แม้ว่าการเริ่มต้นฤดูกาล 2026 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต KTM ThaiGP26 จะจบลงด้วยความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจสำหรับค่ายสีส้ม แต่ทว่า Pedro Acosta นักบิดดาวรุ่งพุ่งแรงกลับไม่ได้มองเพียงแค่ผลลัพธ์บนกระดาษ โดยหลังจบการแข่งขันที่บุรีรัมย์ เขาได้ออกมาเปิดเผยถึง จุดอ่อนของ KTM Factory Racing ที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการขยับขึ้นไปท้าชิงแชมป์กับค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Ducati อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในจังหวะการทำความเร็วในโค้งและความเสถียรของตัวรถที่ยังมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
Acosta ซึ่งสามารถคว้าอันดับที่ 2 ในเรซหลักมาครองได้สำเร็จ ยืนยันว่าแม้เครื่องยนต์และพละกำลังของรถ RC16 จะพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก แต่เมื่อต้องเจอกับสภาพแทร็กที่ต้องการความละเอียดสูงอย่างที่บุรีรัมย์ ปัญหาของรถ KTM RC16 ในเรื่องของ Side Grip (การยึดเกาะด้านข้าง) กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาไม่สามารถกดดัน Marco Bezzecchi ผู้นำในเรซนั้นได้อย่างที่ใจต้องการ ซึ่งสิ่งนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทีมวิศวกรต้องรีบนำกลับไปแก้ไขโดยด่วน
Grip และการเข้าโค้ง ปัญหาที่ Acosta มองว่ายังสู้คู่แข่งไม่ได้
จากการให้สัมภาษณ์หลังจบการแข่งขัน Acosta ระบุว่าความกังวลหลักของเขาไม่ได้อยู่ที่ความเร็วปลายบนทางตรง แต่อยู่ที่จังหวะ “Turning” หรือการเลี้ยวในโค้งต่อเนื่อง ซึ่งดูเหมือนว่า จุดอ่อนของ KTM Factory Racing จะชัดเจนมากเมื่อเทียบกับรถ Desmosedici GP26 ของคู่แข่ง โดยเขารู้สึกว่ารถของเขายังมีอาการ Understeer (หน้าดื้อ) ในช่วงที่ต้องรีบเปิดคันเร่งออกจากโค้ง ทำให้เสียจังหวะสะสมความเร็วในช่วงรอยต่อของโค้งต่างๆ ไปอย่างน่าเสียดาย
“เรามีรถที่เบรกได้ลึกและมั่นคงมาก แต่นั่นยังไม่พอที่จะชนะในระยะยาว” Acosta กล่าวเสริม โดยเขาชี้ให้เห็นว่า ฟอร์มการขับขี่ของ Pedro Acosta ที่ดุดันนั้นช่วยชดเชยสมรรถนะของรถได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หาก KTM ต้องการก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ทีมงานจำเป็นต้องทำให้รถสามารถเลี้ยวได้คมกว่านี้โดยที่ไม่เสียการยึดเกาะที่ล้อหลัง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่นักบิดของทีมหลายคนต่างก็เคยให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันมาตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา
การจัดการอิเล็กทรอนิกส์และความเสถียรในสภาพอากาศร้อน
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาเป็น จุดอ่อนของ KTM Factory Racing คือการจัดการระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนจัดของประเทศไทย Acosta พบว่าในช่วงท้ายของการแข่งขัน ระบบ Traction Control เริ่มทำงานหนักเกินไปจนทำให้พละกำลังของเครื่องยนต์ถูกลดทอนลงเพื่อรักษาอายุยาง ซึ่งส่งผลให้เขาไม่สามารถเร่งความเร็วเพื่อไล่กวดอันดับหนึ่งได้ในช่วง 5 รอบสุดท้าย สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า KTM ยังต้องหาจุดสมดุลระหว่างความแรงและการถนอมยางให้ดีกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ผลงานทีม KTM ล่าสุด ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเยี่ยมด้วยการครองอันดับ 2 บนตารางคะแนนสะสมชิงแชมป์โลก (รวมคะแนนจาก Sprint) แต่ Acosta ก็ย้ำเตือนทีมงานเสมอว่า “เรามาที่นี่เพื่อชนะ ไม่ใช่แค่เพื่อขึ้นโพเดียม” คำพูดนี้แสดงถึงความทะเยอทะยานและกดดันให้ทีมงานโรงงานต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลบจุดด้อยก่อนที่การแข่งขันในสนามถัดไปจะเริ่มขึ้นในภูมิภาคที่มีสภาพอากาศและสภาพสนามที่แตกต่างออกไป
บทวิเคราะห์ ความปากแจ๋วของเด็กเทพและการจิกกัดทีมโรงงาน
หากเจาะลึกทางเทคนิค จุดอ่อนของ KTM Factory Racing ที่ Acosta กล่าวถึงนั้น สัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างเฟรม Steel Trellis ที่แม้จะให้ความยืดหยุ่นดี แต่ในจังหวะที่รับโหลดแรงเหวี่ยงสูงๆ ในโค้งกว้าง (Long Corners) ความเสถียรจะยังสู้เฟรมอลูมิเนียม Twin-Spar ของคู่แข่งไม่ได้ นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคที่จับตามองแบรนด์ KTM เริ่มมีการตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอของตัวรถในสภาพสนามที่แตกต่างกัน ในแง่ของราคามูลค่าทางการตลาด Acosta คือสินทรัพย์ที่แพงที่สุดของ KTM ในตอนนี้ ดังนั้นการปรับจูนรถให้เข้ากับสไตล์การขับของเขาจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ทีมต้องทำเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันฤดูกาล 2026 นี้
สรุปทิศทางต่อไปของทัพส้มใน MotoGP 2026
แม้จะพบปัญหาใหญ่ แต่การที่ Acosta กล้าออกมาชี้ชัดถึง จุดอ่อนของ KTM Factory Racing ตั้งแต่สนามแรกถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการพัฒนาทีมในระยะยาว การแข่งขันใน KTM ThaiGP26 เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น แฟนๆ ค่ายส้มต้องลุ้นกันว่าในสนามถัดไป ทีมวิศวกรจะนำข้อมูลจากเรซที่บุรีรัมย์ไปปรับปรุงรถ RC16 ได้รวดเร็วแค่ไหน เพื่อให้ “เจ้าหนูมหัศจรรย์” สามารถต่อกรกับทัพ Ducati ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ




