SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ

รีวิวมอไซค์ ทดสอบการขับขี่บิ๊กไบค์ ทุกรุ่น ทุกสไตล์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิวเจาะลึก Italjet Dragster 300 (2025)

Italjet Dragster 300 ทดสอบบนถนนกันไปแล้ว คราวนี้จับมาทดสอบในสนามเพื่อรีดเพอฟอร์แมนซ์เต็มระบบ ที่ต้องบอกว่าโมเดลรุ่นนี้ ซิ่งโครตมันส์

  • All Posts
  • รีวิวและทดสอบ
รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว

รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ทั้งแรงและประหยัดยิ่งกว่าเดิม  สำหรับ รีวิว New GPX DRONE 4 วาล์ว ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นกลายเป็นรีวิวที่ด่วนมาก ๆ และน่าจะถูกใจสาวกออโตเมติกอย่างแน่นอน เพราะเราเชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะสงสัยว่าโมเดลใหม่ ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ที่อัปเกรดเพิ่มวาล์วเข้ามานั้นดีอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่ บอกตรงนี้สั้นๆ ไว้ก่อนว่าโดรนใจแน่นอน โดดเด่นโฉบเฉี่ยวโดรนใจ ในเรื่องดีไซน์นั้นถือว่าโฉบเฉี่ยวล้ำสมัยมากๆ โดยเฉพาะในส่วนไฟหน้าและไฟท้ายที่มีดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แค่เห็นก็รับรู้ได้ว่านี่คือ Drone ไซเบอร์เทร็ค AT ที่สำคัญคือเป็น Full LED เต็มระบบ  โดยด้านหน้าจะมีไฟหน้า LED 10 ดวง แบบ 2 ชั้นพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ส่วนไฟเลี้ยวด้านหน้าจะเป็นแบบบิลต์อินอยู่ด้านบนของแฟริ่งด้านหน้าดูเนียนไปกับตัวรถ    ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ 3 มิติ ดีไซน์รูปตัว Y ดูสวยงามโดดเด่น และเพิ่มความสปอร์ตด้วยโคมสีสโมค นอกจากนี้ตัวรถยังมีไฟฉุกเฉินด้วยซึ่งรถในพิกัดนี้หลาย ๆ คันไม่มีนะเออ  และสุดท้ายเรือนไมล์ทรงสปอร์ตแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ บอกข้อมูลครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ วัดแรงดันไฟแบตเตอรี ทริป เวลา ระดับน้ำมัน กระทั่งรอบการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง พร้อมสีสันที่คมชัดแม้ยามแสงจ้า เครื่องใหม่ 4 วาล์ว ทั้งแรงทั้งประหยัด เครื่องยนต์ใหม่ที่พัฒนาร่วมกับ SYM ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นแบรนด์ที่มีมาตรฐานระดับโลก เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียวขนาด 149.6 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด แต่เพิ่มเป็น 4 วาล์ว ซึ่งทางโรงงานระบุว่าช่วยให้มีกำลังแรงบิดที่ดีขึ้น ส่งผลให้ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้น รอบต้นตอบสนองได้ดีขึ้น ทำให้รอบต้นช่วงออกตัวดีขึ้น 28% และยังทำให้ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 16%  จากการทดสอบพบว่ารอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ออกตัวเดินเนียนนิ่งให้กำลังในรอบต้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ในส่วนของความเร็วปลายก็ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม เพียงแต่เครื่องยนต์ตัวนี้ทำงานได้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นภายหลังจากอัปเกรดเป็น 4 วาล์ว การจุดระเบิดไอดีในห้องเผาไหม้และการคลายไอเสียทำได้ที่ดีกว่าเดิม ทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นและยังส่งผลไปถึงความประหยัดที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  มาเข้าเรื่องฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้กันชัด ๆ กันเลยดีกว่า ในช่วงรอบต้นจัดจ้านกว่าเดิม  ช่วงความเร็วจาก 0 – 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถือว่าความเร็วรอบต้นทำได้อย่างที่โรงงานเคลมมาจริง ออกตัวดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ส่วนความเร็วปลายทำได้ 120 กิโลเมตร /ชั่วโมง โดยประมาณ ส่วนตัวคิดว่าสามารถทำได้มากกว่านี้อีก ขึ้นอยู่ตัวแปรต่างๆ อย่างน้ำหนักผู้ขับ ทิศทางลม แต่ก็ถือว่าสำหรับเครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี เดิมโรงงานทำได้ประมาณนี้ถือว่าโอเคเลย  สำหรับการใช้งานในเมือง การใช้ความเร็วในการเลี้ยวทรงตัว ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ ๆรถติด ๆ และการใช้คันเร่งในการซอกแซกถือว่าคันเร่งนั้นตอบสนองได้ดี ฟีลลิ่งการเปิดคันเร่งจะเบา ๆ บิดสบาย ๆ ง่ายและคล่องตัว เมื่อรวมไปถึงการขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานก็ยิ่งเพิ่มความนุ่มได้เป็นอย่างดี สำหรับเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ทางโรงงานเคลมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ประหยัดมากขึ้น สังเกตที่ ECO Sticker จะอยู่ที่ 37 กิโลเมตร/ลิตร โดยประมาณ ในงานในเมืองบวกลบนิดหน่อยตามสภาวะจราจรและนิสัยการเปิดคันเร่งผู้ขับขี่ ซึ่งตัวเลขประมานนี้ถือว่าประหยัดใช้ได้เลย น้ำมันเชื้อเพลิง 1 ถัง ใช้เพลิน ๆ มันๆ มือ 200 กิโลเมตรสำหรับความจุถัง 7.5 ลิตร ส่วนตัวผมคิดว่าทำได้อย่างแน่นอน  จากการทดสอบใช้งานในเมือง ๆ ขับขี่จาก รัชดาภิเษก พระราม 7 สนามหลวง ราชดำเนิน ตรอกข้าวสาร เสาชิงช้า ขี่ไปประมาณ 150 กิโลเมตรกว่า ๆ น้ำมันแสดงบนหน้าจอดิจิทัลเหลือ 2 ขีด แต่ถ้าสังเกตดี ๆ 2 ขีดแรกจะลดไวกว่าขีดอื่นๆ ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าโอเคเลยนะครับสำหรับการใช้งานในมือง  ฟีลลิ่งท่านั่ง การขับขี่ บังคับเลี้ยว  สำหรับการขับขี่ทดสอบในเมือง ต้องชมในเรื่องของระยะความกว้างของแฮนด์เลย เพราะมันมีระยะที่พอดิบพอดีไม่กว้างมากจนเกินไป แถมเลี้ยวง่าย ทำให้ขับขี่ซอกแซกช่วงเวลารถติด ๆ ทำได้ดี ส่วนตำแหน่งท่านั่งก็จัดวางให้อยู่ช่วงกลางลำตัวรถพอดี เมื่อรวมกับตัวเบาะที่ออกแบบมาได้สัดส่วนความกว้างพอดี ก็ทำให้ขาไม่กางมากจนเกินไป  นอกจากนี้ตำแหน่งพักเท้าก็ยังอยู่ในตำแหน่งที่พอดี สามารถที่จะวางขาแบบยืดไปข้างหน้าเวลาเดินทางไกล ๆ หรือไว้สำหรับยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยขบก็ทำได้ไม่เกะกะ ถือว่าออกแบบมาตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการออกทริปได้ดีทีเดียว ช่วงล่างจัดว่าดี สำหรับส่วนของช่วงล่างต้องขอพูดถึงในส่วนของระบบเบรกก่อนเลย เพราะถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นในเซ็กเมนต์นี้ พอได้ลองขับขี่ทดสอบก็พบว่าเป็นรุ่นที่ให้เบรกมาจากโรงงานที่ฟีลลิ่งดีมาก ๆ กระชับและมั่นใจ อาจจะเป็นเพราะเทคโนโลยีกระจายแรงเบรกอย่าง

