หากจะพูดถึงรถยนต์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการยานยนต์ไทยมากที่สุดรุ่นหนึ่งในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา คงไม่มีใครปฏิเสธชื่อของ Nissan March ได้ลงคอ รถคันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ Hatchback 5 ประตูขนาดเล็ก แต่มันคือ “ประตูบานแรก” ที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นกลางและคนวัยทำงานได้ครอบครองรถป้ายแดงภายใต้นโยบายภาษีอีโคคาร์เฟส 1 เมื่อปี 2553 และแม้ว่าวันนี้สายพานการผลิตรุ่นน้ำมันจะหยุดลงไปแล้ว แต่ชื่อของ March ยังคงเป็นประเด็นที่คนใช้รถในปี 2569 ยังคงถกเถียงและรอคอยเวอร์ชันใหม่กันอย่างมีความหวัง
รหัส K13 ผู้สร้างมาตรฐาน “รถเล็กแต่หัวใจใหญ่”
Nissan March รหัสตัวถัง K13 เปิดตัวในไทยเป็นที่แรกๆ ของโลกในปี 2010 ด้วยแนวคิดการเป็นรถที่ประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้นเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร 3 สูบ ถูกมองด้วยความกังขาว่า “จะวิ่งขึ้นเขาไหวไหม?” หรือ “จะสั่นจนพังหรือเปล่า?” แต่เวลา 12 ปีที่มันโลดแล่นอยู่บนถนนไทยได้พิสูจน์แล้วว่า เครื่องยนต์ตระกูล HR12DE คือหนึ่งในเครื่องยนต์ที่ถึกทนและบำรุงรักษาง่ายที่สุดเท่าที่นิสสันเคยผลิตมา
ด้วยการออกแบบที่เน้นความเป็นมิตร พื้นที่ภายในที่โปร่งโล่งจนรถรุ่นใหม่ๆ บางรุ่นยังต้องอาย ทำให้ March กลายเป็นรถขวัญใจนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงแม่บ้านที่ต้องการรถจ่ายตลาดที่จอดง่ายและซ่อมถูก การที่มันยืนหยัดทำตลาดโฉมเดียวมานานถึง 12 ปี (2553-2565) โดยไม่มีการเปลี่ยน Model Change คือหลักฐานชั้นดีว่าดีไซน์และฟังก์ชันของมัน “เข้าถึงง่าย” และไม่ตกยุค
![]() |
![]() |
สถานะในตลาดมือสองปี 2569 เมื่อ “ความเก่า” คือ “ความเก๋า”
ในปี 2569 ที่เศรษฐกิจและค่าครองชีพบีบคั้นค่าใช้จ่าย Nissan March มือสองกลับกลายเป็นไอเทมที่ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าสนใจ สาเหตุหลักมาจากความ “ซ่อมง่าย จบไว” ของมัน ระบบไฟฟ้าที่ไม่ซับซ้อนเมื่อเทียบกับรถยุคใหม่ ทำให้เจ้าของรถไม่ต้องกังวลเรื่องการหาอะไหล่ เพราะในไทยมีทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่เทียบ และอะไหล่เก่าจากเชียงกงญี่ปุ่นมหาศาล ราคาตลาดมือสองที่วนเวียนอยู่ในช่วง 1.4 – 2.8 แสนบาท จึงเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมต้นทุนการเดินทาง
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV เมื่อ March กลับมาแบบไร้มลพิษ
สำหรับในต่างประเทศ (ยกเว้นตลาดไทย เพราะยกเลิกการวางจำหน่ายรุ่นนี้ไปอย่างถาวร) ทาง Nissan ทั่วโลกเริ่มขยับตัวเข้าสู่กลยุทธ์ Nissan Ambition 2030 และในปี 2569 นี้เองที่เราได้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนของ All-New Micra EV (หรือที่รู้จักกันในนามของมาร์ชในตลาดยุโรป) รถรุ่นนี้ถูกพัฒนาบนแพลตฟอร์ม AmpR Small (เดิมคือ CMF-BEV) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ Renault
หัวใจสำคัญที่แฟนๆ March รอคอยคือ ดีไซน์ที่กลับมาใช้ “ไฟหน้าวงกลม” แบบ LED ขนาดใหญ่ เพื่อสื่อถึงจิตวิญญาณความน่ารักของรุ่นดั้งเดิม แต่แฝงไปด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อนไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) ที่สามารถเติมพลังงานจาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาไม่ถึง 30 นาที
นิสสัน… ยักษ์หลับที่ต้องตื่นให้ทันควันจีน
เมื่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน คำถามที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้คือ “นิสสันไทยแลนด์จะเอาอย่างไรต่อไป?” ในขณะที่โรงงานในไทยถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อรองรับเทคโนโลยี e-POWER และรถยนต์ไฟฟ้าส่งออก แต่ทายาทของ March กลับยังไม่มีการประกาศไลน์การผลิตในไทยอย่างชัดเจน ปล่อยให้ค่ายรถจีนอย่าง BYD, Neta หรือ Wuling แย่งลูกค้ากลุ่มรถเล็กไปจนเกือบหมดตลาด
ถ้า Nissan ยังคงเดินหมากแบบเดิมที่เน้นความชัวร์แต่ช้า ชื่อของ March อาจจะเหลือเพียงตำนานในหน้ากระดาษ ทั้งที่ความจริงแล้วพวกเขามี “ฐานแฟนคลับ” ที่พร้อมจะกลับมาอุดหนุนอยู่มหาศาล หาก March EV สามารถเปิดตัวด้วยราคาที่ “จับต้องได้” เหมือนเมื่อ 16 ปีก่อน
สรุป
ไม่ว่าในอนาคตเราจะได้เห็น ‘มาร์ช อีวี’ วิ่งบนถนนไทยหรือไม่ แต่สิ่งที่ March รุ่นเดิมทิ้งไว้คือการพิสูจน์ว่า รถยนต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด หรือมีเทคโนโลยีซับซ้อนที่สุด แต่มันคือรถที่ “รับใช้ผู้ขับขี่ได้อย่างซื่อสัตย์” ในทุกสภาวะ
สำหรับใครที่ยังครอบครอง Nissan March รุ่นน้ำมันอยู่ การเก็บรักษามันไว้ในสภาพดีในปี 2569 นี้ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของความคุ้มค่า แต่มันคือการเก็บรักษา “บันทึกหน้าหนึ่งของยานยนต์ไทย” ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้คนทั้งประเทศหลงรักรถคันเล็กๆ ที่ชื่อว่า “มาร์ช”





