สถานการณ์ของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nissan กำลังเดินมาถึงทางตันที่ยากจะคาดเดา เมื่อ Ivan Espinosa ซีอีโอคนปัจจุบัน (ผู้รับไม้ต่อจาก Makoto Uchida) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศอย่าง Financial Times ด้วยข้อความที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยเขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ อนาคตของ Nissan อาจลงเอยด้วยการขายกิจการหรือการถูกเทกโอเวอร์ โดยระบุว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและบ้าคลั่งใบนี้ “อะไรก็เกิดขึ้นได้”
คำกล่าวนี้มีขึ้นหลังจากที่บริษัทต้องเผชิญกับตัวเลขการขาดทุนสุทธิมหาศาลกว่า 6.5 แสนล้านเยน หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ 2568-2569 ซึ่งถือเป็นวิกฤตที่รุนแรงเทียบเท่ากับยุคที่ Carlos Ghosn เคยเข้ามาปฏิรูปเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้ การขายกิจการ Nissan ไม่ใช่เรื่องที่ดูไกลตัวอีกต่อไป หากแผนการปรับโครงสร้างหนี้และการลดต้นทุนครั้งใหญ่ไม่สามารถสัมฤทธิผลได้ภายในปีนี้
พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างรวดเร็วประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์จีน ทำให้ Nissan ที่เคยเป็นผู้นำในตลาด EV ยุคแรกเริ่มด้วยรุ่น Leaf ต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปอย่างยั่งยืน และความพยายามในการควบรวมกิจการกับ Honda ที่ดูเหมือนจะเป็นทางรอดสุดท้ายก็ได้พังทลายลงไปก่อนหน้านี้ ยิ่งตอกย้ำว่า วิกฤตการณ์ Nissan 2569 คือของจริงที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวลือในหน้าหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจเท่านั้น
หนี้ท่วมหัวและเดิมพันครั้งสุดท้ายภายใต้ อนาคตของ Nissan
ปัจจัยสำคัญที่บีบให้ซีอีโอต้องออกมาพูดแบบแบ่งรับแบ่งสู้คือ ภาระหนี้สินกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะครบกำหนดชำระในปี 2569 นี้ ซึ่ง Nissan จำเป็นต้องมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือ แต่สถานการณ์จริงกลับตรงกันข้าม ยอดขายในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ อนาคตของ Nissan แขวนอยู่บนเส้นด้ายของการหาแหล่งเงินทุนใหม่หรือการหา พันธมิตรทางธุรกิจของ Nissan รายใหม่ที่พร้อมจะเข้ามาแบกรับภาระนี้
Espinosa ยอมรับว่าบริษัทสูญเสียทิศทางไปตั้งแต่ช่วงปี 2015 จากนโยบายการขยายตัวที่ทะเยอทะยานเกินความจริง ทำให้โครงสร้างต้นทุนในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับยอดขายที่ทำได้จริงเพียงครึ่งเดียวของเป้าหมายเดิม การที่ การขายกิจการ Nissan ถูกยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสนทนาจึงสะท้อนให้เห็นว่า บอร์ดบริหารอาจกำลังพิจารณาทุกทางเลือกเพื่อรักษาแบรนด์ไว้ แม้จะต้องแลกด้วยการสูญเสียอำนาจการบริหารเบ็ดเสร็จไปก็ตาม
พฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดหุ้นโตเกียวเองก็สะท้อนความกังวลนี้ โดยราคาหุ้นของ Nissan ผันผวนอย่างหนักทุกครั้งที่มีข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการหาพันธมิตรใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าหาก Nissan ไม่สามารถกลับมาทำกำไรได้ภายในปีงบประมาณ 2569 ตามที่ Espinosa เคยลั่นวาจาไว้ วิกฤตการณ์ Nissan 2569 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ญี่ปุ่น
วิเคราะห์ทางรอด ขายกิจการหรือหาพันธมิตรที่เหมาะสม?
