กระตุ้นเศรษฐกิจหรือรถติดกระจาย? ตลาดเซฟวันโกบางนาทำถนนอัมพาต

กลายเป็นไวรัลที่แลกมาด้วยความเดือดร้อนของผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับการเปิดตัว ตลาดเซฟวันโกบางนา สาขาใหม่ล่าสุดของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “ซุง ศตาวิน” ที่ปักหมุดทำเลทองบนถนนบางนา-ตราด กม. 4 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แม้ในมุมของภาคธุรกิจจะถือเป็นความสำเร็จอย่างมหาศาลจากปริมาณคนที่หลั่งไหลเข้าไปเดินตลาดจนพื้นที่ไม่พอรองรับ แต่ในมุมของ การจราจรบางนา กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ทำเอาคนใช้ถนนต้องติดอยู่บนรถนานหลายชั่วโมง จนเกิดเสียงวิจารณ์สนั่นถึงความเหมาะสมและการวางแผนรองรับปริมาณรถยนต์
วินาศสันตะโรบนถนนเทพรัตน ผลกระทบจากการเปิดตลาดเซฟวันโกบางนา
ปัญหาการจราจรที่เกิดขึ้นเริ่มทวีความรุนแรงตั้งแต่ช่วงเย็นวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสิ้นเดือน มกราคม 2569 ปริมาณรถที่มุ่งหน้าเข้ามามีจำนวนมากเกินกว่าพื้นที่จอดรถภายในจะรองรับได้ ส่งผลให้รถเริ่มสะสมบริเวณทางเข้าและล้นออกมาบนทางหลักของถนนบางนา-ตราด (เทพรัตน) ขาเข้า ท้ายแถวยาวเหยียดข้ามฝั่งไปยังหน้าห้างสรรพสินค้าเมกาบางนา (Mega Bangna) ไม่เพียงเท่านั้น ปัญหายังลามไปถึงฝั่งขาออกที่ผู้คนพยายามจะขึ้นสะพานกลับรถเพื่อมายังตลาด ทำให้เส้นทางมุ่งหน้าชลบุรีติดขัดไม่แพ้กัน
จากรายงานข่าวจราจรล่าสุด พบว่าผลกระทบกระจายวงกว้างไปยังถนนสายรองโดยรอบ ทั้งถนนศรีนครินทร์ที่รถติดสะสมจนถึงแยกศรีลาซาล และทางด่วนบูรพาวิถีที่มุ่งหน้าลงฝั่งบางนา ปัญหานี้ไม่ได้มีเพียงแค่จำนวนรถที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนอย่างรถโดยสารประจำทางจอดเสียในบริเวณใกล้เคียง ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์ การจราจรบางนา เข้าขั้นวิกฤตตลอดทั้งคืนวันเปิดตัว
พลังอินฟลูเอนเซอร์กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นตลาดเซฟวันโกบางนา
หากมองในมุมของ “เศรษฐกิจ” ตลาดเซฟวันโกบางนา ถือเป็นต้นแบบของ Lifestyle Market ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วด้วยกลยุทธ์ Social Media Marketing ของทีมผู้บริหาร “ซุง-อิง” ที่สามารถดึงดูดผู้ซื้อและผู้ขายให้มาเจอกันได้อย่างหนาแน่น ข้อมูลย้อนหลังของบริษัท เซฟวัน โก จำกัด ในปี 2567 พบว่ามีกำไรสุทธิกว่า 22 ล้านบาท ซึ่งการขยายสาขามายังย่านบางนาถือเป็นการกระตุ้นเม็ดเงินในพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันออกให้สะพัดยิ่งขึ้น มีการจ้างงานและสร้างรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับต้นทุนทางสังคม (Social Cost) อย่างปัญหา รถติดสาหัส ทำให้เกิดการตั้งคำถามจากภาคประชาชนว่า ผู้ประกอบการควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสาธารณะมากกว่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรล่วงหน้า หรือการจัดเตรียมพื้นที่จอดรถสำรองให้เพียงพอกับ “แรงกระเพื่อม” ของฐานแฟนคลับที่ตัวเองมี
ซุง ศตาวิน น้อมรับคำติ พร้อมแผนเยียวยาปัญหารถติด
ล่าสุดเจ้าของตลาดอย่าง “ซุง ศตาวิน” ไม่ได้นิ่งเฉยต่อกระแสโจมตี โดยได้ออกมาอัดคลิปวิดีโอขอโทษประชาชนและน้อมรับทุกข้อผิดพลาด เจ้าตัวระบุว่าเข้าใจถึงความเดือดร้อนของคนเดินทาง และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขในหลายจุด ดังนี้:
-
การจัดการจราจร: เพิ่มทีมงานโบกรถและประสานงานกับตำรวจในท้องที่อย่างใกล้ชิด
-
พื้นที่จอดรถ: จัดหาลานจอดรถสำรองเพิ่มเติมในบริเวณใกล้เคียง
-
ระบบขนส่ง: จัดบริการรถรับส่ง (Shuttle Bus) เพื่อรับคนจากจุดจอดรถเข้าสู่ตลาด ลดการนำรถส่วนตัวมาจอดริมถนน
-
สิ่งอำนวยความสะดวก: เร่งปรับปรุงเรื่องห้องน้ำและการกระจายโซนอาหารเพื่อลดความแออัด
บทเรียนจากสาขาบางนาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการมี “Traffic” ในโลกออนไลน์นั้นเป็นเรื่องดี แต่การจัดการ “Traffic” ในโลกแห่งความเป็นจริงบนท้องถนนนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน หากจะดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืนโดยไม่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นตัวการทำรถติด
ทางเลือกการเดินทางสู่ ตลาดเซฟวันโกบางนา แบบเลี่ยงรถติด
สำหรับใครที่ยังอยากไปเช็กอินแต่ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา การจราจรบางนา ขอแนะนำให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นหลัก โดยสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลงที่สถานีศรีเอี่ยม จากนั้นต่อรถประจำทางสาย 38, 46, 132 หรือ 180 เพื่อมาลงหน้าตลาด ซึ่งจะช่วยลดปริมาณรถส่วนตัวในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
สุดท้ายนี้ ปรากฏการณ์ ตลาดเซฟวันโกบางนา คือกระจกสะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องก้าวข้ามแค่เรื่องกำไร แต่ต้องใส่ใจผลกระทบต่อส่วนรวมด้วย เราหวังว่ามาตรการที่ผู้บริหารรับปากไว้จะช่วยคืนผิวจราจรให้ชาวบางนาได้ในเร็ววัน และทำให้ตลาดแห่งนี้กลายเป็นแลนด์มาร์คที่สร้างความสุขให้ทั้งคนเที่ยวและคนเดินทางอย่างแท้จริง
อ้างอิงข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ


