
ทดสอบการใช้งานแบบชีวิตจริง ขับขี่ชิลล์ ๆ ด้วยน้ำมัน 1 ถัง กับ ถนนประเทศสเปนที่มีระยะทางการขับขี่กว่า 200 กิโลเมตร
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ทดสอบการใช้งานแบบชีวิตจริง ขับขี่ชิลล์ ๆ ด้วยน้ำมัน 1 ถัง กับ ถนนประเทศสเปนที่มีระยะทางการขับขี่กว่า 200 กิโลเมตร

Zontes 368G รีวิว รถขนขิง ฉายาที่ไม่ได้มาง่าย ๆ พร้อมขิงเต็มระบบกับกำลังแรงม้าเกือบ 40 ตัว เทคโนโลยีเต็มระบบ ในราคาเพียง 1.78 แสนเท่านั้น

รีวิว 2025 Honda CBR600RR ตัวตึงสายสปอร์ตไซส์กลาง ฉบับอัปเกรดใหม่ ควิกชิฟ 2 ทาง ปรับ IMU เป็น 6 แกน พร้อมดีไซน์สุดสปอร์ต ในราคา 5.49 แสน

รีวิว Malaguti Madison 150 ช่วงล่างดี บิดสนุก มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร เรียกได้ว่ากระแสตอบรับดีมากเลยทีเดียวสำหรับแบรนด์น้องใหม่ในไทย แม้ว่าจริง ๆ ตัวแบรนด์มาลากูตินั้นมีมานานร่วม 100 ปีแล้วก็ตาม ทว่าก็เพิ่งมาเปิดตัวในไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ทั้งยังเปิดสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียมพิกัด 150 ซีซี ที่เรียกได้ว่าเป็นพิกัดร้อนแรง เป็นพิกัดที่เป็นที่นิยมอีกด้วย แน่นอนว่าทาง SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดที่จะทำการทดสอบ รีวิว Malaguti Madison 150 โมเดลน้องใหม่คันนี้ เอาล่ะ ไปติดตามกันเลยครับว่า เจ้าเมดิสันคันนี้มันเป็นยังไงกันบ้าง หล่อดีมีสไตล์ แน่นอนว่ารูปทรงรูปลักษณ์ต้องเป็นสิ่งแรกเลยที่ไบค์เกอร์หลาย ๆ คนจะตัดสินใจซื้อรถก็มักจะดูในส่วนนี้ก่อนที่จะไปตัดสินใจในส่วนอื่น ๆ สำหรับสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมี่ยมคันนี้ ผมบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นรถในคลาส 150 ซีซี ที่มีการดีไซน์ออกมาได้สวย ลงตัว มีกลิ่นอายดีไซน์ของตะวันตกอยู่เต็มที่ โดยส่วนที่โดดเด่นที่สุดเลยก็จะเป็นในส่วนของไฟหน้าและไฟท้ายที่มีการดีไซน์ให้ออกไปในแนวสปอร์ต มีการใช้ Day Time Running light ยิ่งไปกว่านั้น ในส่วนของไฟท้ายดีไซน์มาคล้าย ๆ ของรถซุปเปอร์คาร์ เส้นสายสวยงามดูลงตัวมากยิ่งขึ้น และระบบส่องสว่างทั้งคันเป็นแบบ Full LED เด่น สว่างชัดเจน ต่อมาเรามาดูถึงตัวเรือนไมล์ที่เป็นแบบ Full Digital LCD ดีไซน์มาได้สวยงาม แบ่งสัดส่วนออกมาได้เป็นอย่างดี ดูง่าย ล้ำสมัย พร้อมฟังก์ชั่นการเตือน และสถานะต่างๆของตัวรถแบบครบครัน ในส่วนสุดท้ายที่รู้สึกว่าถูกใจเป็นเป็นอย่างมากเลย นั่นก็คือ สีสันของรถคันนี้ที่ดูมิกซ์แอนด์แม็ตซ์มาได้ลงตัวมาก ๆ การเลือกใช้เฉดสีเขียวด้าน ควบคู่กันในส่วนของชิ้นดำเทา ตัดกับแฟริ่งคอนโซลแบบชิ้นเงา พร้อมกับทำสีล้อเป็นสีน้ำตาลไหม้มาให้จากโรงงาน ทำให้ดูสวยลงตัว ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น โดยรวมในส่วนของดีไซน์ ผมให้เป็นสกู๊ตเตอร์ที่หล่อเหลาเอาเรื่องเลยทีเดียว เครื่องยนต์ ไม่เหมือนใคร ดีไซน์อิตาลี สำหรับเรื่องเครื่องยนต์นั้นจะออกแบบโดยใช้วิศวกรจากจากทางอิตาลี แต่ผลิตเครื่องยนต์ในเวียดนาม ไม่ได้นำเครื่องจากแบรนด์อื่นมาใช้ ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นกังวลในส่วนนี้ อย่างที่ในโซเชียลเป็นกังวลกัน โดยมีการเลือกใช้ระบบหัวฉีดจาก Bosch โดยเครื่องจะเป็นเครื่องแบบ 1 สูบ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน ให้ฟีลลิ่งช่วงต้นและกลางได้ดีเลยทีเดียว ในช่วงย่านความเร็ว 40-80 กม./ชม. ความเร็วลอยตัวแล้วเร่งแซง ตอบสนองคันเร่งได้ดี มั่นใจได้ ในส่วนของความเร็วปลายนั้น โดยทางเราสามารถทดสอบทำ Top speed หรือความเร็วสูงสุดได้มากถึง 129 กม./ชม. เลยทีเดียว ซึ่งอันนี้ก็ขึ้นอยู่ปัจจัยและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย เช่น ทิศทางลม น้ำหนักคนขี่ สภาพความชันของถนน เป็นต้น เรามาพูดถึงในส่วนของความประหยัดกันบ้าง เพราะทางโรงงานเคลมมาเลยว่า สามารถทำได้ถึง 40 กิโลเมตร ต่อ 1 ลิตร เทียบกันแบบง่าย ๆ ถ้ารถคันนี้วิ่งแบบน้ำมันเต็มถัง 10 ลิตร สามารถวิ่งได้ถึง 400 กิโมเมตรลเลยทีเดียวถือว่าเยอะมากถ้าเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน อันนี้ถูกใจสายเดินทางไกลกับตอบโจทย์ยุคน้ำมันแพงอย่างในตอนนี้แน่นอน สำหรับฟีลลิ่งเครื่องยนต์บอกได้เลย ว่าตอบสนองคันเร่งดี ในช่วงรอบต้นและกลาง สามารถให้ฟีลลิ่งที่ปรู๊ดป๊าด ขี่สนุก ถูกใจวัยรุ่นอิตาลีแน่นอน ขี่ง่ายนั่งสบาย ตัวรถมีท่านั่งที่ออกแบบตำแหน่งต่าง ๆ มาได้ดี ขนาดเบาะนั่งไม่ใหญ่จนเกินไป เวลานั่งรู้สึกได้ว่าดีไซน์ปีกเบาะมาได้ลงตัว นั่งแล้วไม่ต้องกางขามาก ในส่วนของตัวแฮนด์บาร์ก็มีขนาดที่ไม่กว้างมากจนเกินไป บังคับเลี้ยวง่าย ทำให้คล่องตัวเวลาเลี้ยวรถ หรือช่วงที่ต้องขยับตัวในการซอกแซกในเมือง ตำแหน่งการวางเท้าก็สามารถวางเท้าได้ สองแบบ แบบแรกวางเท้าปกติ ในท่านั่งทั่ว ๆ ไป ระยะกำลังดีไม่ต้องชันหัวเข่าขึ้นมามากจนเกินไป แบบที่สองคือวางเท้าโดยยื่นเท้าออกไปทางด้านหน้า ตรงนี้ก็ถือว่าทำได้เหมาะสำหรับการออกทริปเดินทางไกล ๆ สามารถยืดเหยียดแก้เมื่อยได้ดี ในส่วนของท่านั่งการขับขี่ ถือว่าทำการบ้านมาได้ดี เหมาะสำหรับคนเอเชีย ขี่ง่าย คล่องตัว ใช้งานในเมืองได้สบาย ๆ เลย ช่วงล่างดีโดนใจสายสปอร์ต ในส่วนของช่วงล่างคันนี้ เดิมโรงงานถือว่าให้ฟีลลิ่งที่ดีผิดคาดเลย รู้สึกได้ถึงความคล่องตัวเวลาเลี้ยว มั่นใจเลยทีเดียว เวลาพลิกรถในโค้งช่วงความเร็วสูง ๆ ทำได้ดี ตรงนี้คิดว่ามาจากโช้คอัพส่วนนึงแล้วก็ในส่วนของตัวยางที่มีหน้ายางที่กว้าง ทำให้เวลาเลี้ยว มีฟีลลิ่งสปอร์ตเลยละ ส่วนโช้คอัพด้านหลังก็สามารถปรับค่าสปริงได้ 5 ระดับตามความต้องการ ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน โดยสามารถปรับได้เอง ถือว่าดีเลยตรงนี้ มาพูดในส่วนของระบบเบรกกันหน่อย ระบบเบรกที่ติดมาให้ในคันนี้เป็นแบบดิสก์เบรกขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาพร้อมเทคโนโลยีระบบเบรก CBS หรือคอมบายเบรก หรือระบบกระจายแรงเบรก ระบบตรงนี้ช่วยได้เยอะเลย

Nolan N60-6 ปรับปรุงใหม่ ปลอดภัยยิ่งขึ้น การันตีด้วยมาตรฐาน ECE 22.06 กลับมาอีกครั้งกับการแนะนำอุปกรณ์สำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์หรือไรดิ้งเกียร์มาแนะนำกันอีกแล้วครับ ทว่าคราวนี้ก็ยังคงอยู่กับหมวกกันน็อกสัญชาติอิตาลีเช่นเดิม Nolan N60-6 หมวกกันน็อกแบบฟูลเฟซหรือเต็มใบระดับเริ่มต้น สำหรับรุ่นนี้แม้ว่าจะเป็นหมวกเกรดรองลงมาจาก N80-8 ที่เราเคยนำเสนอไปแล้ว แต่ความปลอดภัยก็เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างกันเพราะผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 เช่นเดียวกัน หมวกรุ่นนี้เชลล์หมวกทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา แม้จะไม่เบามากเท่ากับคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ก็จะได้เรื่องราคาที่เป็นมิตรมากกว่า ตัวหมวกมีมุมมองกว้างให้ทัศนวิสัยที่ดี จากไวเซอร์หรือชิลด์หน้ามีขนาดใหญ่ กว้างและยังสามารถป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี และยังสามารถติดตั้ง Pinlock หรือแผ่นกันฝ้าได้อีกด้วย ซึ่งจะเหมาะกับการขับขี่เวลาอากาศหนาวเย็นหรือฝนตก ตัวหมวกยังมีระบบระบายอากาศที่ใช้เทคโนโลยี Airbooster Technology รับอากาศเย็นจากภายนอกตัวหมวกเข้าสู่ด้านในและดึงอากาศร้อนจากภายในหมวกออกไป ทำให้ใส่ได้สบายไม่อบอ้าว ซึ่งทำงานร่วมกับตัวนวมหมวกด้านในด้วย ด้านในตัวหมวกมีแว่นกันแดดภายในป้องกันรังสี UV400 ได้ ส่วนนวมหมวกภายในออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่ใส่แว่นตา ทำให้ไม่หนีบขาแว่น ใส่แล้วไม่เจ็บตอบโจทย์คนมีปัญหาสายตาได้ดี เนื้อผ้าของนวมหมวกยังมีเทคโนโลยี Clima Comfort ทอด้วยเส้นใยพิเศษที่ช่วยให้เย็นสบาย ทั้งยังรักสิ่งแวดล้อมด้วยการใช้เส้นใยไนลอนมารีไซเคิลและผลิตขึ้นมาใหม่ โดยนวมหมวกสามารถถอดซักได้ แต่ไม่มีระบบถอดฉุกเฉินเวลาเกิดอุบัติเหตุ ส่วนสายรัดคางนั้นจะเป็นแบบดับเบิ้ลดีริง ให้ความปลอดภัยสูง แม้ว่าจะใช้งานได้ยากเย็นสักหน่อยหากไม่คุ้นเคย สุดท้ายนี้ตัวหมวกนั้นมีน้ำหนักเบาเพียง 1,390 +/- 50 กรัม มีเชลล์ไซส์ให้เลือก 2 ขนาด คือขนาด XXS-M และ L-XXL คือขนาดที่ละเอียดเพิ่มเข้าไปนั่นจะแตกต่างกันที่ตัวนวมหมวกด้านนั่นเอง และสำหรับราคานั้นจะอยู่ที่ 7,200 บาทสำหรับสีพื้น ส่วนลายกราฟิกอยู่ที่ 7,900 บาท เท่านั้น พร้อมฟรีแผ่นกันฝ้าและแผ่นกันลมย้อนในกล่องอีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

รีวิว Wave LED ตัวใหม่ ประหยัดจริง หรือแค่คำคุย? สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นการ รีวิว Wave LED ตัวใหม่หรือเจ้า Honda Wave125i โมเดลใหม่ล่าสุด โดยทาง SuperBike Thailand ได้นำมาทดสอบขับขี่ใช้งานจริง ๆ ไม่ใช่แบบว่าขี่ช้า ๆ เพื่อปั้นตัวเลขให้ประหยัด โดยการทดสอบของเรานั้นคือการใช้งานบนถนนจริง ๆ ขี่ท่องเที่ยว ซ้อนสองถ่ายงาน ขี่กันยาว ๆ หรือแม้แต่บิดหนีฝนแบบสุดชีวิต จนกระทั่งน้ำมันที่เติมไว้เต็มหมดถัง เพื่อให้รู้กันไปเลยว่าประหยัดจริง หรือแค่คำคุย ทรงสวยทันสมัย สำหรับ เวฟ125ไอ ใคร ๆ ต่างก็รู้มันคือรถรุ่นยอดนิยม โดยโฉมนี้มาพร้อมกับไฟหน้า LED สว่างโดดเด่น มาพร้อมไฟหรี่ที่แฟริ่งด้านหน้าแบบบิลต์อินเข้าไปในชุดสี ทำให้ดูดีมีมิติของตัวรถที่สวยมากยิ่งขึ้น คอนโซลแบบทูโทน 2 สี พร้อมกับการเล่นสีที่ตัวเบาะ ทำให้ดูสวยยิ่งขึ้น ในส่วนของเรือนไมล์มาในรูปแบบเข็มอนาล็อก ดูสวยเด่น มีไฟแสดงสถานะต่าง ๆ ของตัวรถ เช่น ไฟเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว ไฟสูง พร้อมกับเลขบอกเกียร์ ที่แผงหน้าปัดดูง่ายสะดวก ชัดเจน มือใหม่เองก็ขี่ได้ง่าย ถูกใจแน่นอน ทนทานหายห่วง โมเดลนี้ยังคงใช้เครื่องยนต์ 1 สูบ 125 ซีซี พร้อมหัวฉีด PGM-Fi เทคโนโลยีแห่งความประหยัดน้ำมันจากค่ายปีกนก มาพร้อมเกียร์ วน 4 สปีด N-1-2-3-4 ขับขี่ได้ง่าย ไม่ต้องกำคลัตช์ เรียกว่ามือใหม่ก็ใช้งานได้ไม่ยาก ในส่วนระบบขับเคลื่อนส่งกำลังเป็นระบบโซ่และสเตอร์พร้อมมีตัวครอบหรือบังโซ่ ก็ยิ่งทำให้ดูแลรักษาง่ายต้นทุนต่ำ ประหยัดเงินยิ่งขึ้นไปอีก ช่วงล่างเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ในส่วนของช่วงล่างก็ไม่ได้หวือหวาอะไร เป็นมาตรฐานของรถครอบครัวทั่วไป โดยจะมีโช้คอัพหน้าแบบเทเลสโคปิค ด้านหลังก็จะเป็นโช้คอัพคู่แบบสปริงเกลียว ยึดติดแบบให้ตัวได้กับสวิงอาร์ม สำหรับในส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าเป็นแบบดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก ด้านหลังเป็นแบบดรัมเบรก ซึ่งเพียงพอกับรถสไตล์นี้ ขณะที่ตัวล้อเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 17 นิ้ว มีดีไซน์ก้านแม็กซ์ 5 ก้าน ทนทาน สวยงาม ใช้งานได้ดี (เฉพาะรุ่นท็อป) สะดวกด้วยสตาร์ทมือ แน่นอนว่ายุคนี้เทคโนโลยีก้าวไกลไปมากแล้ว สำหรับโมเดลนี้ก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอย่างระบบสตาร์ทมือมาให้ ทั้ง ๆ ที่ราคารถก็ไม่ได้แพงเลย ทำให้ใช้งานง่าย และไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่หมดจะสตาร์ทได้ไหม เพราะว่าฮอนด้ายังใส่คันสตาร์ทเท้าติดรถมาให้ด้วย แบบว่าหายห่วงแน่นอน ฟีลลิ่งหลังลองขี่แบบจริงจัง ทำไมต้องจริงจัง ทำไมต้องซีเรียส แน่นอนครับ เราไม่ได้ทดสอบแบบ ซิตี้ไบค์ทั่ว ๆ หรือรถครอบครัวที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปซื้อแกงอะไรแบบนั้น แต่เราเอาซิตี้ไบค์คันนี้มาขับขี่แบบสไตล์ทัวริ่ง ออกทริปเดินทางท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริป (One Day Trip) กทม – กาญจนบุรี ระยะทางไปกลับราว ๆ 300 กิโลเมตร โดยเป้าหมายของเราวันนี้ คือ ไปชมวิวสะพานข้ามแม่น้ำแคว และไปชมวิวทิวทัศน์แถววัดถ้ำเสือ ไปแบบสบาย ๆ ตามใจพาไป มีหนักคันเร่งบ้างเบาบ้างตามสถานการณ์ พูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อน แน่นอน คันนี้คือรถใช้งานในเมือง ใช้สอยตามวาระตามโอกาส มีความอเนกประสงค์ในตัว แต่ด้วยดีไซน์ของตำแหน่งท่านั่งแบบรถครอบครัว ทำให้การขับขี่ในเมืองมีความคล่องตัว แม้กระทั่งมีคนซ้อนก็ยังขับขี่ได้ง่าย คล่องแคล่ว แต่ถ้าเอามาขับขี่ออกทริปเดินทาง อาจจะมีความปวดเมื่อยอยู่บ้าง แต่ก็ยังถือว่าทำได้ดีในระดับนึง แต่ก็ยังไม่สุด ถือว่าพอใช้ได้ ขี่เพลิน ๆ ก็โอเค พอไหว ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ ช่วงออกตัว เกียร์ 1-3 ทำได้ดีเลยทีเดียว ส่วนเกียร์ 4 เป็นเกียร์ที่จะมาช่วยผ่อนรอบเครื่องให้เบา ประหยัดน้ำมันมากขึ้นจนรู้สึกได้ ส่วนความทนทาน เรื่องนี้แน่นอนผมการันตีให้ได้ เพราะว่าเราแช่ยาว ๆ 60-70 กิโลเมตร เส้นบางเลน กำแพงแสน แบบเต็มพิกัดรถ น้ำหนักผมเองก็ไม่เบาด้วย แน่นอนว่าไม่มีเสียง อาการหรือความเสียหายใด ๆ ทั้งนั้น แถมเดินทางไป-กลับวันเดียวก็ราวๆ 300 กิโลเมตร สบาย ๆ ทนทาน อึด ถึก ทน ใช้คุ้ม สมกับที่ครองใจคนไทยมาได้อย่างยาวนานจริง ๆ ขอเสริมส่วนนี้อีกนิดว่าถ้าเราสร้างความเคยชินกับคันนี้แล้ว การเพิ่มลดเกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็ว ก็จะยิ่งช่วยให้การขับขี่ดีขึ้น สมรรถนะเครื่องยนต์และเกียร์สอดคล้องกันได้ดีกว่าตอนเพิ่งเริ่มขับ แน่นอนว่าก็จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้นอีกด้วย ในส่วนของช่วงล่าง

Nolan N80-8 หมวกดี ราคาเบา มากลูกเล่น แถมผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 ครั้งนี้เรามีหมวกกันน็อกสัญชาติอิตาลีรุ่นใหม่มาแนะนำ ซึ่งก็คือเจ้า Nolan N80-8 เป็นหมวกแบบฟูลเฟซหรือว่าเต็มใบนั่นเอง เป็นหมวกในระดับกลาง ๆ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือจะใช้ขับขี่ในวันแทร็กเดย์ก็ได้ไม่เคอะเขิน หมวกรุ่นนี้จะมีเชลล์หมวกทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนตที่มีความแข็งแรง แต่ก็มีน้ำหนักเบานะครับ แม้จะไม่เบาเท่าหมวกคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ก็จะมีดีที่ราคาย่อมเยากว่า ตัวหมวกมีมุมมองกว้างให้ทัศนวิสัยที่ดี จากการที่ตัวไวเซอร์หน้ามีขนาดใหญ่ กว้างและป้องกันรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงสามารถถอด ประกอบได้ง่ายรวดเร็ว สะดวกต่อการเปลี่ยนหรือถอดล้างทำความสะอาด และที่สำคัญสามารถติดตั้ง Pinlock หรือแผ่นกันฝ้าได้ ตัวหมวกยังมีการออกแบบระบบระบายอากาศแบบ Airbooster Technology ที่ทางค่ายเคลมมาว่าจะดึงอากาศผ่านช่องลมด้านบนและไหลเวียนเข้าสู่ด้านในเพื่อระบายความร้อนภายใน ให้ความสบายเวลาสวมใส่มากยิ่งขึ้น ภายในหมวกมีแว่นกันแดดช่วยป้องกันดวงตาคุณจากแสงแดดและรังสี UV หรือถ้าคุณต้องใส่แว่นสายตา หมวกใบนี้ก็มีการออกแบบนวมหมวกมาให้รองรับการใส่แว่นตา สามารถใส่แว่นตาได้สบายไม่เจ็บ ส่วนตัวระบบสายรัดคางนั้นจะเป็นแบบดับเบิ้ลดีริง (เฉพาะไทยเท่านั้น) ซึ่งแรก ๆ จะใช้ยากสักหน่อย แต่ถ้าชำนาญแล้วจะปลอดภัยมากกว่าแบบอื่น ๆ นวมหมวกใช้เส้นใยแบบ Clima Comfort สวมใส่ได้กระชับเข้ากับรูปหน้า ทั้งยังมีครีบนวมหมวกรอบคอเพิ่มเข้ามาช่วยป้องกันเสียงลมเข้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถถอดซักได้ ตัวนวมยังมีระบบปลดนวมหมวกฉุกเฉินในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้สามารถได้รับการปฐมพยาบาลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการเว้นช่องไว้รองรับการติดตั้งบลูทูธ N-COM อีกด้วย ซับในหมวกออกแบบมาให้เป็นโครงสร้างแบบตาข่ายช่วยให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น เมื่อร่วมกับช่องลมที่ออกแบบเป็นอย่างดี ทำให้สามารถไล่อากาศร้อนและความชื้นออกจากตัวนวมหมวกได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้นวมหมวกยังมีระบบ LPC หรือ Liner Positioning Control