ในรอบปี 2568-2569 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์ที่แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่ง คือในขณะที่ค่ายรถต่างพากันหั่นราคารถใหม่ลงเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ค่า “เบี้ยประกันภัย” กลับสวนทางพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำไมประกันรถยนต์ไฟฟ้าถึงแพง ผู้ใช้รถจำนวนมากต้องพบกับราคาเบี้ยปีต่ออายุที่เพิ่มขึ้น 15-30% หรือบางรายถูกปฏิเสธการรับประกันจากบริษัทเดิม อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังวิกฤตนี้? และทำไมรถไฟฟ้าถึงกลายเป็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันขยาด?
วิกฤต Loss Ratio เมื่อบริษัทประกันแบกยอดเคลมไม่ไหว
อ้างอิงข้อมูลจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย สถิติการจ่ายสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ของรถยนต์ไฟฟ้าในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงเกินกว่า 120% นั่นหมายความว่า ทุกๆ เบี้ยประกันที่บริษัทรับมา 100 บาท บริษัทต้องจ่ายค่าซ่อมคืนไปถึง 120 บาท สภาวะ “ขาดทุนทุนถ้วนหน้า” นี้ทำให้บริษัทประกันหลายแห่งต้องปรับฐานราคาเบี้ยใหม่ให้สูงขึ้นเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด โดยเฉลี่ยแล้วค่าซ่อมรถ EV ต่อครั้งสูงกว่ารถน้ำมันถึง 50-60% เนื่องจากชิ้นส่วนอะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนยกชุดและระบบเซนเซอร์ที่ซับซ้อน
มหากาพย์แบตเตอรี่ เสียนิดเดียวแต่ต้องเปลี่ยนยกลูก
แบตเตอรี่คือหัวใจและเป็นชิ้นส่วนที่แพงที่สุดของรถ EV (คิดเป็น 70-80% ของราคารถ) ปัญหาหลักที่ทำให้เบี้ยประกันแพงคือ “ความเปราะบาง” ในแง่การพิจารณาสินไหม หากรถเกิดอุบัติเหตุและมีการกระแทกที่โครงสร้างใต้ท้องรถ แม้ภายนอกแพ็กแบตเตอรี่จะมีรอยเพียงเล็กน้อย แต่ด้วยข้อกำหนดด้านความปลอดภัยป้องกันการเกิด “Thermal Runaway” หรือไฟไหม้ บริษัทประกันมักจะไม่เสี่ยงซ่อม แต่จะสั่งเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ยกแพ็ก ซึ่งราคาสูงตั้งแต่ 400,000 ไปจนถึงเกือบ 1,000,000 บาท ในบางกรณีค่าแบตเตอรี่สูงเกินกว่า 70% ของทุนประกัน ทำให้บริษัทเลือกที่จะ “คืนซาก” (Total Loss) แทนการซ่อม ซึ่งส่งผลให้สถิติความเสียหายพุ่งกระฉูด
เกณฑ์ใหม่ คปภ. 2568-2569 ระบุชื่อผู้ขับขี่และค่าเสื่อมแบตเตอรี่
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประกาศใช้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อจัดระเบียบตลาดใหม่ โดยมีประเด็นสำคัญที่กระทบผู้ใช้รถดังนี้:
-
การระบุชื่อผู้ขับขี่ (Named Driver): บังคับให้ระบุชื่อผู้ขับขี่ (สูงสุด 5 คน) เพื่อประเมินความเสี่ยงรายบุคคล หากเกิดอุบัติเหตุโดยผู้ขับขี่ที่ไม่ได้ระบุชื่อ อาจต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรกเพิ่มขึ้น
-
ตารางความคุ้มครองแบตเตอรี่: มีการนำเกณฑ์หักค่าเสื่อมแบตเตอรี่ตามอายุการใช้งานมาใช้ (Depreciation Scale) เช่น หากรถใช้งานปีที่ 3 แล้วแบตเตอรี่เสียหาย ประกันอาจจ่ายชดเชยค่าแบตเตอรี่เพียง 70-80% ส่วนที่เหลือเจ้าของรถต้องสมทบเอง หรือเลือกจ่ายเบี้ยเพิ่มเพื่อความคุ้มครอง 100%
การผูกขาดอะไหล่และค่าแรงช่างเฉพาะทาง
ปัจจุบันการซ่อมรถ EV ยังคงถูกจำกัดอยู่ในศูนย์บริการมาตรฐานของค่ายรถเท่านั้น (Exclusive Distribution) ทำให้บริษัทประกันไม่มีอำนาจต่อรองราคาอะไหล่เหมือนรถน้ำมันที่มี “อะไหล่เทียบ” หรือ “อะไหล่เก่า” ให้เลือกใช้ นอกจากนี้ ค่าแรงช่างเทคนิคที่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าแรงสูง (High Voltage) ยังมีราคาสูงกว่าช่างซ่อมเครื่องยนต์ทั่วไปหลายเท่าตัว เมื่อรวมกับระยะเวลารออะไหล่ที่นานกว่าปกติ ทำให้บริษัทประกันต้องแบกรับค่าชดเชยการเสียประโยชน์จากการใช้รถเพิ่มขึ้นไปอีก
แรงบิดมหาศาลและความประมาทของผู้ขับขี่
สถิติอุบัติเหตุของรถ EV ในไทยสูงกว่ารถน้ำมันในกลุ่มผู้ใช้งานปีแรก ส่วนหนึ่งมาจาก “Instant Torque” หรือแรงบิดฉับพลันของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำให้อัตราเร่งรวดเร็วเกินกว่าความชำนาญของผู้ขับขี่ โดยเฉพาะในช่วงการถอยจอดหรือการกลับรถ ทำให้เกิดอุบัติเหตุพุ่งชนสิ่งกีดขวางได้ง่ายกว่ารถน้ำมันปกติถึง 1.6 เท่า
บทสรุป
ทำไมประกันรถยนต์ไฟฟ้าถึงแพง กับวิกฤตราคาประกัน EV แพงจะยังคงอยู่กับเราไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี จนกว่าสถิติการเคลมจะนิ่งขึ้น และมีการเปิดเสรีราคาอะไหล่รวมถึงมีอู่นอกที่ผ่านมาตรฐานมากขึ้น ทางออกของผู้บริโภคในยุคนี้คือการขับขี่อย่างระมัดระวังเพื่อรักษา “ประวัติราคาเบี้ย” และเลือกใช้ประกันแบบที่ใช้เทคโนโลยี Telematics หรือประกันตามการขับขี่ (Pay-as-you-drive) เพื่อให้ได้ราคาที่ยุติธรรมที่สุดตามพฤติกรรมการใช้งานจริง




