SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Honda Brio

หากจะพูดถึงรถยนต์ขนาดเล็กหรือ Eco Car ที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย ชื่อของ Honda Brio (ฮอนด้า บริโอ้) จะต้องถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นความหวังใหม่ของค่ายปีกนกในการเจาะตลาดรถยนต์ราคาประหยัดตามนโยบายของรัฐบาล แต่ท้ายที่สุด Brio กลับต้องปิดฉากลงในประเทศไทย ทิ้งไว้เพียงตำนาน “จิ๋วทรงซิ่ง” ที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในตลาดรถแต่ง

บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเหตุผลเบื้องหลังอย่างละเอียดว่า ทำไมรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยมรุ่นนี้ ถึงไม่สามารถไปต่อได้ในสมรภูมิรถเล็กของประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของโครงการ Eco Car และดีไซน์ที่ “พลาดเป้า”

ย้อนกลับไปในปี 2554 Honda เปิดตัว Brio ภายใต้โครงการ Eco Car เฟส 1 ซึ่งกำหนดให้รถต้องประหยัดน้ำมันและมีราคาย่อมเยา อย่างไรก็ตาม ดีไซน์ที่ Honda เลือกใช้กลับสร้างความกังขาให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างมาก

  • ฝาท้ายกระจกบานเต็ม (Glass Hatchback): ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียมองว่านี่คือความโมเดิร์น แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับมองว่าเป็นเรื่องของ “ความไม่ปลอดภัย” การที่ไม่มีโครงเหล็กรับแรงกระแทกบริเวณฝาท้าย ทำให้เกิดความกังวลหากถูกชนท้ายด้วยความเร็วสูง

  • การลดต้นทุนที่เห็นชัดเกินไป: การไม่มีที่ปัดน้ำฝนหลัง (ในรุ่นแรก) รวมถึงการใช้วัสดุภายในที่เน้นพลาสติกแข็ง ทำให้ภาพลักษณ์ของ Brio ดูด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Nissan March หรือ Suzuki Swift ในยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัด

Honda Brio

มิติตัวถังที่สวนทางกับไลฟ์สไตล์ “รถคันเดียวของบ้าน”

พฤติกรรมการซื้อรถของคนไทยมีความเฉพาะตัวสูงมาก เรามักจะเลือกซื้อรถที่ “ทำได้ทุกอย่าง” ตั้งแต่ขับไปทำงาน จนถึงบรรทุกสัมภาระพาสมาชิกในบ้านไปเที่ยวต่างจังหวัด

  • พื้นที่เก็บสัมภาระที่จำกัด: Brio ถูกออกแบบมาให้มีความยาวตัวถังเพียง 3,610 มม. เพื่อเน้นความคล่องตัวในเมือง (City Use) แต่นั่นทำให้พื้นที่เก็บของด้านหลังแทบไม่เหลือ เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ทำรถทรง Hatchback แบบ 5 ประตูเต็มรูปแบบ Brio จึงถูกมองว่าเป็นรถที่ “ไม่คุ้มค่า” ในแง่การใช้งานอเนกประสงค์

  • ความรู้สึกไม่ภูมิฐาน: สำหรับคนไทย รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม รถที่ดูเล็กและสั้นเกินไปจึงไม่ตอบโจทย์ค่านิยมนี้เท่าที่ควร

การก้าวเข้ามาของ “Honda City Hatchback” และกลยุทธ์กินรวบ

สาเหตุที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือกลยุทธ์การจัดพอร์ตสินค้าของ Honda Thailand เมื่อรัฐบาลประกาศโครงการ Eco Car Phase 2 ที่เข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซ CO2 และความปลอดภัยมากขึ้น Honda จึงเลือกที่จะไม่พัฒนา Brio รุ่นที่ 2 ในไทย แต่เลือกส่ง Honda City Hatchback ลงมาแทน

  • เครื่องยนต์ 1.0 VTEC Turbo: เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ให้พละกำลังเหนือกว่าเครื่อง 1.2 ลิตรเดิมของ Brio อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันก็ประหยัดน้ำมันและผ่านเกณฑ์เฟส 2 ได้ง่ายกว่า

  • เบาะ ULTR Seats: การใส่ฟีเจอร์เบาะอเนกประสงค์ลงใน City Hatchback ทำให้มันกลายเป็นรถเล็กที่พื้นที่ใช้สอยดีที่สุดในตลาด ทิ้งห่าง Brio ไปโดยปริยาย การรักษา Brio ไว้จึงเป็นการแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันเอง (Cannibalization) ที่ไม่ส่งผลดีต่อผลกำไรของบริษัท

ความสำเร็จในอินโดนีเซียที่เป็น “ดาบสองคม”

ในขณะที่ Brio ในไทยเริ่มซบเซา แต่ในประเทศอินโดนีเซีย Brio กลับกลายเป็นรถที่ขายดีอันดับ 1 สิ่งนี้ทำให้ศูนย์กลางการพัฒนา (R&D) และฐานการผลิตหลักย้ายไปอยู่ที่นั่นแทน

  • ดีไซน์เพื่อชาวอินโดฯ: Brio รุ่นที่ 2 (ที่ไม่ได้ขายในไทย) ถูกพัฒนาขึ้นโดยขยายความยาวตัวถังและเปลี่ยนมาใช้ฝาท้ายแบบโลหะปกติ เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวชาวอินโดนีเซีย

  • ความไม่คุ้มทุนในการทำตลาดไทย: เมื่อรสนิยมของสองประเทศเริ่มแยกจากกัน การจะนำ Brio จากอินโดฯ มาทำตลาดในไทยต้องผ่านการปรับเปลี่ยนสเปกให้เข้ากับภาษีและมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดกว่าของไทย ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงจนอาจจะราคาไปชนกับ City ได้ง่ายๆ

Honda Brio

ปรากฏการณ์ “จิ๋วทรงซิ่ง” ในตลาดมือสอง (Resale Value 2026)

แม้จะเลิกวางจำหน่ายมือหนึ่งไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ ราคาขายต่อของ Brio ในปี 2569 กลับแข็งแกร่งอย่างมาก

  • เครื่องยนต์ 4 สูบ L12B ที่ทนทาน: ในขณะที่รถรุ่นใหม่หันไปใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ Turbo แต่สายซิ่งและอู่อยแต่งรถยังคงหลงรักเครื่องยนต์ 4 สูบไร้เทอร์โบของ Brio เพราะปรับแต่งง่าย ทนต่อความร้อน และรองรับการทำระบบ “N/A” (Naturally Aspirated) ได้ดีกว่า

  • น้ำหนักตัวเบาหวิว: Brio มีน้ำหนักตัวถังเพียงประมาณ 920-950 กิโลกรัม ทำให้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก (Power-to-weight ratio) ที่ดีเยี่ยม เหมาะแก่การทำเป็นรถแข่ง Gymkhana หรือรถซิ่งใช้งานในเมือง

  • ของแต่งล้นตลาด: อะไหล่และของแต่งจากญี่ปุ่นและอินโดนีเซียมีให้เลือกมากมาย ทำให้การ “ปั้น” Brio ให้สวยและแรงทำได้ในราคาที่ไม่สูงนัก

สรุป บทเรียนจาก Brio สู่ทิศทางใหม่ของ Honda

การที่ประเทศไทยเลิกวางจำหน่าย Honda Brio ไม่ได้เป็นเพราะรถคันนี้ “ไม่ดี” ในแง่วิศวกรรม เพราะมันเป็นรถที่ช่วงล่างคมและขับสนุกที่สุดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ “การอ่านใจผู้บริโภค” ที่ Honda Thailand เลือกจะขยับไปหาความพรีเมียมและความอเนกประสงค์ของตระกูล City แทน

สำหรับใครที่กำลังมองหารถประหยัดน้ำมันที่ขับสนุกและมีเอกลักษณ์ Brio มือสองในปี 2026 ยังคงเป็นตัวเลือกที่ “เท่” และคุ้มค่าเสมอ ตราบใดที่คุณยอมรับเรื่องพื้นที่เก็บสัมภาระที่น้อยกว่าคนอื่นได้ครับ