ช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งซับในหมวกให้เข้ากับศีรษะของผู้ใส่ได้ดียิ่งขึ้น และทีเด็ดของหมวกใบนี้คือเป็นหมวก 1 ใน 3 ใบแรกที่ผ่านมาตรฐาน ECE 22.06 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของทางยุโรปที่มีความเข้มงวดในการทดสอบความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยมีการทดสอบอุปกรณ์ส่วนควบที่มีในหมวกด้วย รวมไปถึงยังเพิ่มการทดสอบการกระแทกในมุมอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกด้วย และแม้ว่าจะต้องออกแบบให้แข็งแรงเพียงใด ออปชันเยอะขนาดไหน ตัวหมวกทั้งใบยังมีน้ำหนักเพียง 1,400 กรัมเท่านั้น สุดท้ายนี้สนนราคาค่าตัวนั้นจะมีอยู่ 2 ราคาด้วยกัน คือ 7,900 บาทสำหรับหมวกสีพื้นและ 8,900 บาทสำหรับหมวกลายกราฟิก ก็ถือว่าเป็นหมวกโมเดลราคากลาง ๆ ที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว เนื่องจากน้ำหนักก็ไม่ได้มากมายอะไร แม้ว่าจะมาพร้อมออปชันหรือลูกเล่นเพียบ พร้อมความปลอดภัยที่มากกว่าอีกด้วยครับ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ https://www.facebook.com/Nolanthailand ได้เลยครับ

ทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022 จากนิตยสารเยอรมัน ตัวไหนดีมีคำตอบ เมื่อไม่นานมานี้ทางนิตยสาร Motorrad ก็ได้ทำการทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตตัวท็อปจาก 6 แบรนด์ยางชั้นนำ เพื่อให้รู้กันไปว่า ทดสอบยางซูเปอร์สปอร์ตปี 2022 แล้วผลที่ออกมานั้นใครจะได้เป็นยางซูเปอร์สปอร์ตที่ดีที่สุด สำหรับการทดสอบนั้นมีการทดสอบกับรถ Yamaha YZF-R1 6 คัน โดยมีนักทดสอบ 6 คน โดยยางทั้งหมดจะเป็นไซส์เดียวกัน เติมลมยางมาตรฐานตามคู่มือรถเท่ากันทุกคัน และจะทดสอบทั้งบนถนนจริงและในสนามแข่ง ทั้งทางเปียกและทางแห้ง โดยกินระยะทางการทดสอบกว่า 2,000 กม. และให้คะแนนในแต่ละการทดสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ทดสอบบนถนน, ทดสอบในสนาม, ทดสอบทางเปียก และความทนทาน ด้านละ 100 คะแนน รวมคะแนนเต็ม 400 คะแนน โดยยางที่นำมาร่วมทดสอบจะมี 6 รุ่นจาก 6 แบรนด์ดังนี้ Bridgestone Battlax Hypersport S22 Continental ContiSportAttack 4 Dunlop SportSmart MK3 Metzeler Sportec M9 RR Michelin Power 5 Pirelli Diablo Rosso IV *ยางที่ทดสอบจะเป็นยางขนาด 120/70 ZR17 และ 190/55 ZR17 ทดสอบบนถนน เคยเห็นนักวิ่งที่ก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวแล้วก็วิ่ง 100 เมตรแล้วสามารถทำสถิติที่ดีได้ทันทีเลยมั้ยครับ แน่นอนว่ายางมอเตอร์ไซค์เองก็เป็นเช่นเดียวกัน ยางนั้นก็ต้องการการวอร์มอัพที่เหมาะสมไม่ต่างอะไรกันนักวิ่ง ดังนั้นในการทดสอบบนถนนนั้นก็จะต้องทำการทดสอบกันยาวนานสักหน่อย เพื่อให้หน้ายางนั้นเริ่มเข้าที่และเราจะได้สมรรถนะยางที่แท้จริง โดยเราขี่ทดสอบออกทริปเดินทางกันไปไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร บนถนนจริง ๆ ที่มีสภาพอากาศหลากหลาย มีทั้งทางตรง ทางโค้ง ทางลาดชันขึ้นลงเขา หลากหลายสภาพถนนที่รวมไปถึงหลุมบ่อและอื่น ๆ สุดท้ายก็จะสลับกันขี่รถจนครบทุกคัน คะแนนการทดสอบบนถนนจริง เกณฑ์ เต็ม Battlax Hypersport S22 ContiSportAttack 4 SportSmart MK3 Sportec M9 RR Power 5 Diablo Rosso IV ยางใหม่ 10 8 9 8 8 9 8 ความคล่องตัว 20 18 16 19 18 20 18 ความแม่นยำ 20 19 17 19 19 20 19 ความนิ่งในโค้ง 10 10 10 10 10 10 10 การยึดเกาะในโค้ง 20 20 20 20 20 20 20 อาการที่ไหล่ยาง 10 9 9 9 9 9 9 การออกตัว 10 9 7 9 9 8 9 รวม 100 93 88 94 93 96 93 สำหรับการทดสอบบนถนนจริงนั้นยางที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือ Michelin Power 5 ตามมาด้วย Dunlop SportSmart MK3 ในขณะที่ Bridgestone Battlax Hypersport S22, Metzeler Sportec M9 RR, Pirelli Diablo Rosso IV ได้คะแนนรวมเท่ากัน และอันดับสุดท้ายเป็นของ Continental ContiSportAttack 4

รีวิว Diablo Rosso IV Corsa ยางหนึบสุดขอบนรกจาก Pirelli ล่าสุดทางเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสเดินทางไปทดสอบ รีวิว Diablo Rosso IV Corsa ยางไฮเปอร์สปอร์ตตัวใหม่ และยังได้มีโอกาสร่วมฉลองครบรอบ 150 ปี ของ Pirelli กันถึงที่ Mugello ประเทศอิตาลีกันเลยทีเดียวครับ หลังจากลงเครื่องที่สนามบิน Mugello พวกเราก็มุ่งตรงต่อไปที่สถานที่จัดงานเปิดตัวยางรุ่นใหม่นี้ในคฤหาสน์สไตล์ยุโรปซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการขนาดย่อมเล่าเรื่องราวความเป็นมาตลอด 150 ปีของ Pirelli ไว้ภายในอีกด้วย ใหม่ยังไง ไม่นานผมก็ได้เข้าฟังการพรีเซนเทชันนำเสนอข้อมูลของตัวยาง แบบสั้นกระชับเข้าเรื่องรวดเร็ว และพอสรุปใจความสั้น ๆ ได้ว่า ยางปีศาจตัวใหม่คันนี้คือการนำ Rosso IV มาปรับเสริมเติมแต่งให้เหมาะกับการขับขี่สไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับทางแห้งมากกว่าเดิม ซึ่งสามารถใช้ยางตัวนี้ตัวเดียวขับขี่ได้ทั้งบนถนนและในสนามแข่งได้สบาย ๆ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีคำว่า Corsa ที่เป็นภาษาอิตาลีแปลเป็นไทยว่า การแข่งขัน มาต่อท้ายชื่อ โดยจุดที่เปลี่ยนแปลงไปจากยางรอสโซ่โฟร์นั้นหลัก ๆ จะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ เรื่องของลายดอกยางและคอมปาวด์ยางหรือเนื้อยางนั่นเอง เรื่องของลายดอกยางนั้นหากสังเกตดี ๆ จะพบว่ามีลายดอกยางที่บริเวณไหล่ยางน้อยลง หากพูดเป็นตัวเลขคือ มีดอกยางน้อยลง 2% เหลือเพียง 8% เมื่อเทียบกับพื้นที่ของหน้ายางทั้งหมด นั่นหมายความว่าตัวยางใหม่นี้จะมีหน้าสัมผัสกับพื้นถนนได้มากขึ้น ทำให้ยางมีการยึดเกาะหรือหนึบมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังแตกต่างกันที่ลายยางตรงกลางอีกด้วย ในส่วนของคอมปาวด์ยางหรือเนื้อยางนั้นก็จะแตกต่างออกไปเช่นกัน โดยยางหน้าจะเป็นแบบดูอัลคอมปาวด์หรือยางสองคอมปาวด์ โดยคอมปาวด์ยางตรงกลางนั้นจะเป็นฟูลซิลิก้า (Full Silica) (ซึ่งตรงส่วนกลางนี้จะกินพื้นที่ 50 เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง) มีเนื้อแข็งกว่าคอมปาวด์ยางด้านข้างทั้งสองข้าง ช่วยให้ใช้งานได้นาน แต่ก็มีความหนึบและความเสถียรที่ดีเมื่อขับขี่ที่ความเร็วสูง ขณะที่เนื้อยางด้านข้างจะเป็นฟูลซิลิก้าเช่นกันแต่จะนุ่มกว่าตรงกลาง และเนื้อยางตรงนี้ยังนุ่มกว่ารอสโซ่โฟร์อีกด้วย ซึ่งก็จะช่วยให้ยางร้อนได้ไว รักษาไลน์ได้ดี และเข้าโค้งได้ดีขึ้น ขณะที่ยางหลังจะเป็นยางดูอัลคอมปาวด์หรือยางสองคอมปาวด์เช่นกัน โดยคอมปาวด์ยางตรงกลาง (ซึ่งตรงส่วนกลางนี้จะกินพื้นที่ 40 เปอร์เซ็นต์ของหน้ายาง) เป็นฟูลซิลิก้าผสมกับเรซิ่นจุดหลอมเหลวสูงเนื้อนุ่มปานกลางช่วยให้ยางร้อนได้ไวในทุกสภาพอากาศ ขณะที่คอมปาวด์ยางด้านข้างที่เหลือจะเป็นคอมปาวด์ SC3 ที่คอมปาวด์จากยางแข่ง เป็นฟูลคาร์บอนแบล็กที่ไม่เพียงแต่หนึบเวลาเข้าโค้งยังช่วยให้สามารถเปิดคันเร่งออกจากโค้งได้อย่างเต็มที่ นอกจากในยางหลังนี้ยังจะมีการเสริมชั้นยางพิเศษด้านล่างเข้าไปซึ่งเจ้าชั้นยางพิเศษนี้มีชื่อเรียกว่า Adaptive Base Compound ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของทาง Pirelli เป็นเนื้อคาร์บอนแบล็กสูตรพิเศษ เมื่ออุณหภูมิต่ำตัวยางชั้นนี้จะทำให้เนื้่อยางด้านบนคงความนุ่มได้ และเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นก็จะนุ่มมากขึ้น ง่าย ๆ คือจะช่วยเพิ่มความเสถียรในทุกช่วงอุณหภูมิยางและเพิ่มฟีลลิ่งหรือช่วยให้จับอาการของยางได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งทางแบรนด์สรุปโดยรวม ๆ แล้วยางใหม่ตัวนี้จะดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เมื่อทดสอบขับขี่ในสนาม จากสนามทดสอบที่ PERGUSA Proving ground ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ องศาการเข้าโค้งทำได้มากขึ้น 2% เร่งได้แรงและเร็วขึ้นจนสร้างแรงจีฟอร์ซได้มากขึ้น 6% เปิดคันเร่งเต็มที่ออกจากโค้งได้มากขึ้น 5% ผลคือเวลาแล็ปดีขึ้น 1.8 วินาที อย่างไรก็ตามทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ทางแบรนด์ยางอิตาลีนำเสนอ โดยเราจะได้ไปทดลองทดสอบกันจริง ๆ ทั้งแบบขี่ถนนและในสนามในรุ่งขึ้นของอีกวันครับ ทดสอบถนนจริง วันรุ่งขึ้นจะมีขับขี่ด้วยกัน 2 รูปแบบคือ ช่วงแรกจะเป็นขับขี่บนถนนจริง เป็นเส้นทางขึ้น-ลงเขาที่เต็มไปด้วยโค้งหลากหลายรูปแบบกินระยะทางร่วม 75 กม.กับทางโค้งซ้ายขวากว่า 140 โค้ง จนผมคิดว่ากะจะให้เมาโค้งกันเลยใช่มั้ยเนี่ย และช่วงที่สองก็คือเข้าไปทดสอบหวดรถกันในสนามระดับโลกอย่าง Circuito Del Mugello กันเลยครับ ซึ่งก็น่าจะตั้งใจให้เราได้ทดสอบรีวิวกันแบบครบถ้วนกันเลย เมื่อถึงเวลาการทดสอบบนถนน แม้ว่าอาจจะทำความเร็วได้ไม่มากนัก เพราะบ้านเขาถนนวิ่งด้านขวา เลยมีความงงเล็กน้อย + กับอากาศเย็น ๆ ประมาณ 15 องศา รถที่เลือกขับขี่ทดสอบบนถนนนั้น แน่นอนผมมาถึงอิตาลีถิ่นกำเนิดของแบรนด์ดัง ๆ อย่าง Ducati และ Aprilia ดังนั้นผมก็เลยเลือกที่จะทดสอบกับรถที่ไม่มีจำหน่ายในไทยอย่าง Energica EGO Tricolorle สเปกพิเศษแทน (แล้วจะเกริ่นมาถึงรถอิตาลีแบรนด์อื่นทำไมฟะ) ซึ่งเจ้าคันที่ผมเลือกนั้นมันคือที่สุดของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ยัดของแต่งมาแน่น แบบแทบจะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มก็หล่อลงตัว เหตุผลที่เลือกคันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเป็นของแปลก แต่ที่เรารู้ ๆ กันว่ามันคือรถไฟฟ้ามีขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะมีจุดเด่นคือมีแรงบิดมหาศาล และมีแรงบิดที่แบบมาทันทีไม่ต้องรอรอบเหมือนรถน้ำมัน และอีกโจทย์สำคัญคือ น้ำหนักตัวรถที่มากถึง 260 กิโลกรัม หนักกว่ารถที่มีพิกัดกำลังใกล้เคียงกันอยู่เกินกว่า 50 โล ซึงถ้าหากยางรับไม่ได้ เปิดหนักต้องปลิ้น ดิ้นดุ๊กดิ๊ก หรือยางไม่กลม โค้งต่อเนื่องไม่ดี และต้องหนืดอย่างแน่นอน เรียกว่าเป็นตัวทดสอบยางที่ดีเลยล่ะครับ โดยยางที่ใส่กับคันนี้จะเป็นยางหน้าขนาด 120/70 ZR17 และหลังขนาด 180/55

รีวิว All New R15M Connected-ABS 2022 อ็อปชันแน่น แรงระดับท็อป…!! วันนี้เรามา รีวิว Yamaha R15M 2022 ตัวใหม่ล่าสุดจากค่ายยามาฮ่า สปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้นที่จัดเต็มทั้งเทคโนโลยี และสมรรถนะมาจากโรงงาน ถือว่าท็อปที่สุดในคลาสตอนนี้เลย สำหรับการทดสอบครั้งนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเวลานานมากแล้วที่ไม่ได้มาขับขี่ทดสอบที่สนามแก่งกระจาน เซอร์กิต จ.เพชรบุรี สนามแห่งนี้ถือว่าเป็นสนามที่มีวิวสวยงามที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ รวมไปถึงเลย์เอาท์ของตัวแทร็กที่มีการดีไซน์ออกแบบให้มีโค้งหลากหลายรูปแบบ และยังมีเนินขึ้นและทางลาดลง ทำให้การทดสอบวันนี้จับฟีลลิ่งได้หลากหลาย ถือว่ายามาฮ่าจัดมาให้เต็มระบบดีทีเดียว บิ๊กไบค์ชัด ๆ สำหรับโฉมใหม่นี้ มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์มาใหม่หมดให้มีความรู้สึกเป็นบิ๊กไบค์มากยิ่งขึ้น มีไฟหน้าแบบโมโนโฟกัส LED ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งไฟสูงและไฟต่ำในดวงเดียวกัน คล้ายกับรุ่นพี่อย่าง R7 ทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม ตัวแฟริ่งออกแบบให้มีความแอโรมากขึ้น ลดแรงต้านจากกระแสลมให้น้อยลง รวมไปถึงการดีไซน์ในส่วนของมุมมองผู้ขับขี่หรือมุมค็อกพิท ดูสปอร์ตน่าขับขี่ด้วยแผงคอสไตล์เรซซิ่ง มีเรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถ พร้อมไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือไฟชิฟต์ไลท์ อีกหนึ่งจุดที่สังเกตเห็นได้ชัดคือตัวเบาะมีการดีไซน์ตัวหนังให้มีลวดลายแบบคาร์บอนเคฟลาร์ดูสวยดุดันมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสีและลวดลายที่ดูมีความเป็นรถสปอร์ตไบค์ มีความคล้ายกับรุ่นใหญ่ อย่าง YZF-R1 และยังมีสีพิเศษเป็นสีขาวแดงพร้อมลายสปีดบล็อกที่เป็นการเฉลิมฉลองเข้าร่วมการแข่งขันในระดับโลกครบ 60 ปี World GP 60th Anniversary Edition ที่เป็นอิดิชั่นพิเศษสวยมากขึ้นกว่าเดิม แรงระดับแนวหน้า สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ในโมเดลนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 1 สูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมเทคโนโลยี VVA หรือระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด คลัตช์มือ และมีการติดตั้งสลิปเปอร์คลัตช์เข้ามาให้ด้วยเช่นเดิม ซึ่งจะช่วยลดแรงกระชากจากการเชนเกียร์ ช่วยให้การขับขี่ดีขึ้นมากกว่าเดิม ถือว่ายังเป็นเครื่องยนต์ที่ท็อป ๆ ในกลุ่มเซกเมนต์ซีซีเท่า ๆ กัน โดยเคลมแรงม้ามาที่ 18.4 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,500 รอบ ช่วงล่างเยี่ยม สำหรับในส่วนของช่วงล่างโช้คอัพหน้าเป็นแบบ Up Side Down จาก KYB และในส่วนโช้คอัพหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบสตรัทสปริง ในส่วนของระบบเบรก เป็นแบบ ดิสก์เบรก หน้า-หลัง พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS อิสระ เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับวงล้อติดรถ หน้าหลังมาให้เป็นขนาด 17 นิ้วแบบ Tubeless หรือแบบไม่มียางใน ซึ่งก็ได้หน้ายางใหญ่ขี่มั่นใจมากขึ้น เทคโนโลยีแน่น ถือว่าเป็นสปอร์ตไบค์ตัวเริ่มต้นที่ท็อปที่สุด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีมาให้ใช้แบบครบครันเหนือกว่าใคร ๆ อย่างแรกก็คือแทร็คชันคอนโทรล ป้องกันการหมุนฟรีของตัวล้อช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หรือถ้าใครชอบความมันเร้าใจก็สามารถปิดได้อีกด้วย ในส่วนที่สองเป็นจะเป็นควิกชิฟเตอร์ (แบบขึ้นทางเดียว) ที่จะช่วยเพิ่มความสปอร์ตในการขับขี่มากยิ่งขึ้นสามารถใส่เกียร์ขึ้นแบบไม่ต้องกำคลัตช์ แต่ถ้าจะถอนเกียร์ลงยังต้องใช้คลัตช์ช่วยนะ ตรงนี้จะได้ฟีลรถแข่งมากยิ่งขึ้น ปกติมีแต่ในบิ๊กไบค์นะครับ ในส่วนของระบบความปลอดภัยในการเบรกคงหนีไม่พ้น ABS ที่ติดตั้งมาให้จากโรงงานทั้งล้อหน้าและล้อหลังช่วยให้ขับขี่ได้มั่นใจมากขึ้น ยังไม่หมดครับ ยังมีระบบที่ไม่เคยนึกถึงว่าจะมีในรถสปอร์ตไบค์ระดับนี้คือ ตัวจับเวลา Lap Time สามารถจับเวลาต่อรอบในสนามแข่งได้ เผื่อว่าใครจะเอาคันนี้ไปลองขับจับเวลาในสนาม ทางยามาฮ่าก็ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งาน ถือว่ายัดเทคโนโลยีมาให้ใช้เกินตัวรถเลย ปิดท้ายด้วย Y-Connected จะเป็นระบบเชื่อมต่อแอพพลิเคชันผ่านสมาร์ทโฟน บอกข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถ เตือนการโทรเข้า ข้อความเข้า สถานะของตัวรถต่าง ๆ สามารถดูได้ผ่านโทรศัพท์ทั้งหมด สะดวกสบายขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น ฟีลลิ่งสปอร์ตได้ใจ พูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อนเลย ตัวรถมีแฮนด์แบบจับโช้ค ท่านั่งก็จะดูซิ่ง ๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ซิ่งจนหัวเข่างอขึ้นมาเยอะมาก และด้วยตำแหน่งแฮนด์ที่ทำให้ตัวโน้มไปข้างหน้า ทำให้บังคับรถได้ง่ายมากขึ้น เหมาะสำหรับขับขี่ในสนามแข่งประมาณนึง แต่ก็ไม่ได้ออกแบบให้มาใช้งานในสนามแข่งจริงจัง ส่วนการใช้งานในชีวิตประจำวันก็บอกเลยว่าได้ จะดูหล่อ ๆ หน่อย ในส่วนของการบังคับเลี้ยว ตัวรถเลี้ยวง่าย ไม่ได้ได้ขืนหรือมีอาการเลี้ยวยากแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะโพซิชันท่านั่งที่สปอร์ตทำให้การขับขี่ในสนามดูง่ายมากขึ้น การพลิกรถเลี้ยวโค้งต่อเนื่องจึงทำได้ดี แม่นยำในการเลี้ยว ถ้าดูไปดูมาจะเหมือนขี่บิ๊กไบค์ขนาดกลางเลยละในส่วนนี้ สำหรับในส่วนของการต่อสนองเครื่องยนต์ตัวนี้ ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยีเยอะเป็นพิเศษ รอบเครื่องยนต์ที่ VVA ทำงานจะรู้สึกได้ว่ามีกำลังเครื่องเพิ่มขึ้น ในช่วงของการออกโค้งตัวรถทำได้ดี ขี่สนุก คลัตช์มือนุ่มนวลใช้งานง่าย แต่อย่างว่า ตัวนี้มี ควิกชิฟเตอร์ ติดตั้งมาให้ด้วย ช่วงทางตรงยาว ๆ ต่อเกียร์แบบไม่กำคลัตช์ก็ใส่ได้แม่นยำ ได้ฟีลลิ่งรถแข่ง ชอบเลยในส่วนตรงนี้ ช่วงล่างรู้สึกได้ว่ามีความเฟิร์มมากขึ้น เวลาเบรกหนัก ๆ ตัวโช้คอัพเอาอยู่ไม่มีอาการสับหรือยันแต่อย่างใด การเลี้ยวโค้งต่อเนื่อง ช่วงที่กดรถลงมา ก็รู้สึกมีการเล็กน้อยที่โช้คหลัง แต่โช้คหน้าถือว่าเซ็ตติ้งมาได้ดี อย่างว่า

รีวิว ADV350 ช่วงล่างแจ่ม แหล่มทุกเส้นทาง ล่าสุดเรา SuperBike ก็ได้มีโอกาสทดลองขับขี่และ รีวิว ADV350 พรีเมียมสกูตเตอร์ในสไตล์ SUV Bike ที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้กันแบบพอหอมปากหอมคอ บนเส้นทางทดสอบที่มีหลายหลายสภาพพื้นผิว ก็เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับถนนจริง ๆ เลยก็ว่าได้ เกริ่นมาก็มากความเราไปลุยกันต่อเลยดีกว่าว่าทาง SuperBike Thailand มีความเห็นว่ายังไงกันบ้างเลยดีกว่าครับ หล่อเข้มบึกบึน เริ่มกันในส่วนแรกก่อนเลยสำหรับรูปลักษณ์คันนี้ ที่มีการดีไซน์ออกมาในคาแรคเตอร์ SUV Bike ที่มีรูปทรงที่ดูบึกบึนไปทุกส่วน แฟริ่งหน้าให้กลิ่นอายของ ADV150 แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่า มาพร้อมชิลด์หน้าปรับได้ 4 ระดับที่สามารถปรับได้ง่ายมาก ไฟหน้าสวยมาพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดเป็นแบบ Full Led ดูสวยงามลงตัว มาดูในส่วนของ มุมมองผู้ขับขี่กันหน่อย ตรงนี้จะให้อารมณ์เหมือนกับ X-ADV ที่เป็นรุ่นใหญ่ มีการดีไซน์เรือนไมล์ยกสูงขึ้นมาอยู่ในระยะระดับที่เหลือบมองได้ง่าย ตัวเรือนไมล์แบบ Full LCD แสดงผลค่าต่าง ๆ ของตัวรถทั้งหมดจบในที่เดียว ติดตั้งแฮนด์บาร์แบบแฟตบาร์ที่มีความแข็งแรงพร้อมติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน รองรับการลุย รับแรงกระแทกได้ดี ทั้งยังดีไซน์มาได้สวยลงตัว มาที่ด้านท้ายกันบ้าง สำหรับตัวเบาะมีขนาดใหญ่ชิ้นเดียว ดีไซน์ทรงมาแบบ 2 ระดับ ส่วนใต้เบาะนั้นจะเป็น Ubox มีขนาดใหญ่ความจุ 48 ลิตร เอาง่าย ๆ เลยคือสามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ และที่โดดเด่นอีกจุดสำหรับโมเดลนี้คือมือจับคนซ้อนดีไซน์มาเป็นสีสันเดียวกับแฟริ่งดูเข้าทรงเข้าที่ ขณะฝั่งทางด้านขวาจะหล่อหน่อยเพราะมีการดีไซน์ตัวท่อมาใหม่ให้ดูสมบุกสมบัน และติดตั้งบังโคลนของล้อหลังมาให้สมกับความเป็น SUV Bike อีกด้วย eSP+ แรงดีทุกคนรู้ ในส่วนของเครื่องยนต์ตัวนี้คือตัวชูโรงเลย โดยจะเป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ Forza350 รุ่นล่าสุด เป็นเครื่องยนต์ eSP+ สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำ เด่นด้วยเทคโนโลยี Piston Oil Jet มีการฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบ ทำให้ตัวเครื่องยนต์สึกหรอน้อยลง ลื่นไหลมากขึ้น และยังช่วยให้ความร้อนน้อยลงอีกด้วย นอกจากนี้ระบบส่งกำลังแบบสายพานก็ปรับปรุงใหม่มาตั้งแต่ในช่วงForza350 แล้วทำให้ส่งกำลังลงล้อได้ดีขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างตอบโจทย์ได้ดี สำหรับเรื่องช่วงล่างบอกเลยว่ามันคือจุดที่จะทำให้ใครหลาย ๆ คน อยากจะเป็นเจ้าของคันนี้ ช่วงล่างมีการออกแบบและเลือกใช้ของที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งถนนดำ และทางลูกรัง แนวลุย ๆ หน่อย เริ่มต้นที่โช้คอัพกันก่อนเลยจากเป็นโช้คจากแบรนด์ Showa ทั้งหน้า-หลัง โดยโช้คหน้าเป็นโช้คหัวกลับ Up-Side Down เส้นผ่าศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร มาพร้อมจุดยึดแผงคอ 2 ชั้น มีระยะยุบอยู่ที่ 125 มิลลิเมตร ขณะที่โช้คหลังเป็นโช้คแบบซับแทงค์ให้ระยะยุบมาที่ 130 มิลลิเมตร เพื่อที่จะช่วยในการรับแรงกระแทกได้ดีกว่าสกูตเตอร์ทั่ว ๆ ไป ส่วนของระบบเบรก เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งหน้าและหลัง ใช้คาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ด้านหน้า 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลัง 1 ลูกสูบ พร้อมติดตั้ง ABS แบบอิสระหน้าหลัง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยมาให้จากโรงงาน และสำหรับตัวล้อมีการดีไซน์ ลายก้านแม็กซ์เป็นแบบ X-Shaped 6 ก้าน น้ำหนักเบา โดยขนาดของจะอยู่ที่หน้า 15 นิ้วและหลัง 14 นิ้วตามลำดับ เป็นไซส์เดียวกันกับฟอร์ซ่าเลยแต่จะต่างกันที่ยางที่เลือกใช้ โดยจะเป็นยางแบบ Dual Purpose กึ่งถนนดำและทางลูกรังดูเข้ากับสไตล์ตัวรถดีเลยทีเดียว เทคโนโลยีแน่น ๆ กาลเวลาผ่านไปรวดเร็ว เทคโนโลยีเองก็พัฒนาไม่หยุดยั้ง ฮอนด้าเองก็เป็นผู้นำเรื่องของยายนต์ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ทางแบรนด์จึงติดตั้งเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานเรื่องการขับขี่และความปลอดภัยมาให้ เริ่มด้วยระบบแทร็คชันคอนโทรลซึ่งโมเดลนี้จะให้มาแบบปรับได้ 2 ระดับ รวมถึงสามารถเปิดปิดได้ เพื่อให้เหมาะสมกับการขับขี่ในขณะนั้น และที่สำคัญเลยคือเปิดปิดได้โดยไม่ต้องจอดรถ ซึ่งตรงนี้ดีงามมาก ๆ ต่อมาเป็นระบบ ESS หรือ Emergency Stop Signal ซึ่งจะเมื่อเราเบรกหนัก ๆ ไฟฉุกเฉินจะกระพริบถี่ ๆ ขึ้นมาทันที เพื่อที่จะบอกรถที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราโดยเฉพาะข้างหลังจะได้สังเกตเห็นได้ชัดเจน ทำให้สามารถลดการเกิดอุบัติเหตุได้ และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวรถและผู้ขับขี่อีกด้วย พูดถึงเทคโนโลยีที่ให้ความสบายกับเราบ้าง อย่างตัวกุญแจอัจฉริยะ หรือ Smart Key ดีไซน์มาใหม่ ความปลอดภัยระดับสูงเลยละ นอกจากจะเป็นตัวช่วยสำหรับการทำงาน สตาร์ทรถ เปิดปิดเบาะและถังน้ำมัน ยังมีระบบ Answer back

รีวิว Triumph Tiger Sport 660 สปอร์ตทัวริ่งไซส์กลางสุดจี๊ด ล่าสุดเราก็ได้มีโอกาสไปขับขี่ทดสอบ รีวิว Triumph Tiger Sport 660 2022 กับทางไทรอัมพ์ ประเทศไทย ในรอบสื่อมวลชน โดยจะเป็นการขับขี่ทดสอบในแบบเส้นทางจริง ถนนจริง เพื่อจำลองการใช้งานจริง ๆ โดยเส้นทางจะเป็นการเดินทางจากกรุงเทพ – เขาใหญ่ แต่ไม่ได้ไปตรง ๆ มีอ้อมไปทางอื่นอยู่ โดยรวมแล้วกินระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งจากการทดลองขับขี่ก็พบว่ามันจี๊ดอยู่ในใจไม่น้อยเลยล่ะครับ เท่สไตล์สปอร์ต สำหรับเจ้าเสือสายเที่ยวคันนี้มีดีไซน์ที่ออกมาได้ ดูไม่เทอะทะ ดูเล็ก เบา กะทัดรัด ถ้าเป็นในกลุ่มทัวริ่งก็ถือว่าคันนี้คือรถ ทัวริ่งขนาดกลาง ที่มีการออกแบบดูเพรียว สวย และดูสปอร์ตไปในตัว ชิลด์หน้าสามารถปรับความสูงได้ง่าย ดึงขึ้นลงได้เลยกลไกไม่ซับซ้อน แฟริ่งหน้าสวยงามดูเหมือนรถสปอร์ตมาพร้อมไฟหน้าคู่ แบบ LED สว่างดูสวยเด่นชัด มาต่อกันที่แฮนด์บาร์ที่มาพร้อมกับการ์ดกันกระแทกมาจากโรงงาน เรือนไมล์แบบ TFT ปรับความสว่างได้ พร้อมกับบอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถทั้งหมดผ่านตรงนี้ เช่น รอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ไฟเตือน การปรับตั้งค่า และก็เมนู Riding Mode ปรับการแสดงผลทั้งหมดใช้งานง่ายผ่านปุ่มที่ปะกับฝั่งซ้ายได้เลย จี๊ดจ๊าดผิดคาด พื้นฐานเครื่องยนต์คันนี้เป็นพื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์ตัว Trident 660 แต่จะมีฟิลลิ่งที่แตกต่างกันออกไปครับ สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้จะเป็นเครื่องสามสูบเรียง 660 ซีซีที่เคลมกำลังมาที่ 81 แรงม้าที่ 10,250 รอบต่อนาที และทางโรงงานยังเคลมว่าเป็นรถที่มีแรงม้าสูงสุดในพิกัดเดียวกันอีกด้วย ส่วนกำลังแรงบิดนั้นจะอยู่ที่ 64 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ส่วนระบบส่งกำลังมาพร้อมกับเกียร์ 6 สปีด พร้อมเทคโนโลยี Slip & Assist ทำงานเหมือนสลิปเปอร์คลัตซ์ ช่วยในการลดแรงกระชากเวลาเชนเกียร์ลง ไม่ให้รถเสียอาการ สำหรับในส่วนท่อไอเสียที่มีการดีไซน์ปลายท่อแบบ 3 ออก 1 อยู่กลางลำตัวรถให้ศูนย์ถ่วงต่ำเพื่อบาลานซ์ที่ดีเวลาขับขี่ และที่สำคัญเสียงท่อไอเสียและเครื่องยนต์ฟังแล้ว ดุดันเหมือนรถสปอร์ตเลย ช่วงล่างไม่ธรรมดา สำหรับช่วงล่างบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เริ่มที่โช้คอัพหน้าก่อนเลย พรีเมี่ยมแบรนด์จาก Showa ที่ให้มาเป็นแบบอัปไซด์ดาวน์ มีแกนเส้นผ่าศูนย์กลาง อยู่ที่ 41 มิลลิเมตร มีระยะยืดยุบอยู่ที่ 150 มิลลิเมตร ในส่วนของโช้คอัพหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก Showa เช่นกัน มีระยะยืดยุบเท่ากันกับช่วงยุบหน้า 150 มิลลิเมตร แต่ยังมีลูกเล่นเป็นตัวปรับรีโมทสามารถปรับค่าพรีโหลดแข็งอ่อนของสปริงได้ง่าย สะดวก ไม่ยุ่งยาก เข้ามาดูอีกส่วนสำคัญคือระบบเบรก คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบจาก Nissin กับดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็นคาลิปเปอร์สูบเดี่ยวจับกับจานเบรกขนาด 255 มิลลิเมตร เสริมระบบความปลอดภัย ABS ทั้งหน้าและหลัง เบรกได้ระยะดีกว่า มั่นใจกว่า และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือล้ออลูมิเนียมขนาด 17 นิ้วแบบ 5 ก้าน ดูสปอร์ตสวยลงตัวมาพร้อมกับยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ เรียกว่าให้หน้ายางมาใหญ่ เลี้ยวโค้งได้มั่นใจทั้งยังได้ฟีลลิ่งสปอร์ตจากส่วนนี้อีกด้วย เทคโนโลยีมีพอตัว สำหรับเรื่องของเทคโนโลยี โมเดลนี้ก็มีให้พอสมควร เริ่มกันที่ส่วนของ Riding Mode ที่ให้มา 2 โหมด คือ Road และ Rain สามารถปรับได้ ตรงนี้จะทำการงานร่วมกันกับระบบคันเร่งไฟฟ้า สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม ต่อด้วยระบบแทร็คชันคอนโทรล ซึ่งก็คือระบบป้องกันล้อหน้า-หลัง หมุนไม่เท่ากัน เอาง่าย ๆ ช่วยป้องกันอุบัติเหตุเวลาถนนลื่น ช่วยรักษาสมดุลตัวรถ ผู้ขับขี่สามารถเปิด ปิด ได้ตามใจชอบ และในส่วนของหน้าจอเองก็จะเป็นหน้าสี TFT ที่สามารถปรับการแสดงผลและความสว่างได้ นอกจากนี้ยังมี เลขบอกเกียร์ ไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์หรือชิฟต์ไลท์ รวมไปข้อมูลต่าง ๆ แทบทุกอย่างจะถูกแสดงผลผ่านหน้าจอทั้งหมด ขี่ง่ายนั่งสบาย ขึ้นชื่อว่ารถทัวริ่ง หากออกแบบมาดี ทำให้ขับขี่ได้ง่ายขี่ได้สบาย การเดินทางไกลก็จะไม่ใช่ปัญหา สำหรับคันนี้ท่านั่งถือว่าผ่านเลยละ สำหรับการใช้งานในเมืองช่วงที่ต้องซอกแซก แซง หรือมุดตัวรถก็สามารถผ่านได้ดี แต่อาจจะต้องใช้ความเคยชินเล็กน้อย ส่วนตัวจากที่ลองแฮนด์บาร์ผ่านได้ กะระยะดี ๆ ก็ไม่มีปัญหา ตำแหน่งการวางเท้า ไม่ตึงไม่หย่อนจนเกินไป