SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า จักรยายนต์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ไรเดอร์ เจอผู้โดยสารทิ้งของหน้าด่าน รอดคุกหวุดหวิดเพราะ “กล้อง” ใบเดียว

ไรเดอร์รอดคุก เพราะกล้องติดรถ

ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชาวสองล้อและพี่น้องไรเดอร์ที่หารายได้ผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถทุกคน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญกับเจ้าของเพจและยูทูบเบอร์สายไรเดอร์ “โก๋ โฟม ล่องลอย” ที่เกือบจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพียงเพราะรับผู้โดยสารผิดคน

นาทีระทึก: เมื่อ “งาน” กลายเป็น “ความเสี่ยง”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ โก๋ โฟม กำลังปฏิบัติหน้าที่รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน Bolt ตามปกติ โดยได้รับผู้โดยสารรายหนึ่งซ้อนท้ายเพื่อไปส่งยังจุดหมาย แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อรถจักรยานยนต์ขับขี่เข้าใกล้บริเวณที่มีการตั้ง ด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในจังหวะนั้นเอง ผู้โดยสารที่นั่งซ้อนท้ายแสดงอาการมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด และตัดสินใจล้วงเอา “วัตถุบางอย่าง” (ซึ่งคาดว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย) โยนทิ้งลงข้างทางในระยะกระชั้นชิดก่อนถึงด่านตรวจ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่ได้

ตกเป็นผู้ต้องสงสัยร่วม: ไรเดอร์จะทำอย่างไร?

ทันทีที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการเรียกหยุดรถและเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที โดยในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้ขับขี่ (ไรเดอร์) อาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ หรือเป็นผู้ร่วมขบวนการเดียวกับผู้โดยสาร

สถานการณ์นี้ถือว่าอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนทำมาหากินสุจริต เพราะหากไม่มีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ การจะแก้ต่างว่า “ผมแค่ขับรถรับจ้าง ไม่รู้จักกัน” อาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอในชั้นสอบสวน และอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดี หรือต้องเสียเวลาและเงินทองในการประกันตัวสู้คดี

 

“กล้อง” คือฮีโร่ตัวจริง

ท่ามกลางความตึงเครียด โก๋ โฟม ล่องลอย ได้งัดไม้ตายก้นหีบออกมา นั่นคือ “ภาพบันทึกจากกล้องติดหมวก/ติดรถ” ที่เขาได้ทำการเปิดบันทึกไว้ตลอดการเดินทาง

คลิปวิดีโอดังกล่าวกลายเป็นพยานปากเอกที่สำคัญที่สุด เพราะสามารถระบุไทม์ไลน์ได้ชัดเจนตั้งแต่:

  1. การกดรับงานผ่านแอปฯ ยืนยันว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ให้บริการ” และ “ลูกค้า” ไม่ใช่เพื่อนฝูง

  2. บทสนทนา (หรือความเงียบ) ระหว่างทางที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความสนิทสนมกัน

  3. วินาทีที่ผู้โดยสารโยนวัตถุนั้นทิ้งโดยที่ไรเดอร์ไม่รู้เรื่องและไม่ได้มีส่วนร่วม

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบหลักฐานจากกล้องและข้อมูลการเรียกงานผ่านแอปพลิเคชันแล้ว จึงเชื่อได้ว่า โก๋ โฟม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว จึงรอดพ้นจากการถูกจับกุมมาได้หวุดหวิด

บทเรียนสำหรับไรเดอร์: อุปกรณ์ป้องกันตัวไม่ได้มีแค่หมวกกันน็อก

กรณีของ ไรเดอร์ Bolt เจอผู้โดยสารทิ้งของ เคสนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ในยุคปัจจุบัน “กล้องติดรถ” หรือ “กล้องติดหมวก” ไม่ได้มีไว้เพื่อบันทึกอุบัติเหตุบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเกราะป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เราควบคุมไม่ได้

สำหรับพี่น้องไรเดอร์ท่านใดที่ยังลังเลว่าจะติดกล้องดีหรือไม่ เคสของ โก๋ โฟม ล่องลอย น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่า “มีไว้ไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” เพราะราคาของกล้องหลักพัน คุ้มค่ากว่าอิสรภาพราคาประเมินค่าไม่ได้แน่นอน

SeedZaad

Photographer, Moto-Tech Geek🤓. Speed Freak, and Two wheels fanatics. I🏊‍♂️Ride🚵‍♂️Bikes🏃

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

ไรเดอร์ เจอผู้โดยสารทิ้งของหน้าด่าน รอดคุกหวุดหวิดเพราะ “กล้อง”