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้

BMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ สำหรับ BMW C400X นั้นจัดเป็นเออร์บันสกู๊ตเตอร์พิกัดไม่เกิน 400 ซีซีของทางค่ายรถสัญชาติเยอรมันที่เรียกได้ว่าถูกหลาย ๆ คนมองข้ามไป เพียงเพราะเผลอมองแต่ในเรื่องของราคา ทั้ง ๆ ที่เจ้าคันนี้มีหลาย ๆ ประเด็นที่เรียกว่าอยู่ในอันดับหนึ่ง หรือเบอร์ต้นๆ ของพิกัดเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนซื้อรถมาแล้วต้องไปทำนู่นนี่นั่นจนบานปลาย หมดเงินไปหลายบาท อาจจะมีตั้งแต่หลักหมื่นถึงเรือนแสนเพื่อให้ได้สมรรถนะที่ดีขึ้น แต่บอกสั้นตรงนี้ก่อนเลยว่าซื้อคันนี้สมรรถนะดีตั้งแต่เริ่มเลยล่ะครับ และไปชมกันเลยครับ ฺBMW C400X กับ 7 ไฮไลท์เด่น ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ นั้นมีอะไรกันบ้าง 1.หรูหราและโดดเด่นที่สุด ไฟหน้า LED แบบไม่สมมาตร เอกลักษณ์บ่งบอกความเป็น BMW ไฟท้าย LED ทั้งระบบ โฉบเฉี่ยบ สวยงามและมองเห็นได้ชัดเจน ไฟเลี้ยวหน้า LED แบบบิลต์อิน หรูหราและโดดเด่น โลโก้ C 400 X บ่งบอกตัวตนที่แตกต่าง เพราะว่านี่คือ BMW C 400 X ครับ สกูตเตอร์สัญชาติเยอรมัน แค่คุณเลือกที่จะเป็นเจ้าของคันนี้คุณก็หรูหราและโดดเด่นกว่าใครแล้ว ไม่ว่าจะดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตั้งแต่หัวจรดท้าย โดยเฉพาะด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบไม่สมมาตรซึ่งเป็นสไตล์ที่นักบิดทุกคนต่างรู้ว่าแบบนี้แหละ BMW 2.หน้าจอแสดงผลที่ทันสมัยที่สุด แสดงผลสถานะข้อมูลต่าง ๆ ของตัวรถได้ชัดเจน ปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลได้หลากหลาย เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้สะดวก มีระบบนำทางแบบเทิร์นบายเทิร์นที่ใช้งานได้สะดวก สำหรับสกูตเตอร์ในพิกัดไม่เกิน 400 ซีซีนั้นถือว่า BMW C 400 X นั้นมีหน้าจอแสดงผลที่ดีและทันสมัยที่สุด โดยทางโรงงานให้หน้าจอสี TFT ความละเอียดสูงขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้วมาให้ พร้อมกับระบบ BMW Motorrad Connectivity สามารถใช้งานสมาร์ทโฟนขณะขับขี่ได้สะดวกง่ายดาย ทั้งโทรศัพท์ ฟังเพลง หรือว่าระบบนำทาง 3.เครื่องยนต์แรงที่สุดในพิกัด เครื่องยนต์สูบเดียวตัวแรงจากทางค่าย หม้อน้ำด้านหน้าระบายความร้อนได้ดีกว่า เครื่องยนต์สูบเดียวระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 350 ซีซีของโมเดลนี้ ให้กำลังแรงม้าและแรงบิดสูงสุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน โดยให้แรงม้าสูงสุดมากถึง 34 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงถึง 35 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที  4.ระบบเบรกระดับแนวหน้า ดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ดิสก์เบรกเดี่ยวพร้อมคาลิเปอร์เบรก BYBRE ระบบเบรกก็เป็นอีกจุดที่เด่นระดับแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่และดิสก์เบรกหลังเดี่ยว (ส่วนใหญ่จะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว) โดยคาลิเปอร์เบรกหน้าเป็นแบบเรเดียลเมาท์จาก BYBRE ซึ่งเป็นคาลิเปอร์เบรกคุณภาพดีให้ฟีลลิ่งการเบรกที่ดีระดับแนวหน้าของพิกัดครับ นอกจากนี้ระบบเบรก ABS ที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วยฃ 5.ยางติดรถเป็นของดีมาเลย ยางติดรถของโมเดลนี้จะเป็น Pirelli Angel Scooter ซึ่งถือว่าเป็นยางสกู๊ตเตอร์ที่โดดเด่นเรื่องการใช้งานบนถนน มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเรื่องรีดน้ำ ดังนั้นจึงเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นยาง Pirelli สำหรับสกูตเตอร์รุ่นที่หนึบที่สุด แต่ก็มีดีเรื่องอายุการใช้งานยาวนานและการรีดน้ำขั้นสุดซึ่งเหมาะกับโมเดลนี้ที่สุดครับ 6.เบาะนั่งต่ำสุด หลายๆ คนอาจจะคิดว่าสกูตเตอร์พิกัดนี้จะคันใหญ่ และเบาะนั่งจะค่อนข้างสูง แต่ข่าวดีคือ เจ้า 400 X คันนี้มีความดีงามคือเบาะนั่งเตี้ยที่สุดเมื่อเทียบกับโมเดลอื่นๆ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถหยุดและจอดรถได้มั่นใจมากยิ่งขึ้น เพราะขาถึงพื้นได้มากขึ้น จึงทำให้ขับขี่ได้มั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นอีกด้วย 7.ทันสมัยที่สุดในสกูตเตอร์พิกัดเดียวกัน กุญแจแบบสมาร์ทคีย์ ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น แถมดีไซน์ก็หรูหราพรีเมียม มัลติคอนโทรลเลอร์ ควบคุมฟังก์ชั่นต่าง ๆ บนหน้าจอได้อย่างง่ายดาย หน้าจอควบคุมการทำงานระบบไฟอัตโนมัติและ ASC ทั้งสะดวกและปลอดภัย ช่องเก็บของใต้เบาะแบบขยายขนาดได้ และมีโช้คค้ำเบาะ แน่นอนว่านี่คือ BMW ที่มีชื่อเสียงเรื่องเทคโนโลยีและความทันสมัย นอกจากหน้าจอแสดงผลที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แล้วและระบบเบรก ABS ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้แล้ว ตัวรถยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพรถอัตโนมัติ (ASC) ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี มีระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ซึ่งก็เพิ่มความสะดวกสบายได้ดีเยี่ยมอีกด้วย และแน่นอนว่าระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบครับ ให้ทัศนวิสัยที่ดีขั้นสุด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก  

