
Zontes 368G รีวิว รถขนขิง ฉายาที่ไม่ได้มาง่าย ๆ พร้อมขิงเต็มระบบกับกำลังแรงม้าเกือบ 40 ตัว เทคโนโลยีเต็มระบบ ในราคาเพียง 1.78 แสนเท่านั้น
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Zontes 368G รีวิว รถขนขิง ฉายาที่ไม่ได้มาง่าย ๆ พร้อมขิงเต็มระบบกับกำลังแรงม้าเกือบ 40 ตัว เทคโนโลยีเต็มระบบ ในราคาเพียง 1.78 แสนเท่านั้น

รีวิว BMW R1300GS สมเป็นยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ระดับตำนาน เรียกเสียงฮือฮาไปได้ไม่น้อยเลย หลังจากการเปิดตัวโมเดลใหม่พร้อมราคาภายในงาน Motor Show 2024 ที่ผ่านมาไม่นาน กับเจ้า R1300GS เรียกว่าทำให้สาวก GS ทั้งหลายอดใจไม่ไหวที่จะได้สัมผัส สุดยอดรถตัวท็อปสุดของโมเดล ระดับตำนาน จากค่ายใบพัดสีฟ้า และครั้งนี้ ผมเองก็ได้โอกาสได้มาร่วมการทดสอบ รีวิว BMW R1300GS ที่ทาง BMW Motorrad Thailand จัดขึ้นที่ Enduro Park Thailand จะเป็นยังไง ไปติดตามกันได้เลยครับ ใหม่หมดยกคัน เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า เริ่มแรกขอพูดถึงตัวรถที่เปลี่ยนใหม่มาแบบยกคันกันเลยทีเดียว กับคอนเซปต์ของทางแผนก R&D ที่บอกว่าทำยังไงก็ได้ให้ดีกว่า รุ่นเดิมหรือเจ้า R1250GS อดีตเรือธงประจำค่าย ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าตัวเก่าก็ดีอยู่เเล้ว แต่ทว่าการเกิดใหม่ของเจ้า R1300GS มันยิ่งสุดยอดยิ่งกว่า ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ปรับปรุงมาใหม่ชนิดที่ว่าลืมภาพจำของ GS ที่เราคุ้นเคยไปโดยสิ้นเชิง เริ่มที่ตัวแฟริ่งที่ออกแบบใหม่ มีสัดส่วนเส้นสายต่าง ๆ ที่ให้ความรู้สึกกระชับ มีมิติที่เพรียวบางมากขึ้น ถ้าหากเทียบกับรุ่นก่อนอย่าง R1250GS จะเห็นได้ชัดอย่างชัดเจนว่ามีความปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบไฟ LED รอบคัน กับเทคโนโลยีไฟหน้าแบบเมทริกซ์ดีไซน์ล้ำสมัย โดดเด่นไม่เหมือนใคร มองยังไงก็รู้เเน่นอนว่านี่คือ R1300GS รวมถึง ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และระบบไฟ Headlight Pro ช่วยส่องสว่างในขณะเข้าโค้ง พร้อมไฟเลี้ยวบิลด์อินมาให้อยู่ในการ์ดแฮนด์ ทำให้ดูหล่อลงตัวเลยทีเดียว ยังไม่หมดเท่านี้ ชิลด์หน้าทรงตัด ที่สามารถปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้าได้ เพิ่มความสะดวกเวลาขับขี่ออกทริปไกล ๆ สบายหายห่วง ยังรวมไปถึงถังน้ำมันอลูมิเนียมขนาด 19 ลิตร ที่ทางค่ายเขาออกแบบให้แบนราบลงตัดกับองศาตัวเบาะเว้าโค้งไปถึงมือจับคนซ้อนท้ายที่พร้อมรองรับการติดตั้งกล่องท้ายสำหรับสายทัวริ่งมันทำให้ช่วงกลางตัวรถไปจนถึงด้านท้ายตัวรถนั้นดูเพรียวมากขึ้น ยังมีเฉดสีที่ถูกออกแบบมาในสไตล์ความเป็น GS เส้นสายลวดลายที่ให้ความเป็นสุดยอดทัวริ่งแอดเวนเจอร์ พร้อมเพลตโลโก้ทั้งสองข้างที่บ่งบอกรุ่น เครื่องใหม่ ใหญ่ขึ้น แรงขึ้น แต่เบากว่าเดิม ด้านขุมพลังแน่นอนว่ามันคือหัวใจหลักเเละด้วยความเป็น GS ก็ยังคง เป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ขนาด 1,300 ซีซี ดีไซน์ใหม่ ที่ทางค่ายออกแบบให้มีกระทัดรัดมากยิ่งขึ้น โดยย้ายชุดเกียร์ไปไว้บริเวณด้านใต้ของเครื่อง ทั้งยังจัดวางเพลาข้อเหวี่ยงแบบใหม่ แต่ที่ทรงพลัง ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ (แรงม้ามากกว่า 9 ตัว และแรงบิดมากกว่า 6 นิวตันเมตร เทียบกับรุ่น R1250 GS) เคลมการประหยัดน้ำมันที่ 4.8 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร หรือราว ๆ 21 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมระบบ ระบายความร้อนด้วยของเหลว ระบบเกียร์ 6 สปีด มีควิกชิฟเตอร์แบบสองทางและแอสซิสต์สลิปเปอร์คลัตช์ และระบบชิฟต์แคมที่ทำให้จังหวะการทำงานของวาล์วแปรผันได้ตามความเหมาะสมกับ รอบเครื่องยนต์ พร้อมขับเคลื่อนด้วยระบบเพลาที่ออกแบบใหม่มีขนาดที่ยาวขึ้นกว่าเดิม ช่วงล่างจัดเต็ม ด้านช่วงล่างก็ปรับใหม่มาไม่แพ้กัน ด้วยเเชสซีใหม่ด้วยเป็นแกนหลักที่ขึ้นรูปจากเหล็กกล้าปรับปรุงมาใหม่ให้ตำแหน่งวางเครื่องได้เหมาะสมและเเข็งเเรง รวมถึงเฟรมด้านท้ายเป็นอลูมิเนียมขึ้นรูป 2 ชิ้นประกบกัน ทำให้ตัวรถเบาลงแต่เเข็งเเรง ยังมีระบบกันสะเทือนที่ปรับขึ้นมาใหม่ โช้คด้านหน้าเป็นแบบ Evo Telelever พร้อมตัวเซ็นทรัลสตรัทสปริง เเละโช้คเดี่ยวด้านหลัง มาพร้อมระบบ EVO Paralever ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ ช่วยให้การบังคับเลี้ยวให้ดีขึ้น เฉียบคม ทรงตัวได้ดีขึ้น ในทุกย่านความเร็ว เเละมาพร้อมกับระบบปรับช่วงล่างแบบไดนามิก (DSA) สามารถปรับความหนืดของตัวสปริงทั้งโช้คด้านหน้าและโช้คหลัง โดยทำงานสอดรับกับโหมดการขับขี่ที่เลือกสภาพถนนและลักษณะการขับขี่ของผู้ขับขี่ได้นั่นเอง เเละอีกหนึ่งระบบที่ช่วยให้การขับขี่สบายยิ่งขึ้นกับระบบควบคุมความสูงแบบอัตโนมัติ (Adaptive Vehicle Height Control System) ช่วยปรับความสูงของตัวรถอย่างอัตโนมัติตามสภาพการใช้งานของผู้ขับขี่ โดยการทำงานจะเริ่มที่ความเร็ว 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง เบาะจะปรับความสูงจาก 820 ม.ม.ไปเป็น 850 ม.ม. อัตโนมัติ ทั้งนี้ยังสามารถเข้าไปปรับความสูง-ต่ำเบาะได้ตามใจชอบเลย เพิ่มความสะดวกสบายต่อผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี นี่เเค่ระบบช่วงล่างนะเนี่ยบอกได้เลยว่าจัดเต็มจริง ๆ มาพูดถึงระบบเบรกกันบ้าง โดยระบบเบรกด้านหน้าเป็น ดิสก์เบรกคู่ด้านหน้าขนาด 310 มม. คาลิเปอร์เบรก 4 ลูกสูบ ของทาง BMW ดิสก์เบรกด้านหลังขนาด 276

รีวิว XMAX Tech MAX 2024 กับ 7 จุดเด่น ปักหมุดเช็คอิน จ.ชลบุรี สำหรับใครที่กำลังมองหารถสกู๊ตเตอร์ในพิกัด 300 ซีซีเจ๋ง ๆ ซักคัน หรือกำลังพิจารณาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกรุ่นอะไรดี ครั้งนี้ทางทีมงาน SuperBike Thailand จะพาไปชม รีวิว XMAX TechMax 2024 แม็กซี่สกู๊ตเตอร์รุ่นฮิตติดเทรนด์ทั่วโลกจากค่ายส้อมเสียงที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา กับการกลับมาครั้งใหม่ด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นอิดิชันพิเศษดูโดดเด่นสะดุดตาไปจากเดิม พร้อมกับ 7 จุดเด่นที่น่าสนใจ เดี๋ยวจะเล่ารายละเอียดทีละประเด็นให้คุณผู้ชมได้พิจารณากันครับ 1.