ไรเดอร์ เจอผู้โดยสารทิ้งของหน้าด่าน รอดคุกหวุดหวิดเพราะ “กล้อง” ใบเดียว

ไรเดอร์รอดคุก เพราะกล้องติดรถ

ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจชาวสองล้อและพี่น้องไรเดอร์ที่หารายได้ผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถทุกคน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญกับเจ้าของเพจและยูทูบเบอร์สายไรเดอร์ “โก๋ โฟม ล่องลอย” ที่เกือบจะต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เพียงเพราะรับผู้โดยสารผิดคน

นาทีระทึก: เมื่อ “งาน” กลายเป็น “ความเสี่ยง”

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ โก๋ โฟม กำลังปฏิบัติหน้าที่รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน Bolt ตามปกติ โดยได้รับผู้โดยสารรายหนึ่งซ้อนท้ายเพื่อไปส่งยังจุดหมาย แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อรถจักรยานยนต์ขับขี่เข้าใกล้บริเวณที่มีการตั้ง ด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในจังหวะนั้นเอง ผู้โดยสารที่นั่งซ้อนท้ายแสดงอาการมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด และตัดสินใจล้วงเอา “วัตถุบางอย่าง” (ซึ่งคาดว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย) โยนทิ้งลงข้างทางในระยะกระชั้นชิดก่อนถึงด่านตรวจ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่ได้

ตกเป็นผู้ต้องสงสัยร่วม: ไรเดอร์จะทำอย่างไร?

ทันทีที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการเรียกหยุดรถและเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที โดยในเบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า ผู้ขับขี่ (ไรเดอร์) อาจมีส่วนรู้เห็นเป็นใจ หรือเป็นผู้ร่วมขบวนการเดียวกับผู้โดยสาร

สถานการณ์นี้ถือว่าอันตรายอย่างยิ่งสำหรับคนทำมาหากินสุจริต เพราะหากไม่มีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ การจะแก้ต่างว่า “ผมแค่ขับรถรับจ้าง ไม่รู้จักกัน” อาจไม่มีน้ำหนักเพียงพอในชั้นสอบสวน และอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดี หรือต้องเสียเวลาและเงินทองในการประกันตัวสู้คดี

 

“กล้อง” คือฮีโร่ตัวจริง

ท่ามกลางความตึงเครียด โก๋ โฟม ล่องลอย ได้งัดไม้ตายก้นหีบออกมา นั่นคือ “ภาพบันทึกจากกล้องติดหมวก/ติดรถ” ที่เขาได้ทำการเปิดบันทึกไว้ตลอดการเดินทาง

คลิปวิดีโอดังกล่าวกลายเป็นพยานปากเอกที่สำคัญที่สุด เพราะสามารถระบุไทม์ไลน์ได้ชัดเจนตั้งแต่:

  1. การกดรับงานผ่านแอปฯ ยืนยันว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ให้บริการ” และ “ลูกค้า” ไม่ใช่เพื่อนฝูง

  2. บทสนทนา (หรือความเงียบ) ระหว่างทางที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความสนิทสนมกัน

  3. วินาทีที่ผู้โดยสารโยนวัตถุนั้นทิ้งโดยที่ไรเดอร์ไม่รู้เรื่องและไม่ได้มีส่วนร่วม

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบหลักฐานจากกล้องและข้อมูลการเรียกงานผ่านแอปพลิเคชันแล้ว จึงเชื่อได้ว่า โก๋ โฟม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว จึงรอดพ้นจากการถูกจับกุมมาได้หวุดหวิด

บทเรียนสำหรับไรเดอร์: อุปกรณ์ป้องกันตัวไม่ได้มีแค่หมวกกันน็อก

กรณีของ ไรเดอร์ Bolt เจอผู้โดยสารทิ้งของ เคสนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ในยุคปัจจุบัน “กล้องติดรถ” หรือ “กล้องติดหมวก” ไม่ได้มีไว้เพื่อบันทึกอุบัติเหตุบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเกราะป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เราควบคุมไม่ได้

สำหรับพี่น้องไรเดอร์ท่านใดที่ยังลังเลว่าจะติดกล้องดีหรือไม่ เคสของ โก๋ โฟม ล่องลอย น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่า “มีไว้ไม่ได้ใช้ ดีกว่าจะใช้แล้วไม่มี” เพราะราคาของกล้องหลักพัน คุ้มค่ากว่าอิสรภาพราคาประเมินค่าไม่ได้แน่นอน

SeedZaad

Photographer, Moto-Tech Geek🤓. Speed Freak, and Two wheels fanatics. I🏊‍♂️Ride🚵‍♂️Bikes🏃

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า