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021

รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 ยอดสปอร์ตโมเป็ดตัวจี๊ดแห่งปี เรียกว่าสดๆ ร้อนๆ ออกจากโรงงานมาไม่ทันเท่าไหร่เลยครับสำหรับโมเดลใหม่ล่าสุดกับสปอร์ตโมเป็ดยอดนิยมจากค่ายยามาฮ่าทาง SuperBike Thailand ก็ไม่พลาดโมเดลนี้รีบทำการ รีวิว Yamaha Exciter 155 2021 เพื่อช่วยให้แฟนๆ ตัดสินใจเลือกซื้อรถได้ง่ายยิ่งขึ้นทันทีครับ  หล่อเหลาได้กลิ่นอาย R1 สำหรับเจ้าออลนิวเอ็กซ์ไซเตอร์คันนี้นั้นมีดีไซน์ใหม่ทั้งคัน โดยมีความหล่อเหลาในแบบของ R-Series ซึ่งมีกลิ่นอายมาจากเจ้า R1 แฝงอยู่ให้คุณสัมผัสได้ ซึ่งไม่เพียงแค่หล่อ แต่ยังมีการออกแบบให้รองรับเรื่องแอโรไดนามิกส์ด้วยครับ สังเกตจากแฟริ่งชิ้นข้างดูก็ได้ครับ  ตัวไฟหน้าเป็น LED ดีไซน์มาแบบใหม่ แยกโคมไฟสูงและไฟต่ำออกจากกัน มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และมีไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบบิลด์อินในแฟริ่งชิ้นข้างดูโฉบเฉี่ยว ไม่เกะกะ ถัดเข้ามานิดนึงจะเป็นหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LED แสดงข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนและมองเห็นได้ชัดเจน และในส่วนของไฟท้าย LED ดีไซน์มาใหม่เช่นกัน มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นและคล้ายคลึงกับ R1 เลยทีเดียว  ขุมพลังใหม่ 6 เกียร์ เครื่องยนต์หนึ่งสูบ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัพเกรดเป็นเกียร์ 6 สปีดที่มาพร้อมสลิปเปอร์คลัตช์ เครื่องยนต์ตัวนี้ให้ฟีลลิ่งสปอร์ตกว่าเดิม ช่วงเกียร์ 2-3-4 ให้รอบเครื่องยนต์ที่กว้างบิดติดมือดีมาก ในส่วนของเกียร์ 6 ก็ออกแบบให้เหมือนเป็นเกียร์โอเวอร์ไดร์ฟ เพื่อลดรอบเครื่องยนต์ลงแต่ยังทำความเร็วได้ปกติ เอาง่ายๆ ประหยัดมากขึ้น    เครื่องยนต์ตัวนี้ยังมีเทคโนโลยีชูโรงอย่างวาล์วแปรผัน VVA ที่จะเปลี่ยนองศาของเพลาลูกเบี้ยวที่รอบเครื่องยนต์ 7,000 รอบ/นาที ซึ่งระบบวาล์ว VVA นี้แหละที่เป็นตัวช่วยสำคัญทำให้เครื่องยนต์ตัวนี้ขับขี่สนุก ตอบสนองความต้องการขับขี่ได้เป็นอย่างดี สำหรับท็อปสปีดเครื่องยนต์ตัวนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 138 กิโลเมตร/ชั่วโมง บางคนสามารถทำได้ทะลุ 140 กม/ชม อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งน้ำหนักผู้ขับขี่ สภาพอากาศ และทิศทางความเร็วลม ที่จะส่งผลกับท๊อปสปีด เรามาพูดถึงอีกหนึ่งจุดเด่น อย่างระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ซึ่งถูกใส่มาในโมเดลนี้กันบ้าง มันเป็นตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และช่วยเพิ่มฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ให้เหมือนรถสปอร์ต เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งหนักๆ แรงๆ จะช่วยลดแรงฉุดกระชาก รถเสียอาการ ทำให้เวลาเชนเกียร์เข้าโค้งรถนิ่งและเสถียรมากขึ้น ขับขี่เข้าโค้งได้ปลอดภัยมากขึ้น  สำหรับฟีลลิ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ที่ใช้งานในเมืองตรงนี้บอกได้เลยว่าเพียงพอต่อการใช้งาน การใช้เกียร์สอง คอนโทรลในช่วงรถติดๆ ยังมีกำลังเครื่องยนต์ให้ไปต่อได้ หมดห่วงเรื่องรอบรถไม่ถึงกระตุกดับไปได้เลย สำหรับใครที่คิดว่าเครื่องตัวนี้ขี่ยาก มีคลัตช์ขี่ลำบาก อยากให้ลองเปิดใจ มาลองขับขี่ดูเพราะว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ขี่ง่ายมาก แค่เพียงมีทักษะการขี่รถมีคลัตช์ก็เพียงพอแล้ว ช่วงล่างปรับใหม่ดียิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้มีการปรับเปลี่ยนเฟรมด้วย โดยออกแบบให้เฟรมให้เป็นรูปตัว Y มีน้ำหนักเบามากขึ้น และแข็งแรงมากขึ้น ช่วยให้บาลานซ์ของรถดีขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นมีการปรับเปลี่ยนในส่วนของด้านหน้าเป็นหลัก โดยโช้คหน้าจะเป็นโช้คเทเลสโคปิก ปรับเพิ่มระยะยุบ ส่วนด้านหลังเป็นโช้คหลังเดี่ยวและสวิงอาร์ม  จากการขับขี่ทดสอบการใช้งานในเมือง ช่วงล่างที่ถูกติดตั้งและเซ็ทอัพมาจากโรงงานเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง เหลือๆ โดยเฉพาะโช้คอัพด้านหน้าที่มีการเพิ่มระยะยืดยุบมากขึ้นกว่าเดิมทำให้สามารถรับแรงกระแทกและสามารถโหลดน้ำหนักผู้ขับขี่และสัมภาระเพิ่มขึ้นได้มากกว่าเดิม ส่วนของโช้คหลังที่เป็นแบบโช้คอัพเดี่ยวตรงนี้บอกได้เลยว่าฟีลเหมือนรถสปอร์ตไบค์เลย  นอกจากจะดีไซน์ออกมาให้ดูโฉบเฉี่ยวแล้ว ยังให้ฟีลลิ่งเหมือนรถสปอร์ตในการเข้าโค้งเร็วๆ หรือจั๊มคอสะพานหนักๆตัวโช้คอัพรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดีและไม่มีอาการยัน อาจจะเป็นเพราะว่าตัวโช้คอัพเดี่ยวด้านหลังมีการออกแบบสปริงและแกนโช้คที่มีขนาดใหญ่ จึงมารองรับตรงนี้ได้เป็นอย่างดี  ในส่วนของเบรกที่ให้มาแบบดิกส์เบรกทั้งหน้าและหลัง ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน และมั่นใจว่าเอาอยู่ แต่อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยกับการเบรกสักเล็กน้อย เพราะว่าตัวเบรกแตะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ล้อล็อคแล้ว (อาจเป็นเพราะรถใหม่ศูนย์โลมันก็จะแน่นๆ ประมาณนี้แหละครับ)  ส่วนสุดท้ายก็คือส่วนที่สัมผัสพื้นคือล้อและยาง ตัวล้อและยางอันนี้ให้ยางขนาดใหญ่มาจากโรงงานทำให้เลี้ยว พลิกโค้งได้กระชับ มั่นใจมากขึ้น แต่มีข้อระวังสักเล็กน้อย หากเจอฝนตกหรือแอ่งน้ำ ควรลดความเร็วลงหน่อย เพราะเวลาเบรกกระทันหัน ล้ออาจจะล๊อคก็เป็นได้ เพราะคันนี้ยังไม่มี ABS (คาดหวังว่าตัวหน้าจะมีแน่นอน)  สำหรับฟีลลิ่งช่วงล่างโดยรวมทั้งหมดที่ทางเราได้มีโอกาสขับขี่ทดสอบในเมืองถือว่าทางยามาฮ่าเองออกแบบมาได้ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเพียงพอ หากใครจะเอาไปซิ่งหรือต่อยอดความแรง แนะนำแต่งเพิ่มเติมสักหน่อย เซ็ตติ้งช่วงล่างใหม่ เปลี่ยนยางดีๆ สักคู่ก็แจ่มแล้วครับ  ท่านั่งพร้อมซิ่ง   เรามาพูดถึงท่านั่งการขับขี่รถสไตล์สปอร์ตโมเป็ดตัวนี้กันหน่อย ท่านั่งถูกออกแบบมาให้นั่งแบบรถบ้านทั่วๆ ไปนี่แหละครับ แต่เพิ่มช่วงของตัวเบาะคนขี่ให้กระชับมากขึ้น ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้นั่งได้กระชับมากขึ้น รวมไปถึงถ้าคนขี่ตัวเล็กๆ ก็หมอบได้อย่างสบายๆ (หมอบในสนามนะ)  ส่วนความกว้างของแฮนด์ ถูกออกแบบมาไม่กว้างจนเกินไปนัก ทำให้สามารถซอกแซกในเมืองได้ง่าย คอนโทรลตัวรถได้คล่องตัว ทำความคุ้นเคยไม่นานก็สามารถซิ่งได้เลย  มาพูดถึงตำแหน่งการวางพักเท้า การเข้าเกียร์ ตรงนี้ออกแบบได้เหมือนรถใช้งานทั่วๆไป สะดวกสบาย จะมีเพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่เหมือนคือลักษณะการเข้าเกียร์ เพราะว่าคันนี้มีคลัทช์ อาจจะต้องใช้ความคุ้นเคยและชินกับการขับรถประเภทนี้สักหน่อย แต่ก็ไม่ยากแน่นอน    สรุปเลยแล้วกัน ใครที่กำลังมองหารถใช้งานในเมือง ดีไซน์เท่ไม่เหมือนใคร ช่วงล่างแน่นๆ เครื่องยนต์แรงจัดจ้าน มีคลัตซ์ ขี่สนุก คล่องตัว ออกไฟแดงแรงไม่เหมือนใคร แนะนำ ALL New YAMAHA EXCITER 155 VVA 2021 คันนี้เลยครับ เปิดราคาสวยๆ มาที่ 68,000 บาท

รีวิว Honda Lead 125 2021 รถดีของคนมีของ

ในที่สุดเราก็ได้มีโอกาสทำการ รีวิว Honda Lead 125 สักทีครับ แรกเริ่มเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์นี่แค่เห็นความสวยงามและความแปลกตาของโมเดลนี้

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี 

รีวิว CBR600RR 2021 ถนนก็ได้ สนามก็ดี  หลังจากก่อนหน้านี้เราได้ลองทดสอบพาเจ้าซูเปอร์สปอร์ตคันล่าสุดของฮอนด้าไปทดลองขับขี่ในสนามแบบเต็มรูปแบบกันไปแล้ว มาคราวนี้ถึงคิวของการทดสอบใช้งานในเมืองหรือบนท้องถนนจริงๆ กันบ้าง จะได้รู้ว่าเอามาขี่ถนนมันจะเป็นยังไง ร้อนไหม มุดไหวเปล่า ตอบโจทย์บนท้องถนนได้หรือเปล่า มาดูกันเลยครับ  รีวิว CBR600RR 2021 ในบทความนี้เราจะไม่ลงรายละเอียดลึกเท่ากับฉบับรีวิวในสนามนะครับ เพราะเราได้เขียนไว้ละเอียดแล้ว อ่านบททดสอบสนามที่นี่ เราจะเน้นในเรื่องของฟีลลิ่งและสมรรถนะเวลาขับขี่บนท้องถนนเป็นหลักนะครับ   ฟีลลิ่งดีขี่ถนนได้ พูดถึงท่านั่งการขับขี่ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี 4 สูบเรียงคันนี้บนถนนหลวง ต้องบอกเลยว่าได้ฟีลที่ประทับใจมาก ๆ ครับด้วยการออกแบบท่านั่ง และระยะของแฮนด์บาร์ที่ไม่กว้างจนเกินไป ทำให้ซอกแซกและการบังคับเลี้ยวทำได้ง่ายทั้งในช่วงของความเร็วต่ำ ไปจนถึงความเร็วสูงๆ ในส่วนของตำแหน่งวางเท้าไม่ได้ ชันเข่า มากเกินไป การเข้าเกียร์การเบรกอยู่ในระยะที่ดี ความกว้างของถังน้ำมันก็ไม่กว้างจนเกินไปทรงสวยเวลาหนีบถังหน้าขากระชับมั่นคง อย่างตัวผู้ทดสอบเองนั้น ได้มีความสูง 171 เซนติเมตร ถือว่ามั่นใจทั้งการจอดและการออกตัว โดยรวมแล้วรถ Racing Replica คันนี้ออกแบบมาตอบโจทย์ไม่ใช่แค่ในสนามเท่านั้น ยังเหมาะสมกับการขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย    ช่วงล่างมาตรฐานเจแปน  เริ่มที่โช้คอัพ Showa ด้านหน้ากันก่อนเลย ที่ให้มาเป็นแบบ Up-Side Down สามารถปรับตั้งค่าได้ทั้งหมด 3 ค่า ทั้งความหนืด ความแข็งอ่อน แรงกด ปรับได้ตามความเหมาะสม และในส่วนของโช้คหลังที่มีกระเดื่อง Pro-Link เข้ามาช่วยเพิ่มสมรรถนะเข้าไปอีก  โดยส่วนตัวโช้คอัพติดมาจากโรงงานระดับนี้ถือว่าเพียงพอแล้ว ถ้ามาเอาใช้บนถนนสามารถปรับตั้งค่าให้เข้ากับที่เราชอบเลย ซึ่งจากที่ทดสอบมาผมว่าก็เป็นที่น่าพอใจเพราะการปรับค่าให้เหมาะสมช่วยเพิ่มความนุ่มนวล ความกระชับ เก็บเส้นรอยต่อถนน คอสะพาน ได้นุ่มเนียน ถือว่าทำได้ถูกใจผมเลยละครับ  จบจากเรื่องระบบกันสะเทือนไปก็ต้องมาพูดถึงในส่วนของฟีลลิ่งการใช้เบรก ระบบเบรกในส่วนล่างนั้นเป็นเกรดสนามแข่ง จานเบรกคู่อัพขนาดจานใหญ่ 320 มิลลิเมตร มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์จาก Tokico ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกและคาลิเปอร์เบรกจาก Nissin ที่บอกเลยว่าเหลือเฟือ!!  จากการทดสอบสมรรถนะในการเบรก ไม่ต้องกำแน่น กำแรงขนาดนั้น เพราะตัวใหม่ มีเทคโนโลยี IMU เข้ามาช่วยให้เบรกได้ดีกว่าเดิม ในระหว่างที่เราถ่ายทำรีวิวและทดสอบมีฝนตกลงมา เราก็ไม่กลัวและกล้าที่จะใช้เบรกในช่วงฝนตก หรือพื้นลื่น ๆ ได้มากขึ้น มั่นใจทุกครั้งที่ใช้เบรก ซึ่งตรงนี้ที่เป็นส่วนนึงที่บ่งบอกว่าคันนี้ละที่ใช้บนถนนได้จริงและขี่ได้ไม่ยากอย่างที่ใครหลายคนอาจจะกังวล   เครื่องยนต์สายพันธ์ุซิ่ง เครื่องยนต์ 4 สูบเรียงเสียงหวานพิกัด 600 ซีซีเครื่องใหม่ที่ทางโรงงานเคลมว่า เร็ว แรงกว่าเดิม 2.2% แม้ว่าดูจะไม่มาก แต่ทางผมได้ได้มีโอกาสทดสอบในสนามแข่งมาแล้วต้องยอมรับเรื่องความแรงเลยละ แม้แต่ทางพี่ฟิล์ม รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ อดีตนักแข่ง Moto2 และมุก มุกลดา สารพืช นักแข่งระดับเอเชียเองยังคอนเฟิร์มเรื่องความแรงมาเลยว่า แรงกว่าตัวเก่าแน่นอน และทางทีมแข่ง Honda Racing Thailand เองก็ยังใช้เครื่องยนต์ตัวนี้ในการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย และ ลงแข่งในรายการ เอเชียอย่าง ARRC อีกด้วย  แต่ในครั้งนี้ที่ทางเรามาเอาทดสอบใช้งานในเมืองคงไม่ต้องพูดถึงความเร็วแรงมากมายนัก เพราะนักแข่งเขาการันตีกันไปหมดแล้ว ดังนั้นทางเราเองจะมาการันตีว่า แม้ว่าเจ้า 600 คันนี้จะมี DNA สายพันธ์ุซิ่งมาเต็มตัว แต่มันก็เป็นรถที่ “ขี่ง่ายมาก” ถ้าเอามาใช้ในเมือง ตัวรถมี Riding Mode ให้ใช้ให้ปรับเองตามใจ อยากแรง อยากนุ่มนวล อยากชิลล์ หรือตามสภาพอากาศ ปรับได้ตามใจชอบเลย  คันเร่งไฟฟ้าเบามือตอบสนองได้ดี เกียร์ 1 – 2 ยาวๆ ใช้งานได้ถูกใจ เกียร์ 1 ลากแบบ เรดไลน์ก็ 130+ กม./ชม. ยาวจริงๆ เสียงเครื่องยนต์หวาน รอบสูงๆ 13,500-14,000 รอบ/นาที เสียงไพเราะถูกใจผมเป็นอย่างมาก  และในคราวนี้มีการทดสอบโหมด Rain กันด้วยนะในครั้งนี้ เพราะช่วงนี้ฝนตกหนัก โหมดการขับขี่ช่วยไว้ได้เยอะ ระบบ IMU ทำงานฉับไวคู่กับระบบ HSTC แทร็คชั่นคอนโทรล ทำให้เวลาล้อหมุนไม่เท่ากัน เกิดอาการไถล เสียอาการ ก็จะคอยคุมกำลังของรถ ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ฟันธง สรุปตรงนี้เลยแล้วกันว่าทางเราเองก็พูดได้เลยว่า All New Honda CBR600RR รถซูเปอร์สปอร์ต Racing Replica คันนี้เป็นรถที่ขับขี่คอลโทรลง่าย ขี่สบาย ๆ แถมแรงไม่แพ้สปอร์ตไบค์ตัวอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

รีวิว PCX 160 e:Hev

รีวิว PCX 160 e:Hev ม้านอกสายตาที่ห้ามมองข้าม สวัสดีครับแฟนๆ SuperBike Thailand คราวนี้เราก็ได้มีโอกาสมาทดสอบเจ้า Honda PCX 160 e:Hev หรือเรียกง่ายๆ ว่าเจ้า PCX ไฮบริดนั่นเอง  โดยปกติแล้วโมเดลพีซีเอ็กซ์ก็จัดเป็นโมเดลยอดนิยมขายดีเป็นเบอร์ต้นๆ ของสกู๊ตเตอร์ในบ้านเราอยู่แล้ว และครั้งนี้ได้มีการต่อยอดกลายเป็นสกู๊ตเตอร์ไฮบริดซึ่งก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย เพียงแต่ว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมาอาจจะทำให้มันกลายเป็นม้านอกสายตาไปซะอย่างนั้น เราก็เลยถือโอกาสมาพิสูจน์กันว่ารถนอกสายตาคันนี้นั้นมันเป็นยังไง คุ้มมั้ยกับเงินที่จ่ายเพิ่ม ไปดูกันเลยครับ    รูปหล่อโดดเด่น สำหรับรูปลักษณ์ภายนอกนั้นแม้ว่าดีไซน์จะไม่ต่างจากโมเดลปกติ แต่สำหรับโมเดลไฮบริดนี้ก็ยังสามารถเรียกได้ว่าโดดเด่นสะดุดตา ด้วยสีสันบนตัวรถสีขาวตัดแต้มด้วยสีน้ำเงินและสีดำ เบาะนั่งสีดำสำหรับน้ำเงิน พร้อมโคมไฟหรี่สีฟ้าตามสไตล์รถไฮบริดเพิ่มความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น   ขุมพลังไฮบริด สำหรับเครื่องยนต์นะครับจะเหมือนกับตัวปกติเลยคือใช้เครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว ขนาด 157 ซีซีเช่นเดียวกัน แต่จะมีส่วนที่เพิ่มเข้ามาก็คือ ตัวระบบ eHEV หรือระบบไฮบริด ทำงานประสานกัน เมื่อบิดคันเร่ง กล่อง PDU จะสั่งการไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ให้ส่งพลังงานไปที่มอเตอร์ไฟฟ้าทํางานผสานกับเครื่องยนต์ ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไฟฟ้าเนี่ยจะช่วยเพิ่มกำลังให้รถได้มากเลย และจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ    ช่วงล่างเนียนนุ่ม   สำหรับช่วงล่างจะไม่แตกต่างอะไรจากโมเดลปกติครับ มีการออกแบบใหม่ในส่วนของระบบกันสะเทือนและอัปเกรดระบบเบรกจากตัวโมเดลเก่า โดยในส่วนของระบบกันสะเทือน ด้านหน้ายังคงเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบยูนิตสวิง แต่มีการเพิ่มความยาวของโช้คอีก 10 ม.ม. จากเดิม 85 มิลลิเมตรเป็น 95 มิลลิเมตร ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว แต่จะมีระบบเบรก ABS เฉพาะด้านหน้าเท่านั้น    ทดสอบขับขี่ รีวิว PCX 160 e:Hev ท่านั่งการขับขี่ ท่านั่งการขับขี่โดยรวมเหมือนกับตัว PCX160 ปกติทั่วไป การวางเท้า เบาะนั่ง 2 ระดับ ความกว้างระยะแฮนด์ ออกแบบมาได้ดี เวลาขับขี่ในเมือง ซอกแซกรถติดๆ ทำได้คล่องตัว ขี่ได้ง่ายมากๆ ถือว่าออกแบบมาได้ลงตัว สำหรับในส่วนนี้ ที่พิเศษกว่าสกู๊ตเตอร์คันอื่นๆ แท่นยางตัวแฮนด์บังคับเลี้ยวมีบูชยางที่สามารถให้ตัวได้ เป็นลูกเล่นที่นำมาจากฮอนด้าบิ๊กไบค์ เอามาใส่ลงในคันนี้อีกด้วยเพื่อที่จะช่วยเสริมความนุ่มนวลในการเบรก การขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งบางคนอาจจะยังไม่ชิน แต่ถ้าชินแล้วจะบอกเลยว่าสิ่งนี้ตอบโจทย์คนในเมืองแน่นอน   ช่วงล่างนุ่มนวล ขี่สนุกมั่นใจ ช่วงล่างตัว 160 มีการปรับระยะของตัวโช้คอัพด้านหลังให้มีความสูงมากขึ้น 10 มิลลิเมตร จากเดิม 85 มิลลิเมตรเป็น 95 มิลลิเมตร ช่วยในการซับแรงกระแทกได้ดีขึ้นและสำหรับตัวนี้ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยที่จะช่วยรับน้ำหนักจากแบตเตอรี่ลิเทียมของระบบไฮบริดที่อยู่ท้ายรถไปในตัวด้วย สำหรับการใช้งานในเมืองถือว่าตอบโจทย์เรื่องความนุ่มนวลของตัวโช้คอัพ สามารถเก็บรอยต่อถนน คอสะพานได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงขนาดล้อแม็กที่ปรับด้านล้อหลังให้มีขนาดเล็กลงจากเดิม 14 นิ้ว เป็น 13 นิ้ว และมีขนาดยางมีใหญ่ขึ้นช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่ให้ฟีลลิ่งที่ดีขึ้นกว่าตัวก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของตัวเบรก ในรุ่นนี้อย่างที่รู้ๆ กัน ให้ดิสก์เบรกหน้า-หลัง มั่นใจขึ้นเป็นกองแถมมีระบบความปลอดภัยจากโรงงานอย่าง ABS ที่อยู่ที่ล้อหน้า ช่วยเสริมความปลอดภัยขึ้นไปอีก เวลาเบรกได้ระยะที่สั้นลง ถูกใจขาซิ่ง   ระบบไฮบริดที่คุณต้องลอง เครื่องยนต์ผสมผสานระบบมอเตอร์ไฟฟ้าจ่ายไฟด้วยแบตเตอรี่ลิเทียม เสริมให้แรงขึ้นไปอีกในระดับนึง ต้องบอกเลยว่าเป็นรถที่ขับขี่ในเมืองได้ปรู๊ดปร๊าดมากๆ แถมเครื่องยนต์ eSP+ 160 ซีซี ตัวใหม่ 4 วาล์ว ยังเสริม Piston Oil Jet มาหลอลื่นฉีดน้ำมันใต้ลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์ไหลลื่นขี่ดีขึ้นกว่าเดิม เมื่อบวกกับ Motor Assist ที่จะเพิ่มแรงขับให้กับตัวรถโดยผ่านการทำงานจากกล่อง PDU ประมวลผลไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไลออน ถือว่าเป็นรถที่ให้กำลังดีที่สุดในคลาสเลยก็ว่าได้ครับ พอได้มาลองใช้ Riding Mode ที่เป็นลูกเล่นที่พิเศษกว่าตัวอื่นๆ เพราะคันนี้คืนที่สุดของเทคโนโลยีในคลาสนี้ ผมคิดว่าโหมด D = Drive  สำหรับผมถือว่าเป็นโหมดปกติ ที่ไม่ได้มีแรงเสริมจากมอเตอร์มากมายนัก ขับขี่ปกติชิลล์ๆ ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป  แต่สำหรับโหมด S = Sport  ผมรู้สึกได้เลยว่า เครื่องยนต์ได้รับแรงเสริมจากมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยเยอะเลยทีเดียว ทำให้การออกตัวรู้สึกได้เลยว่าแรงขึ้น ออกตัวได้เร็วขึ้นกว่าโหมด D พอสมควร เป็นโหมดที่จะตอบโจทย์สำหรับวันที่เร่งรีบ หรืออยากสนุกกับการขับขี่ เพิ่มความสปอร์ตมากขึ้นด้วย ทั้งนี้มอเตอร์ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงแต่จ่ายไฟเท่านั้น ตัวระบบจะประมวลผลสั่งการให้มอเตอร์ไฟฟ้ารีชาร์จไฟกลับคืนสู่แบตเตอรี่อีกด้วยทำให้ประจุไฟฟ้ามีใช้อย่างเพียงพอต่อการขับขี่อย่างแน่นอน (แสดงบนเรือนไมล์ดิจิทัล) นอกจากนี้ระหว่างถ่ายทำมีฝนตกลงมา ผมก็เลยได้ลองใช้ระบบ HSTC ซึ่งมันก็คือ Traction Control นั้นเอง ระบบที่ช่วยตอนฝนตก ทำให้ขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ป้องกันการล้อหมุนไม่เท่ากัน พอฝนตกถนนลื่น

