่ของความหรูหราที่ผสานกับความชาญฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สถาปัตยกรรมภายนอกใหม่ เมื่อ “ตราดาว” กลายเป็นหัวใจของงานดีไซน์

ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift ได้รับการตีโจทย์ใหม่ให้มีความชัดเจนและทรงพลังยิ่งขึ้น กระจังหน้า (Radiator Grille) ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความอิ่มตัวและขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 20% เสริมด้วยความหรูหราจากระบบไฟส่องสว่าง Illuminated Grille ที่สร้างมิติของแสงเงาที่หรูหราในยามค่ำคืน ไฟหน้าเทคโนโลยี NEXT Generation DIGITAL LIGHT เป็นการก้าวกระโดดทางวิศวกรรมด้วย Micro-LED กว่าล้านพิกเซล ที่ไม่เพียงแต่ส่องสว่างได้ไกลถึง 600 เมตร แต่ยังสามารถฉายสัญลักษณ์เตือนภัยลงบนพื้นถนนได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ งานดีไซน์ไฟท้าย LED Signature ใหม่ ยังถือเป็นจุดเด่นที่สร้างกระแสไวรัล ด้วยการออกแบบลวดลายภายในโคมให้เป็นรูป “ตราดาวสามแฉก” สอดรับกับแนวทางการออกแบบยุคใหม่ของแบรนด์ที่เน้นความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตัวรถยังมาพร้อมกับทางเลือกสีตัวถังใหม่ๆ และล้ออัลลอยดีไซน์ Aerodynamic ที่ช่วยลดแรงต้านอากาศและเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่

Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift

ห้องโดยสารยุคดิจิทัล การมาถึงของ MB.OS และ MBUX Superscreen

หากภายนอกคือความหรูหรา ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz S-Class เจนฯ ล่าสุด ก็คือความอัจฉริยะที่ไร้ขีดจำกัด การอัปเกรดครั้งใหญ่นี้รวมไปถึงการเปลี่ยน “สมอง” ของรถยนต์จากระบบเดิมไปสู่ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นเองโดยสถาปัตยกรรม Chip-to-Cloud ระบบนี้ทำหน้าที่ประมวลผลผ่านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถ ทำให้หน้าจอ MBUX Superscreen ขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบทั้งหมดของแดชบอร์ดสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล

ไฮไลต์ที่น่าจิกกัดค่ายคู่แข่งคือการติดตั้ง AI Virtual Assistant ที่มีความสามารถระดับ Generative AI โดยมีการรวมเอา ChatGPT-4o และ Google Gemini Automotive Agent เข้าไว้ในระบบการสั่งงานด้วยเสียง ทำให้รถยนต์สามารถโต้ตอบ ปรึกษา และให้ข้อมูลกับผู้ขับขี่ได้เสมือนมีเลขาส่วนตัวที่เป็นมนุษย์จริงๆ ระบบนี้ยังเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น การปรับอุณหภูมิแอร์หรือทิศทางลมตามความชอบในแต่ละช่วงเวลาโดยอัตโนมัติ (Routine Mode)

ประสบการณ์ First-Class นิยามใหม่ของการพักผ่อนขณะเดินทาง

ความสะดวกสบายในที่นั่งตอนหลังยังคงเป็นจุดแข็งที่ยากจะหาใครเปรียบ สมรรถนะ S-Class 2026 ในส่วนของระบบรองรับน้ำหนักได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยระบบช่วงล่าง E-ACTIVE BODY CONTROL ที่มีความไวต่อการตอบสนองสูงขึ้น ทำงานร่วมกับกล้องสแกนสภาพถนน (ROAD SURFACE SCAN) เพื่อปรับความหนืดของโช้คอัพแต่ละล้อแบบเรียลไทม์ มอบความรู้สึกเหมือนลอยอยู่บนพรม (Magic Ride)

เบาะนั่งด้านหลังแบบ Executive Seat สามารถปรับเอนได้สูงสุด 43.5 องศา มาพร้อมระบบนวดไฟฟ้า 10 รูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง เพิ่มความบันเทิงด้วยหน้าจอ OLED ส่วนตัวขนาด 13.1 นิ้ว และระบบเสียง Burmester® High-End 4D Surround Sound ที่มาพร้อมลำโพง 39 ตำแหน่ง และกำลังขับรวม 1,690 วัตต์ พร้อมระบบเขย่าเบาะตามจังหวะเพลงที่สร้างมิติการฟังเพลงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift

ขุมพลังและการขับเคลื่อน ความแรงที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

ในยุคที่ทั่วโลกมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน Mercedes-Benz ได้ปรับแต่งขุมพลังใน S-Class Facelift ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นแต่ไม่ลดทอนพละกำลัง:

  • รุ่น S 580 e Plug-in Hybrid: คาดว่าจะเป็นรุ่นหลักที่ทำตลาดในไทย มาพร้อมแบตเตอรี่เจเนอเรชันใหม่ที่รองรับการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลกว่า 100-110 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) พร้อมระบบชาร์จเร็ว DC Fast Charge ที่ชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 20 นาที

  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC: มีการปรับปรุงการกระจายแรงบิดให้มีความนุ่มนวลขึ้น และระบบเลี้ยวล้อหลัง (Rear-Axle Steering) ที่สามารถทำมุมได้มากถึง 10 องศา ช่วยให้รถซีดานขนาดยาวรุ่นนี้สามารถเลี้ยวกลับในซอยแคบๆ ได้ง่ายเทียบเท่ากับรถคอมแพคอย่าง A-Class

เทคโนโลยีความปลอดภัยและการขับขี่อัตโนมัติระดับโลก

ในด้านความปลอดภัย S-Class Facelift 2026 มาพร้อมกับระบบ DRIVE PILOT ที่ได้รับการอัปเกรดเซนเซอร์ LiDAR ใหม่ และเซนเซอร์รอบคันรวมกว่า 27 จุด สิ่งที่ประชาชนมักตั้งคำถามแทนคนใช้รถระดับมหาเศรษฐีคือ “ความปลอดภัยหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน” ซึ่ง Mercedes-Benz ได้ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาให้ถึง 15 ตำแหน่ง รวมถึงถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง (Rear Airbag) ที่เป็นนวัตกรรมเฉพาะของแบรนด์ เพื่อปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสารอย่างสูงสุด

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Pre-Safe Impulse Side) ยังได้รับการปรับปรุงให้ทำงานร่วมกับระบบช่วงล่าง โดยจะทำการยกตัวรถให้สูงขึ้นทันที 3 นิ้ว หากเรดาร์ตรวจพบว่ากำลังจะถูกชนจากด้านข้าง เพื่อให้โครงสร้างของธรณีประตูซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดเป็นตัวรับแรงกระแทกแทนการปะทะเข้ากับบานประตูโดยตรง

บทสรุปและทิศทางตลาดในประเทศไทยปี 2569

การเปิดตัว Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift ในประเทศไทยช่วงปลายปี 2569 จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรีซีดานอย่างไม่ต้องสงสัย แม้คู่แข่งอย่าง BMW 7 Series หรือ Audi A8 จะพยายามไล่ตามด้วยเทคโนโลยีหน้าจอขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ Mercedes-Benz นำเสนอคือ “ความสมบูรณ์แบบในทุกสัมผัส” (Holistic Luxury) ที่ผสานเอาความดั้งเดิมเข้ากับโลกแห่งอนาคตได้อย่างไร้รอยต่อ

คาดการณ์ว่า Mercedes-Benz Thailand จะเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศ (CKD) ทันทีเพื่อรักษาระดับราคาให้แข่งขันได้ โดยราคาจำหน่ายอาจเริ่มต้นที่ 7.2 – 7.6 ล้านบาท สำหรับรุ่น PHEV ยอดนิยม นี่คือยานยนต์ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เวลาจะผ่านไป 140 ปี แต่จิตวิญญาณแห่งความเป็น “ที่สุด” ของ Mercedes-Benz ยังคงส่องประกายสว่างไสวเหมือนดั่งตราดาวที่ประดับอยู่บนฝากระโปรงหน้ารถไม่เปลี่ยนแปลง

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift อัปเกรดใหญ่เตรียมเข้าไทยปีนี้!

Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift

การกลับมาทวงบัลลังก์ราชาแห่งรถซีดานหรูระดับโลกเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Mercedes-Benz เผยโฉม Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift รุ่นปรับโฉมใหม่ล่าสุดในปี 2569 เพื่อฉลองวาระครบรอบ 140 ปีของแบรนด์ตราดาวสามแฉก การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สร้างความตื่นตะลึงไปทั่ววงการยานยนต์ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่การแต่งหน้าทาปากแบบ Minorchange ทั่วไป แต่เป็นการรื้อระบบและปรับปรุงชิ้นส่วนใหม่มากกว่า 2,700 รายการ ซึ่งวิศวกรระบุว่าสัดส่วนของตัวรถได้รับการพัฒนาใหม่ไปมากกว่า 50% เพื่อส่งมอบนิยามใหม่ของความหรูหราที่ผสานกับความชาญฉลาดของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

สถาปัตยกรรมภายนอกใหม่ เมื่อ “ตราดาว” กลายเป็นหัวใจของงานดีไซน์

ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift ได้รับการตีโจทย์ใหม่ให้มีความชัดเจนและทรงพลังยิ่งขึ้น กระจังหน้า (Radiator Grille) ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความอิ่มตัวและขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม 20% เสริมด้วยความหรูหราจากระบบไฟส่องสว่าง Illuminated Grille ที่สร้างมิติของแสงเงาที่หรูหราในยามค่ำคืน ไฟหน้าเทคโนโลยี NEXT Generation DIGITAL LIGHT เป็นการก้าวกระโดดทางวิศวกรรมด้วย Micro-LED กว่าล้านพิกเซล ที่ไม่เพียงแต่ส่องสว่างได้ไกลถึง 600 เมตร แต่ยังสามารถฉายสัญลักษณ์เตือนภัยลงบนพื้นถนนได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ งานดีไซน์ไฟท้าย LED Signature ใหม่ ยังถือเป็นจุดเด่นที่สร้างกระแสไวรัล ด้วยการออกแบบลวดลายภายในโคมให้เป็นรูป “ตราดาวสามแฉก” สอดรับกับแนวทางการออกแบบยุคใหม่ของแบรนด์ที่เน้นความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตัวรถยังมาพร้อมกับทางเลือกสีตัวถังใหม่ๆ และล้ออัลลอยดีไซน์ Aerodynamic ที่ช่วยลดแรงต้านอากาศและเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่

Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift

ห้องโดยสารยุคดิจิทัล การมาถึงของ MB.OS และ MBUX Superscreen

หากภายนอกคือความหรูหรา ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz S-Class เจนฯ ล่าสุด ก็คือความอัจฉริยะที่ไร้ขีดจำกัด การอัปเกรดครั้งใหญ่นี้รวมไปถึงการเปลี่ยน “สมอง” ของรถยนต์จากระบบเดิมไปสู่ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นเองโดยสถาปัตยกรรม Chip-to-Cloud ระบบนี้ทำหน้าที่ประมวลผลผ่านซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถ ทำให้หน้าจอ MBUX Superscreen ขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่เกือบทั้งหมดของแดชบอร์ดสามารถทำงานได้อย่างลื่นไหล

ไฮไลต์ที่น่าจิกกัดค่ายคู่แข่งคือการติดตั้ง AI Virtual Assistant ที่มีความสามารถระดับ Generative AI โดยมีการรวมเอา ChatGPT-4o และ Google Gemini Automotive Agent เข้าไว้ในระบบการสั่งงานด้วยเสียง ทำให้รถยนต์สามารถโต้ตอบ ปรึกษา และให้ข้อมูลกับผู้ขับขี่ได้เสมือนมีเลขาส่วนตัวที่เป็นมนุษย์จริงๆ ระบบนี้ยังเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ เช่น การปรับอุณหภูมิแอร์หรือทิศทางลมตามความชอบในแต่ละช่วงเวลาโดยอัตโนมัติ (Routine Mode)

ประสบการณ์ First-Class นิยามใหม่ของการพักผ่อนขณะเดินทาง

ความสะดวกสบายในที่นั่งตอนหลังยังคงเป็นจุดแข็งที่ยากจะหาใครเปรียบ สมรรถนะ S-Class 2026 ในส่วนของระบบรองรับน้ำหนักได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยระบบช่วงล่าง E-ACTIVE BODY CONTROL ที่มีความไวต่อการตอบสนองสูงขึ้น ทำงานร่วมกับกล้องสแกนสภาพถนน (ROAD SURFACE SCAN) เพื่อปรับความหนืดของโช้คอัพแต่ละล้อแบบเรียลไทม์ มอบความรู้สึกเหมือนลอยอยู่บนพรม (Magic Ride)

เบาะนั่งด้านหลังแบบ Executive Seat สามารถปรับเอนได้สูงสุด 43.5 องศา มาพร้อมระบบนวดไฟฟ้า 10 รูปแบบที่พัฒนาขึ้นโดยได้รับความร่วมมือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง เพิ่มความบันเทิงด้วยหน้าจอ OLED ส่วนตัวขนาด 13.1 นิ้ว และระบบเสียง Burmester® High-End 4D Surround Sound ที่มาพร้อมลำโพง 39 ตำแหน่ง และกำลังขับรวม 1,690 วัตต์ พร้อมระบบเขย่าเบาะตามจังหวะเพลงที่สร้างมิติการฟังเพลงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift

ขุมพลังและการขับเคลื่อน ความแรงที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

ในยุคที่ทั่วโลกมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน Mercedes-Benz ได้ปรับแต่งขุมพลังใน S-Class Facelift ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นแต่ไม่ลดทอนพละกำลัง:

  • รุ่น S 580 e Plug-in Hybrid: คาดว่าจะเป็นรุ่นหลักที่ทำตลาดในไทย มาพร้อมแบตเตอรี่เจเนอเรชันใหม่ที่รองรับการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลกว่า 100-110 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) พร้อมระบบชาร์จเร็ว DC Fast Charge ที่ชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 20 นาที

  • ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC: มีการปรับปรุงการกระจายแรงบิดให้มีความนุ่มนวลขึ้น และระบบเลี้ยวล้อหลัง (Rear-Axle Steering) ที่สามารถทำมุมได้มากถึง 10 องศา ช่วยให้รถซีดานขนาดยาวรุ่นนี้สามารถเลี้ยวกลับในซอยแคบๆ ได้ง่ายเทียบเท่ากับรถคอมแพคอย่าง A-Class

เทคโนโลยีความปลอดภัยและการขับขี่อัตโนมัติระดับโลก

ในด้านความปลอดภัย S-Class Facelift 2026 มาพร้อมกับระบบ DRIVE PILOT ที่ได้รับการอัปเกรดเซนเซอร์ LiDAR ใหม่ และเซนเซอร์รอบคันรวมกว่า 27 จุด สิ่งที่ประชาชนมักตั้งคำถามแทนคนใช้รถระดับมหาเศรษฐีคือ “ความปลอดภัยหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน” ซึ่ง Mercedes-Benz ได้ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาให้ถึง 15 ตำแหน่ง รวมถึงถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง (Rear Airbag) ที่เป็นนวัตกรรมเฉพาะของแบรนด์ เพื่อปกป้องทุกชีวิตในห้องโดยสารอย่างสูงสุด

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Pre-Safe Impulse Side) ยังได้รับการปรับปรุงให้ทำงานร่วมกับระบบช่วงล่าง โดยจะทำการยกตัวรถให้สูงขึ้นทันที 3 นิ้ว หากเรดาร์ตรวจพบว่ากำลังจะถูกชนจากด้านข้าง เพื่อให้โครงสร้างของธรณีประตูซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดเป็นตัวรับแรงกระแทกแทนการปะทะเข้ากับบานประตูโดยตรง

บทสรุปและทิศทางตลาดในประเทศไทยปี 2569

การเปิดตัว Mercedes-Benz S-Class W223 Facelift ในประเทศไทยช่วงปลายปี 2569 จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรีซีดานอย่างไม่ต้องสงสัย แม้คู่แข่งอย่าง BMW 7 Series หรือ Audi A8 จะพยายามไล่ตามด้วยเทคโนโลยีหน้าจอขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ Mercedes-Benz นำเสนอคือ “ความสมบูรณ์แบบในทุกสัมผัส” (Holistic Luxury) ที่ผสานเอาความดั้งเดิมเข้ากับโลกแห่งอนาคตได้อย่างไร้รอยต่อ

คาดการณ์ว่า Mercedes-Benz Thailand จะเปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศ (CKD) ทันทีเพื่อรักษาระดับราคาให้แข่งขันได้ โดยราคาจำหน่ายอาจเริ่มต้นที่ 7.2 – 7.6 ล้านบาท สำหรับรุ่น PHEV ยอดนิยม นี่คือยานยนต์ที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้เวลาจะผ่านไป 140 ปี แต่จิตวิญญาณแห่งความเป็น “ที่สุด” ของ Mercedes-Benz ยังคงส่องประกายสว่างไสวเหมือนดั่งตราดาวที่ประดับอยู่บนฝากระโปรงหน้ารถไม่เปลี่ยนแปลง

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า