ดีไซน์ปรับใหม่ หรูหรา พรีเมียมยิ่งกว่าเดิม ประเด็นข้อแรกกับดีไซน์ที่ถูกปรับใหม่ ดูพรีเมียมและหรูหรามากยิ่งขึ้น อย่างแรกเลยคือเรื่องของชุดสีกับ Magma Black (น้ำตาล – ดำ) ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกันกับบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นพี่ในค่ายอย่าง TMAX Tech MAX และมีจำหน่ายเพียงสีเดียวในรุ่นนี้อีกด้วย พร้อมกับส่วนอื่น ๆ ที่ทางค่ายได้ติดตั้งมาเฉพาะในรุ่น Tech Max มีดังนี้ โช้คอัพหลัง Ohlins Tech MAX Limited Edition ระบบกันสะเทือนหลังสีทองประกายเด่น ๆ จะเป็นรุ่นอื่น ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ นอกจากโช้คตัวเทพจาก Ohlins Tech MAX Limited Edition ตรงรุ่นจากโรงงาน มาพร้อมซับแทงค์และติดสติ๊กเกอร์ Ohlins Tech Max เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ใครที่ชื่นชอบรถสกู๊ตเตอร์และเป็นสาวกโช้คอัพแบรนด์นี้ก็ต้องพิจารณากันแล้ว โลโก้ด้านหน้าพิเศษเฉพาะรุ่น TECH MAX EMBLEM เสริมความพรีเมียมเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ด้วยโลโก้เอ็มเบล็มพิเศษเฉพาะตัวที่ด้านหน้าตัวรถ สื่อถึงความหรูหรา พิเศษและโดดเด่นในสไตล์โมเดลอิดิชันพิเศษรุ่นนี้ ปลอกแฮนด์พิเศษ Tech MAX Hand Grip ปลอกแฮนด์ลวดสายพิเศษพร้อมตัวอักษร Tech MAX ที่ไม่ได้เพิ่มความหรูหราเพียงอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มความกระชับในการใช้งานขับขี่มากยิ่งขึ้น เบาะนั่งพิเศษ Exclusive Tech MAX SPECIAL SEAT อีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มความพรีเมียม ความหรูหรากับตัวเบาะออกแบบพิเศษ พร้อมพนักพิงหลังช่วยเสริมความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเบาะรุ่นนี้ใช้วัสดุเนื้อผ้าชนิดพิเศษ เดินตะเข็บคู่ออกมาดูสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ด้วยการติดแผ่นเพลท Yamaha ไว้ตรงเบาะคนซ้อน สะท้อนความหล่อเหลาในแบบแม็กซี่สกู๊ตเตอร์ ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษ TECH MAX COVER FRONT ฝาปิดช่องเก็บของพิเศษนี้หุ้มด้วยวัสดุพิเศษ เป็นเนื้อผ้าเดียวกันกับตัวเบาะ เพิ่มความเรียบหรูดูดีไปอีกระดับสมกับดีกรีเทคแม็กซ์ ชุดรองพักเท้าด้านหน้าอลูมิเนียม Tech MAX Foot Plates ใส่ใจยันไปถึงที่ฟุตเพลท ด้วยชุดรองพักเท้าอลูมิเนียมออกแบบพิเศษที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มความทนทาน เพิ่มความสบายใจใช้งานแล้วไม่ต้องกลัวรถเป็นรอย อีกทั้งยังติดแผ่นยางบนเพลทช่วยเสริมการยึดเกาะของผู้ขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ชิลด์หน้าปรับได้ ไฟหน้ารูปทรงตัว “X” ท่อไอเสียทรงโต ไฟท้ายดีไซน์สปอร์ต สำหรับรูปลักษณ์ดีไซน์ในส่วนอื่น ๆ ยังคงยึดต้นแบบของสายพันธุ์ MAX Series เจ็นใหม่ล่าสุด เริ่มที่ไฟหน้า ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ และไฟท้ายดีไซน์รูปทรงตัว “X” รวมไปถึงไฟเลี้ยวบิวอินต์ตรงบริเวณคิ้วหน้า ชิลด์หน้าทรงสูงปรับแมนนวลได้ สำหรับตัวแฟริ่งยังคงดีไซน์ทรงสปอร์ต และยังคงให้ความดุดันด้วยชุดสีน้ำดำทั้งบังโคลนหน้า คิ้วไฟหน้า เบาะ แฟริ่งด้านข้างและด้านท้าย รวมไปถึงชุดแคร้งเครื่องและท่อไอเสียขนาดใหญ่ออกแบบมาตัดกับสีน้ำตาลได้อย่างลงตัว หน้าจอ Dual Display ช่องเก็บของด้านหน้า 2 ช่อง ประกับฝั่งซ้าย ประกับฝั่งขวา ขณะที่ฝั่งคอนโทรลเริ่มจากปะกับด้านซ้าย มีทั้งสวิตซ์ไฟสูงต่ำ ไฟพาส ไฟเลี้ยว แตร และปุ่มเมนูบังคับปรับโหมดหน้าจอ ส่วนปะกับด้านขวามีสวิตช์ออฟรันและไฟฉุกเฉินติดตั้งมาให้ ต่อด้วยหน้าจอ Dual Display ที่มีทั้งจอดิจิทัล LCD ขนาด 3.2 นิ้ว และจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อเทคโนโลยีใช้งาน) ส่องลงมาจะพบกับช่องเก็บของด้านหน้าซ้ายขวา สามารถเก็บสิ่งของได้ โดยเฉพาะช่องเก็บของฝั่งซ้าย จะมีช่องชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์ สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้นั่นเอง 2.เครื่องยนต์บลูคอร์ พิกัด 300 ซีซี ประเด็นข้อที่สองกับเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดและสมรรถนะที่ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีบลูคอร์ กับสูบเดียวขนาด 292 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ขับเคลื่อนด้วยสายพาน และนอกจากนี้กระบอกสูบยังเคลือบไดอะซิลที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะรถยามาฮ่าที่จะเพิ่มความลื่นและช่วยลดแรงเสียดทานในการทำงานเป็นพิเศษ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุด 27

เรารู้จัก Suzuki GSX-R1000 มาก็นานหลายปี และประชาชนคนไทยที่หลงรักสองล้อก็ล้วนแล้วแต่ต้องรู้จักเจ้า GSX-R1000 ในเรื่องของความแรงความดิบและความถึก และมาครั้งนี้นี้เราก็ได้โอกาสทดสอบ GSX-R1000R ที่เป็นตัวท็อปรหัส R ที่เรารู้กันในใจว่าคือ Racing ก็อย่างที่เห็นเลยครับ ครั้งนี้นี้เรานำเจ้า Suzuki GSX-R1000R สปอร์ตไบค์เรือธงตัวท็อปและโมเดลใหม่ล่าสุดของทางค่ายมาทดสอบกัน ก่อนอื่นก็ขอพูดเรื่องความแตกต่างจากโมเดลปกติอย่าง GSX-R1000 หลักๆ เลยก็จะต่างกันเรื่องราคา เอ้ย เรื่องนี้ก็ใช่ แต่มันไม่ใช่ประเด็นโว้ย คือหลักๆ GSX-R1000R ก็จะต่างตรงมีตัว R มากกว่าตัวนึง (ยังไม่เลิกเล่นอีก) คือต่างกันตรงที่จะมีระบบกันสะเทือนที่ดีกว่าอัพเกรดเพิ่มเติมจากโมเดลปกติ มีระบบช่วยออกตัวหรือ Launch Control มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และปิดท้ายเรื่องความแตกต่างจากภายนอก ก็จะมีระบบไฟเดย์ไลท์แบบ LED ที่ด้านบนช่องแรมแอร์ด้านหน้าตัวรถข้างๆ ไฟหน้า หลักๆ ก็จะมีดังที่บอกไปครับ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า เป็นส่วนใหญ่จะเป็นไปในเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะในการซิ่งแบบสนามเป็นหลักครับ สมกับเป็นรหัส R โฉบเฉี่ยว เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของ Suzuki GSX-R1000R คันนี้ก็อย่างที่บอกไปไม่ต่างกับ GSX-R1000 มากนัก มีเฉดสีให้เลือก 3 เฉดสีที่คล้ายกันทั้ง 2 โมเดล แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองโมเดลมีดีไซน์ร่วมกัน วิธีแยกด้วยตาเปล่าให้มองไปที่โช้คหน้าใกล้กับคาลิเปอร์เบรคล่าง เจ้า GSX-R1000R จะมีโช้คหน้า Balance Free Fork รุ่นท็อปจาก Showa ที่จะมีตัวแท็งค์แยกเพิ่มออกมา โดยเน้นไปที่ความโฉบเฉี่ยวในแบบสปอร์ตโมเดิร์น และโดยเฉพาะกับสีน้ำเงิน Metallic Triton Blue หรือสีของคันที่เรานำมาทดสอบในฉบับนี้มันคือชุดสีที่ลอกแบบมาจากรถแข่งของทีม Suzuki Ecstar มาเลย เรียกว่าได้ฟีลลิ่งและกลิ่นอายของสนามแข่งมาเลยล่ะครับ ตัวไฟหน้าใหม่โคมเดี่ยวนี้ดูเล็กกว่าโมเดลก่อนๆ และแตกต่างจากของค่ายอื่นค่อนข้างมากนี้ ทางค่ายบอกว่าเพราะต้องการลดน้ำหนัก และเป็นโคมไฟเดี่ยวตรงกลางด้านหน้าสุดเพื่อให้มีแรงต้านอากาศน้อย หรือช่วยในเรื่องแอโรไดนามิกส์นั่นเอง แต่ไม่ทิ้งความสว่างคมชัดไป ด้วยการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟแบบ LED แทน นอกจากนี้ด้านบนแรมแอร์ทั้งสองข้างก็มีไฟเดย์ไลท์อย่างที่บอกไป เสริมลุคสปอร์ตที่ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเวลาขับขี่บนท้องถนนได้อีกด้วย นอกจากนี้มิติตัวรถนั้นยังมีขนาดเล็กลงกว่าโมเดลเก่าๆ โดยการออกแบบใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งในรายการ MotoGP โดยให้รูปทรงปราดเปรียวตั้งแต่หัวจรดท้ายรถเพื่อให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกอีกด้วย เรียกว่าไม่ได้หล่ออย่างเดียว แต่หล่อในแบบที่มีประโยชน์กับการขับขี่อีกด้วย ส่วนนึงที่ตัวรถเล็กลงก็เพราะเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้นั้นมีขนาดที่เล็กลงด้วยหากเทียบกับโมเดลเก่าๆ บวกกับเฟรมและแชสซีใหม่ที่ทำช่วยให้รถเบาและขนาดเล็กกะทัดรัดลงอีกด้วย และเมื่อประกอบกับท่านั่งขับขี่ที่เป็นไปในแบบเรซซิ่งด้วยก็ช่วยให้พลิกรถขณะเข้าโค้งได้ง่าย ซอกแซกได้ง่ายขึ้นด้วยครับ ขุมกำลัง มาพูดถึงเรื่องหัวใจหลักของเจ้า GSX-R1000R คันนี้กันบ้าง เครื่องยนต์ของเจ้า GSX-R1000R คันนี้มีขนาดความจุอยู่ที่ 999.6 ซีซี 4 สูบเรียงระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่นำมาจาก GSX-RR รถแข่ง MotoGP เรียกว่าถ่ายทอด DNA กันมา จุดเด่นคือใช้ลูกสูบฟอร์ตอลูมิเนียมที่แข็งแรง ทนทานและน้ำหนักเบา มีระบบ Clutch Assist System ช่วยผ่อนแรงในการบีบกำคลัทช์และเข้าเกียร์ได้ง่ายยิ่งขึ้น วาล์วไอดีและไอเสียทำจากไทเทเนียมที่ทั้งเบาและทนทาน มีระบบ Suzuki Racing Variable Valve Timing (SR-VVT) หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าระบบวาล์วแปรผันที่ทำงานร่วมกันกับ Suzuki Exhaust Tuning Alpha และ Suzuki Top Feed Injector (S-TFI) ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เพิ่มสมรรถนะให้กับเครื่องยนต์ในการขับขี่ในความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่สูง โดยไม่กระทบการขับขี่ในความเร็วรอบต่ำและกลางอีกด้วย โดยเคลมแรงม้ามาสูงสุดที่ 202 แรงม้า เราขึ้นทดสอบก็ได้ใกล้เคียงไม่ต่างกันมากนัก เรียกว่าเป็นสปอร์ตไบค์ตัวพันที่ทรงพลังระดับแนวหน้าเลย จากการลองขับขี่ก็พบว่าเครื่องยนต์ของ Suzuki ยังมีความดิบ ดุดัน มีอัตราเร่งที่ดี เรียกว่าบิดติดมือเลยทีเดียว เนื่องจากแรงบิดหรือทอร์คนั้นมาไว กำลังของรถเองก็มีมากขึ้น แต่แน่นอนว่า Suzuki ก็ได้ให้ตัวช่วยต่างๆ เพื่อมาช่วยคุมความดิบของมันมาด้วย ซึ่งจะเล่าในหัวข้อต่อๆ ไป อัพเกรด แนวคิดของ Suzuki ที่มีต่อการพัฒนา GSX-R1000R คือแนวคิดที่ไม่ซับซ้อน โดยคำนึงถึงเรื่อง การวิ่ง การเลี้ยว และการเบรค ซึ่งก็สื่อถึงการเร่งเครื่องยนต์ การเข้าโค้งและการเบรคซึ่งต้องดีกว่าเดิมในทุกอย่าง ดังนั้นทาง Suzuki จึงอัพเกรดและใส่เทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเสริมในจุดต่างๆ ซึ่งเรื่องของการเร่งก็คือระบบวาล์วแปรผันซึ่งได้พูดไปแล้วในเรื่องของเครื่องยนต์นั่นแหละครับ เรื่องการเข้าโค้งแน่นอนว่าส่วนสำคัญก็คือเรื่องของช่วงล่างครับ งานนี้ Suzuki เลือกจัดโช้คหน้า Showa Balance Free Fork และโช้คหลัง Balance Free

วันนี้เรามาทดลองขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ Hybrid รุ่นแรกของโลกกันครับ รถคันนี้ถูกเปิดตัวที่งาน Tokyo Motor Show ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว เราก็รอโอกาสจนกระทั่งวันนี้ที่เราได้มีโอกาสทดสอบเจ้า Honda PCX Hybrid เป็นระยะทางไกลกว่า 200 กิโลเมตร โดยเราจะเริ่มจาก ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า สุขาภิบาล 3 ไปจนถึง พัทยา หาดจอมเทียน โดยครั้งนี้มีสื่อมวลชนร่วมทดสอบกันเกือบครึ่งร้อย เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ว่าเจ้า PCX คันนี้ มีอะไรยังไงกันบ้าง ภายนอก รูปลักษณ์ รูปทรง Honda PCX Hybrid ก็จะเหมือน PCX ทั่วๆ ไปแต่จะมีเพลทสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความหรูหรามีสไตล์ เป็นสัญลักษณ์ HYBRID เด่นชัด เรือนไมล์เป็นแบบฟูลดิจิตอลทั้งหมด บอกโหมดการขับขี่ วัดความเร็ว ความร้อน แบตเตอรี่ ไฟสถานะเครื่องยนต์ ไฟเลี้ยว มีการบอกสถานะการจ่ายไฟจากแบตเตอรรี่ลิเทียมไอออน และสถานะการชาร์ตไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ลิเทียม และก็มีโหมดบอกอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน บอกเลยให้มาแน่นจริงๆ พร้อมกับระบบไฟ LED รอบคันที่ใช้ส่องสว่างแบบเหลือๆ ตอนกลางคืน ขับขี่ มาต่อกันที่การตอบสนองและการทำงานของเครื่องยนต์ที่เป็นหัวใจหลักของ PCX Hybrid ที่เสริมกำลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Parallel หรือเราจะเรียกว่า Hybrid แบบคู่ขนาน โดยการใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวช่วยเสริมแรง โดยจะช่วยทั้งในช่วงออกตัวและในตอนเร่งแซง ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกสั่งงานด้วยกล่องอัจฉริยะ PDU (Power Delivery Unit) ที่จะคำนวนการเปิดของลิ้นปีกผีเสื้อ เพื่อที่จะให้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 48 โวลต์ที่วางอยู่ใน U Box คนซ้อนด้านหลังจ่ายไฟให้มอเตอร์ไฟฟ้าที่จะช่วยเสริมแรงตั้งแต่ออกตัวจนไปถึงที่ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม.ทำให้ฟีลลิ่งการขับขี่เหมือนรถที่ถูกดัดแปลงระบบส่งกำลังมาระดับนึงเลย รถนั้นออกตัวได้ไวขึ้น เร่งแซงได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องลุ้นมาก ขี่สนุกมาก และเมื่อใช้แบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนมีประจุลดน้อยลง เจ้าตัวกล่อง PUD จะทำการสั่งให้รีชาร์จไฟเข้าไปในแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนขณะขับขี่โดยอัตโนมัติ (เต็มแล้วก็ตัดโดยอัตโนมัติเช่นกัน) ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำสมัยไปอีกขั้น ตัวรถยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดได้ โดยสามารถปรับได้ถึง 3 โหมด D S และ Blank สามารถมองเห็นสถานะได้จากเรือนไมล์ ส่วนตัวตอนนี้ผมขับ แต่ S เพราะว่าแรงดี 555 แต่ก็จะบอกให้ว่า D ก็จะเป็นโหมดที่ขับขี่ในเมืองสบายๆ ประหยัดน้ำมัน อันที่จริงมันก็ประหยัดอยู่แล้ว แต่ที่ให้มาก็เพราะว่าประหยัดกว่าโหมด S เอาง่ายๆ ก็คือ โหมด D ก็คือค่าของโรงงาน ตั้งมายังไงก็อย่างงั้น มาต่อกันที่โหมด S ตามชื่อเลยครับ Sport ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองรวดเร็วมากขึ้น ทำให้รถมีกำลังเพิ่มขึ้น โดยทางโรงงานเคลมมาว่า Moto Assist ที่ให้มา สามารถเพิ่มแรงม้าได้ถึง 1.9 แรงม้า แรงขึ้นจริงๆ ครับ บิดสนุก แซงง่าย โหมดสุดท้าย Blank Mode จะเป็นโหมดที่เหมือนกับโหมด D เพียงแต่ไม่สามารถใช้ Idling stop ได้ ส่วนมากก็คงจะไม่ได้ใช้โหมดนี้กันอยู่แล้วละครับ อีกหนึ่งลูกเล่นก็คือ Idling stop นี่ละครับ มีการพัฒนาให้ดีขึ้น รอบนี้ทำงานไวมาก เพียงแค่ปิดคันเร่งขณะที่ความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม.มันก็ทำงานทันที เรียกว่าขายังไม่ถึงพื้นรถก็ดับเครื่องแล้ว เป็นอีก 1 ตัวแปรที่ทำให้รถ PCX Hybrid คันนี้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น “Honda PCX Hybrid นั้นทั้งแรงขึ้นและประหยัดน้ำมันมากขึ้นจริงๆ” เส้นทางการขับขี่ในครั้งนี้รวมๆ แล้วประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ผมทำได้คือ 49.9 กิโลเมตร/ลิตร ถ้าเติมน้ำมันเต็มถังก็วิ่งได้ราว 350 กิโลเมตร ถือว่าดีมากเลยทีเดียวได้กับการได้พลัง Hybrid มาช่วยอีกแรง เสริมเติมจากตัว PCX รุ่นธรรมดามามากมาย ซึ่งผมบอกก่อนเลยว่า ไม่เสียรูปทรงจากเดิมเลย ไม่มีได้ใหญ่เทอะทะมากกว่าโมเดลเดิม มีแต่แรงม้าที่เพิ่มขึ้น ตัวรถนั้นขี่ได้สมดุลมากๆ ส่วนตัวชอบฟีลลิ่งนี้มากๆ ครับ แล้วก็เหมือนรู้สึกว่าทางวิศวกร Honda ได้ออกแบบการกระจายน้ำหนักของแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนมาเป็นอย่างดี ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น ไม่ต้องมากังวลเรื่องน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของแบตเตอรี่ลิเที่ยม แต่อาจจะเก็บสัมภาระได้ไม่เท่าแต่ก่อนเพราะมีแบตเตอรี่ลิเทียมมาอยู่ใน U box ด้วย

กลับมาอีกครั้งกับสัมผัสใหม่ Ducati Scrambler 1100 ครั้งนี้เป็นการจัดทดสอบให้กับสื่อในรูปแบบใหม่โดยการเทสต์ครั้งนี้เราจะขี่ทดสอบกันรอบเกาะรัตนโกสินทร์กันในตอนกลางคืนใจกลางเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร เราเดินทางมาที่ร้าน Sheep Shank Public House ฝนก็ตกทันทีเหมือนจะไม่เป็นใจ แต่ก็ยังไม่เปนไรยังไม่ถึงเวลาทดสอบเจ้า Scrambler 1100 เรามาบรี๊ฟกันก่อน กันเจ้า ตัวรถ Ducati Scrambler 1100 ตัวใหม่นี้อะไรบ้าง โดยในครั้งนี้ได้รับการต้อนรับจากม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิสกุล ที่มาพูดถึงคอนเซ็ปต์ “Ride Bigger” โดยในการทดสอบครั้งนี้เราจะจับสลากกันว่าจะได้ขี่รถรุ่นไหน สำหรับผม หวยออกที่เลข 2 นั้นก็คือ Ducati Scrambler 1100 สีดำเทา ในฉลากจะมี Ducati Scrambler 1000 Special, Sport ตัว Sport จะมีโช้ค Ohlins หน้า–หลัง มาให้จากโรงงาน เอาจริงๆ โมเดลไหนก็ได้ครับ มันสวยทุกสีเลย ก่อนที่จะไปทดสอบ พอฝนหยุด ถนนเริ่มแห้ง อากาศเป็นใจสุดๆ พวกเราก็ออกข้างนอกไปทดสอบรถกัน เวลาตอนนี้ก็ประมาณ 2 ทุ่มนิดหน่อย ผมแต่งตัวเตรียมขี่รถรอบกรุงรัตนโกสินทร์ สัมผัสแรกจากที่เคยขี่รถแนวนี้มาก่อนรู้สึกว่ามิติรถดูบึกบึนพอสมควร ท่านั่งพอดีตัวรู้สึกขับง่ายมาก แฮนด์บาร์สูงกำลังดีตามสไตล์ Scrambler เครื่องยนต์ที่เป็นแบบ L– Twin 2 สูบ 1,079 ซีซี 86 แรงม้าที่ 7,500 รอบมาพร้อมคันเร่งไฟฟ้า ตอบสนองได้ดี ขี่สนุกขึ้นเยอะมาก เส้นทางที่เราจะขับไปจะผ่านหน้าลานพระรูปทรงม้า ขับต่อไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากการได้ลองสัมผัสแม้จะสั้นๆ แต่ขอบอกว่า เอกลักษณ์ของคันนี้ผมคิดว่าเด่นที่รูปทรง และเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดัน สมกับเป็น Scrambler ที่เป็นที่หมายตาของผู้คนมากมายในเมืองหลวง ไฟหน้าแบบ LED ดีไซน์เด่นสวยงามและสว่างใช้งานได้จริง มาต่อกันที่ช่วงล่างคันนี้กันบ้าง รู้สึกว่าดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเพราะตัวโช้คหน้า ถูกขยายเป็น 45 มม. ทำให้ซับแรงกระแทกได้มากขึ้นอีกระดับนึงเลย โช้คหลัง Kayaba ปรับพรีโหลด รีบาวด์ได้ โดยรวมของช่วงล่างทำงานพร้อมกับยาง Pirelli MT60 และเบรค หน้า Brembo โมโนบล็อก M4 4 พ็อต เบรคหลัง 1 พ็อต ทำงานควบคู่กับระบบเบรค ABS จากที่ติดมาจากโรงงาน ทำลงรู้สึกว่าลงตัวมากๆ ขี่ไปไม่นานก็มาถึงจุดถ่ายรูป หน้าวัดพระแก้ว ถือว่าเป็นจุดถ่ายรูปจุดนึงที่ไบค์เกอร์ทุกคนต้องมาถ่ายให้ได้ พร้อมกับถ่ายโรลลิ่งข้างกระทรวงกลาโหม จะบอกว่า ชอบทุกช็อตเลยที่ได้ขี่เจ้า Ducati Scrambler 1100 ถ่ายรูป เป็นความทรงจำสุดประทับใจในการทดสอบครั้งนี้ SPECIAL THANK Ducati Thailand Shoei Thailand ติดตามข่าวสารเพิ่มเติม คลิกทีนี้ อ่านข่าวสารบน Facebook คลิกทีนี้

ทดสอบ รถ Yamaha Lexi VVA S 125 ซีซี รีวิวครั้งนี้กับการขี่รถรอบกรุงเทพ ด้วยเจ้า Lexi VVA 125 ซีซี ตอนแรกก็มองผ่านไปผ่านมอง พอดูเอาเข้าจริงๆก็มีเสห่นเหมือนกันนะนี้ ไฟหน้ามีเส้นคิ้วสีฟ้า คล้ายๆ Hybrid แต่ไม่ใช่ Hybrid นะครับ ดูเด่นสวยงามดี ไฟหน้าแบบ LED สว่าง กลางคืนสวยงาม เรือนไมล์แบบ Full LCD มาพร้อมกับไฟแสดงการทำงาน ของ VVA และอัตราสินเปลืองจริงในขณะนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าช่วงกลางวัน แดดแรงๆกลางหัวยังมองหน้าจอได้พอสมควร แต่กลางคืนหรือเย็นๆ บอกเลยว่า แจ่มมาก คันที่ผมได้ขับขี่นั้นเปป็นตัวTop หรือถ้าเรียกง่าย ก็ตัว S Sport ที่จะให้ โช้คหลังแบบSUBtank และเป็น Smart Key ใช้งานง่ายมากๆ เดินเข้าไปใกล้ๆรถบิดสวิตซ์แล้วขับไปได้เลย ช่วงล่างที่ให้มาสำหรับตัว S ถือว่าใช้ได้นะครับ ขี่เร็ว เบรคหนัก สนองได้ดี ช่วงล่างแบบ Subtank นุ่ม สบาย ระบบเบรค หน้าแบบดิสเบรคที่มาพร้อมกับชุดวัดเซ็นเซอร์ความเร็ว ดูล้ำสมัย เท่ๆดี อีก 1 ลูกเล่นที่ให้กับเจ้า Lexi VVA มาก็คือช่องชาร์ตไฟ อเนกประสงค์ ชาร์ตมือถือ กล้อง หรือ พวก GPS ได้เลยตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ มาพูดถึงเครื่องยนต์ VVA กันบ้าง เจ้า LEXi คันนี้เครื่องยนต์ 125 ซีซี หัวฉีด 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ตอบโจทย์กับเมืองไทยจริงๆ แต่ก็ดีนะครับ ระบายความร้อนได้ดี เครื่องก็ทำงานน้อยลง กินน้ำมันน้อยลง แต่ก็ยังมีลูกเล่นสนุกๆให้กับชาว YAMAHA เสมอก็คือ เจ้าวาล์วแปรผันอัจฉริยะ เนี่ยละที่ผมชอบ ความรู้สึกว่าเวลาที่ ไฟสถานะ VVA ขึ้น รถจะเเรงขึ้นอีกนิสนึง แต่ก็นะ มาลองเองดีกว่า ทางผมก็ขี่เล่นมาตลอดทั้งวัน เเวะกินข้าว จอดถ่ายรูป รถติดๆ ระบบนี้ช่วยได้เยอะเลยก็คือ START STOP SYSTEM อธิบายให้เข้าใจก็คือ เวลารถหยุดนิ่ง หรือ ไม่ได้บิดคันเร่ง ประมาณ 3-7 วินาที แล้วแต่ช่วงการจราจรหรือความร้อน ระบบนี้จะทำงาน เหมือน รถดับ แต่เราสามารถ บิดรถออกไปได้ทันที ไม่ต้องสตารท์รถใหม่อีกรอบ ส่วนตัว ระบบนี้ช่วยประหยัดน้ำมันมากเลยทีเดียว จบทริปนี้ขี่ไปเกือบ 50 กิโลเมตรรอบๆกรุงเทพ นำมันยังไม่ลดสักขีด สีลม – สาทร – เจริญกรุง – เยาวราช – สนามหลวง – เพชรบุรีตัดใหม่ – สีลม ยังไงก็ลองเอาไปพิจารณาเจ้า YAMAHA LEXi ดูนะครับ ภรรยาซ้อนได้ ลูกนั่งสบาย 555 ส่วนตัวบอกเลยครับ ถูกใจ พี่วิน มอเตอร์ไซค์ แน่นอน!! ขอบคุณ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ที่ได้ให้ทางเราเข้าร่วมทดสอบ แบบสบายๆกันด้วยนะครับ อ่านข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ Yamaha Society Thailand