หากมองในมุมมองของประชาชนและผู้ใช้รถ คำถามคือถ้าเกิด การขายกิจการ Nissan ขึ้นจริง ใครจะเป็นผู้เข้ามาซื้อ? ข่าวลือในแวดวงอุตสาหกรรมมักพุ่งเป้าไปที่ค่ายรถยนต์ที่มีเงินทุนมหาศาลและต้องการเทคโนโลยีการผลิตของ Nissan เช่น แบรนด์จากจีนที่ต้องการฐานการผลิตในต่างประเทศ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ต้องการขยายพอร์ตโฟลิโอ แต่ประเด็นความมั่นคงและศักดิ์ศรีของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นอาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ พันธมิตรทางธุรกิจของ Nissan ต้องเป็นแบรนด์สัญชาติเดียวกันเท่านั้น
ในขณะที่ Nissan พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการปิดโรงงาน 7 แห่งทั่วโลกและลดพนักงานกว่า 20,000 ตำแหน่ง แต่คู่แข่งไม่ได้หยุดรอ อนาคตของ Nissan จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การตัดรายจ่าย แต่ขึ้นอยู่กับว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2569 นี้ จะสามารถดึงใจผู้ซื้อกลับมาได้ทันเวลาหรือไม่ พฤติกรรมผู้ซื้อรถในปัจจุบันไม่ได้ยึดติดกับชื่อแบรนด์เก่าแก่เพียงอย่างเดียว แต่ดูที่ความคุ้มค่าและเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นจุดที่ Nissan กำลังตามหลังคู่แข่งอยู่หลายก้าว
นอกจากนี้ การล่มสลายของดีล Honda-Nissan เมื่อปีก่อนยังเป็นบทเรียนว่า การรวมกันของ “คนป่วย” สองคนอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน วิกฤตการณ์ Nissan 2569 จึงเป็นบทพิสูจน์ที่เจ็บปวดว่า แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกแต่หากไม่ปรับตัวให้ทันโลกที่ “บ้าคลั่ง” ใบนี้ ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกกลืนกินได้ตลอดเวลา
มุมมองภาพรวม จุดจบของอิสระหรือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่?
หากท้ายที่สุดต้องมีการเปลี่ยนเจ้าของอาจจะเดินตามรอยแบรนด์ยุโรปหลายแบรนด์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ภายใต้นายทุนใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ แต่ในทางกลับกัน ความเป็นตัวตนและเอกลักษณ์ของ “Nissan” ที่สั่งสมมาเกือบศตวรรษอาจจะเจือจางลงไป พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่ผูกพันกับแบรนด์นี้มานานย่อมมีความกังวลเรื่องการบริการหลังการขายและการดูแลในระยะยาวหากมีการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่
ทิศทางของ พันธมิตรทางธุรกิจของ Nissan ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2569 จะเป็นตัวตัดสินว่าค่ายรถรายนี้จะยังคงยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองได้หรือไม่ หรือจะต้องยอมลดเกียรติเป็นบริษัทลูกภายใต้ร่มเงาของค่ายอื่น วิกฤตการณ์ Nissan 2569 ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าแค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชี แต่มันคือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในสมรภูมิยานยนต์ที่ไม่มีคำว่าเมตตาสำหรับผู้ที่อ่อนแอ
ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คำพูดของซีอีโอที่ว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” คือการเตรียมใจคนทั้งโลกให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งอาจหมายถึงการสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่งของยานยนต์ญี่ปุ่นที่เราเคยรู้จัก
สรุป จับตามองก้าวย่างที่สุ่มเสี่ยงของ Nissan
ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดสำหรับ อนาคตของ Nissan ในขณะนี้ การที่ซีอีโอไม่ออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการขายกิจการแบบเด็ดขาด คือสัญญาณเตือนภัยที่ผู้ใช้รถและนักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นหลังจากปี 2569 นี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และการจ้างงานทั่วโลก
การปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่และความยืดหยุ่นในการหา พันธมิตรทางธุรกิจของ Nissan อาจเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ หากคุณยังคงเป็นแฟนคลับของค่ายรถยนต์ชื่อก้องโลกรายนี้ การส่งแรงใจและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างมีสติคือสิ่งเดียวที่ทำได้ และแน่นอนว่าข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นกลางคืออาวุธสำคัญที่จะทำให้คุณก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่ “บ้าคลั่ง” นี้