รีวิว ID Hybrid

รีวิว ID Hybrid หมวกกันน็อคยกคางตัวใหม่ คุ้มสุดในตอนนี้ ทุกวันนี้เราต้องเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรงอย่าง Covid-19 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยให้เกิดการดิสรัปชันหรือการชะงักชะงันในธุรกิจหลายๆ ประเภท แต่ในเมื่อชีวิตและธุรกิจมันยังต้องเดินต่อไป หลายธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้อยู่รอด บ้างทำแบบออนไลน์ บ้างทำแบบเดลิเวอรี แน่นอนว่าก่อให้เกิดสิ่งที่ผมขอเรียกว่ายุคแห่งการเดลิเวอรีขึ้นมา ยุคนี้คือยุคที่ก่อให้เกิดผู้ใช้รถจักรยานยนต์มากขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นพนักงานส่งของหรือส่งอาหารจำนวนมาก และแน่นอนว่าบุคคลกลุ่มนี้ใช้ชีวิตบนท้องถนนแถบจะเรียกว่าเป็นส่วนใหญ่ของชีวิตเลยก็ว่าได้  ดังนั้นสิ่งนึงที่ขาดไปไม่ได้เลยคือมอเตอร์ไซค์ เอ้ย หมวกกันน็อกซิครับ และวันนี้เราก็ได้หมวกที่น่าจะตอบโจทย์ชีวิตของกลุ่มคนเหล่านี้มารีวิวกันครับ นั่นก็คือ ID Hybrid หมวกกันน็อคยกคางตัวใหม่ ที่บอกสั้นๆ ตรงนี้ไว้ก่อนว่า คุ้มสุดในตอนนี้ แต่จะมีอะไรยังไงกันบ้าง อ่านต่อได้เลยครับ หมวกไฮบริดที่เราได้มารีวิวในครั้งนี้เป็นหมวกกันน็อกแบบยกคางหรือจะเรียกว่าหมวกฟลิพอัพก็ได้ครับ จุดเด่นที่สุดของหมวกประเภทนี้คือให้ความปลอดภัยใกล้เคียงกับหมวกเต็มใบ แต่ไม่ทิ้งความสะดวกสบายเวลาจะกินน้ำหรือคุยโทรศัพท์ครับ    ฟีเจอร์ในตัวหมวกก็จะมีดังนี้  ตัวหมวก เชลล์หมวกทำจากวัสดุเทอร์โมพลาสติกทนแรงกระแทกได้สูง (SIRT) จึงแข็งแรงทนทาน รูปทรงรองรับเรื่องอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก มีช่องระบายอากาศหรือช่องลมถึง 5 ช่อง คือ คาง 2 ช่อง ด้านบนหมวก 1 ช่อง และด้านหลัง 2 ช่อง กลไกการยกคาง กลไกปลดล็อกยกคาง ใช้งานง่ายสะดวก และยังมีความแข็งแรง สายรัดคาง สายรัดคางแบบกริพล็อค พร้อมตัวเสียบแบบสไลด์บาร์ถอดใส่ได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมแผ่นรองใต้คางขนาดใหญ่ช่วยให้ใส่ได้สบายมากขึ้น ชิลด์หมวก ชิลด์หมวกทำจากโพลีคาร์บอเนตแข็งแรงได้มาตรฐาน มอก. เคลือบด้วยสีปรอทอิริเดียม ไม่หลอกตา เคลือบสารกันรอยขีดข่วน และยังผ่านค่าวัดแสงตามมาตรฐาน มอก. กรองแสงได้ 50% และป้องกันรังสี UV ได้ 99% ชิลด์หมวกใช้ระบบ Tool-Less สามารถถอดเปลี่ยนหรือทำความสะอาดได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ พร้อมกลไกสปริงดึงรั้งกลับลดลมแทกเข้าภายในหมวกจากลมปะทะเวลาขับขี่ กลไกล็อกชิลด์ออกแบบมาให้เปิดปิดชิลด์ได้ง่าย ป้องกันการเปิดเองจากแรงลม ดีไซน์ขอบชิลด์หมวกด้านบนแบบ 2 ระดับ ช่วยให้ชิลด์หมวกแนบชิดตัวหมวกมากยิ่งขึ้น ลดแรงต้านลม ช่วยให้หมวกไม่ส่าย แว่นกันแดด แว่นกันแดดด้านในวัสดุโพลีคาร์บอเนตขนาดใหญ่และแข็งแรงได้มาตรฐาน ช่วยกรองแสงได้ถึง 80% และป้องกันรังสี UV ได้ 99% ทั้งยังเคลือบสารกันรอยขีดข่วนอีกด้วย กลไกเปิดปิดแว่นกันแดดด้านในก็ใช้งานง่ายและสะดวก สามารถเปิดปิดได้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ภายในหมวก โฟมหมวกผลิตจากวัสดุ EPS ความหนาแน่นสูง ช่วยซับแรงกระแทกได้มาก ทั้งยังออกแบบออกมาเป็นแบบ Asian Fit รับกับศีรษะคนไทย นวมหมวกหุ้มด้วยผ้า Dry Tech แห้งไว พร้อมฟองน้ำดีไซน์พิเศษ ตัดเย็บด้วนเทคโนโลยี 3D Cutting ช่วยให้รับทรงแก้มกับใบหน้าได้ดี นวมหมวกสไตล์สปอร์ต ถอดซักๆ ทุกชิ้นและถอดได้ง่าย ซึ่งจะช่วยลดแบคทีเรียและกลิ่นอับในหมวกได้ มีช่องรองรับการติดตั้งลำโพง Bluetooth และรองรับการใส่แว่นสายตา มีแผ่นปิดใต้คางกันลมย้อน อื่นๆ น้ำหนักเพียง 1,750 กรัม +/- 50 กรัม มี 4 ขนาดให้เลือก M (57-58 ซม.), L (59-60 ซม.), XL (61-62 ซม.) และ XXL (63-64 ซม.) มีให้เลือก 4 ลายกราฟิก และสีพื้นอีก 2 สี ผ่านมาตรฐาน มอก. 369-2557 และผ่านมาตรฐาน ECR R 22-05 ความเห็นหลังได้ทดลองสวมใส่ขับขี่จริง ทีมงานเห็นว่าทางแบรนด์ออกแบบมาได้สวยงามทั้งรูปทรงของตัวหมวกและสีสัน ลวดลายกราฟิก อีกทั้งยังมีให้เลือกหลายสีสันและลวดลาย ซึ่งน่าจะตอบโจทย์ไบเกอร์ได้หลากหลายกลุ่ม ถือว่าดีมากๆ ในจุดนี้ พูดถึงการใช้งานบ้าง ตัวช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ดักลมได้ดี ช่วยให้สวมใส่ได้สบาย ไม่ร้อนจนเกินไป ตัวนวมที่ให้มาออกแบบมาเป็น Asian fit ช่วยให้ใส่สบายพอดีหัวหากเราเลือกหมวกได้ตรงไซส์ อันนี้แนะนำให้ไปลองก่อนนะครับ เพราะแต่ละคนรอบหัวไม่เท่ากัน นอกจากนี้ตัวนวมเองก็มีความนุ่มดี ตัวผ้าหุ้มนวมใส่ได้สบายหัว และสามารถที่จะถอดมาซักทำความสะอาดได้ง่าย รวมไปถึงเวลาปิดคางลงมาก็ยังมีแผ่นปิดใต้คางกันลมหวนเข้ามาในตัวหมวกอีกด้วย  ในส่วนของชิลด์หมวกที่เคลือบปรอทสีทองอิริเดียมมาแบบบางๆ ดูสวยงามดีครับ ตัวชิลด์นั้นให้มุมมองหรือทัศนวิสัยที่กว้าง ด้านในยังมีแว่นกันแดดแบบบิลต์อินมาให้ในตัว ซึ่งใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้ว และยังกันรังสี UV ได้ ช่วยให้เวลามองถนนในตอนที่แดดแรงๆ หรือขับย้อนแสง แล้วสบายตา ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น สำหรับกลไกการยกคางของหมวก ส่วนตัวจากที่ลองใช้มาหลายๆ แบรนด์ ถือว่าการยกคางออกแบบมาได้ดี สามารถเปิดคางได้ด้วยมือเดียวใช้งานง่าย เวลาขับขี่สะดวกมากขึ้น และก็ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