ฉบับที่แล้วเรามีโอกาสได้ลองขับขี่เจ้า Aprilia RSV4 RF (MY17) ไปแล้วบ้างเนื่องจากเราได้ลองขี่มันในงานแทร็กเดย์ที่ทางค่ายจัดเอาใจลูกค้าที่หลงรักในแบรนด์ Aprilia และแนวคิด “#be a racer” แต่ยังจัดได้ว่าแค่ลองสัมผัสยังไม่ได้เทสต์กันแบบเต็มที่ ฉบับนี้เราจึงนำมันกลับมาทดสอบกันเองแบบถึงพริกถึงขิงอีกครั้งพร้อมขึ้นไดโนให้เห็นความแรงกันแบบชัดๆ มีอ้างอิงกันไปครับ Words: Kavewat Aksornpim Edit: Benz Pics: Nicky Aprilia RSV4 RF คันที่เราทดสอบกันนี้ขอย้ำกันอีกครั้งนะครับว่าเป็นโมเดล 2017 ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัดเพียง 500 คัน (ส่วนโมเดล 2018 นั้นยังไม่ได้จำหน่ายในบ้านเรา) Aprilia RSV4 RF นี้ถือเป็นสุดยอดรถโปรดักชั่นจากทางค่ายรถอิตาลีค่ายนี้ พูดกันง่ายๆ ก็เรือธงตัวท็อปนั่นแหละครับ และขอเกริ่นถึงความต่างให้เห็นถึงความต่างของ RF และ RR คือรวมๆ แล้วจะเหมือนกันหมดกระทั่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดีขึ้น ตลอดไปจนถึงเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย แต่ RF จะมีช่วงล่างที่อัพเกรดให้ดีขึ้นไปอีกคือ ใช้ระบบกันสะเทือนของ Ohlins แทน Sachs และล้ออลูมิเนียมฟอร์จแบบน้ำหนักเบาแทนที่ล้อแบบคาสต์ และจุดที่ต่างจากโมเดลก่อนหน้าหลักๆ ที่ทางค่ายเคลมมาก็คือเร็วกว่าเดิม 1 วินาทีเวลาขี่ในสนามแข่ง หากคุณไม่ใช่นักแข่ง ฟังดูอาจจะไม่สลักสำคัญอะไร แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีใจรักในความเร็วหรือชอบสปอร์ตไบค์ คุณจะสัมผัสได้เลยว่า 1 วินาทีนั้นก็แจ่มแมวมากเลยล่ะครับ รูปโฉม สำหรับหน้าตานั้นที่เห็นได้ชัดคือลวดลายกราฟฟิกใหม่ต่างจากเดิม แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งสไตล์ตามแบบของ อาพริเลีย โดยเจ้า Aprilia RSV4 RF จะมาพร้อมกราฟฟิก Superpole หรือแบบเดียวกับรถแข่งในการแข่งขัน WSBK นั่นเอง ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกนั้นเหมือนกับโมเดลเก่าเลย แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลง มีการปรับเปลี่ยนทรงถังน้ำมันเล็กน้อยจากการย้ายตำแหน่งเซ็นเซอร์วัดแรงเฉื่อย แต่ในจุดนี้จะมองไม่เห็นครับ นอกจากนี้ก็จะมีหน้าจอแสดงผลสีแบบ TFTใหม่ที่สวยงามและแสดงข้อมูลต่างๆครบครันและใช้งานได้ง่ายผ่านสวิตช์เกียร์ที่ด้านซ้ายมือซึ่งสวิตช์เกียร์ที่ด้านซ้ายมือก็จะมีสิ่งที่เพิ่มเข้ามาอย่างปุ่มเปิดปิดการใช้งานระบบล็อกความเร็วในพิทเลนและครูซคอนโทรลเป็นการบ่งบอกอีกนัยนึงว่าเป็นสปอร์ตไบค์ที่ครบเครื่องทั้งซิ่งทั้งเดินทาง ขุมพลัง เครื่องยนต์V4 แบบ 65 องศาของทางค่ายนั้นเคลมมาว่ามี 201 แรงม้าซึ่งยังคงเป็นตัวเลขเดิมเท่ากับโมเดลก่อน แต่เป็นตัวเลขที่ผ่านเกณฑ์ Euro 4 ที่ทางยุโรปบังคับใช้กับรถรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาวางขาย ซึ่งบอกเป็นนัยๆ ว่าก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ยังคงแรงอยู่ได้ แม้จะไม่เพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่ลดลง ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนภายในเครื่องยนต์ใหม่ ซึ่งก็มีการใช้ลูกสูบใหม่ที่น้ำหนักเบาลง ก้านสูบที่มีการเคลือบลดแรงเสียดทานใหม่ ปรับเปลี่ยนสปริงวาล์ว เพิ่มเรดไลน์ให้มากขึ้นอีก 300 รอบผ่าน ECUใหม่ ซึ่งทาง SuperBike ก็ได้ทำการทดสอบด้วยการขึ้นไดโนกับทาง Raceline Superbike พันธมิตรของทางเรา ก็ค้นพบว่ามันมีแรงม้าลงมาที่ล้อหลังมากถึง 192 แรงม้า เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับที่เคลมมามากเลยทีเดียว ส่วนความเร็วสูงสุดหรือท็อปสปีดที่ทำได้คือ 320 กม./ชม. ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรถที่ไม่ตันที่ 299 เหมือนกับค่ายอื่นๆ ที่ติดเงื่อนไขข้อตกลง Gentlemen’s Agreement จึงเป็นรถที่เหมาะกับการใช้งานในสนามเป็นอย่างยิ่ง ไฮเทค วิศวกรของทางค่ายตั้งเป้าหมายในการพัฒนา RSV4 ของตัวเองไว้ว่า “จะต้องเป็นรถซูเปอร์ไบค์ที่เร็วที่สุดในคลาส” และเพื่อการนั้นทางวิศวกรจึงต้องดึงเอาเทคโนโลยีจาก Aprilia Racing หรือแผนกเรซซิ่งของทางค่ายมายัดใส่ไว้ในเจ้า อาพริเลีย คันนี้ แผนกที่เคยทำรถแข่งจนคว้าแชมป์รายการต่างๆ มามากถึง 54 สมัย ซึ่งการันตีให้ผู้ใช้ได้มั่นใจในความทันสมัยและไว้วางใจได้ในประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน และในเรื่องของเทคโนโลยีเนี่ยก็เป็นจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงมากที่สุดสำหรับโมเดล 2017 นี้ ซึ่งก็คือระบบ APRC (Aprilia Performance Ride Control) ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมๆ ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้การขับขี่และควบคุมรถได้ดีขึ้น ซึ่งก็จะประกอบไปด้วย Aprilia Traction Control (ATC) หรือแทร็คชั่นคอนโทรล Aprilia Wheelie Control (AWC) หรือระบบกันยกล้อ Aprilia Launch Control (ALC) หรือระบบช่วยออกตัว Aprilia Quick Shift (AQS) หรือควิกชิฟเตอร์ Aprilia Pit Limitier (APL) หรือระบบช่วยควบคุมความเร็วในพิทเลน และ Aprilia Cruise Control (ACC) หรือครูซคอนโทรล เรียกได้ว่าครบครัน เลือกใช้ได้ตามสะดวก ช่วยให้คุณขับขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้นไม่ว่าจะในสนาม

และนี่คือการ รีวิว Benelli Leoncino รถในสไตล์สแครมเบลอร์สุดหล่อจากค่ายรถสัญชาติอิตาลีอย่าง Benelli ที่จัดได้ว่าเป็นมอเตอร์ไบค์ระดับกลางที่น่าสนใจมากที่สุดในเวลานี้ ทั้งด้วยหน้าตาดีไซน์และสนนราคาที่แสนเร้าใจ แน่นอนว่าเราก็ไม่พลาดที่จะนำมาทดสอบให้รู้กันไปว่า มันดีแต่หล่อหรือเปล่า Leoncino เป็นภาษาอิตาลีแปลว่าลูกสิงโต ซึ่งก็ถือว่าเป็นชื่อโมเดลที่สมกับค่าย Benelli ที่มีสิงโตเป็นสัญลักษณ์ของทางค่าย แล้วก็ดูเหมาะกับขนาดเครื่องยนต์ของสแครมเบลอร์ขนาดกลางคันนี้ดีทีเดียว แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นเจ้า Leoncino นั้นถือกำเนิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 1951 ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Leoncino ในตอนนั้นมีให้เลือกหลายพิกัดซีซีตั้งแต่ 98 ซีซียัน 500 ซีซี ทั้งหมดเป็นเครื่องแบบสูบเดียว แต่ว่ามีทั้งแบบ 2 จังหวะและ 4 จังหวะ ซึ่งเป็นรถขนาดเล็กน้ำหนักเบา ราคาไม่แพงเหมาะกับการใช้เป็นยานพาหนะสำหรับในยุคนั้น ซึ่งเป็นรถที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใครจากการมีสิงโตบังโคลนหน้า ทว่าเจ้า Benelli Leoncino โฉมใหม่คันนี้นั้นเผยโฉมให้เราเห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2017 ในงาน EICMA ที่อิตาลี และเรียกเสียงฮือฮาให้กับผู้หลงใหลใน 2 ล้อเป็นอย่างมากเลยล่ะครับ มันเปลี่ยนจากรถใช้งานทั่วไป