
วันนี้เรามาอยู่กับรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งตัวใหม่ล่าสุดจากทางซูซูกิบิ๊กไบค์กันหน่อย ถือว่าเป็นการได้ทดสอบ รีวิว Suzuki V-Strom 800 DE โมเดล 2023 ที่มาจำหน่ายในบ้านเรา และแน่นอนทางเราก็ไม่พลาดการทดสอบโมเดลใหม่ในครั้งนี้
ครั้งนี้ทดสอบกันที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มกันที่เขาสามมุก บางแสน ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยเส้นทางที่ทดสอบมีทั้งทางดำ และทางฝุ่น จัดเต็มครบรสชาติให้สมกับรถคันนี้
สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงเลยนั้นก็คือ การดีไซน์แฟริ่งใหม่ทั้งหมด ทว่ายังคงเอกลักษณ์ ปากนก เส้นสายเฉียบคม ดูทันสมัย ฉีกการดีไซน์ให้เด่นสง่าไม่เหมือนใครในคลาส มาพร้อมไฟหน้าที่ออกแบบมาใหม่เป็น LED แบบโมโนโฟกัส ทรงหกเหลี่ยม 2 ดวงซ้อนกันเป็นแนวตั้ง เด่นไม่เหมือนใคร
และหน้าจอเรือนไมล์แบบ TFT ขนาด 5 นิ้ว จอสี บอกสถานะต่าง ๆ ของตัวรถได้แบบครบครัน อาทิ ความเร็ว รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ความร้อนเครื่องยนต์ ทริปการเดินทาง โหมดการขับขี่ แทร็กชั่นคอนโทรล ABS ระบบของตัวรถ จะถูกแสดงขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน รวมไปถึงหน้าจอ TFT มีระบบ Auto Night mode สามารถปรับความสว่างหน้าจอเองได้ ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีมาก ๆ
ส่วนประกอบของตัวรถ อย่างตัวบาร์จับคนซ้อน แร็คหลังสำหรับติดกล่องใส่สัมภาระ ชิลด์หน้าสามารถปรับระดับได้ การ์ดแฮนด์ การ์ดหม้อน้ำ และอกล่างกันกระแทกที่ถูกติดตั้งมาให้จากโรงงานพร้อมใช้งานไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และที่ขาดไม่ได้คือช่องจ่ายไฟแบบ USB ที่จ่ายไฟได้แรงอีกด้วย
ซูซูกิออกแบบเครื่องยนต์ใหม่แบบ Parallel Twin หรือ 2 สูบเรียง ความจุกระบอกสูบ 776 ซีซี หัวฉีดใหม่ที่ออกแบบให้มีรูฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงมากถึง 10 รู พร้อมออกแบบเพลาข้อเหวี่ยงแบบ 270 องศา DOHC 8 วาล์ว ยังมีการออกแบบบาลานเซอร์ใหม่ที่นิ่งขึ้น และเครื่องยนต์ตัวนี้ ให้กำลังแรงม้า 83 แรงม้าสูงสุดที่ 8,500 รอบ/นาที และให้กำลังแรงบิด 78 นิวตันเมตร ที่ 6,800 รอบ/นาที ระบายความร้อนเครื่องด้วยน้ำและออยคูลเลอร์
กำลังทั้งหมดถูกสั่งการตอบสนองจากคันเร่งไฟฟ้า Ride by wire ผ่านเกียร์บ๊อกซ์ 6 สปีด พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์ ขึ้น-ลง ทำงานควบคู่กับ คลัตช์แอสซิสต์ช่วยให้มือคลัตช์เบา และขับขี่ได้นุ่มนวลมากขึ้น และส่งกำลังผ่านโซ่สเตอร์ไปที่ล้อหลัง ส่วนของถังน้ำมันเชื้อเพลิงจัดมาให้เต็มพิกัด 20 ลิตร และเครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 5
ช่วงล่างใหม่ ออกแบบมาให้สมกับเป็นแอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่ง แชสซีเหล็กใหม่ออกแบบให้มีความกะทัดรัดมากขึ้น มีน้ำหนักเบาลง เพิ่มความคล่องตัวในการบังคับรถ เฟรมยังรองรับกับเครื่องยนต์ตัวใหม่แบบ 2 สูบเรียง ทำให้ตัวรถมีความยาวลดลง ตำแหน่งที่นั่งของผู้ขับขี่ก็เลื่อนขึ้นมาด้านหน้ามากยิ่งขึ้น ทำให้บังคับควบคุมคอนโทรลตัวรถได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย
ระบบโช้คอัพกันต่อ ด้านหน้าให้มาเป็นของ Showa แบบหัวกลับขนาด 43 มิลลิเมตร สามารถที่จะปรับค่า ความแข็งอ่อน ความหนืด การคืนตัว ได้ครบทั้งหมด
ส่วนด้านหลังเป็นโมโนโช้คพร้อมรีโมท สามารถปรับได้ 40 คลิก เต็มระบบเหมือนโช้คอัพด้านหน้า สามารถให้ระยะยุบรถคันนี้ได้ถึง 220 มิลลิเมตร ถือว่าเป็นช่วงล่างรถแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่พร้อมลุยได้สบาย ๆ เลย
![]() |
![]() |
ส่วนระบบเบรก ด้านหน้าเป็นดับเบิ้ลดิสก์เบรกจาก Nissin มาพร้อมจานเบรก 310 มิลลิเมตร และเบรกหลังดิสก์เบรกให้ขนาดจาน 260 มิลลิเมตร พร้อม ABS อิสระหน้าหลัง มาพร้อมกับล้อซี่ลวดสีทองแบบใช้ยางใน ด้านหน้าขนาด 21 นิ้ว กับยาง 90/90-21 และ ล้อหลังขนาด 17 นิ้ว ยาง 150/70-17 พร้อมลุยข้ามอุปสรรคได้อย่างง่าย ๆ เลย
สำหรับโมเดลนี้จะมีการติดตั้งระบบ Suzuki Intelligent Ride System ซึ่งจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเหลือในการขับขี่
เริ่มจาก Suzuki Drive Mode Selector [SDMS] ถ้าจะให้เข้าใจง่ายขึ้นอีกนิด นี่คือโหมดการขับขี่ที่จะเป็นตัวสั่งการควบคุมการทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อจากคันเร่งไฟฟ้า Ride by wire Electronic Throttle โดยจะมีทั้งหมด 3 โหมดขับขี่ A-B-C จะมีการตอบสนองดังนี้
Mode A [Active] – ให้การตอบสนองที่ไวที่สุดเมื่อเปิดคันเร่ง ฟีลสปอร์ต
Mode B [Basic] – การตอบสนองที่นุ่มนวลมากขึ้น ใช้งานทั่วไป ท่องเที่ยว ออนโร้ด
Mode C [Comfort] – คันเร่งละเอียด นุ่มนวล ขับขี่บนถนนเปียกลื่น โหมดนี่ตอบโจทย์ได้ดี
Suzuki Traction Control System [STCS] แทร็กชั่นคอนโทรลจะช่วยป้องกันล้อหน้าหลังหมุนไม่เท่ากัน เพื่อที่จะรักษาสเถียรสภาพของตัวรถ เมื่อเกิดล้อหมุนเร็วไม่เท่ากัน โดยโหมดนี้จะให้ความละเอียด 3 ระดับ และยังมีโหมด G (Gravel) ที่จะมาช่วยเวลาขับขี่บนทางออฟโร้ด สำหรับตัวแทร็กชั่นนี้ สามารถเปิด/ปิดได้ ตามความต้องการ
Bi-Directional Quick Shift System ควิกชิฟเตอร์ ระบบเข้าเกียร์แบบไม่ต้องกำคลัตช์แบบสองทาง สามารถใส่เกียร์ได้ทั้งขึ้นและลง ได้ฟีลรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น
Low RPM Assist ระบบช่วยป้องกันไม่ให้รอบเครื่องยนต์ตกลงต่ำเกินไป หรือมากเกินไป ช่วยให้ออกตัวบนทางลาดชันได้ง่ายมากขึ้น หรือช่วยเวลาที่ต้องคอนโทรลตัวรถในความเร็วต่ำๆในเมือง เพิ่มความมั่นใจทุกครั้งที่ได้ขับขี่
ABS System ระบบเบรก ABS ป้องกันการล้อล็อคสามารถตั้งค่าความละเอียดได้ 2 โหมด โหมด 1 จะยอมให้ตัวล้อล็อคได้นิดหน่อย เหมาะสำหรับถนนลูกรัง ลุยนิด ๆ ส่วนโหมดที่ 2 จะทำงานแบบเต็มระบบ เหมาะกับใช้งานบนถนนทั่วไป
** สามารถกดปิด ABS ได้ เฉพาะล้อหลัง เพิ่มความสามารถในการควบคุมในทางลุยได้มากขึ้น
Suzuki Easy Start System กดสตาร์ทในครั้งนี้ไม่ต้องกดแช่ค้างไว้แล้ว ระบบนี้จะช่วยให้คุณง่ายขึ้น
อย่างที่เกริ่นไปในช่วงต้น ว่าวันนี้เรามาทดสอบกันที่จังหวัด ชลบุรี ทางซูซูกิบิ๊กไบค์จัดการทดสอบแบบทัวริ่งแอดเวนเจอร์ให้ โดยเริ่มต้นการทดสอบกันที่เขาสามมุก มุ่งหน้าออนโร้ดไปที่อ่างเก็บน้ำบางพระ และมีเส้นทางออฟโร้ดบริเวณรอบ ๆ แบ่งออกเป็น 70% / 30% ให้ได้ลองสมรรถนะกันอย่างเต็มที่ตามสไตล์ทัวริ่งแอดเวนเจอร์ เอ้า มา เรามาพูดถึงฟีลลิ่งกันเลย!