รีวิว BMW R18 First Edition

รีวิว BMW R18 First Edition ครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิค ที่แอบทันสมัยกว่าที่คิด สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ก็จะเป็นการ รีวิว BMW R18 First Edition ครูเซอร์ไบค์สุดคลาสสิค ที่แอบมีเทคโนโลยีทันสมัยแอบซ่อนอยู่ภายในกันครับ หล่อแบบดั้งเดิม   แรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้าครูเซอร์คันเบิ้มคันนี้มีต้นแบบมาจาก R5 โมเดลปี 1936 ซึ่งเป็นรถที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบและระบบเครื่องยนต์ของมอเตอร์ไซค์ในยุคนั้น ซึ่งเจ้าครูเซอร์โมเดลใหม่นี้ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของทางค่ายที่ตั้งใจจะตีตลาดรถครูเซอร์ไบค์ ต่อจาก R 1200 C โดยเจ้าเบิ้มคันนี้ถอดแบบเจ้า R5 มาทั้งเส้นสาย สไตล์ และดีไซน์มาหมดเลยครับ ซึ่งจะมีจุดเด่นเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ การเปลือยเพลาขับ และชิ้นส่วนวัสดุแบบดั้งเดิมคือเป็นโลหะ แทนที่จะเป็นพลาสติกหรือคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งตรงนี้บอกเลยว่าได้ความเก๋ามาเต็มๆ แต่ก็แลกมาด้วยน้ำหนักที่มากเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ     องค์ประกอบของความคลาสสิคดั้งเดิม ก็เช่น ไฟหน้า เรือนไมล์ และกระจกมองหลังเป็นทรงกลม มีถังน้ำมันทรงหยดน้ำ และเน้นชิ้นส่วนโครเมียมในหลายๆ จุดของตัวรถ แต่ก็มีการใส่ฟังก์ชันทันสมัยๆ เข้าไปในหลายจุดแบบแนบเนียน เช่น ระบบไฟ LED เต็มระบบ ระบบไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ ระบบไฟปรับตามองศาการเข้าโค้ง ไฟเลี้ยวแบบมีไฟท้ายในตัว เป็นต้น  และที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญมากที่สุด คือ ลายเส้นคู่บนตัวถังน้ำมันและบนบังโคลนท้าย และเพลตคำว่า First Edition ที่ด้านข้างตัวรถ ตัวเครื่องวางบนเฟรมแบบเปลคู่เผยให้เห็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ขนาดใหญ่ได้ชัดเจน   ขุมพลังใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นเรียกว่าสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับทางค่ายรถจากเมืองบาวาเรียด้วยเช่นกัน เพราะมันเป็นเครื่องบ็อกเซอร์ หรือเครื่องยนต์แบบ 2 สูบนอนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ทางค่ายผลิตมาเลย โดยจะเป็นเครื่องแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 1,802 ซีซี  ทางค่ายเคลมกำลังแรงม้าสูงสุดมาที่ 91 แรงม้าที่ 4,750 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบ พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีดและเกียร์ถอยหลัง และใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาแบบเปิด ซึ่งจะต่างจากครูเซอร์ทั่วๆ ไป ที่มักจะเป็นสายพานหรือโซ่   ช่วงล่างเด่นที่ระบบเบรก มาต่อกันเรื่องช่วงล่างกันบ้างครับ สำหรับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกพร้อมปลอกหุ้มโช้คให้มาดคลาสสิค โช้คหลังเป็นโช้คเดี่ยวซ่อนอยู่ใต้เบาะยากต่อการมองเห็นจากด้านนอก ให้อารมณ์เหมือนเป็นรถฮาร์ดเทล  แต่ที่เด่นจริงๆ จะเป็นระบบเบรกครับ โดยด้านหน้าจะดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาดใหญ่ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดเดียวกันด้านหน้าเลย แต่จะเหลือจานเดี่ยวเท่านั้นเอง กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 พ็อต เช่นกันพร้อมระบบเบรก ABS  ส่วนขนาดล้อจะเป็น 19 นิ้วและ 16 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางในตามลำดับ ให้มิติท่านั่งในแบบสไตล์ของครูเซอร์ขนานแท้   ถึงหน้าตาจะเก๋าแต่เทคโนโลยีไม่เก่า แน่นอนครับว่านี่คือบีเอ็มดับเบิ้ลยู ฉะนั้นเรื่องเทคโนโลยีนี้บอกเลยว่ามาเต็ม มาแน่นตลอด ไม่ว่าจะเป็นโมเดลระดับไหนก็ตามนะครับ อย่างเจ้าเบิ้มคันนี้ที่มาในดีไซน์เก๋าๆ ย้อนยุค แต่ก็ยังมากด้วยเทคโนโลยีอยู่ดี     ตัวรถมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในเรื่องการขับขี่และช่วยเสริมความปลอดภัยอยู่หลากหลายอย่าง อาทิ คันเร่งไฟฟ้าพร้อมโหมดการขับขี่ 3 โหมด Rock, Roll และ Rain มีระบบควบคุมเสถียรภาพแบบอัตโนมัติ (ASC) หรือแทร็คชันคอนโทรล มีระบบป้องกันรถกระชากหรือ Anti Hopping Clutch ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบไดนามิกเบรกคอนโทรล ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก และระบบไฟหน้าปรับอัตโนมัติขนะเข้าโค้งหรือ Adaptive Headlight   ลองซิ่งดูหน่อย ด้วยทรงรถซึ่งถูกออกแบบให้เป็นครูเซอร์ไบค์ จึงมีแฮนด์บาร์สูงและกว้างกำลังพอดีและลงตัว ผนวกกับตำแหน่งการวางเท้าจัดทรงมาอยู่ตำแหน่งด้านหน้าไม่มากเท่าไร ทำให้ชันเข่าเข้าเกียร์พอดีๆ รวมไปถึงเบาะผู้ขับขี่ ออกแบบมาให้โค้งกระชับมีพนักพิงบั้นท้ายกันการไหลเวลาเปิดคันเร่ง ทำให้เจ้าเบิ้มคันนี้ขี่ได้ง่ายมากขึ้น ในส่วนของช่วงการขับขี่ระยะทางยาวๆ ก็ถือว่านุ่มนวล เพราะเราได้ทดสอบออกทริปกันแบบจริงๆ แต่เป็นทริประยะสั้น ไป-กลับ สุพรรณบุรี ระยะทางโดยรวม 200 กว่ากิโลเมตร ในช่วงความเร็วสูงๆ มีปะทะลมหนักๆ บ้างแต่ก็ต้องเข้าใจเพราะการออกแบบตัวรถไม่ได้มีชิลด์บังลม แต่ก็ถือว่ายังพอไปได้ จบทริปไม่มีอาการปวดเมื่อยแต่อย่างใด ส่วนการใช้งานในเมืองอาจจะต้องทำความรู้จักกับระยะตัวรถสักนิดนึง การบาลานซ์ ความยาวตัวรถและความกว้างเครื่องยนต์และแฮนด์บาร์ จะช่วยให้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น    ช่วงล่างนุ่มหนึบ ช่วงล่างคันนี้ตอบโจทย์สายคลาสสิก ได้ฟีลลิ่งนุ่มนวล หนึบๆ เวลาเข้าโค้งความเร็วสูงๆ ก็สามารถเลี้ยวได้มั่นใจ แต่สำหรับมือใหม่ อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันสักเล็กน้อยเพราะมียางหลังที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ต้องใช้จังหวะในการเลี้ยวพอสมควร แต่ถ้าสำหรับใครที่มีความเคยชินกับรถสไตล์ครูเซอร์ไบค์แบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเลยละครับ ฟีลลิ่งเบรกที่ให้มาเป็นคาลิเปอร์เบรก 4 พ็อต ทั้งหน้าและหลัง พร้อมจานเบรกแบบโฟลตติ้ง ให้ฟีลลิ่งนุ่มนวล