มาเป็นรถในสไตล์สแครมเบลอร์สุดหรูหรา ซึ่งแตกต่างจากเดิมไปอย่างมาก แน่นอนรูปโฉมคือจุดเด่นสุดๆ ที่ทำให้หลายๆ คนตัดสินใจเพียงได้เห็นหน้าตาของมัน ผมว่าผู้อ่านบางคนในตอนนี้อาจจะเป็นเจ้าของมันอยู่แล้วก็เป็นได้ครับ ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเจ้าสิงโตน้อยตัวนี้มันมีดีอะไรบ้าง แรงมั้ย ตอบโจทย์อะไร เติมเต็มอะไรคุณได้บ้าง อ่านต่อไปได้เลยครับ รูปหล่อ แน่นอนครับว่า Benelli Leoncino นี้ดูหล่อแน่นอน หลายๆ คนก็น่าจะเห็นพ้องกับผม มันมีสไตล์แบบผสมผสานระหว่างความคลาสสิคกับความโมเดิร์นเข้ากันได้อย่างลงตัว เจ้า Leoncino นั้นหล่อแบบหัวจดหางเลยก็ว่าได้ Benelli เก็บรายละเอียดต่างๆ ได้ดีมากๆ ไล่ตั้งแต่ด้านหน้าไปเลยกับสิงโตน้อยที่อยู่บนบังโคลนหน้าที่ตรงจุดนี้เป็นเอกลักษณ์ของ Leoncino ก็ว่าได้ เพราะในโฉมปี 1951 นั้นก็มีเจ้าตัวนี้อยู่เพียงแต่เป็นสิงโตแบบเดียวกันบนโลโก้ แต่สิงโตของเจ้า Leoncino โฉมใหม่คันนี้จะถูกดีไซน์ใหม่ ซึ่งดูทันสมัยมากขึ้น สวยงามเลย นี่แค่บังโคลนหน้านะครับ เขยิบขึ้นมาอีกนิดเป็นไฟหน้าที่แสนโดดเด่น ด้วยไฟ LED ผสมกับไฟโปรเจ็กเตอร์ แถมมีเดย์ไลท์อีกด้วย ไฟเลี้ยวก็เป็น LED เช่นกัน เรือนไมล์เป็นแบบดิจิตอลล้วนๆ แสดงผลข้อมูลต่างๆ ครบถ้วน แฮนด์บาร์ที่ให้บาร์เป็นแบบแฟลตเข้ากับรถอย่างดี ทั้งยังสามารถปรับองศาให้เข้ากับความถนัดของคุณได้ กระจกมองข้างก็ดีไซน์ใหม่ดูแปลกตา หม้อน้ำมีครอบหม้อน้ำด้านข้าง เรียกว่าเก็บงานได้สวย ถังน้ำมันดูใหญ่โต โอ่อ่า ทำให้รถดูบึกบึน บางคนอาจจะมองว่าใหญ่ ฝาถังน้ำมันสลักชื่อรุ่นดูเรียบหรูสวยงาม ด้านข้างก็มีโลโก้ของทางค่ายทั้งสองด้าน บ่งบอกสังกัดชัดเจน เบาะนั่งเป็นเบาะหนังแบบเย็บเป็นลอนสไตล์คลาสสิค ด้านท้ายแน่นอนว่าก็มาพร้อมกับไฟท้าย LED ดีไซน์สวยงาม เห็นได้ชัดแม้ยามค่ำคืน ที่เด่นๆ เลยคือคันนี้ไม่ต้องมานั่งซื้อท้ายสั้นใส่ครับ เพราะมีกันดีดมาให้เลยจากโรงงานพร้อมให้คุณติดแผ่นป้ายทะเบียนแบบเท่ๆ ได้เลย ลงมาด้านล่างอีกนิดก็มีท่อไอเสียที่ดีไซน์ใหม่ดูเรียบหรูด้วยตัวปลายท่อแบบปัดเงา นอกจากนี้แล้วก็ยังมีรายละเอียดเล็กๆ เช่นชื่อแบรนด์และชื่อรุ่นตามตัวรถในจุดต่างๆ มากมายครับ เรียกว่า ใส่ใจในรายละเอียดความงามสมกับที่เป็นรถสัญชาติอิตาลีจริงๆ ครับ แบบว่าขี่ไปจอดไหนก็มีคนมองแน่นอน ดุดัน มาต่อกันที่เครื่องยนต์กันบ้าง Benelli Leoncino นั้นดุดันด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบใหม่หมด เป็นเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 500 ซีซี DOHC 4 วาล์วต่อสูบแบบหัวฉีดระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งตัวเครื่องก็มีโลโก้แบรนด์และรุ่นติดอยู่เช่นกัน เครื่องยนต์ของเจ้าสิงโตน้อยคันนี้ (บางคนอาจมองว่าไม่น้อยแล้วนะ เพราะคันค่อนข้างใหญ่เลย) ตองมองจากภายนอกนะครับ มองไล่ไปจากท้ายเนี่ยจะรับรู้และพอเดาออกได้เลยว่าน้ำหนักตัวจะค่อนข้างมาก ส่วนจากการที่ได้ขับขี่เนี่ยแปลกใจเลยล่ะครับ เครื่องยนต์ 500 ซีซีของ Leoncino เนี่ยตอบสนองได้ดี ให้แรงบิดที่ชัดเจนในช่วงรอบตีนต้นและรอบกลาง ให้กำลังที่ดีเหมาะกับขนาดตัว และส่งกำลังได้ต่อเนื่องนุ่มนวล ขับขี่ได้สนุกเลยล่ะครับ แม้ว่ารถจะค่อนข้างหนัก แต่ท็อปสปีดที่ทำได้จากเครื่องยนต์บล็อกใหม่นี้ก็ทำได้ราวๆ 180 กม./ชม.เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเพียงพอสำหรับขี่ออกทริปเดินทางแน่นอน สุ้มเสียงของเครื่องยนต์ที่ออกมาจากปลายท่อถือว่าทำออกมาได้ทุ้ม นุ่ม ลึก ไพเราะ เหมาะสำหรับขี่หล่อๆ มากครับ ซึ่งอาจจะไม่เร้าใจสำหรับวัยรุ่นสายเถื่อนๆ ที่ชอบเสียงลั่นๆ เท่าไหร่ คล่องตัว มาดูที่เรื่องช่วงล่างและการขับขี่กันบ้างดีกว่า Benelli นี่ขึ้นชื่อว่าให้ของแน่นจัดเต็มตลอด โช้คหน้าจัดขนาดใหญ่มาถึง 50 มม. ลงมามองข้างล่างดิสก์เบรคหน้าคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรค 4 พ็อต พร้อมระบบเบรค ABS ที่เปิดปิดได้จากสวิตช์ที่ประกับด้านซ้าย เรียกได้ว่าเอาอยู่แน่นอน ด้านหลังก็เป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับค่าได้ ยังไม่พอ

รีวิว ทดสอบ Yamaha SCR950 ที่ทุกคนต้องรู้ถึงสรรถนะเครื่อง V-Twin ของยามาฮ่าที่แท้จริง กับการทดสอบอย่างจัดเต็มกับ Test Rider SuperBikemag.com เมื่อโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยสิ่งของต่างๆ ที่ล้ำสมัย คนส่วนใหญ่ก็แสวงหาความทันสมัย ทว่าท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่ถวิลหาความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ยังมีคนสวนกระแสไปแสวงหาความคลาสสิค ความเก๋า รสนิยม หรืออะไรที่มันร่วมสมัยมากกว่า แน่นอนมันทำให้เกิดกระแสของเรโทร และ Yamaha ก็เดินสายนีโอเรโทรมาสักพักแล้ว คราวนี้ก็เป็นคราวที่จะรุกตลาดด้วยสแครมเบลอร์สักที เหมือนตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ไบค์เกอร์หลายๆ คนนิยมรถในสไตล์เรโทร ค่ายรถหลายๆ ค่ายเองก็มีโมเดลรถในสไตลเรโทรเพิ่มมากขึ้น บวกรวมกับกระแสของรถในสไตล์สแครมเบลอร์ที่ถูกจุดขึ้นมาจากค่ายแดงค่ายดังค่ายนึง จนตอนนี้หลายๆ ค่ายมีรถในสไตล์สแครมเบลอร์กับเขาด้วย แน่นอนว่า Yamaha ค่ายรถจากแดนปลาดิบเองก็มีรถในสไตล์นี้ด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อโมเดลว่า SCR950 นั่นเอง แต่หากจะว่ากันจริงๆ มันก็ไม่ใช่รถสไตล์สแครมเบลอร์คันแรกของทางค่าย และหากจะสืบสานหาต้นตอจริงๆ ก็น่าจะเป็น Yamaha ในตระกูล DT ที่เป็นรถออฟโร้ดดั้งเดิมที่ถือกำเนิดในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ช่วงที่ตลาดรถมอเตอร์ไบค์ในอเมริกากำลังซบเซา แต่งานนี้ต้องชมเชยทีมการตลาดของ Yamaha ที่สามารถสำรวจตลาดและล่วงรู้ได้ว่าแม้ตลาดมอเตอร์ไบค์จะซบเซา แต่รถออฟโร้ดกลับขายดีขึ้น หลายๆ ค่ายในตอนนั้นเองก็ทำกันแต่รถออนโร้ด มีน้อยค่ายนักที่จะมีรถออฟโร้ด เจ้าของรถออนโร้ดหลายคนเลือกที่จะทำรถตัวเองให้เป็นรถที่ขี่ออฟโร้ดได้ เช่นมีการยกปลายท่อให้สูงขึ้น ใส่แฮนด์บาร์ใหม่ และใส่การ์ดอกล่าง หรือแบชเพลต ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดการทำสแครมเบลอร์ก็ว่าได้ และ Yamaha ก็ใช้โอกาสนี้เปิดตัวรถในตระกูล DT อย่าง DT-1 ในปี 1968 ซึ่งจะว่าเป็นต้นตระกูลของ SCR950 ก็ว่าได้ และเจ้า DT-1 ก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว แม้จะผลิตมากถึง 12,000 คัน นับว่า Yamaha ใช้โอกาสนี้ได้ดี ดังนั้นก็พอจะสรุปได้ว่า SCR950 ก็คือ โมเดลสแครมเบลอร์ที่ถือกำเนิดใหม่ของ Yamaha ก็ว่าได้ หล่อเก๋า ชัดเจนครับว่าเจ้า Yamaha SCR950 คันนี้มีสไตล์ที่คลาสสิคโดดเด่น จนเรื่องรูปโฉมนั้นโดยส่วนตัวนั้นผมให้ 9 คะแนนจากเต็ม 10 เลย มันมีความคลาสสิคแบบมาเต็มๆ เก็บรายละเอียดความคลาสสิคย้อนยุคได้อย่างลงตัว ทั้งยังแอบแฝงความเป็นโมเดิร์นลงไปเล็กน้อย จุดเด่นหลักๆ ของ SCR950 คือ ไฟทรงกลม ทั้งไฟหน้า ไฟท้ายและไฟเลี้ยว เบาะนั่งแบบบาง ป้ายติดเบอร์รถแข่งด้านข้างรถในสไตล์ของรถแข่งในสมัยก่อน ยางกันฝุ่นที่โช้คหน้าในแบบของรถในสมัยก่อน การ์ดท้องเครื่องยนต์ด้านล่าง และเป็นล้อซี่ลวดที่เป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้รถคันนี้ทั้งคลาสสิคและขี่ลุยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งที่กล่าวมานี้คือส่วนที่เสริมเติมความคลาสสิคให้กับ SCR950 ขณะที่ในส่วนของความเป็นสมัยใหม่ที่ถูกแอบเติมเพิ่มลงไปก็จะมีเรือนไมล์ดิจิตอล ชุดไฟหน้าและท้ายแบบ LEDที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยยามค่ำคืนได้เป็นอย่างดี ขุมพลังวีทวิน เครื่องยนต์ของเจ้า SCR950 นั้นไม่ได้เป็นเครื่องยนต์ใหม่อะไร เพราะเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ Yamaha Bolt ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบวีทวินขนาด 942 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งมีกรองอากาศอยู่ข้างๆ ด้านขวามือ เป็นเอกลักษณ์อย่างนึงของเครื่องวีทวินของ Yamaha ที่ทางค่ายเลือกใช้มาเป็นขุมพลังหลักให้กับรถในสไตล์เรโทรหลายโมเดลแล้ว โดยเครื่องยนต์นี้ให้กำลังและแรงบิดที่ค่อนข้างนุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก ซึ่งจะต่างออกไปจากเครื่อง 2 สูบเรียงหรือ CP2 ของทางค่ายที่ใช้กับซี่รี่ส์ MT ที่จะดุดันและหนักแน่นมาเป็นลูกๆ ซะมากกว่า เครื่องยนต์ของ SCR950 นั้นแม้จะไม่ได้ให้กำลังดุดันเร้าใจอะไรมากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะลากน้ำหนักตัวของมันที่หนักมาก ให้ขี่ทำความเร็วเพื่อเดินทางออกทริปได้สบายๆ ไม่ต้องกังวล ท่อไอเสียก็เป็นดีไซน์แบบ 2 ออก 1 เช่นเดียวกันกับของ Boltเพียงแต่ปลายท่อถูกยกให้สูงตามแบบของสแครมเบลอร์คอท่อที่เดินออกมาด้านข้างก็จะมีการ์ดกันความร้อนให้จะได้ไม่ต้องเจอกับอาการขาไหม้จากความร้อนของท่อส่วนคนที่กังวลเรื่องความร้อนของเครื่องยนต์นั้นไม่ต้องห่วงครับแม้จะระบายความร้อนด้วยอากาศเนื่องด้วยเครื่องยนต์นั้นรับลมเวลาที่เราขับขี่ได้แบบเต็มที่เพราะไม่มีชิ้นส่วนแฟริ่งใดๆมาบังแต่อาจจะมีไอร้อนมากหน่อยเวลาที่ขับขี่ในเมืองที่จราจรค่อนข้างคับคั่ง ช่วงล่างเฟิร์ม มาเข้าสู่ช่วงล่างกันบ้าง โช้คหน้าเป็นแบบเทเลสโคปิกพร้อมยางกันฝุ่น ซึ่งแน่นอนว่าเลือกใช้แบบเทเลสโคปิกไม่ใช้หัวกลับก็เพื่อที่จะรักษาภาพของความคลาสสิคเอาไว้ ระบบเบรคด้านหน้าก็เลือกใช้ดิสก์เบรคเดี่ยวแบบคลื่นหรือแบบหยัก ที่ให้ความสวยงาม บางคนอาจจะบ่นได้ว่าน่าเสียดาย ที่ให้มาแค่ดิสก์เดี่ยว แถมไม่ให้ระบบเบรค ABS มาด้วย แต่จริงๆ ก็ให้พลังเบรคที่เพียงพอกับกำลังของรถครับ ด้านหลังเป็นโช้คคู่พร้อมซับแทงค์ที่สามารถปรับเซ็ตให้เหมาะสมกับน้ำหนักคนขับหรืออาจจะมีคนซ้อนเพิ่ม หรือเซ็ตให้ตรงตามสไตล์ที่เราชอบ แม้ว่าระยะยุบจะมีมาน้อยไปนิด แต่ก็ไม่ได้ทำให้มีปัญหากับการขับขี่ครับ จากการขับขี่เนี่ยก็พบว่า SCR950 แม้จะมีขนาดใหญ่ ยาว และน้ำหนักมาก แต่ก็ควบคุมได้ง่าย ทั้งทางตรง หรือตอนเข้าโค้งออกโค้ง ด้วยแฮนด์บาร์ที่กว้างจึงช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนทางลำบากหรือทางดำก็ทำได้ดี ท่านั่งขับขี่เองก็หลังตรง นั่งสบายไม่ปวดหลังครับ ถ้าขยับพักเท้าไปด้านหน้าให้ขาได้เหยียดไปด้านหน้าอีกสักหน่อยจะดีกว่านี้มากครับ เข่าจะไม่งอ

ดูเหมือนว่า Kawasaki จะสามารถสร้างโอกาสที่ดีให้กับตัวเองได้อย่างชัดเจน เมื่อทางค่ายได้ทำการเปิดตัว Z900 รุ่นใหม่ไปเมื่อปีที่แล้ว By: Roland Brown Translate & Edit: Benz Pics: Double Red & Ula Serra มันมาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 948 ซีซีที่ทรงพลังวางบนเฟรมแบบท่อเหล็กกล้า มีสไตล์ที่ดุดันและทันสมัย มันเป็นรถที่แรง เร็วและควบคุมได้ดี ชื่อ Z900 ยังสะท้อนถึงสุดยอดซูเปอร์ไบค์แห่งยุค 70 ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบแบบ DOHC ที่ทรงพลังอีกด้วย นี่จึงน่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะเจาะที่จะจับเอามรดกจากในอดีตมาผสมผสานกับรถใหม่แล้วใช่มั้ยล่ะครับ? ดูเหมือนว่าหลายต่อหลายคนที่ Kawasaki จะเห็นด้วยกับโอกาสครั้งนี้และยังชื่นชมความรุ่งเรืองในอดีตของทางค่าย เพราะเพียงแค่ปีเดียวหลังจากการเปิดตัว Z900 เท่านั้น Z900RS ก็ตามมาติดๆ RS นั้นย่อมาจากคำว่า Retro Sport หรือเรโทรสปอร์ต โดยไฟหน้าทรงกลม กรอบเรือนไมล์โครเมี่ยม ถังน้ำมันทรงหยดน้ำและท้ายรถแบบดั๊กเทลหรือท้ายงอน ทำให้หวนนึกย้อนไปถึง Z900 รุ่นแรก และ Z1 บรรบุรุษที่ยอดเยี่ยมของมัน ถึง RS จะไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่ารถคันอื่นๆ บนท้องถนนไปเสียทุกอย่าง แต่มันเหมือนกับ Z1 ที่เปิดตัวในปี 1973 (Kawasaki อาจจะแย้งว่าพวกเขามี ZX-10RR ที่เหนือกว่าค่ายอื่นๆ ) แต่มันเป็นทายาทที่ควรค่าจริงๆ ด้วยแรงม้า 109 ตัวกับนน้ำหนักตัวเพียง 215 กก. ทำให้มันมีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหันกที่ดีกว่ายอดขุนพลในอดีตที่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 903 ซีซี ทั้งยังมีแชสซีที่ดีกว่ามากและระบบอิเล็กทรอนิกส์จากโลกสมัยใหม่อีกด้วย วิศวกรของ Kawasaki ใช้ช่วงเวลาปีที่ผ่านมาได้ดีมากๆ เพราะ RS นั้นไม่ใช่แค่จับ Z900 มาแต่งตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ผ่านการคิดมาแล้วว่าสี่สูบสไตล์เรโทรนั้นจะดึงดูดไบค์เกอร์ที่ต่างออกไป พวกเขาจึงปรับจูนเครื่องยนต์เพื่อให้ได้สมรรถนะในช่วงรอบกลางมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีการออกแบบเฟรมใหม่ เพิ่มสมรรถนะของเบรคหน้าให้ดีขึ้นและเพิ่มไฟแบบ LED และแทร็คชั่นคอนโทรลเข้าไป เครื่องยนต์ยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 948 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 16 วาล์ว แต่มีการเปลี่ยนแคมชาฟต์ใหม่ ลดอัตราส่วนการอัด และมีข้อเหวี่ยงที่หนักขึ้น 12% ท่อไอเสียใหม่แบบ 4 ออก 1 เพรียวมากขึ้นกว่าของ Z900 ซึ่งช่วยเพิ่มแรงม้าในรอบกลาง แรงบิดสูงสุดแทบจะไม่เปลี่ยนเลย แต่มันจะมาเร็วขึ้นกว่าเดิม 1,200 รอบ เป็นที่ 6,500 รอบ ขณะที่แรงม้าสูงสุดลดลงมา 14 ตัว แชสซีได้มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเพื่อที่จะให้ RS นั้นขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเจ้า Z900 แผงคอใหม่ให้ระยะเทรลน้อยลง 5 มม. เพื่อให้เลี้ยวได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะชดเชยเรื่องของมุมเรคที่มากขึ้นและฐานล้อที่ยาวขึ้น 20 มม. แผงคนบนถูกยกให้สูงขึ้น 40 มม. มาพร้อมกับแฮนด์บาร์ที่ทำให้คนขี่ไม่ต้องก้มมาก แฮนด์กว้างกว่าและโน้มไปข้างหลังมากขึ้น พักเท้าเองก็ต่ำลง 20 มม.