เปิดประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของรถยนต์คอมแพคคาร์ยอดฮิตอย่าง Honda Civic ที่ใครๆ ก็รู้จักกันดี แต่หากลองสังเกตบนท้องถนนบ้านเราจะพบว่ามีอยู่เจเนอเรชันหนึ่งที่ดูจะ “บางตา” กว่าเพื่อน นั่นคือ Honda Civic เจนฯ 9 หรือรหัส FB ที่ทำตลาดในช่วงปี 2555-2559 ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่ารถที่ขึ้นชื่อเรื่องความน่าเชื่อถือแบรนด์ระดับท็อปอย่าง Honda ทำไมถึงมียอดขายและการตอบรับที่ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับรุ่นพี่อย่าง FD หรือรุ่นน้องที่ตามมาอย่าง FC ที่สร้างปรากฏการณ์ยอดจองถล่มทลายจนกลายเป็นขวัญใจมหาชน
เมื่อความสวยระดับนางฟ้าจาก FD กลายเป็นความธรรมดาในรุ่น FB
หัวใจสำคัญที่ทำให้ตกที่นั่งลำบากตั้งแต่เริ่มคือการแบกรับความคาดหวังจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Civic FD หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า “โฉมนางฟ้า” ซึ่งดีไซน์ในตอนนั้นถือว่าล้ำยุคและสปอร์ตแบบหาตัวจับยาก เมื่อ Honda เปิดตัว FB ออกมาด้วยรูปลักษณ์ที่ดู “เรียบง่าย” และ “อนุรักษ์นิยม” มากขึ้น เส้นสายที่เคยม้วนมนและโฉบเฉี่ยวกลับกลายเป็นดูหนาและตัน หลายเสียงวิจารณ์ว่ามันดูเหมือน Honda City ขยายร่างมากกว่าจะเป็น Civic ที่ดูภูมิฐาน ทำให้กลุ่มวัยรุ่นและนักแต่งรถที่เคยเป็นฐานลูกค้าหลักของ FD รู้สึกผิดหวังกับรูปลักษณ์ที่ขาดความดุดันไปอย่างสิ้นเชิง
การออกแบบภายนอกของ Honda Civic เจนฯ 9 นั้นดูเหมือนเป็นการพยายามเอาใจตลาดอเมริกามากเกินไป จนลืมไปว่าหัวใจของผู้ใช้ชาวไทยนั้นเสพติดความสปอร์ตพรีเมียม เส้นสายของไฟท้ายที่ยื่นออกมาแบบแปลกตา และกระจังหน้าที่ดู “แก่” กว่าวัย ทำให้มันกลายเป็นรถที่คนวัยทำงานรุ่นใหม่มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
วัสดุภายในและงานประกอบที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการลดต้นทุน
นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นประเด็นแล้ว ภายในห้องโดยสารของ Honda Civic เจนฯ 9 ยังถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องของคุณภาพวัสดุ แม้จะมีการนำหน้าจออัจฉริยะ i-MID มาเป็นจุดขาย แต่พลาสติกคอนโซลและแผงประตูถูกเปลี่ยนมาใช้พลาสติกแข็ง (Hard Plastic) ในหลายจุด ซึ่งต่างจากรุ่น FD ที่มีสัมผัสที่ดูพรีเมียมกว่าในบางจุด รวมถึงการเก็บเสียงที่ยังทำได้ไม่ดีนัก มีเสียงลมและเสียงยางบดถนนเข้ามาในห้องโดยสารค่อนข้างชัดเจนเมื่อใช้ความเร็วเพียง 80-100 กม./ชม.
นอกจากนี้ งานประกอบในยุคนั้นยังมีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างรอยต่อ (Gap) ที่ไม่สม่ำเสมอในหลายคัน จนกลายเป็นกระทู้ดราม่าในบอร์ดรถยนต์ชื่อดังอยู่พักใหญ่ ผู้บริโภคเริ่มตั้งคำถามแทนคนซื้อรถราคาเกือบล้านว่า “นี่เราจ่ายเงินเพื่อซื้อรถที่มีเกรดวัสดุเท่ารถอีโคคาร์หรือเปล่า?” ความรู้สึกไม่คุ้มค่าในเชิงจิตวิทยาของวัสดุภายในจึงกลายเป็นจุดด้อยสำคัญที่ยากจะแก้ตัว
ปัญหาประจำตัวและข้อเสียที่กวนใจผู้ใช้
แม้เครื่องยนต์ R18A และ R20A จะขึ้นชื่อเรื่องความอึด แต่ ข้อเสีย ที่ถูกพูดถึงกันมากคือปัญหาจุกจิกที่ตามมา เช่น ปัญหากลิ่นแอร์เหม็นอับที่เป็นแทบทุกคัน งานประกอบกระจกหน้าต่างที่มักจะมีเสียงดังขณะเปิด-ปิด หรือแม้แต่ปัญหาปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบช่วงล่างที่บางล็อตอาจจะพบความผิดปกติเร็วกว่ากำหนด สิ่งเหล่านี้ทำให้ความขลังของชื่อ Civic เริ่มสั่นคลอนในสายตาผู้บริโภคที่ต้องการความสมบูรณ์แบบ
สิ่งที่น่าจิกกัดที่สุดคือระบบช่วงล่างที่ถูกปรับตั้งมาให้เน้นความนุ่มนวล แต่ดันกลายเป็น “ย้วย” ในสายตานักขับขี่มือฉมัง มันสูญเสียฟีลลิ่งความเป็นรถขับสนุกที่เคยมีในรุ่นก่อนหน้าไปเกือบหมดสิ้น และถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นแรกในกลุ่มที่รองรับน้ำมัน E85 เพื่อดึงดูดใจสายประหยัด แต่ก็ยังไม่สามารถกู้ศรัทธากลับคืนมาได้มากนัก เมื่อภาพลักษณ์โดยรวมมันดู “จืดชืด” เกินไป
![]() |
![]() |
ความผิดพลาดระดับโลกที่ส่งผลถึงตลาดไทย
เรื่องที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ความนิยม ที่ตกต่ำลงนั้นไม่ใช่แค่ในไทย แต่เกิดขึ้นในระดับโลกด้วย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่นิตยสาร Consumer Reports ถึงขั้น “ไม่แนะนำ” ให้ซื้อในตอนเปิดตัวปีแรก จนทำให้ Honda ต้องรีบออกตัว “Minorchange” อย่างเร่งด่วนที่สุดในประวัติศาสตร์ภายในเวลาเพียง 18 เดือน เพื่อแก้ไขทั้งดีไซน์และวัสดุภายใน แต่สำหรับประเทศไทยกว่าจะได้การปรับปรุงนั้นก็ช้าไปเสียแล้ว เพราะผู้บริโภคได้รับภาพจำทางลบเกี่ยวกับรุ่นนี้ไปเรียบร้อย
การมาถึงที่รวดเร็วของ Civic FC ฆาตกรตัวจริงที่ปลิดชีพ FB
ปัจจัยภายนอกที่ทำให้ยอดขายและความนิยมของรถโมเดลนี้ดิ่งลงเหวที่สุดคือการที่ฮอนด้าตัดสินใจเปิดตัว Civic FC (เจเนอเรชันที่ 10) ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบ All-new อย่างแท้จริง ทั้งดีไซน์สไตล์ Fastback เครื่องยนต์ Turbo และเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทำให้คนที่กำลังเล็ง FB อยู่ในขณะนั้นเปลี่ยนใจไปรอรุ่นใหม่ทันที หรือแม้แต่คนที่เพิ่งซื้อ FB ไปก็ต้องเสียใจที่รถตัวเองดูตกรุ่นอย่างรวดเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับอายุทางการตลาดของรุ่นอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน
การมีอยู่ของ Civic FC ทำให้ FB กลายเป็นเพียง “ทางผ่าน” หรือรุ่นคั่นเวลาระหว่างยุคเครื่องยนต์ N/A กับยุคเครื่องยนต์ Turbo ของ Honda อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นรุ่นที่ถูกลืมได้ง่ายที่สุดเพราะไม่มีจุดเด่นที่ชัดเจนพอจะสู้รุ่นพี่หรือรุ่นน้องได้เลย
สรุปสถานะในตลาดมือสองและความคุ้มค่าในปี 2568
อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามเรื่องดีไซน์ที่อาจจะไม่ถูกจริตใครหลายคนไป ในปัจจุบัน Honda Civic FB มือสอง กลับเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นรุ่นที่ “ซ่อมจบ” อะไหล่หาง่าย และมีราคาที่ถูกลงมามาก ที่สำคัญมันเป็น Civic รุ่นสุดท้ายในไทยที่ยังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ Torque Converter (5-Speed) ซึ่งหลายคนมองว่าทนทานและดูแลรักษาง่ายกว่าเกียร์ CVT ในรุ่นปัจจุบัน สำหรับคนที่เน้นการใช้งานจริง ไม่เน้นภาพลักษณ์ และต้องการรถยนต์ C-Segment ที่บำรุงรักษาง่ายเหมือนรถตลาดทั่วไป Civic FB อาจจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าในวันที่กระแสความนิยมถูกบดบังด้วยข้อเสียในอดีต
สุดท้ายแล้ว บทเรียนจากฮอนด้าซีวิคในเจนนี้ได้สอนให้ค่ายรถยนต์รู้ว่า การทำรถยนต์ให้ดีนั้นไม่ใช่แค่เครื่องยนต์ทนทาน แต่ “อารมณ์” (Emotion) และ “ความภูมิใจในการเป็นเจ้าของ” (Pride of Ownership) คือปัจจัยหลักที่คนไทยยอมจ่ายเงินล้านเพื่อซื้อรถสักคัน





