
Yamaha NMAX TECHMAX155 เผยสเปควางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเตรียมงัดเพื่อนซี้อย่าง 'Honda PCX160' ในคอลัมน์นี้จะมาโชว์ว่าใครเจ๋งกว่า
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Yamaha NMAX TECHMAX155 เผยสเปควางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเตรียมงัดเพื่อนซี้อย่าง 'Honda PCX160' ในคอลัมน์นี้จะมาโชว์ว่าใครเจ๋งกว่า

Vespa Sprint S150 i-Get รีวิว 2024 คันนี้แหล่ะ..ใช่เลย ก้าวไปอย่างเหนือระดับกับความพรีเมียม ด้วยโมเดลสุดฮิตจากทางเวสป้าอย่าง Vespa Sprint S150 I-Get ABS 2024 สปอร์ตคลาสสิกจากอิตาลี ที่เติมเต็มจิตวิญญานความเท่ โฉบเฉี่ยว พร้อมโลดแล่น มาให้สัมผัสและพิสูจน์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand ก็พร้อมที่จะพาไปดื่มด่ำบรรยากาศกับการรีวิวและทดสอบเจ้าเวสป้าไฟเหลี่ยมตัวแรง พร้อมประเด็นที่น่าสนใจมาให้ชมกัน Vespa ก็คือ Vespa..!! รถยอดฮิตที่ครองใจเหล่าชาว VESPISTI มาทุกยุคทุกสมัย และถือเป็นต้นกำเนิด ของพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ที่ใคร ๆ ต่างยอมรับว่า “เวสป้าก็คือเวสป้า” กับความเป็นเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบที่ให้กลิ่นอายของความความคลาสสิกในแบบดั้งเดิมของรถสกู๊ตเตอร์ในปี 60 สอดแทรกความทันสมัยในแต่ละยุคเข้าด้วยกันจนกลายมาเป็นโฉมโมเดลต่าง ๆ ที่จำหน่ายในท้องตลาดตั้งแต่รุ่นบุกเบิกจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน รวมถึงเจ้าโมเดลรุ่นนี้นี้ ที่มีการดีไซน์ใหม่ด้วยการยกระดับความพรีเมียมขึ้นไปอีกขั้น ผ่านแนวคิดเพื่อตอบไลฟ์สไตล์การใช้งานได้อย่างลงตัว สำหรับตัวรถในรุ่นนี้ทางผู้ออกแบบได้วางแนวคิดที่จะแฝงความสปอร์ตแต่ก็ยังคงไม่ทิ้งลายเส้นในแบบรถอิตาลี ทั้งมิติตัวรถ ทรวดทรงและสัดส่วนต่าง ๆ ให้ดูมีความเก๋าแต่เป็นความเก๋าในยุคใหม่ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น พร้อมวาดเส้นให้มีความโดดเด่น มีระดับ ไปพร้อมความโฉบเฉี่ยวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าและไฟหลังทรงหกเหลี่ยมแบบ Full LED ไฟเลี้ยวที่ยังบิ้วอินไว้ในตัวเฟรมด้านหน้าเช่นเดียวกับเนกไทสีเทาเข้ม เติมความสดใหม่ด้วยปากแตรสีส้ม พร้อมเพลทโลโก้ Vespa ที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้าง ดูหรูหรา พรีเมียม เข้ากับลายกราฟิกระนาบแนวเฉียงตัดตัวเฟรมด้านท้ายและบังโคลนหน้าเชื่อมไปยังตัวล้อ และแน่นอนดีไซน์ของล้อแม็กยังถูกปรับใหม่มาเช่นเดียวกัน ดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้นไปจากเดิมที่เป็นล้อซี่แบบอัลลอยนั่นเอง หน้าจอ Dual Display (เรือนไมล์อนาล็อก + จอ LCD) ช่องเก็บของด้านหน้า ช่องชาร์ตไฟ USB Type A เบาะหนังทรงสปอร์ต ช่องเก็บของใต้เบาะ ส่องต่อที่มุมค็อกพิทกับหน้าจอ Dual Display ผสมผสาน 2 ฟังก์ชัน มีหน้าปัดเรือนไมล์ และจอ LCD ที่สามารถเซ็ตทริปการเดินทางได้ รวมถึงบอกค่าต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน และปรับดีไซน์กระจกข้างใหม่ นอกจากนี้คอนโซลใช้งานด้านหน้ายังมีช่องชาร์จไฟ USB Type A และช่องเก็บของประมาณนึง ต่อด้วยเบาะทรงสปอร์ตชิ้นเดียวตอนยาวติดกริบมือจับด้านท้าย ส่องข้างในใต้เบาะมีช่องเก็บของขนาดกำลังดี อีกทั้งยังมีแผ่นรองติดมาให้หนึ่งชิ้นและตัวยูบ็อกส์ที่สามารถถอดนำมาทำความสะอาดได้นั่นเอง ท่านั่งสบาย เสริมไลฟ์สไตล์ได้เต็มพิกัด สอดรับไลฟ์สไตล์กับความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่ได้เต็มพิกัด ด้วยองศาและมิติของตัวรถออกแบบมาให้ขี่ค่อนข้างง่าย สะดวกสบาย และเป็นมิตรกับกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ด้วยขนาดความสูงของตัวเบาะที่ผู้หญิงตัวเล็กสามารถคร่อมได้ เนื้อโฟมตัวเบาะหนานุ่มฟูดูกระชับ นั่งแล้วไม่รู้สึกปวดหลัง ขณะที่ฟุตบอร์จประกอบมาให้มีขนาดกว้างและมีพื้นที่เพียงพอให้ขยับได้แก้เมื่อย บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างนัก ให้การคอนโทรลควบคุมได้ง่าย ถือว่าเป็นสเปกพื้นฐานที่มีในรถขนาดพิกัดนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือความคล่องตัวในการใช้งานนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าเวสป้ารุ่นนี้ต่างจากสกู๊ตเตอร์รุ่นอื่น ๆ ก็คือความพรีเมียมที่สามารถเข้าถึงสไตล์ของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังเสริมความเป็นแฟชั่นได้หลากหลาย เข้าถึงทุกเพศทุกวัย และต้องเรียนว่ารถเวสป้ารุ่นนี้ พร้อมที่เสริมภาพลักษณ์ของการขับขี่ขึ้นไปอีกระดับ ไม่เขอะเขินแน่นอน สามารถนำไปขิงได้ และแน่นอนว่าขิงรุ่นนี้เป็นขิงสายพันธุ์ชั้นดีเลยหล่ะ เครื่องยนต์ i-Get ลิขสิทธิ์แท้จากอิตาลี เครื่องยนต์ของรุ่นนี้เป็นเครื่องยนต์ลิขสิทธิ์จากทางค่ายกับ i-Get สูบเดียว 4 จังหวะ 3 วาล์วขนาด 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบขับเคลื่อนด้วยสายพาน CVT ที่ให้แรงม้า 12.2 แรงม้าที่ 7,000 รอบ มีแรงบิดที่ 12.7 นิวตันเมตรที่ 5,750 รอบ และมีความขนาดความจุของถังน้ำมันที่ 8 ลิตร ขี่สนุก ตามที่ใจต้องการ สำหรับเครื่องยนต์ในพิกัดนี้ ถือว่าให้กำลังมาได้ดีตามมาตรฐานสำหรับรถคลาส 155 ซีซี ด้วยอัตราการเร่งตั้งแต่ออกตัวให้ความสมูทนุ่มนวล มีรอบให้สามารถขับขี่เร่งแซง หรือแม้กระทั่งในย่านความเร็วสูงหรือช่วงถนนโล่ง ๆ กำลังเครื่องส่งต่อได้เนียนสำหรับรถพิกัดนี้ กับความเร็วที่ 100 ต้น ๆ ถึง 120 ถือว่าใช้ได้ พอให้ได้สัมผัสความซิ่งพอประมาณ เพราะนี่คือลักซ์ชูรีสกู๊ตเตอร์ประดับบารมีขนาดย่อม ๆ นั่นเอง ช่วงล่างโดดเด่น ตามสไตล์ Vespa โช้คหน้าแขนเดี่ยว ทำงานสองทิศทาง โช้คเดี่ยวด้านหลัง ปรับได้ 4 ระดับ ในขณะที่ระบบช่วงล่างยังคงใช้แบบเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยโช้คหน้าแขนเดี่ยวทำงานสองทิศทาง ส่วนโช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวเช่นเดียวกัน สามารถปรับสปริงได้ถึง 4 ระดับ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 200 มม. มาพร้อม ABS สำหรับด้านหลังเป็นระบบดรัมเบรกให้ใช้งาน พร้อมตัวล้อและขนาดยางที่ 110/70-12 และ 120/70-12

รีวิว Bilmola NEX R หมวกกันน็อกแบรนด์ไทย แอโรไดนามิกดี มีมาตรฐานยุโรป ECE 22.06 แต่กลับมาในราคาไม่กี่พันบาท

รีวิว Rocket 3 R ครูเซอร์ยักษ์ที่แรงที่สุดในโลก ร้อนแรงที่สุด ณ ช่วงเวลานี้กับ Triumph Rocket 3 R หลังจากเปิดตัวที่ต่างประเทศได้ไม่นาน Triumph ประเทศไทยก็ได้นำเข้ามาจำหน่ายพร้อมราคาสุดเร้าใจไม่ถึงล้านทั้งๆ ที่คันนี้ผลิตที่โรงงานอังกฤษนะครับ ไม่ใช่ผลิตไทย แถมเครื่องยนต์ขนาดใหญ่มากที่สุดในโลกและเทคโนโลยีแบบแน่นๆ เรียกว่า เราถึงกับทนความฮ็อตของมันไม่ไหวต้องรีบเคลียร์คิวจัดทดสอบเพื่อทำ รีวิว Rocket 3 R คันนี้มาก่อนคันไหนๆ งานละเอียด เรื่องดีไซน์รูปลักษณ์บอกตรงๆ ว่าไทรอัมพ์ไม่ค่อยจะพลาดเลยจริงๆ ต้องบอกสั้นๆ ก่อนว่างานละเอียดมากๆ ใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ มากมาย เก็บงานดีมากๆ ใส่ความเป็นไทรอัมพ์ ความคลาสสิค ความเป็นรถอังกฤษไว้ในแทบจะทุกจุดสำคัญเลย ตัวรถนั้นมีขนาดใหญ่น่าเกรงขาม ดุดันและโดดเด่น ผสานเข้ากับการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวรถเผยให้เห็นเครื่องยนต์และท่อไอเสียที่เด่นชัดเจนพอๆ กับตัวรถ มีการเล่นสีสันระหว่างสีหลักของตัวรถกับสีดำของตัวเครื่องยนต์ตัดสลับกับสีโครเมียมตามแบบรถคลาสสิคได้อย่างลงตัว ถือว่าสวยงามมากจริงๆ ไฟหน้าคู่ตามเอกลักษณ์ของทางค่าย ภายในมีโลโก้ Triumph ด้านใน ให้กำลังส่องสว่างพอๆ หรือมากกว่ารถยนต์เสียด้วยซ้ำ (ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED ทั้งระบบแล้ว) ต่ำลงมาด้านล่างจะเห็นล้อสีดำเงาดีไซน์ใหม่แบบ 20 ก้าน ใหญ่เล็กสลับกันดีไซน์คล้ายล้อรถยนต์ ด้านหลังแฮนด์บาร์ทรงกว้างที่ติดตั้งกระจกปลายแฮนด์จะเป็นเรือนไมล์ดิจิตอล จอสีแบบ TFT ปรับความสว่างอัตโนมัติ จึงแสดงผลได้ชัดเจนทุกสภาพแสง สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลากหลาย แสดงผลได้ครบถ้วน อีกทั้งยังสามารถปรับระดับองศาการมองเห็นได้ ถัดเข้ามาอีกนิดจะเห็นสายคาดถังน้ำมันสเตนเลสและฝาถังแบบมอนซ่าที่เป็นจุดแสดงให้เห็นถึงความคลาสสิค แถมฝาปิดหม้อน้ำและฝาปิดน้ำมันเครื่องก็ยังมีดีไซน์แบบเดียวกัน แผงหม้อน้ำยังอุตส่าห์เก็บเนี้ยบใส่แถบคาดพร้อมโลโก้ค่ายมาอีก ด้านข้างด้านซ้ายห้องไอดีจะมีเพลทบอกชื่อรุ่น Rocket 3 R ด้านข้างจะมีเพลทบอกขนาดบนฝาเครื่องบ่งบอกพิกัดซีซี 2500 ซีซี และคอท่อไอเสียที่ต่อออกมาจากสามสูบพร้อมการ์ด โดยเดินท่อแบบออกด้านขวา 2 ข้างและซ้าย 1 ข้างแบบแนบเนียบมากๆ ครับ ท่อไอเสียยังขึ้นรูปด้วยวิธีไฮโดรฟอร์มซึ่งทำให้สามารถดีไซน์ท่อได้สวยงามซับซ้อน โดยที่การไหลของไอเสียก็ยังคงทำได้ดี แถมยังให้สุ้มเสียงที่ดุดันเร้าใจ เบาะนั่งเป็นเบาะหนังสองชิ้นพร้อมโลโก้เช่นเคย พักเท้าคนขับเองก็ยังแอบมีโลโก้ไทรอัมพ์อยู่ ส่วนพักเท้าคนซ้อนนั้นต้องสังเกตหน่อย เพราะเป็นพักเท้าแบบซ่อน พับเก็บ 2 สเต็ป สีกลืนไปกับตัวซับเฟรมท้ายเลยล่ะครับ เรียกว่าขี่คนเดียวก็พับเก็บซ่อนไป หล่อไปอี๊ก ท้ายรถจะเห็นไฟเบรกสีแดงยาวขนานไปกับครอบเฟรมท้าย โดยไฟเลี้ยวจะแยกไปอยู่กับกันดีดใกล้กับป้ายทะเบียนแทน ล้อหลังขนาด 16 นิ้วและหน้ายางขนาดใหญ่พิเศษตามสไตล์ครูเซอร์ไบค์ และเนื่องจากระบบส่งกำลังเป็นแบบขับเพลา ทำให้สามารถโชว์ความงามของดุมล้อหลังด้วยโลโก้ไทรอัมพ์เพิ่มเข้าไปได้อีก โชว์ความงามของหล่อได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กระทั่งยางที่ใส่มายังใส่ยางอังกฤษมา พร้อมกับด้านข้างยางที่มีลวดลายธงชาติอังกฤษอีกด้วย เก็บทุกเม็ดสุดๆ ครับคันนี้ ขุมพลังขนาดยักษ์ ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นถือว่าเป็นที่สุดในหลายๆ ทางเช่นกันครับ เรียกว่าไม่ใช่แค่ดีไซน์และความงามที่มาแบบจัดเต็ม แต่เครื่องยนต์ก็จัดหนักแบบที่สุดในโลกเลยทีเดียว โดยเครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบขนาด 2,458 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 167 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และแรงบิดที่ 221 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบ ซึ่งจัดว่าแรงที่สุดในโลก กระทั่งมีสถิติเวลาเร่งความเร็ว 0 – 96 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 2.73 วินาที ทั้งๆ ที่รถหนักมากถึง 291 กก. ซึ่งเร็วกว่าที่ทางค่ายเคยเคลมไว้ที่ 3.2 วินาที เรียกว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังมหาศาลจริงๆ สมกับคำว่า โคตรแรงและแรงที่สุดในโลกแล้วจริงๆ ครับ จากการทดสอบก็รับรู้ได้จริงๆ ว่าแรงบิดมหาศาลมันเป็นยังไง การเร่งแซง การเร่งความเร็ว สามารถทำได้ง่าย สบายๆ มั่นใจ เลย เพราะแรงบิดมามากตั้งแต่รอบน้อยๆ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่เกียร์ 1 – 3 แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะแรงจนเป็นม้าพยศ เพราะตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มาช่วยเสริมความปลอดภัยในจุดนี้ บวกกับระบบส่งกำลังไปที่ล้อหลังด้วยระบบเพลาขับ ทำให้ได้ความนุ่มนวลในการเดินคันเร่ง แต่ถ้าหากปิดตัวแทร็คชั่นคอนโทรลอาจจะเกิดการปัดของล้อหลังได้ ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะอาจคุมไม่อยู่ก็ได้ เพราะกำลังที่ให้มานั้นล้นเหลือมากๆ เอาอยู่ มาถึงช่วงล่าง เป็นส่วนสำคัญมากๆ เลย แน่นอนว่าช่วงล่างที่ให้มาถือว่าดีมากๆ โดยเฉพาะในส่วนของระบบเบรก ระบบกันสะเทือนนั้นอาจจะยังไม่ถึงขีดสุด แต่ก็ถือว่าดี โดยระบบกันสะเทือนที่ให้มานั้นเป็นของ Showa ผลิตให้ ด้านหน้าจะเป็นแบบอัพไซด์ดาวน์ ซึ่งตอนทดสอบรู้สึกถึงความกระด้างอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เราสามารถปรับเซ็ตค่าต่างๆ ได้ ทั้งคอมเพรสชั่นและรีบาวด์ได้ ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบซับแทงค์ ทำงานได้ดี ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ระบบเบรกนั้นเรียกว่าจัดเต็มจัดหนัก เพื่อให้ตอบโจทย์กับเครื่องยนต์ที่ทรงพลังแรงดุจจรวดสมชื่อ Rocket 3 R ของครูเซอร์ไบค์ยักษ์คันนี้ ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema เรเดียลเมาท์โมโนบล็อก

Honda MSX125SF 2020 มีอะไรดี? Honda MSX125SF 2020 เปิดตัวแล้ว โดยมาพร้อมกับสีสันใหม่มากถึง 4 เฉดสีด้วยกัน โดย สี Black Tiger หรือสีดำ-ม่วงจะเป็นรุ่นที่ติดตั้งระบบเบรก ABS พร้อม G-Sensor ส่วนอีก 3 เฉดสีได้แก่ สี Red Spidy หรือสีแดง-น้ำเงิน, สี Yellow Strom หรือสีเหลือง-ดำ และสี White Scarlet หรือสีขาว-แดง จะเป็นรุ่นสแตนดาร์ด ไม่มี ABS นอกจากจะมีสีสันจัดจ้านตามที่กล่าวไปแล้วเจ้า MSX125SF ยังมีอะไรดีๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน โดยเราไปทดสอบเพื่อเฟ้นห้าข้อดีมาให้แล้ว ก็มีดังต่อไปนี้ครับ ขี่ง่ายคล่องตัว เป็นรถมอเตอร์ไซค์จิตวิญญาณสปอร์ตที่มีขนาดเล็ก จึงขับง่ายขี่สนุก และให้ความคล่องตัวสูงมาก จะขี่ในเมือง นอกเมือง รถติดหรือไม่ติดไม่ใช่ปัญหา เจ้า MSX คันนี้ไปได้หมด ขี่สนุก ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซีระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด PGM-FI ที่นอกจากจะประหยัดแล้ว ยังให้อัตราเร่งที่ดี เมื่อบวกกับคลัทช์มือ ก็ช่วยให้ขี่ได้สนุก ได้ฟีลลิ่งที่มันขึ้นไปในแบบของรถมีคลัทช์ ท่านั่งกระชับ ตัวรถนั้นออกแบบมาให้มีท่านั่งที่กระชับ ขับขี่ได้คล่อง คอนโทรลรถได้เป็นอย่างดี เบรกดีเอาอยู่ ระบบเบรกนั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยตัวท็อปหรือรุ่น ABS นั้นจะติดตั้งระบบเบรก ABS มาด้วยเลย โดยทำงานร่วมกับ G Sensor ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ IMU หรือเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย โดยจะจับสภาพการขับขี่ขณะเบรกและส่งสัญญาณไปที่ ECU เพื่อช่วยสร้างสมดุลของรถ ป้องกันอาการท้ายปัด ท้ายยก จากการเบรกกะทันหัน จึงมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น เบรกได้ปลอดภัยมากขึ้นครับ โช้คอัพซับดี โช้คหน้าให้มาเป็นโช้คแบบหัวกลับ ให้อารมณ์สปอร์ตกันแบบข้ามรุ่นกันเลย ซับแรงกระแทกได้ดี เรียกได้ว่าเหลือเฟือเหลือใช้ เหมาะกับมือใหม่ โดยเฉพาะกับไบค์เกอร์มือใหม่ที่เพิ่งจะหัดขับรถมีคลัทช์ เพราะตัวรถมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา เครื่องยนต์ไม่ใหญ่จนเกินไป ช่วยให้ได้ลองฝึกฝีมือ ฝึกการใช้คลัทช์ ดีไซน์โดดเด่น ดีไซน์ของ MSX125SF นั้นไม่เหมือนใคร มีความล้ำสมัย คล้ายๆ หุ่นยนต์ และแฝงไปด้วยความสนุกสนานภายใน ให้ความโดดเด่นที่ไม่เหมือนใคร โดยรวมๆ แล้วถือว่าเป็นมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่มาพร้อมคลัทช์ ให้ฟีลลิ่งในการขับขี่ในแบบสปอร์ต มากกว่าจะเป็นรถครอบครัว เหมาะกับวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน เร้าใจ เป็นอย่างยิ่ง แต่คนที่ไม่ใช่วัยรุ่น แต่ต้องการความสนุกเร้าใจเล็กๆ ก็จัดได้ไม่ผิดหวัง สนนราคาค่าตัวสำหรับรุ่นปกติ ราคาแนะนำที่ 70,940 บาท ส่วนรุ่น ABS ราคาแนะนำที่ 78,480 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Grand Filano Hybrid กับ 8 ข้อดี ที่ต้องยกนิ้วให้ว่าเจ๋ง Grand Filano Hybrid สกู๊ตเตอร์ไฮบริดสุดหรูจาก Yamaha นั้น แม้จะไม่ได้เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดในปีนี้ แต่ก็เป็นโมเดลที่มีความน่าสนใจ และเข้ากับกระแสรักษ์โลกที่มาแรงในระยะหลังๆ มานี้ เราก็ไม่พลาดที่จะหยิบยกเอามานำเสนอจุดเด่นต่างๆ ที่เราคิดว่าเจ๋งสำหรับโมเดลนี้กันครับ 1.ประหยัดสุด Grand Filano Hybrid คันนี้ประหยัดสุดด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบ Hybrid และระบบ Stop & Start System ซึ่งระบบไฮบริดก็เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปแล้ว โดยเฉพาะในรถยนต์ที่มีมานานมากแล้ว แต่ระบบไฮบริดในมอเตอร์ไซค์เนี่ยเพิ่งมีมาไม่นาน โดยระบบไฮบริดของแกรนด์ ฟิลาโน ไฮบริด ใช้มอเตอร์ Smart Motor Generator ช่วยส่งกำลังในตอนออกตัว ช่วยให้เร่งความเร็วได้ดี และประหยัดน้ำมัน ส่วนระบบ Stop & Start System ช่วยให้ประหยัดน้ำมันด้วยการดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเวลารถจอดนิ่ง (ตอนติดไฟแดง จอดรถรอภรรยา) ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันได้เป็นอย่างดี และเพียงคุณเปิดคันเร่งก็จะสามารถออกตัวได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาสตาร์ทรถใหม่ ในรูปอาจจะเห็นว่าตัวเลขก็ไม่ได้เวอร์วังอะไร แต่จะบอกว่าจริงๆ คนทดสอบตัวใหญ่แถมซิ่งยับๆ 80 – 100 กม./ชม.ตลอด ดังนั้นถ้าขี่แบบธรรมดาๆ ล่ะก็จะยิ่งประหยัดกว่าตัวเลขที่เห็นนี่อีกครับ ระบบเบรก ABS ปลอดภัย หายห่วง นอกจากประหยัดสุดๆ ที่เป็นจุดเด่นของโมเดลนี้แล้ว Yamaha ไม่ได้อยากคุณแค่ประหยัดเท่านั้น ยามาฮ่ายังใส่ใจถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ ได้ทำการติดตั้งระบบเบรก ABS ที่ด้านหน้ามาให้ด้วย ช่วยป้องกันล้อล็อกได้ดีระดับนึงเลยทีเดียวล่ะครับ จากการที่เราไปทดสอบกัน หน้าจอเรือนไมล์สีสุดล้ำ เจ้าแกรนด์ ฟิลาโน ไฮบริดคันนี้ยังล้ำด้วยหน้าจอเรือนไมล์ TFT แบบสีขนาดเล็กด้านล่างเกจวัดความเร็วแบบอนาล็อก ที่ให้กลิ่นอายความคลาสสิค แต่มีความโมเดิร์นจากหน้าจอสีด้านล่าง ที่แสดงผลข้อมูลต่างๆ อย่างสวยงามชัดเจน อาทิ เวลา ปริมาณน้ำมัน อัตราการสิ้นเปลือง ระดับคะแนนการประหยัดน้ำมัน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้ง่ายได้ด้วยปุ่มเพียงปุ่มเดียว เติมน้ำมันง่ายสะดวก ด้วยช่องเติมน้ำมันด้านหน้าของตัวรถ ทำให้คุณสามารถจอดเติมน้ำมันได้ง่ายได้ยิ่งขึ้น เพียงแค่ดับเครื่องเปิดฝาถังน้ำมันด้านหน้าผ่านระบบสมาร์ทคีย์ก็สามารถเติมน้ำมันได้ทันที ไม่ต้องลบจากรถเพื่อเปิดเบาะ เวลาที่จะเติมน้ำมันแบบรถครอบครัวรุ่นอื่นๆ อีกต่อไป ช่วยให้ชีวิตของคุณยิ่งสะดวกสบายยิ่งขึ้น ระบบสมาร์ทคีย์ ระบบสมาร์ทคีย์หรือระบบกุญแจอัจฉริยะ ให้คุณสะดวกสบายมากกว่า เพียงแค่พกกุญแจอัจฉริยะไว้ที่ตัว (ไม่ต้องเสียบ) คุณก็สามารถที่จะปลดล็อกรถ ปลดล็อกสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ ปลดล็อกเบาะหรือฝาถังน้ำมันง่ายๆ ได้แค่บิดที่แผงควบคุมด้านหน้าขวามือใต้ช่องจ่ายไฟ ได้ง่ายๆ สบายๆ ไม่ต้องมาคอยเสียบกุญแจอีกต่อไป ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมเหมือนรถยนต์เลยล่ะครับ ช่องจ่ายไฟด้านหน้า บริเวณด้านหน้าเหนือแผงควบคุมระบบกุญแจอัจฉริยะหรือสมาร์ทคีย์นั้น จะมีช่องสำหรับจ่ายไฟด้านหน้า ซึ่งเหมาะสำหรับจ่ายไฟให้กับสมาร์ทโฟนของคุณ พร้อมช่องสำหรับใส่ของด้านหน้า ซึ่งก็สามารถใส่มือถือขณะเสียบชาร์จไฟได้ เรียกได้ว่าสะดวกสบาย ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่จริงๆ ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะพร้อมไฟส่องสว่าง สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ จุได้ถึง 27 ลิตร ให้คุณเก็บสัมภาระต่างๆ หรือหมวกกันน็อกแบบครึ่งใบได้สบายๆ หายห่วง ไม่ต้องกลัวหายอีกต่อไป พร้อมกับไฟส่องสว่างแบบ LED ด้านในช่วยให้คุณหาของได้ง่ายขึ้น แม้ในที่แสงน้อย เช่นที่จอดรถในห้าง หรือเวลาค่ำคืนที่มักจะมีปัญหากัน พักเท้าคนซ้อน แค่กดก็พร้อมใช้ เป็นอีกหนึ่งจุดเล็กๆ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ กับการที่พักเท้าคนซ้อนนั้นสามารถใช้ปลายเท้ากดลงไปแล้วพักเท้าก็จะเด้งแล้วกางออกมา พร้อมใช้งานได้ทันที เรียกได้ว่าสะดวก ไม่ต้องคอยเอามือไปจับกางออกให้มือสกปรกอีกต่อไปครับ งานนี้บรรดาสาวๆ ที่นั่งซ้อนน่าจะถูกใจเลยล่ะครับ เวลาเก็บก็ใช้ปลายเท้าดันเข้าไปเบาๆ ก็พับเก็บได้ไม่ยากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Yamaha NMAX 155 2020 พร้อมแนวทางการแต่งซิ่ง หลังจากไปเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซียเสียตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และปล่อยให้สาวกยามาฮ่าเฝ้ารอคอยว่าจะเข้าประเทศไทยมาเมื่อไหร่ จนกระทั่งล่วงเลยมานานหลายเดือน กระทั่งในที่สุดทางค่ายก็กระซิบมาว่ามีทดสอบรอบสื่อนะ แน่นอนว่าเราย่อมไม่พลาดโอกาสดีๆ ในคราวนี้ รีวิว Yamaha NMAX 155 2020 คราวนี้จะมาแปลกๆ หน่อย ไม่ใช่แค่รีวิวและทดสอบธรรมดาๆ แต่จะมาพร้อมการแนวทางการแต่งซิ่งด้วย เราลองมาติดตามกันดูครับ รูปลักษณ์พรีเมี่ยม เจ้า NMAX 155 2020 นี้มีรูปทรงที่เพรียวบางมากขึ้น เมื่อเทียบกับโมเดลเก่า ระบบไฟหน้าและไฟท้ายเป็น LED ทั้งหมด (เว้นไฟเลี้ยว) โดยไฟหน้านั้นได้รับการออกแบบใหม่ แยกเป็นสองชั้น พร้อมมีเดย์ไทม์รันนิงไลท์ (ไฟเดย์ไลท์แบบที่นิยมเรียกกัน) อยู่ภายใน ไฟเลี้ยวเป็นแบบบิลต์อินเนียนไปกับแฟริ่ง ไฟท้ายก็ออกแบบใหม่เช่นกัน โดยในโคมจะไฟเลี้ยวอยู่ด้วยเลย เรือนไมล์เองก็เป็นดีไซน์ใหม่ เป็นหน้าจอแบบดิจิตอล แสดงผลข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการทำงานของระบบต่างๆ ได้ครบถ้วน มองเห็นได้ชัดเจนแม้เวลาแสงจ้า รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการแสดงผลผ่านสวิตช์ที่แฮนด์ด้านซ้ายได้อย่างง่ายได้ ตัวงานประกอบแฟริ่งชุดสีนั้น เก็บงานได้แนบเนียน สวยงาม ตัวรถมีสันให้เลือกมากถึง 4 เฉดสีแบบสีด้านด้วยกัน น่าจะถูกใจหลายๆ คน ขุมพลัง Bluecore เครื่องยนต์ที่ใช้นั้นยังคงเป็นเครื่องยนต์บลูคอร์ขนาด 155 ซีซีสูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ แต่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ มีกำลังอัดมากขึ้นจากการปรับเปลี่ยนหัวลูกสูบแบบฟอร์จให้นูนขึ้น ทำให้มีกำลังแรงเพิ่มขึ้น แม้จะไม่มากแต่ก็แรงขึ้นจริง กระบอกสูบเคลือบไดอะซิลพร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ ช่วยระบายความร้อนได้ดี ฝาสูบเองก็ออกแบบใหม่ พร้อมท่อไอดีแบบคอคอดเร่งความเร็วส่วนผสมไอดีเข้าห้องเผาไหม้ได้เร็วยิ่งขึ้น ห้องอากาศก่อนจะเข้าเครื่องยนต์นั้นมีการออกแบบใหม่ให้มีปริมาตรความจุมากขึ้น 16 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถเติมอากาศเข้าไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงฝั่งไอดีได้ดียิ่งขึ้น มีการออกแบบให้ตัวท่อแคทฯ มาอยู่ตรงข้างหม้อน้ำด้านนอกท่อไอเสีย ซึ่งช่วยลดมลพิษได้ดียิ่งขึ้น (งานนี้สายซิ่งชอบโมดิฟายตัดแคทฯ ออกก็ซิ่งได้เลย) ระบบส่งกำลังแบบสายพานมีการออกแบบชุดชามขับด้านในใหม่ ให้มีองศาชันมากขึ้น เพื่อให้สายพานขึ้นได้สูงกว่าเดิม ทำให้ได้ความเร็วปลายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ตัวรถยังมีมอเตอร์เจเนอเรเตอร์แบบใหม่ซึ่งมาใช้ทำงานร่วมกับระบบ Stop and Start System ที่จะทำงานเวลารถหยุดนิ่ง (เช่นตอนติดไฟแดง) เครื่องยนต์จะดับเพื่อประหยัดน้ำมัน และเมื่อบิดคันเร่งก็พร้อมจะออกตัวได้ในทันที แรงขึ้นจริง จากการทดสอบขับขี่ พบว่าเครื่องยนต์ให้กำลังต้นได้ดีกว่าเดิม เพราะได้กำลังอัดเครื่องยนต์เพิ่มมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะมีแรงบิดเพิ่มมากขึ้นจากการจุดระเบิด พร้อมกับระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่จะช่วยเพิ่มการทำงานของวาล์วในช่วงรอบเครื่องยนต์สูง จะช่วยจ่ายส่วนผสมน้ำมันและอากาศ ได้มากขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ได้แรงบิดในทุกย่านรอบ ทำให้ขับขี่ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ความรู้สึกตอน VVA ทำงานรู้สึกได้ถึงรอบเครื่องที่มาไวขึ้น ความเร็วมาเร็วขึ้น ช่วงความเร็วที่ 50-70 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็นช่วงที่ผมรู้สึกสนุกกับมัน ได้ฟีลลิ่งสปอร์ตดีครับ การสลาลม รู้สึกได้ว่าเครื่องยนต์ส่งกำลังในช่วงนี้ดีเป็นพิเศษ มันจะช่วยให้เร่งแซงได้ดี หรือจะเติมคันเร่งในการเข้าโค้งก็เป็นเรื่องง่าย พร้อมจะเสริมความคล่องตัวในการเลี้ยวได้เป็นอย่างดี ควบคุมมั่นใจ ตัวรถมีการปรับเปลี่ยนช่วงล่างมาใหม่ ตั้งแต่เฟรมของรถที่เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบอันเดอร์โบน ที่มีการเสริมเพิ่มความแข็งแรงและมั่นคงกว่าเดิม และแชสซีใหม่ก็ให้ระยะเทรลที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ช่วยให้รถมีความเสถียรมากขึ้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้น โช้คหน้ามีการปรับเปลี่ยนความยาวของสปริงให้สั้นลงและเพิ่มค่าความแข็งของสปริงให้มีค่าที่แข็งมากขึ้น ให้ฟีลลิ่งที่มั่นใจมากขึ้น ทั้งในย่านความเร็วต่ำ และย่านความเร็วสูงและช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรับโหลดน้ำหนักได้มากขึ้น ถือว่าทางยามาฮ่าทำได้ออกมาเป็นอย่างดี ถูกใจแน่นอน ส่วนโช้คหลังก็ทำงานได้ดีไม่แพ้โช้คหน้า ทำให้ขับขี่ได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น จากการทดลองขับขี่ การเข้าโค้งกับช่วงล่างใหม่ที่ให้มาให้ฟีลลิ่งดีกว่าตัวเก่าเยอะพอสมควร เพราะเป็นโช้คที่พัฒนามาจากตัวเก่า เพิ่มค่าความแข็งของสปริง โดยใช้สปริงที่สั้นกว่าของเดิม อีกทั้งตัวรถยังมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง จากการมีถังน้ำมันที่อยู่ตรงกลางตัวรถและมีขนาดความจุมากขึ้น ทำให้รถมั่นคงมากขึ้น ขับขี่มั่นใจ ขี่ได้สนุกขึ้น และไปได้ไกลขึ้น ในส่วนของระบบเบรกนั้นให้มาเป็นดิสก์เบรกทั้งหน้าและหลังพร้อมระบบเบรก ABS ยังถือว่าให้ของที่คุ้มค่าและยังคงคำนึงถึงระบบความปลอดภัยระดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ เราจะพูดถึงฟีลลิ่งในการเบรกนั้นชัดเจนมากๆ การกำเบรกหนักๆ จากความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง รู้สึกว่าเสถียรและนิ่ง มีอาการที่ก้านเบรกเล็กน้อยเท่านั้น เรียกว่าทำได้ดีมากจริงๆ อันนึงที่รู้สึกได้อาจจะเกี่ยวกับการเปลี่ยนสปริงไส้โช้คหน้าให้มีค่าความแข็งที่มากขึ้น จึงช่วยซับแรงเฉื่อยจากการเบรกก่อนที่จะส่งลงล้อและยางได้เป็นอย่างดี การกำเบรกหน้าและหลังพร้อมกัน ก็ให้ระยะการเบรกที่มั่นใจและสั้นลงมาก พร้อมกับการทำงานของ ABS ที่มีความเสถียรกว่าตัวเก่าพอสมควร ท่านั่งขับขี่ ท่านั่งยังคงเหมือนเดิม สามารถที่จะวางเท้าได้ทั้งสองแบบ วางแบบยืดขาไปข้างหน้าหรือจะนั่งท่าปกติก็ได้ ตามความถนัดการขับขี่ การจับแฮนด์บาร์บังคับเลี้ยวยังกว้างเท่าเดิมโดยวัดจากปลายแฮนด์ซ้ายไปขวา บังคับเลี้ยวได้อย่างคล่องตัว ในการขับขี่ในสนามผมยังคงใช้ท่าขับปกติไม่ได้โหนไม่ได้โยกตัวอะไรมากมายแต่อย่างใดใช้เพียงน้ำหนักจากมือกดปลายแฮนด์ในการบังคับเลี้ยว ก็สามารถทำได้ดี รู้สึกสบายๆ ไม่ได้ฝืนร่างกายมากมาย ถือว่า การจับแฮนด์ ท่านั่ง การวางเท้า ทำได้ดี เหมาะสำหรับการขับขี่ที่คล่องตัวทุกสภาวะถนน เบาะเป็นแบบชิ้นเดียว แต่ดีไซน์เป็นสองระดับพร้อมที่จับคนซ้อนดีไซน์ใหม่จับกระชับเข้ากับด้านท้ายรถ ช่วยให้คนซ้อนนั่งได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น นอกจากที่กล่าวๆ มาแล้ว ตัว NMAX 155 2020 ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกสบายๆ ตามแบบของสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมอีกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นกุญแจแบบสมาร์ทคีย์ หรือคีย์เลส ที่มีมาให้จากโรงงาน ถ้าสังเกตจะเหมือนกับรุ่นใหญ่อย่าง Xmax และรุ่นยอดนิยมอย่าง Grand Filano Hybrid

รีวิว Yamaha XSR700 โดดเด่นเรื่องสไตล์ ไม่อายใครเรื่องความแรง เมื่อพูดถึงมอเตอร์ไบค์ในสไตล์ที่เรียกว่าโมเดิร์นคลาสสิคไบค์นั้น คุณพอจะนึกออกใช้มั้ยครับว่ามันคือรถที่มีสไตล์แบบคลาสสิค แต่มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือโมเดิร์นใส่เข้าไปช่วยในหลายๆ จุด เช่น ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย หรือจะเป็นความทนทาน เป็นต้น ซึ่งหลายๆ ค่ายก็จะมีแนวทางของตัวเองแตกต่างกันออกไป และบางครั้งก็อาจจะทำให้เราสับสนได้บ้าง แต่สำหรับครั้งนี้แล้วเราได้ทำการ รีวิว Yamaha XSR700 สปอร์ตเฮริเทจไบค์มาทดสอบและรีวิวกัน แม้ว่าทางค่ายส้อมเสียงจะไม่ได้ใช้คำเปรยเรียกชื่อรถตัวเองว่าเป็นโมเดิร์นคลาสสิค ถึงจะเข้าข่ายว่าเป็นก็เถอะ ซึ่งทางค่ายใช้คำว่าสปอร์ตเฮริเทจเพื่อสื่อถึงความคลาสสิคที่สืบทอดต่อๆ กันมาเป็นมรดกตกทอด และเพิ่มคำว่าสปอร์ตเข้ามาเพื่อให้เห็นและสัมผัสได้ว่ารถของพวกเขานั้นเด่นเรื่องสมรรถนะในแบบสปอร์ตอีกด้วย โดดเด่น Yamaha XSR700 นั้นมีดีไซน์ที่เรียกว่าโดดเด่น มีองค์ประกอบหลายๆ ส่วนที่มีความคลาสสิค ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไบค์ยุคแรกๆ ของยามาฮ่าอย่าง XS แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นสมัยใหม่ อาทิเช่น ไฟหน้า ไฟท้าย และเรือนไมล์เดี่ยว ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้มาในแบบทรงกลมคลาสสิค แต่ใส่เทคโนโลยีแบบสมัยใหม่เข้าไป ไฟหน้ามีไฟหรี่เป็นวงแหวนด้านในดูสวยงามลงตัว และไฟท้าย LED ให้ทัศนวิสัยที่ดี เพิ่มความปลอดภัย ส่วนเรือนไมล์เป็นแบบดิจิตอล แสดงผลข้อมูลต่างๆ ได้ชัดเจนแม้ยามแสงจ้า ถังน้ำมันทรงยาวรีเว้ารับต้นขา มีการเล่นเส้ยสายและน็อตด้านบน พร้อมโลโก้ตระกูล XSR ด้านบนดูเรโทรไม่เบา เบาะหนังพิเศษแบบ 2 เนื้อ ส่วนของคนขี่เป็นแบบหนังเรียบ ส่วนของคนซ้อนเป็นแบบหนังกลับและเก็บรายละเอียดที่ปลายเบาะเป็นโลโก้ของรุ่น ล้อแม็กแบบ 10 ก้านเล็กเข้าคู่กันกับจานเบรกแบบหยักและโช้คเทเลสโคปิกตามแบบของรถคลาสสิคได้เป็นอย่างดี นอกจากดีไซน์ตามแบบคลาสสิคแล้วยังแอบดุดันด้วยการออกแบบให้เผยเส้นสายของตัวรถ เครื่องยนต์และและเฟรมของตัวรถอย่างชัดเจน ให้ภาพลักษณ์ที่ดูเท่และดุดัน ดุดัน ขุมพลังของเจ้า XSR700 นั้นเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกับของ MT-07 หรือก็คือเครื่อง CP2 (ครอสเพลนทู) เป็นเครื่องแบบ 2 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเด่นเรื่องพละกำลัง โดยเฉพาะในช่วงต้นที่มากเป็นพิเศษ แต่ด้วยการออกแบบแคร้งชาฟต์แบบองศาการจุดระเบิดที่ 270 องศา ทำให้เครื่องยนต์นั้นมีกำลังให้เรียกใช้มากขึ้นในทุกๆ ช่วง ทุกๆ ย่านความเร็วรอบ เราเอาไปทดสอบบนไดโน่ก็เห็นได้ว่าตัวเลขแรงม้ากว่าครึ่งก็มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ จริงๆ และแรงม้าสูงสุดที่เราทดสอบได้ก็คือที่ประมาณ 66 แรงม้า และจากการทดสอบขับขี่บนท้องจริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น ตอบสนองได้รวดเร็วโดยเฉพาะช่วงตีนต้น เรียกใช้พละกำลังได้เร็ว แทบทุกย่านความเร็วรอบ เรียกว่าดุดัน แต่ก็ไม่ถึงกับกระโชกโฮกฮากรุนแรงจนควบคุมได้ยาก ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ดุดัน มีความมันและความดิบแอบซ่อนอยู่ ง่ายและสบาย ช่วงล่างของรถแม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษเลิศหรู โช้คหน้ายังเป็นเทเลสโคปิกขนาดแกน 41 มม. ระยะยุบ 130 มม. โช้คหลังเดี่ยวพร้อมกระเดื่อง ระยะยุบ 130 มม.เท่ากันนั้น กลับให้ความนุ่มสบายกว่าที่คิด เมื่อเข้าคู่กับเบาะนั่งที่หนาและนุ่มสบาย ช่วยซับแรงกระแทกต่างๆ ได้ดี นุ่มนวลผิดคาด ถึงเครื่องยนต์จะแอบดุไปหน่อยก็ตาม ตัวรถนั้นใช้แฮนด์บาร์กลางๆ ซึ่งทำให้ได้ท่านั่งหลังตรง อีกทั้งตัวรถก็มีน้ำหนักค่อนข้างเบา จึงขับขี่และควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น นั่งได้สบาย ไม่ปวดหลัง ขับขี่ทางไกลได้ไม่เป็นปัญหามากนัก อาจจะติดเรื่องที่เป็นรถไม่มีแฟริ่งหรือชิลด์หน้า ทำให้อาจจะเจอลมปะทะมากไปหน่อย แต่หากขับขี่ใช้งานในเมืองทั่วไปนั้นไม่มีปัญหา สามารถซอกแซกไปได้ไม่ยากเย็น เบาะนั่งไม่สูงมาก แต่คนตัวเล็กหน่อยอาจจะต้องเขย่งปลายเท้าได้ ตัวยางของโมเดลที่นำมาทดสอบนั้นจะต่างออกไปนิดหน่อยเพราะมีการเปลี่ยนยางมาแล้วจากเดิมที่เป็น Pirelli Phantom Sportcomp ที่เป็นยางที่ทีลายดอกยางในแบบของคลาสสิค แต่ก็มีสมรรถนะและโปรไฟล์ค่อนไปทางสปอร์ต แต่รถทดสอบนั้นถูกเปลี่ยนมาเป็น Pirelli Angel GTII ที่เป็นยางสไตล์สปอร์ตทัวริ่ง ก็ให้การยึดเกาะที่ดีทั้งทางตรงและโค้ง อาจจะทำให้ฟีลแตกต่างไปบ้าง แต่อาจจะไม่ถึงกับมากนัก ดังนั้นแนะนำให้ไปลองขี่ตัวเดโม่ที่ศูนย์อีกทีเพื่อความแน่ใจก็ได้นะครับ ระบบเบรกนั้นจัดเต็มดิสก์หน้าคู่แบบหยักดูสวยงามลงตัว ดิสก์หลังเดี่ยว แน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS ช่วยให้มั่นใจในเรื่องการเบรกว่าจะเบรกได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เบรกได้มั่นใจแม้ว่าพละกำลังของรถจะมีค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกัน สรุป โดยสรุปแล้วสำหรับ Yamaha XSR700 ก็ถือเป็นโมเดิร์นคลาสสิคไบค์ที่เรียกว่าไม่ได้มีดีแค่เรื่องหน้าตาอย่างเดียว ความแรงก็ถือว่าไม่แพ้ใครในคลาสเดียวกัน เป็นรถที่มีสไตล์เป็นของตัวเองค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้มีความคลาสสิคจัดๆ ให้กลิ่นอายของความคลาสสิคแต่ก็แอบซ่อนความดุดัน ความเข้ม และความสปอร์ตเอาไว้พอสมควร เหมาะกับนักบิดที่มีสไตล์ ไม่เกี่ยงเรื่องวัย แต่คิดว่าน่าจะถูกใจวัยรุ่น ด้วยความแรงของมัน แต่ก็ต้องระวังสำหรับมือใหม่ ก็เพราะความแรงนี่ล่ะครับ ส่วนในเรื่องของความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับราคา 339,000 บาทแล้ว ถือว่าคุ้มค่า กับรถพิกัดนี้กับอ็อพชั่นประมาณนี้ และรถยังใช้งานได้ไม่จำกัดแค่ในเมือง ขี่เดินทางไกลก็ทำได้ แม้จะไม่สะดวกสบายเท่าสายตรงแบบทัวริ่ง แต่สบายกว่าสปอร์ตจ๋าๆ แน่นอนครับ สเปก เครื่องยนต์ CP2 แบบ 2 สูบเรียง 4 จังหวะระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 689 ซีซี ระบบวาล์ว 4 วาล์วต่อสูบ

รีวิว Burgman 400 แอบหรู ดูแพง ช่วงล่างแจ่ม Burgman 400 คือสกู๊ตเตอร์ระดับกลางของ Suzuki (มีรุ่นใหญ่เป็น 650) ซึ่งเคยเปิดตัวในแบบทั่วโลกครั้งแรกในปี 1998 (บางประเทศเรียกว่า Skywave 400) และโมเดลล่าสุดนี้ถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 3 แล้ว เรียกได้ว่ามีอายุยาวนานไม่น้อยเลยทีเดียว โมเดลที่เรานำมาทดสอบคราวนี้เป็นเจเนอเรชั่นล่าสุด ซึ่งทางค่ายจะโดดเด่นในเรื่องของความสปอร์ตที่มีมากขึ้น ในขณะเดียวกันตัวรถก็พัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและเบามากขึ้น ท่านั่งเองก็ปรับเปลี่ยนใหม่ให้ฟีลสปอร์ตมากขึ้น เหมาะกับการขับขี่ที่คล่องตัวมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความหรูหราและความสะดวกสบายตามแบบฉบับของสกู๊ตเตอร์ รูปลักษณ์ เบิร์กแมน 400 คันนี้มีดีไซน์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครเลย เมื่อเทียบกับสกู๊ตเตอร์รุ่นใกล้เคียง ชิลด์หน้านั้นมีขนาดใหญ่ตามแบบฉบับของรถในสไตล์นี้ ระบบไฟส่องสว่างปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบไฟ LED ตามแบบสมัยใหม่ ไฟเลี้ยวเป็นแบบฝังภายในตัวแฟริ่งซึ่งดูสวยงาม หรูหรา ไม่ออกมาเกะกะเป็นติ่งไฟเลี้ยวแยกออกมา ตัวรถเลือกใช้ล้อหน้าขนาด 15 นิ้ว ล้อหลังขนาด 13 นิ้ว ดีไซน์ 5 ก้านคู่ แบบตัว Y มีความลงตัวในเรื่องของมิติรถที่ดีเลยจากล้อที่ให้มา ตัวรถเองก็มีความเพรียวบาง แต่มีฐานล้อยาว ฟุตบอร์ดหรือที่วางเท้าส่วนปลายที่ตรงกลับที่เรานั่งนั้นจะอออกแบบมาเป็นพิเศษให้เว้าเข้าไป ซึ่งส่วนนี้ใกล้กับข้อเท้า ทำให้เวลาเอาขาลงแตะพื้นเวลาจะจอดรถ จอดติดไฟแดง นั้นทำได้ง่ายมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น ทำให้คนตัวเล็กก็สามารถขี่เจ้าเบิ้มคันนี้ได้ไม่ยาก เบาะเยาวแบ่งความสูงออกเป็น 2 ระดับ สำหรับคนขี่และคนซ้อน ส่วนของคนขี่นั้นมีที่พิงซึ่งสามารถปรับระยะให้เหมาะสมกับขนาดตัวของคนขี่ได้ ในส่วนฟังก์ชั่นของความสะดวกสบายนั้นหลักๆ ก็จะเป็นช่องเก็บสัมภาระที่ด้านหน้า 2 ช่อง พร้อมช่องจ่ายไฟสำหรับชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ แน่นอนว่าช่องเก็บของใต้เบาะก็ใหญ่เบิ้ม ใส่หมวกกันน็อกได้ 2 ใบ (เต็มใบ 1 ใบ และครึ่งใบ 1 ใบ) โดยจะมีโช้คค้ำเบาะให้เปิดค้างได้ ซึ่งสะดวกดี และยังมีช่องสำหรับคล้องโซ่ไว้ล็อกรถกันหายได้ด้วย ขุมพลัง เจ้าสกู๊ตเตอร์ระดับกลางพิกัด 400 ซีซีคันนี้ ใช้เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 399 ซีซีแบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 30.5 แรงม้าที่ 6,300 รอบ และ 26.5 ฟุตปอนด์ที่ 4,800 รอบ จากการทดสอบขับขี่นั้น เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังที่ดีตั้งแต่ในช่วงต้น – ช่วงกลาง ซึ่งเป็นช่วงของการออกตัวไปจนถึงช่วงของการเร่งแซงความเร็ว 60-100 กม./ชม. ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมือง และจากการทดสอบหาความเร็วท็อปสปีดก็ทำได้ที่ราวๆ 140 – 142 กม./ชม. ที่รอบเครื่องยนต์ 8,500 รอบ/นาที (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวผู้ขับขี่ด้วย) นอกจากนี้เรายังได้ทดสอบเพื่อหาอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ตัวเลขออกมาที่ 24 กม./ลิตร เมื่อคำนวณคร่าวๆ จากถังน้ำมันขนาด 13.5 ลิตร ก็จะสามารถไปได้ไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ถัง จึงถือว่าเป็นสกู๊ตเตอร์ที่จะใช้งานในเมืองและออกทริปได้อย่างสบายๆ ช่วงล่าง พูดถึงเรื่องช่วงล่าง ต้องบอกเลย ส่วนนี้เป็นส่วนที่เด่นมากๆของการ รีวิว Burgman 400 เลยล่ะครับ เรื่องแรกเลยคือด้านหน้าจัดเต็มระบบเบรกแบบดิสก์คู่ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อีกทั้งยังมีระบบเบรกมือเพิ่มเข้ามา ช่วยให้สามารถจอดรถบนทางลาดชันได้อย่างปลอดภัย ฟีลลิ่งของเบรก ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ไม่มีอาการฝืนของลูกสูบเบรก น่าจะมาจากการที่ระบบเรกสามารถกระจายแรงดันน้ำมันเบรนกได้อย่างเหมาะสม สร้างแรงกดลูกสูบเบรกได้ดี เบรกหลังเองก็สามารถใช้งานได้ดี ใช้ชะลอความเร็วได้ชะงัดนัก ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่ทำงานร่วมกับกระเดื่องทด ซึ่งทั้งด้านหน้าและด้านหลังออกแบบมาได้ดีมากๆ ขับขี่ได้มั่นใจให้ความหนึบ นิ่ง แต่ก็นุ่มนวล ซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี เรียกว่าได้ฟีลลิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยขี่สกู๊ตเตอร์มาหลายๆ รุ่นเลยก็ว่าได้ โช้คหลังยังสามารถปรับค่าแข็งอ่อนได้อีก 7 ระดับ สำหรับผมบอกได้เลยว่า ตอบสนองได้ดีมากๆ ไม่ว่าจะทางตรงที่ต้องเจอกับรอยต่อของถนนคอนกรีตหรือคอสะพาน หรือเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วต่ำหรือความเร็วสูงก็ทำได้ดี ทำได้นุ่มและเนียนอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ ขับขี่ ตัวรถ Burgman 400 ออกแบบให้ท่านั่งขับขี่ออกมาในสไตล์ของสปอร์ต รู้สึกได้ถึงความกระชับ มั่นคงในการขับขี่ เป็นเพราะตัวเบาะที่มีซับเบาะหลังคนขับสามารถปรับเลื่อนขึ้นมาได้ (สำหรับคนที่แขนสั้น ขาไม่ถึง) ทำให้รู้สึกมั่นคงไม่ไหลถอยหลังขณะเปิดคันเร่ง แฮนด์บาร์อยู่ในระยะที่พอดิบพอดี ไม่สูงจนเกินไป การวางพักเท้าก็สามารถวางได้เหมาะสม ถูกต้องตามสรีระร่างกาย อันนี้ก็ต้องบอกเลยว่า อยากให้ไปลองนั่งคันจริงกันเองดีกว่า เพราะบางคนก็รูปร่าง ไม่เท่ากัน แต่สำหรับผมแล้วถือว่า ดีเลย นั่งนานก็ไม่เมื่อย ไม่เจ็บก้น ถือว่าผ่านเลยในจุดนี้ สรุป Burgman 400 เป็นสกู๊ตเตอร์ระดับกลางที่ออกแบบมาได้โดดเด่น

คันไหนแรงกว่า ผมอาจจะไม่รู้แน่ชัด แต่ลองไปดูกันครับว่าตัวเลขสเปกของ Ducati Panigale V4 R เทียบกับ BMW S 1000 RR 2020 นั้นเป็นอย่างไรบ้างกันก่อนดีกว่าครับ

รีวิว Suzuki Katana การกลับมาอีกครั้งของตำนาน Suzuki Katana นั้นหลายๆ คนที่มีอายุกันสักหน่อยน่าจะพอรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้าง บางคนอาจจะแค่คุ้นๆ แต่บางคนที่ความจำดีหน่อยก็อาจจะจำโฉมหน้าในอดีตของมันได้ ซึ่งในตอนนี้เจ้า Katana ที่เคยเป็นตำนานในอดีตได้กลับมาอีกครั้งในรูปโฉมใหม่ แต่ก็ยังให้กลิ่นอายและเอกลักษณ์การออกแบบที่เฉียบคมแบบในอดีตไว้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ ก่อนที่เราจะเข้ารีวิวกัน ผมจะพาท่านไปทราบถึงประวัติความเป็นมาคร่าวๆ ของ Katana ไอ้เข้ที่มีดีไซน์โดดเด่นกว่าใครๆ ในยุคสมัยเดียวกันให้อ่านกันคร่าวๆ นะครับ ตำนาน ประวัติของ Katana นั้นจริงๆ ต้องย้อนกลับไปไกลถึงยุคสมัยที่ซามูไรกำลังรุ่งเรือง ถุ้ย นั่นมันดาบไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ จริงๆ ต้องย้อนไปไกลถึงช่วงปี 1979 กันเลยทีเดียวครับ เดิมที Katana ไม่ได้ใช้ชื่อนี้มาก่อนนะครับ จะใช้ชื่อเป็นรหัสว่า GSX1100S ซึ่งกว่าจะมาเป็น GSX1100S ก็ใช้เวลาและการทุ่มเทไปกับการออกแบบมากมาย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ในช่องปลายทศวรรษ 1970 Suzuki นั้นต้องการที่จะทำให้โมเดลใหม่ของตัวเองนั่นโดดเด่นและแตกต่างไปจากค่ายอื่นๆ จนมีการก่อตั้งทีม Target Design ที่รวมเอานักออกแบบชาวเยอรมันหลายคนไว้ด้วยกัน มาออกแบบโมเดลใหม่ ซึ่งทางทีม Target Design ก็ออกแบบโมเดลใหม่หลายโมเดลด้วยกัน เริ่มที่ ED-1 รถต้นแบบที่มีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 650 ซีซี ที่มีความเป็นสปอร์ตอยู่มาก ซึ่งทาง Suzuki ญี่ปุ่นก็เห็นดีเห็นงาม แต่ก็ยังไม่พอ ยังมีการออกแบบเพิ่มเติมเป็นเจ้า ED-2 ที่มีพื้นฐานมาจาก GSX1100 ซึ่งต่อมาก็กลายเป็น GSX1100S ในภายหลัง ซึ่งไอ้ขั้นตอนการออกแบบ พัฒนาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลายๆ ครั้ง มันไปเหมือนกับขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากของการสร้างดาบคาตานะหรือดาบซามูไรที่เรารู้จักมักคุ้นกันดีพอดี ซึ่งก็คือขั้นตอนการตีทบของการตีดาบ ซึ่งใช้เวลาตีดาบนานและทบซ้ำหลายครั้งจนได้ดาบที่มีความแข็งแรงและคมกว่าดาบประเภทอื่นๆ ที่คนทั่วโลกต่างยอมรับ แต่โมเดลที่ได้รับการผลิตขายจริงๆ และประสบความสำเร็จหลังจากนั้นก็มีรถในพิกัด 650 และ 550 ที่ได้รับความนิยมมากๆ และชื่อ Katana ก็ยิ่งเป็นที่จดจำมากขึ้นจาก Katana 750SE ที่มีไฟหน้าแบบป็อปอัพ ซึ่งดูล้ำสมัยกว่าใคร จนได้รับความนิยม ไม่พอยังมีสมรรถนะที่เหนือกว่าคู่แข่งจากค่ายอื่นๆ อีกด้วย การันตีความเป็นตำนานได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามชื่อ Katana ก็ค่อยๆ หายหลังจากปี 2006 กระทั่งมาปี 2019 Suzuki ก็นำตำนานนี้กลับมาเขียนใหม่ให้โลดแล่นอีกครั้ง Suzuki Katana 2020 Katana คันใหม่ล่าสุดคันนี้มีพื้นฐานมาจาก GSX-S1000F และใช้เครื่องยนต์ของ GSX-R1000 K5 โดยหันกลับไปใช้ดีไซน์แบบดั้งเดิมของโมเดล Katana ในปี 1981 เพื่อเป็นการให้เกียรติและยกย่องทีมออกแบบ หล่อเท่ ไร้กาลเวลา Katana คันใหม่นี้มีดีไซน์มีเส้นสายที่เฉียบคมตามแบบของดาบคาตานะมากขึ้น มีการผสมผสานเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับดีไซน์ในแบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวรถยังให้กลิ่นอายในแบบของรถต้นฉบับคันดั้งเดิม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกว่าตัวรถนั้นสวยงาม โฉบเฉี่ยว ไม่ตกยุค เป็นดีไซน์ที่ไร้ซึ่งกาลเวลา เป็นเหมือนงานศิลปะที่ไบค์เกอร์สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก โดยด้านหน้าเห็นแว้บเดียวก็รับรู้ได้ว่ามันคือ Katana มีเอกลักษณ์ คงกลิ่นอายของตำนานไว้ มีดีไซน์ในหลายๆ ส่วนตามแบบสมัยใหม่ แต่ก็ผสานลงไปในตัวรถได้อย่างลงตัว ด้านหน้าในส่วนของไฟหน้าใช้ LED ซ้อนกันเป็นสองชั้นดีไซน์ให้เป็นทรงเหลี่ยมให้กลิ่นอายคลาสสิคแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์เลย ถัดเข้ามาก็ใช้เรือนไมล์แบบดิจิตอลสวยงาม บอกข้อมูลครบถ้วน พร้อมสัญลักษณ์โลโก้ดาบคาตานะไขว้กับตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่าดาบ เล่นเดียวกับเพลทตรงกลางแฮนด์บาร์ที่ทำมาได้สวยงามมีสไตล์ และโดยเฉพาะในส่วนท้ายที่ใช้บังโคลนแบบกันดีดติดกับสวิงอาร์มและเป็นที่ติดตั้งป้ายทะเบียนและไฟเลี้ยว ทำให้ในส่วนของไฟท้ายรถดูโดดเด่น ท่อไอเสียทรงสั้นยกปลายก็มีขนาดกะทัดรัด ดูเข้ากับตัวรถไม่เคอะเขิน สมรรถนะ นอกจากสเน่ห์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของเจ้าตำนานบทใหม่คันนี้แล้ว สมรรถนะก็เป็นอีกจุดนึงที่มองข้ามไปไม่ได้ มันใช้ขุมกำลัง 4 สูบ 999 ซีซีของ GSX-R1000 K5 หรือเรียกสั้นๆ ติดปากว่า K5 ทุกคนต่างก็รับรู้และยอมรับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะดีและทนทาน เป็นอีกตำนานของ Suzuki ที่เคยช่วยให้ค่ายจอมพลังค่ายนี้คว้าแชมป์หลายรายการมาแล้ว ตัวเครื่องนี้มีจุดเด่นที่ให้การตอบสนองต่อคันเร่งที่ฉับไว แต่ก็มีความนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก ดีไซน์ช่วงชักที่ยาวของเครื่องยนต์บล็อกนี้นั้นให้กำลังแรงม้าและแรงบิดที่ดีตั้งแต่ในรอบต่ำถึงรอบกลาง เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนน แต่ก็ไม่ละทิ้งความเร็วในช่วงปลาย เฟรมที่ทางค่ายเลือกใช้เป็นเฟรมอะลูมิเนียมอัลลอยแบบทวินสปาร์น้ำหนักเบา ซึ่งเด่นเรื่องความแม่นยำในการควบคุมรถ และความแข็งแรงทนทาน ช่วยเพิ่มความเสถียรให้ในการขับขี่ ช่วงล่างที่ให้มาด้านหน้ามีการปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังแม้จะปรับแต่งได้ไม่ครบทุกค่า แต่ก็เพียงพอที่จะปรับเซ็ตให้เข้ากับน้ำหนักของผู้ขับและสไตล์การขับขี่ของเจ้าของได้ดี ซึ่งก็จะช่วยเพิ่มการยึดเกาะและฟีลลิ่งการตอบสนองเวลาขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบเบรกที่ให้มาด้านหน้าจัดเต็มด้วยคาลิเปอร์เบรกจาก Brembo ด้านหลังจาก Nissin พร้อมระบบ ABS จาก Bosch ซึ่งก็เพียงพอที่จะหยุดพละกำลังของเจ้าเข้คันใหม่นี้ ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้นครับ ในส่วนของฟีลลิ่งการขับขี่นั้น เป็นรถที่มีกำลังดี ช่วยให้เร่งแซงได้ดี อีกทั้งยังขับขี่ได้ง่ายและสบายด้วยการที่เป็นรถสไตล์ฮาล์ฟแฟริ่งหรือกึ่งเน็กเก็ต มีแฮนด์บาร์ที่กว้างและสูงขึ้นมา เบาะนั่งเพรียวกระชับ ให้ท่านั่งหลังตรงซึ่งช่วยให้ขับขี่ทางไกลหรือระยะเวลานานๆ ได้เมื่อยล้าแบบรถสปอร์ต แต่ก็เป็นรถที่ดีให้ความคล่องตัวบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี

Yamaha YZF-R1 2020 อัพเกรดความซิ่งด้วยความล้ำ Yamaha YZF-R1 โมเดลรหัสนี้มีอายุอานาม 20 กว่าปีแล้วที่ Yamaha มี YZF-R1 เป็นเรือธงในส่วนของซูเปอร์ไบค์ หรือสปอร์ตไบค์พิกัด 1,000 ซีซี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2008 มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบัน และคราวนี้ก็เป็นอีกครั้งที่มีการอัพเดตปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่มองผ่านๆ อาจจะไม่มากมายอะไรนัก แต่หากสังเกตให้ลึกลงไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของโมเดล 2020 ก็จัดว่าเป็นเมเจอร์เชนจ์หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยก็ว่าได้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงหน้าตาหรือรูปโฉมแต่เพียงอย่างเดียว ทรงซิ่ง เริ่มกันที่หน้าตารูปโฉมภายนอกกันก่อนดีกว่าครับ แน่นอนว่าลวดลายกราฟฟิกนั้นใหม่อยู่แล้ว แต่ตอนแรกคิดว่ามีชิ้นแฟริ่งตรงด้านหน้าถังน้ำมันเพิ่มเข้ามาเพียงอย่างเดียว ไฟหน้าก็ยังไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง แต่พอเห็นตัวจริง ผมถึงได้เห็นถึงความแตกต่าง เรียกได้ว่าแทบจะเปลี่ยนหมดเลย ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือแฟริ่งหน้าและไฟหน้าครับ แฟริ่งหน้ามีความดุดันมากขึ้นมาในสไตล์เดียวกันกับ Yamaha M1 หรือรถแข่ง MotoGP ของทางค่าย ไฟหน้าก็ถูกออกแบบใหม่ย้ายตำแหน่งให้ต่ำลงมากว่าเดิม มิติลวดลายภายนอกมีการเพิ่มรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เข้าไป ทำให้ดูหรูขึ้น มีการปรับแต่งช่องลมต่างๆ รวมถึงชิลด์หน้าที่สูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเก่า รวมถึงแฟริ่งด้านข้างที่ออกแบบมาให้เนียนเป็นชิ้นเดียวกับถังน้ำมันอลูมิเนียมน้ำหนักเบา เพื่อให้แอโรไดนามิกส์ดีขึ้น ซึ่งทางค่ายก็บอกว่าดีขึ้น 5% แถมมีบางคนบอกกับผมว่ามันดูคล้ายๆ กับ R6 ด้วย ซึ่งสำหรับผมแล้วโดยรวมนับว่าสวยขึ้นกว่าเดิมเมื่อเทียบกับโมเดลเดิม จากการที่มีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มเข้ามาครับ เครื่องเดิมแต่แรงขึ้น เครื่องยังคงเป็นเครื่องครอสเพลน 4 สูบเรียงขนาด 998 ซีซีเช่นเดิม (ซึ่งโดดเด่นกว่า 4 สูบเรียงทั่วๆ ไปจากการที่ให้กำลังแรงบิดที่สมู้ทกว่า เนื่องจากองศาการจุดระเบิดที่ต่างออกไป) เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนภายในใหม่เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้ดีขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือมีการออกแบบฝาสูบ หัวฉีด กระเดื่องกดวาล์วและโปรไฟล์ของเพลาข้อเหวี่ยงใหม่ ให้การทำงานของวาล์วที่รอบสูงๆ เสถียรมากขึ้น จนตอนนี้ให้กำลังแรง 200 ม้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของฝั่งไอดีที่เมื่อควบรวมกับฝาสูบและตำแหน่งหัวฉีดใหม่แล้ว ช่วยให้เครื่องยนต์นั้นเผาไหม้ได้ดียิ่งขึ้นและทำงานได้เต็มสมรรถนะยิ่งขึ้น และเมื่อรวมกับระบบไอเสียใหม่ที่มีคาตาไลเซอร์ 4 ตัวแล้วยังช่วยให้เสียงเงียบขึ้นและยังทำให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วย ช่วงล่างใหม่ดีกว่าเดิม หลายๆ ส่วนในช่วงล่างนั้นเหมือนเดิม เพราะดีอยู่แล้ว เช่น ล้อเดิม เพราะเป็นแม็กนีเซียมซึ่งดีอยู่แล้ว และดีกว่าบางค่าย ที่เป็นเพียงล้ออลูมิเนียม และไม่ได้มีแค่ใน R1M ด้วย R1 ธรรมดาก็มี ส่วนสวิงอาร์มก็ใช้แบบเดียวกับ R1M เหมือนกันแต่ปัดเงาเป็นสีเงิน ส่วนที่เปลี่ยนใหม่นั้นก็มี เช่นในส่วนของยางดีกว่าเดิมเล็กน้อย เปลี่ยนมาใช้ Bridgestone ซึ่งดีกว่าเดิม แต่ยังมีอาการสไลด์อยู่บ้างเหมือนกันถ้าเปิดแรงๆ แต่ระบบของรถก็ช่วยได้อยู่ และก็จะมีในเรื่องของระบบกันสะเทือนจะมาเป็นของ KYB ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับปรับแต่งได้ทุกค่า ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คหลังเดี่ยวทำงานร่วมกับกระเดื่องทดแรง ซึ่งปรับแต่งได้ทุกค่าเช่นกัน ส่วนกรณีของ R1M ก็จะเป็นโช้คไฟฟ้าของ Ohlins มาทั้งระบบ อีกส่วนนึงคือระบบเบรก แม้จะไม่ได้จัดเต็มเป็น Brembo แต่ตัวคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์ที่ให้มาก็เป็นโมโนบล็อกทั้ง R1 และ R1M อาจจะด้อยกว่าแบรนด์ดังที่ขนาดลูกสูบเบรกอาจจะเล็กกว่า หากเทียบค่ายยุโรปอาจะมีเสียเปรียบในจุดนี้ แต่ระบบเบรกนี้ใช้งานได้จริง ผมเองก็ใช้ R1 อยู่ ใช้ขี่ถนน ซึ่งก็รู้สึกว่าเบรกนั้นเพียงพอแล้ว แต่ตัวใหม่นี้มีการเปลี่ยนผ้าเบรกเพิ่มเติม ซึ่งก็ช่วยให้เบรกได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบใหม่อย่างเบรกคอนโทรลที่จะทำงานร่วมกับ ABS จาก Bosch ช่วยให้การเบรกหรือลดความเร็วทำได้ดียิ่งขึ้น ช่วยลดอาการลื่นไถลเวลาเบรกหนักๆ หรือว่าเบรกบนพื้นลื่นๆ ทั้งนี้ยังทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ IMU อีกด้วย ลองหวด ผมรู้สึกว่าเจ้า R1 มันขี่ง่าย เลี้ยวเข้าโค้งง่าย เบา ตัวรถเองมีความสูงไม่ต่างจากเดิมมาก สำหรับผมต้องเขย่งนิดหน่อย ท่านั่งนั้นไม่ได้หมอบมากจนเกินไป หากจะนำขี่ถนนใช้ในชีวิตประจำวันก็พอได้ ขี่ในสนามก็โอเค ถังน้ำมันเว้ารับกับคางของหมวกกันน็อกเวลาที่เราหมอบ คือออกแบบมาได้ตอบสนองกับการขับขี่ในแบบสปอร์ตมากกว่า ค่อนไปทางเรซซิ่งค่อนข้างมากเลยทีเดียว ในเรื่องของโหมดการขับขี่นั้นจะคล้ายๆ เดิม แต่มีการแสดงผลเรื่องการเบรกเพิ่มเข้ามาที่หน้าจอสี ช่วงแรกนั้นผมได้ใช้โหมด Power 2 ซึ่งยังไม่แรงสุด เพื่อให้ได้ทำความคุ้นเคยกับตัวรถ วอร์มรถก่อน ซึ่งก็ขี่ได้สบายๆ ไม่กระโชกโฮกฮาก พออีกเซ็กชั่นได้ลองโหมด Power 1 คือโหมดเต็มกำลังแรงเต็มที่ ผมเปิดคันเร่งสัมผัสได้ว่ามีอาการหน้าลอย มีอาการสะบัดเล็กน้อย คิดในใจว่านี่ขนาดท่อเดิมยังรู้สึกว่ามันวิ่งได้ดี ตอนผมซัดทางตรงมี 270 – 280 เลย ตอนแรกขี่ท่อเดิมคิดว่ามันไม่เร็วมาก แต่พอมาดูความเร็วจริงๆ มันกลับเร็วกว่าที่คิดเยอะเลย น่าเสียดายที่ได้ขี่แต่ละเซ็กชั่นน้อยไปหน่อย ทำให้เทียบฟีลลิ่งยากนิดนึง แต่โชคดีที่ผมเองก็เป็นเจ้าของ Yamaha R1 มาก่อน จึงพอจะทำให้จับฟีลลิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น การตอบสนองและฟีลลิ่งของเครื่องยนต์เองก็ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับ R1 ตัวเก่าที่ผมเคยทดสอบมา