รีวิว V-Strom 1050 XT

รีวิว V-Strom 1050 XT เทคโนโลยี IMU ขี่ง่าย มันส์กว่าเดิม สำหรับรีวิวและทดสอบในครั้งนี้จะเป็นการรีวิวเจ้า Suzuki V-Strom 1050 XT มาสเตอร์ออฟแอดเวนเจอร์รุ่นเรือธงจากค่าย ที่ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของแอดเวนเจอร์ไบค์จากทาง Suzuki เลยล่ะครับ มันจะมีดีอะไรยังไงกันบ้างไปตำกันได้เลยครับ    ดีไซน์ใหม่เฉียบคม เจ้าวีสตรอมพิกัดเรือธงคันนี้มีการออกแบบดีไซน์ขึ้นมาใหม่โดยนำเอา DNA จากรถแข่งในตำนานอย่าง DR-Z และโมเดลออฟโร้ดขาลุยในอดีตของทางค่ายอย่าง DR-BIG สังเกตได้จากปากนกด้านหน้าที่ยื่นออกไปด้านหน้า พร้อมกันนี้ยังได้เปลี่ยนดีไซน์ของไฟหน้าใหม่เป็นไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบซ้อนกัน 2 ชั้น ให้กลิ่นอายเฮริเทจแบบดั้งเดิม นอกจากนี้แล้วยังโดดเด่นด้วยการทำสีชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ เช่น ฝาสูบ เคสปั๊มน้ำ ครอบคลัตช์ เป็นสีบรอนซ์ตัดกับสีของเครื่องยนต์สีดำดูโดดเด่นสวยงามอีกด้วย   ขุมพลังวีทวินตัวแรง สำหรับโมเดลนี้เครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวิน 90° ขนาด 1,037 ซีซีที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และยังผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้วด้วย เด่นด้วยระบบจุดระเบิดด้วยหัวเทียนคู่ ช่วยให้สตาร์ทง่าย ให้กำลังแรง และตอบสนองต่อคันเร่งได้ดีขึ้น  โดยเคลมแรงม้ามาที่ 107.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสุงสุดที่ 100 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 20.41 กม./ลิตร ดังนั้นหากคำนวณจากถังน้ำมันที่ให้มา 20 ลิตร ดังนั้นจะวิ่งได้อย่างน้อย 400 กม.ต่อน้ำมัน 1 ถัง   ช่วงล่างเยี่ยมตอบโจทย์ เริ่มกันที่ระบบกันสะเทือนกันก่อนนะครับ โช้คหน้านั้นให้เป็นโช้คหัวกลับจาก KYB ขนาด 43 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวสามารถปรับพรีโหลดได้ผ่านรีโมต พร้อมกับกระเดื่องซับแรง ซึ่งถือว่าใช้งานได้สะดวกเวลาที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่  ตัวล้อจะเป็นล้อซี่ลวด DID แบบไม่ใช่ยางในเรียกว่าเป็นของดีพร้อมลุยแบบหนักๆ มาให้เลย ส่วนยางจะเป็นขนาดยางหน้า 110/80 R19 ส่วนยางหลัง 150/70 R17  ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรกจาก Tokico ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว และจะมีระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้อีกด้วย   เทคโนโลยีแน่นๆ ทันสมัย  สำหรับเจ้า XT คันนี้จะมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 3 แกนหรือ IMU มาให้ด้วย ดังนั้นระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบที่เกี่ยวกับความปลอดภัยก็จะได้รับการยกระดับอัปเกรดให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Motion Track Brake System หรือระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้นั่นเอง ระบบ Hill Hold Control System (ช่วยหยุดรถบนเนินชัน) ระบบ Slope Dependent Control System (ช่วยควบคุมแรงเบรกเวลาลงทางลาดชัน) ระบบ Load Dependent Control System (ช่วยควบคุมแรงเบรกเวลามีคนซ้อนหรือมีสัมภาระ) ระบบครูซคอนโทรล (ความเร็วที่ใช้งานได้ >50 – 160 กม./ชม. เกียร์ 4 ขึ้นไป) ระบบแทร็คชันคอนโทรลแบบเปิดปิดได้ และระบบ Suzuki Drive Mode Selector (โหมดการขับขี่มี 3 โหมดด้วยกัน) นอกจากระบบต่างๆ ข้างต้น ยังมีระบบอื่นๆ ช่วยเสริมการใช้งานอาทิ ระบบ Low RPM Assist ช่วยไม่ให้เครื่องดับเวลาขี่ที่ความเร็วต่ำหรือตอนออกตัว ใช้ดีเวลารถติด ระบบ Easy Start กดสตาร์ทครั้งเดียวไม่ต้องค้างก็เพียงพอต่อการสตาร์ท ง่ายและสะดวก และระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงที่มือคลัตช์ ไม่ต้องใช้แรงกำมาก   ช่วงทดสอบขับขี่ ท่านั่งดีขับขี่ได้นุ่มสบาย เรามาพูดถึงท่านั่งการขับขี่กันก่อนนะครับ ผมบอกสั้นๆ ก่อนว่า มันกระชับและนุ่มนวล จากการได้ลองขับขี่ สำหรับตัวผมแล้วรู้สึกถึงความกระชับของตัวรูปทรงถังน้ำมันที่มีความเพรียวไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนรุ่นอื่นๆ ตำแหน่งการวางเท้ามาได้พอเหมาะพอเจาะ และระยะของแฮนด์บาร์ที่อยู่ในระดับดีทั้งตอนนั่งและยืนขับ ทำให้คอนโทรล บาลานซ์ตัวรถทั้งทางดำและทางลุยทำได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นออกแบบการสรีสะท่าทางขับขี่ได้เหมาะสำหรับสายแอดเวนเจอร์  เมื่อออกแบบมาได้ดีก็ทำให้เห็นมุมมองเส้นทางเป้าหมายข้างหน้าชัดเจน การคอนโทรลตัวรถเองก็ทำได้ง่ายและสบายมากยิ่งขึ้น สำหรับตัวผมการเดินทาง กรุงเทพ – ชลบุรี

รีวิวมอไซค์ Honda

No Posts Found!

No Posts Found!