และยื่นไปข้างหน้า ซึ่งช่วยให้ได้ท่านั่งที่สบายกว่า เฟรมก็เปลี่ยนไป ตัวเฟรมท่อด้านบนนั้นจะแคบลง ช่วยให้วางถังน้ำมันที่เพรียวบางกว่าได้ ซับเฟรมท้ายด้านล่างมีช่องว่างมากพอที่จะวางเบาะนั่งสไตล์เรโทรแบบ 2 ตอนที่หนากว่าเดิมได้สบายๆ ส่วนอื่นๆ ของช่วงล่างที่เปลี่ยนไปก็ยังจะมีล้อแม็กแบบก้านบางขนาด 17 นิ้ว ซึ่งออกแบบมาให้คล้ายๆ กับล้อซี่ (ซึ่งมีข้อดีคือเบา) และคาลิเปอร์เบรคหน้าแบบโมโนบล็อก 4 พ็อต โช้คหน้าหัวกลับปรับแต่งได้ขนาด 41 มม. ส่วนระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบโช้คเดี่ยววางนอน (เกือบๆ) ปรับแต่งพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ หัวหน้าฝ่ายออกแบบ Norikazu Matsumura ได้ทำการเช็คให้มั่นใจว่าจะมีสไตล์ที่คล้ายคลึงกับ Z1 ให้มากที่สุด รูปทรงของตัวรถแทบจะทั้งคันต้องคล้ายคลึง ไม่ใช่แค่เพียงถังน้ำมันหรือท้ายรถเท่านั้น แต่ยังต้องรวมไปถึงด้านข้างของตัวรถด้วย รถที่เราขี่ในงานเปิดตัวนั้นเป็นชุดสีส้มสลับสีน้ำตาลที่เป็นสีเดียวกับโมเดลในปี 1973 เลย แล้วก็จะมีสีอื่นให้เลือกก็จะเป็นสีดำหรือสีเขียวด้าน รายละเอียดต่างๆ ของรถนั้นดูดีขึ้นเวลาคุณดูใกล้ๆ และคล้ายกับ Z1 มากๆ มัน ทั้งโลโก้ที่ด้านข้างรถ กระจกมองข้างทรงกลม เบาะปัก และไฟท้าย LED ทรงรี กระทั่งตัวฟอนต์ในเรือนไมล์ก็เป็นเหมือนของรุ่นดั้งเดิม แต่ในเรือนไมล์กรอบโครเมี่ยมจะเป็นการแสดงผลข้อมูลแบบดิจิตอลแทน

นี่คือ Honda CB300R คราฟต์ไบค์ สปอร์ตคาเฟ่สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการแนวคิดใหม่ของ Honda ที่ตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และเราจะพาท่านไปชมกันว่ามันมีอะไรดี มันเจ๋งยังไง มันอะไรยังไงบ้างครับ Words: TK Racing Edit: Benz Pics: Nicky ล่าสุดในงาน Motor Show 2018 ที่ผ่านมา Honda ก็ถือโอกาสที่หลายๆ ค่ายต่างเงียบหงอย เปิดตัวโมเดลใหม่ไปหลายรุ่น และ Honda CB300R ก็คือโมเดลใหม่หนึ่งในนั้น เป็นโมเดลใหม่ในตระกูล Neo Sport Café ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดตัว Honda CB150R ไป (แอบมีพี่ใหญ่อย่าง Honda CB1000R ที่เปิดตัวพร้อมกันกับ Honda CB300R) หลายๆ คนอาจจะงงและสงสัยว่า Neo Sport Cafe นั้นคืออะไร มันก็คือการตีความใหม่ของการผสมผสานแนวคิดและสไตล์ของรถในแบบคาเฟ่ที่มีลักษณะโดดเด่นในแบบคลาสสิคเข้ากับสปอร์ตไบค์ที่มุ่งเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะและความทันสมัย จนออกมาเป็นรถในตระกูล Neo Sport Café รูปงาม Honda CB300R นั้นมีดีไซน์ที่โดดเด่นเพราะถูกออกแบบมาด้วยแนวคิด “Japan Craft คราฟต์ให้สุดเพื่อความเท่…เร้าใจ” ที่ผสมผสานเอาความโฉบเฉี่ยว สไตล์ และเทคโนโลยีในแบบของสปอร์ตไบค์ แต่ก็มีเอกลักษณ์ของความเป็นมอเตอร์ไบค์สไตล์คาเฟ่ใส่เข้าไป แฝงไปด้วยกลิ่นไอของงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความเอาใจใส่ในเนื้องานในแบบที่คนญี่ปุ่นกระทำกันในทุกๆ อย่าง แน่นอนรูปลักษณ์ภายนอกนั้นโดดเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ (เว้นแต่จะเหมือนกับรุ่นพี่รุ่นน้องในตระกูลเดียวกัน) บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเน็กเก็ตไบค์จากการที่มันไม่มีแฟริ่งและชิลด์หน้า แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคาเฟ่จะตรงตัวและแนวคิดมากกว่า ตัวรถโดดเด่นตั้งแต่ไฟหน้ายันไฟท้าย ไฟหน้าเป็นไฟ LED ทรงกลมแบบฉบับของรถสไตล์คาเฟ่ เรือนไมล์เป็นเรือนไมล์ LCD แบบฟูลดิจิตอลตามแบบสมัยใหม่ บอกข้อมูลครบถ้วน ทั้งความเร็ว ความเร็วรอบ ระดับน้ำมัน ทริป เวลา แต่ไม่มีเลขบอกตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิ แต่มีไฟเตือนเปลี่ยนเกียร์ แฮนด์บาร์เป็นแฮนด์อ้วนมาให้เลย โช้คหน้าอัพไซด์ดาวน์จาก Showa ต้นใหญ่ๆ ดูแน่นๆ บิ๊กๆ เฟรมถักสีดำดุดันและล่ำ ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ท้ายรถเพรียวบางดูปราดเปรียวคล่องตัว ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยวแยก LED ก็ดูเท่และลงตัว ล้อแม็กก้านเล็กคล้ายๆ กับ CBR1000RR (แต่ผมชื่อว่าหลายๆ คนซื้อไปนะ ต้องไปใส่ท้ายแต่งอีกอยู่ดี) โดยรวมแล้วเรื่องหน้าตานั้นสอบผ่านมากๆ มีความสวยงามลงตัวในแบบของคาเฟ่ และโฉบเฉี่ยวในแบบของสปอร์ตไบค์ครับ สมรรถนะ CB300R นั้นมาพร้อมกับขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 286 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบเดียวกับที่ใช้ใน Honda CBR300R และ CB300F ให้กำลังตอบสนองที่ดี บิดตามมือพอสมควร สุ้มเสียงดุดัน แต่ไม่ดังลั่นอะไร ไม่ใช่ว่าความจุน้อยหรือว่าแค่สูบเดียวจะไม่แรง ต้องขอบอกเลยว่าเพียงพอ สำหรับมือใหม่บอกได้เลยว่าสบายๆ แต่ถ้าสำหรับมือเก๋าๆ อาจจะมีงอแงบ้างซึ่งก็ธรรมดา แต่จริงๆ ตัวรถและเครื่องยนต์ที่ให้มานั้นสามารถทำอัตราเร่งแซง ขับขี่จะใกล้ไกล ไม่เป็นปัญหา เพราะเจ้า CB300R นั้นมีน้ำหนักเบาเพียง 143 กก. ถือว่าเบามากๆ และน่าจะเบาที่สุดในคลาส 300 ซีซีก็ว่าได้ ดังนั้นเรื่องอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักนี่ถือว่าสูสีกับค่ายอื่นได้เลย และแน่นอนว่าน้ำหนักเบาก็มีผลช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย พลิกรถได้ง่าย ทำอะไรก็ง่ายกว่ารถที่มีน้ำหนักมากอยู่แล้ว แถมยังช่วยประหยัดน้ำมันได้อีก ซึ่งปกติ Honda เองก็ประหยัดน้ำมันอยู่แล้ว ถังน้ำมัน 10 ลิตรที่ให้มาจึงเพียงพอ ไม่ต้องจอดเติมน้ำมันบ่อยมาก เวลาออกทริป ตัวรถเป็นแฮนด์บาร์ไม่ใช่แฮนด์แบบจับโช้คแบบรถสปอร์ตท่านั่งก็เป็นท่านั่งหลังตรงดังนั้นจึงควบคุมรถได้ง่ายและนั่งได้สบายตัวรถเพรียวโฉบเฉี่ยวถังน้ำมันเว้าเหมาะกับการใช้ขาหนีบถังช่วยควบคุมรถเบาะนั่งไม่สูงมากช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายขาถึงมั่นใจซอกแซกในเมืองแม้ยามรถติดได้สบายคล่องตัวเหมือนรถเล็กตอบโจทย์ชีวิตของคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็วคล่องตัวและไม่ทิ้งรายละเอียดของความเท่ความหล่ออีกด้วยระบบกันสะเทือนที่ให้มาด้านหน้าอัพไซด์ดาวน์ของ Showa ขนาดใหญ่ถึง 41 มม. และด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวขนาดใหญ่ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ ทำงานได้เป็นที่น่าพอใจ ซับแรงกระแทกได้ดี เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนน ทั้งในเมืองและนอกเมือง แน่นอน Honda ไม่ลืมเรื่องความปลอดภัยจัดระบบเบรค ABS พร้อม G-Sensorมาให้ด้วยช่วยให้เบรครถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเบรคแบบไหน ฟันธง แม้หลายคนฟังดูอาจจะมองว่า Honda CB300R