รู้สึกได้ว่า มิติท่านั่งถูกออกแบบมาให้ต่างจากตัวก่อนหน้านี้ ส่งผลมาจากหลาย ๆ อย่าง ทั้งตัวแชสซีใหม่ ตำแหน่งมิติทางกายภาพ ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสำหรับรถทัวริ่ง ทำให้รู้สึกได้ว่านั่งสบาย แฮนด์บาร์กว้างคอนโทรลตัวรถได้ง่าย ตำแหน่งการวางเท้าพอดิบพอดีหัวเข่าไม่งอจนเกินไป เบาะนั่งสบายตอบโจทย์เดินทางไกล สำหรับทางดำขี่ได้แบบสบาย ๆ ส่วนทางลุยที่ออกแบบมามีบางช่วงจำเป็นต้องยืนขี่ ระยะแฮนด์ที่ยกสูงทำให้ได้ท่าขับขี่ที่ดีเลย จับฟีลช่วงหน้าขาหนีบถังน้ำมัน ก็ไม่ใหญ่จนเกินไป ตรงนี้ถือว่าออกแบบมาได้ดีเลย
ฟีลลิ่งการตอบเสนอต่างจากตัวเดิมมากแบบคนละคันกันเลย ด้วยซีซีที่เยอะขึ้น และการทำงานของเครื่องยนต์แบบใหม่ รวมไปถึงโหมดการขับขี่ และ คันเร่งไฟฟ้า ที่มาช่วยให้ตัวรถขี่ได้ง่ายมาก และสนุกมากขึ้น กำลังเครื่องสำหรับถนนดำ ตอบโจทย์เลย โหมดการขับขี่ A-B ตอบสนองส่งกำลังได้ดีเลย
และช่วงทางลุย ปรับโหมด Garvel เข้ามาด้วย คันเร่งเนียน สมู้ท รอบเครื่องเดินเต็มกำลังไม่มีถอย สั่งได้ดั่งใจ แต่ก็ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่า คันเร่งไฟฟ้าตอบสนองเราได้ตามการบิดเลย แต่ทางที่เป็นดินลูกรัง เราต้องจับฟีลการเปิดปิดคันเร่งให้ดี เพราะเครื่องยนต์ส่งกำลังแบบเร็ว ๆ อาจจะโอเวอร์ได้ จับฟีล และปรับโหมดการใช้งานให้ดี ตัวรถจะขี่ได้ดีเลยทีเดียว สำหรับผมที่ได้มีโอกาสทดสอบ เครื่องยนต์เทคโนโลยีตัวนี้ ออกแบบมาตอบโจทย์ครบครันเเล้ว
ออกแบบมาให้สามารถปรับได้แบบเต็มระบบ ด้านหน้าให้ฟีลลิ่งถนนดำดีเลยทีเดียว ส่วนด้านหลังที่สามารถปรับได้ 40 คลิก ผมเองก็ปรับเพิ่มจากเดิม 13 คลิก บวกเข้าไปอีก 10 คลิก เพิ่มความแข็งของตัวสปริง ทำให้เวลาเข้าโค้งถนนดำรู้สึกว่าเฟิร์มมากขึ้น มั่นใจเวลาเข้าโค้ง ถ้าสายถนนดำ ผมบอกเลยว่าโอเค ดีเลยทีเดียว สำหรับเซทติ้งนี้ ความเร็ว 120-140 กม./ชม. ช่วงรอบอ่างเก็บน้ำ รู้สึกได้ว่าความเร็วสูง ๆ เข้าโค้งได้อย่างสบาย ๆ


แท็กที่เกี่ยวข้อง
Hondaรีวิว Honda PCX 160 2026 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์สีใหม่ สเปกคุ้มค่า ตอบโจทย์ทุกการขับขี่
ข่าวมอเตอร์ไซค์รีวิว Honda Click 160 2026 ปลดล็อก Smart Key ลบจุดบอด สเปกคุ้ม ราคาโดนใจ!
ข่าวมอเตอร์ไซค์Grand Filano Hybrid 2026 รุ่น Special Edition สกู๊ตเตอร์พรีเมียมสีใหม่ ทวงคืนบัลลังก์เจ้าถนน
ข่าวมอเตอร์ไซค์Yamaha PG-1 2026 รุ่น Special Edition แต่งเต็มสูบจากโรงงาน เอาใจสายแคมป์
ข่าวมอเตอร์ไซค์ ZONTESZONTES 368E ETC ผอมลง 10 โล! สเปคล้นคลาส ราคา 163,800 บาท
ZXMOTOZXMOTO เตรียมเปิดตัวในงาน Motor Expo ครั้งที่ 43
ZONTESZontes 552G คาดการณ์การเปิดตัว บิ๊กสกู๊ตเตอร์ สายลุย ออปชันล้น
ข่าวกฎหมายจราจรมอเตอร์ไซค์ลงอุโมงค์ ลอดได้หรือไม่? สรุปชัดที่นี่