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

Honda Brio เจาะสาเหตุทำไมถึงไปไม่รอดในตลาดประเทศไทย

Honda Brio

หากจะพูดถึงรถยนต์ขนาดเล็กหรือ Eco Car ที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย ชื่อของ Honda Brio (ฮอนด้า บริโอ้) จะต้องถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน จากจุดเริ่มต้นที่เป็นความหวังใหม่ของค่ายปีกนกในการเจาะตลาดรถยนต์ราคาประหยัดตามนโยบายของรัฐบาล แต่ท้ายที่สุด Brio กลับต้องปิดฉากลงในประเทศไทย ทิ้งไว้เพียงตำนาน “จิ๋วทรงซิ่ง” ที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในตลาดรถแต่ง

บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเหตุผลเบื้องหลังอย่างละเอียดว่า ทำไมรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยมรุ่นนี้ ถึงไม่สามารถไปต่อได้ในสมรภูมิรถเล็กของประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของโครงการ Eco Car และดีไซน์ที่ “พลาดเป้า”

ย้อนกลับไปในปี 2554 Honda เปิดตัว Brio ภายใต้โครงการ Eco Car เฟส 1 ซึ่งกำหนดให้รถต้องประหยัดน้ำมันและมีราคาย่อมเยา อย่างไรก็ตาม ดีไซน์ที่ Honda เลือกใช้กลับสร้างความกังขาให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างมาก

  • ฝาท้ายกระจกบานเต็ม (Glass Hatchback): ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียมองว่านี่คือความโมเดิร์น แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับมองว่าเป็นเรื่องของ “ความไม่ปลอดภัย” การที่ไม่มีโครงเหล็กรับแรงกระแทกบริเวณฝาท้าย ทำให้เกิดความกังวลหากถูกชนท้ายด้วยความเร็วสูง

  • การลดต้นทุนที่เห็นชัดเกินไป: การไม่มีที่ปัดน้ำฝนหลัง (ในรุ่นแรก) รวมถึงการใช้วัสดุภายในที่เน้นพลาสติกแข็ง ทำให้ภาพลักษณ์ของ Brio ดูด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Nissan March หรือ Suzuki Swift ในยุคนั้นอย่างเห็นได้ชัด

Honda Brio

มิติตัวถังที่สวนทางกับไลฟ์สไตล์ “รถคันเดียวของบ้าน”

พฤติกรรมการซื้อรถของคนไทยมีความเฉพาะตัวสูงมาก เรามักจะเลือกซื้อรถที่ “ทำได้ทุกอย่าง” ตั้งแต่ขับไปทำงาน จนถึงบรรทุกสัมภาระพาสมาชิกในบ้านไปเที่ยวต่างจังหวัด

  • พื้นที่เก็บสัมภาระที่จำกัด: Brio ถูกออกแบบมาให้มีความยาวตัวถังเพียง 3,610 มม. เพื่อเน้นความคล่องตัวในเมือง (City Use) แต่นั่นทำให้พื้นที่เก็บของด้านหลังแทบไม่เหลือ เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ทำรถทรง Hatchback แบบ 5 ประตูเต็มรูปแบบ Brio จึงถูกมองว่าเป็นรถที่ “ไม่คุ้มค่า” ในแง่การใช้งานอเนกประสงค์

  • ความรู้สึกไม่ภูมิฐาน: สำหรับคนไทย รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม รถที่ดูเล็กและสั้นเกินไปจึงไม่ตอบโจทย์ค่านิยมนี้เท่าที่ควร

การก้าวเข้ามาของ “Honda City Hatchback” และกลยุทธ์กินรวบ

สาเหตุที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือกลยุทธ์การจัดพอร์ตสินค้าของ Honda Thailand เมื่อรัฐบาลประกาศโครงการ Eco Car Phase 2 ที่เข้มงวดเรื่องการปล่อยก๊าซ CO2 และความปลอดภัยมากขึ้น Honda จึงเลือกที่จะไม่พัฒนา Brio รุ่นที่ 2 ในไทย แต่เลือกส่ง Honda City Hatchback ลงมาแทน

  • เครื่องยนต์ 1.0 VTEC Turbo: เครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ให้พละกำลังเหนือกว่าเครื่อง 1.2 ลิตรเดิมของ Brio อย่างมหาศาล ขณะเดียวกันก็ประหยัดน้ำมันและผ่านเกณฑ์เฟส 2 ได้ง่ายกว่า

  • เบาะ ULTR Seats: การใส่ฟีเจอร์เบาะอเนกประสงค์ลงใน City Hatchback ทำให้มันกลายเป็นรถเล็กที่พื้นที่ใช้สอยดีที่สุดในตลาด ทิ้งห่าง Brio ไปโดยปริยาย การรักษา Brio ไว้จึงเป็นการแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันเอง (Cannibalization) ที่ไม่ส่งผลดีต่อผลกำไรของบริษัท

ความสำเร็จในอินโดนีเซียที่เป็น “ดาบสองคม”

ในขณะที่ Brio ในไทยเริ่มซบเซา แต่ในประเทศอินโดนีเซีย Brio กลับกลายเป็นรถที่ขายดีอันดับ 1 สิ่งนี้ทำให้ศูนย์กลางการพัฒนา (R&D) และฐานการผลิตหลักย้ายไปอยู่ที่นั่นแทน

  • ดีไซน์เพื่อชาวอินโดฯ: Brio รุ่นที่ 2 (ที่ไม่ได้ขายในไทย) ถูกพัฒนาขึ้นโดยขยายความยาวตัวถังและเปลี่ยนมาใช้ฝาท้ายแบบโลหะปกติ เพื่อตอบโจทย์ครอบครัวชาวอินโดนีเซีย

  • ความไม่คุ้มทุนในการทำตลาดไทย: เมื่อรสนิยมของสองประเทศเริ่มแยกจากกัน การจะนำ Brio จากอินโดฯ มาทำตลาดในไทยต้องผ่านการปรับเปลี่ยนสเปกให้เข้ากับภาษีและมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดกว่าของไทย ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงจนอาจจะราคาไปชนกับ City ได้ง่ายๆ

Honda Brio

ปรากฏการณ์ “จิ๋วทรงซิ่ง” ในตลาดมือสอง (Resale Value 2026)

แม้จะเลิกวางจำหน่ายมือหนึ่งไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ ราคาขายต่อของ Brio ในปี 2569 กลับแข็งแกร่งอย่างมาก

  • เครื่องยนต์ 4 สูบ L12B ที่ทนทาน: ในขณะที่รถรุ่นใหม่หันไปใช้เครื่องยนต์ 3 สูบ Turbo แต่สายซิ่งและอู่อยแต่งรถยังคงหลงรักเครื่องยนต์ 4 สูบไร้เทอร์โบของ Brio เพราะปรับแต่งง่าย ทนต่อความร้อน และรองรับการทำระบบ “N/A” (Naturally Aspirated) ได้ดีกว่า

  • น้ำหนักตัวเบาหวิว: Brio มีน้ำหนักตัวถังเพียงประมาณ 920-950 กิโลกรัม ทำให้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก (Power-to-weight ratio) ที่ดีเยี่ยม เหมาะแก่การทำเป็นรถแข่ง Gymkhana หรือรถซิ่งใช้งานในเมือง

  • ของแต่งล้นตลาด: อะไหล่และของแต่งจากญี่ปุ่นและอินโดนีเซียมีให้เลือกมากมาย ทำให้การ “ปั้น” Brio ให้สวยและแรงทำได้ในราคาที่ไม่สูงนัก

สรุป บทเรียนจาก Brio สู่ทิศทางใหม่ของ Honda

การที่ประเทศไทยเลิกวางจำหน่าย Honda Brio ไม่ได้เป็นเพราะรถคันนี้ “ไม่ดี” ในแง่วิศวกรรม เพราะมันเป็นรถที่ช่วงล่างคมและขับสนุกที่สุดรุ่นหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของ “การอ่านใจผู้บริโภค” ที่ Honda Thailand เลือกจะขยับไปหาความพรีเมียมและความอเนกประสงค์ของตระกูล City แทน

สำหรับใครที่กำลังมองหารถประหยัดน้ำมันที่ขับสนุกและมีเอกลักษณ์ Brio มือสองในปี 2026 ยังคงเป็นตัวเลือกที่ “เท่” และคุ้มค่าเสมอ ตราบใดที่คุณยอมรับเรื่องพื้นที่เก็บสัมภาระที่น้อยกว่าคนอื่นได้ครับ

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า