SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ด่านตรวจจราจร 2569
ขอขอบคุณภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะยังคงเป็น “หนามยอกอก” ของคนใช้รถใช้ถนนชาวไทยมาทุกยุคทุกสมัยคือการเผชิญหน้ากับ ด่านตรวจจราจร 2569 ซึ่งในปีนี้ความขัดแย้งระหว่างผู้รักษากฎหมายและผู้เสียภาษีได้ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์และ AI ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ แต่แทนที่จะสร้างความไว้วางใจ กลับสร้างความสงสัยว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการตั้งด่านคืออะไรกันแน่

วิวัฒนาการของด่านจราจรกับการนำระบบ AI มาใช้

หากมองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาตรฐานการตั้งด่านจราจร มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากด่านลอยที่ตั้งตามใจชอบ พัฒนามาสู่ด่านตรวจกวดขันวินัยจราจรที่ต้องมีป้ายแจ้งเตือน มีไฟส่องสว่าง และมีกล้องบันทึกภาพปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (Bodycam) ทว่าในปี 2569 นี้ เราได้เห็นการนำกล้อง AI ที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ได้ละเอียดถึงขั้นการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหรือการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถผ่านด่าน ความไฮเทคนี้ควรจะสร้างความโปร่งใส แต่ในมุมมองของประชาชน มันถูกมองว่าเป็น “เครื่องจักรผลิตใบสั่ง” ที่ทำงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพจนน่าตกใจ

สิ่งที่น่าจิกกัดคือ ความแม่นยำของ AI มักจะถูกนำมาใช้ในจุดที่สามารถสร้างรายได้ค่าปรับได้สูงสุด มากกว่าจุดที่เสี่ยงอุบัติเหตุจริงๆ เรามักพบด่านตรวจในเส้นทางตรงที่จำกัดความเร็วต่ำอย่างผิดปกติ หรือจุดลงสะพานที่แรงโน้มถ่วงทำให้ความเร็วเกินกำหนดเพียงเล็กน้อย แต่กลับไม่ค่อยพบเห็นการตั้งด่านในจุดกลับรถมรณะหรือทางม้าลายที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก สิ่งนี้จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า การกวดขันวินัยจราจร 2569 ทำไปเพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อความสะดวกในการเก็บสถิติยอดปรับ?

ระบบตัดแต้มใบขับขี่ 2569 และผลกระทบต่อปากท้องประชาชน

การบังคับใช้ ระบบตัดแต้มใบขับขี่ 2569 คืออาวุธสำคัญที่ทางการอ้างว่าใช้เพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดซ้ำซาก ระบบนี้จะทำการตัดคะแนนทันทีเมื่อฐานข้อมูลกลางได้รับรายงานจากด่านตรวจหรือกล้องวงจรปิด ซึ่งหากมองในมุมความปลอดภัย นี่คือการคัดกรองนักขับที่อันตรายออกจากถนน แต่เมื่อมองลึกลงไปถึงกระบวนการคืนแต้ม ประชาชนกลับต้องพบกับภาระมหาศาล ทั้งค่าปรับที่ต้องชำระให้ครบ และค่าธรรมเนียมในการเข้าคอร์สอบรมพิเศษเพื่อขอแต้มคืน ซึ่งหลายครั้งถูกจัดโดยหน่วยงานที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐ

ความย้อนแย้งที่ประชาชนตั้งคำถามคือ หากเป้าหมายคือการสร้างวินัย เหตุใดการอบรมถึงไม่ถูกจัดให้เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย หรือเหตุใดถึงไม่เน้นการว่ากล่าวตักเตือนในกรณีความผิดลหุโทษ แต่กลับมุ่งเน้นการตัดแต้มและการปรับเงินในอัตราสูงสุดตาม ค่าปรับจราจรล่าสุด ที่มีการปรับปรุงใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูก “ต้อนเข้ามุม” เพื่อรีดรายได้จึงกลายเป็นสิ่งที่คนใช้รถใช้ถนนรู้สึกเหมือนกันทั่วประเทศ

สัดส่วนรายได้ค่าปรับ แรงจูงใจที่ยากจะปฏิเสธ?

ประเด็นที่เป็น “ความลับที่ทุกคนรู้” คือเรื่องของเงินส่วนแบ่งค่าปรับจราจร แม้ว่าจะมีการพยายามปฏิรูปโครงสร้างรายได้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาหลายครั้ง แต่ระบบการจ่ายเงินรางวัลนำจับหรือส่วนแบ่งที่มาจากการจับกุมก็ยังคงดำรงอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งนี้กลายเป็น “Incentive” หรือแรงจูงใจให้มีการตั้งด่านในจุดที่ “หาความผิดง่าย” มากกว่าจุดที่ “ดูแลความปลอดภัยยาก”

ลองจินตนาการดูว่า หากเจ้าหน้าที่จราจรได้รับเงินเดือนและสวัสดิการที่เพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพายอดใบสั่ง ทัศนคติในการตั้ง ด่านตรวจจราจร 2569 จะเปลี่ยนไปหรือไม่? ด่านตรวจอาจเปลี่ยนจากจุดตรวจหาข้อผิดพลาดทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่น ป้ายเสียภาษีเอียง หรือการติดสติ๊กเกอร์ผิดตำแหน่ง ไปเป็นการให้ความรู้หรืออำนวยความสะดวกในจุดที่การจราจรหนาแน่นแทน แต่ตราบใดที่โครงสร้างรายด้ายยังสัมพันธ์กับยอดจับกุม คำว่า “ธุรกิจจราจร” ก็ยังคงเป็นคำที่ประชาชนเรียกใช้ได้อย่างเต็มปาก

ด่านตรวจจราจร 2569
ขอขอบคุณภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจ

กฎหมายจราจรที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของถนนไทย

อีกหนึ่งแง่มุมที่ต้องหยิบยกมาวิเคราะห์คือ ความสมเหตุสมผลของกฎหมายที่ด่านตรวจนำมาบังคับใช้ หลายครั้งที่ การกวดขันวินัยจราจร 2569 ถูกนำมาใช้กับข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพถนนในปัจจุบัน เช่น การจำกัดความเร็ว 80-90 กม./ชม. บนทางหลวงหลักที่มี 8 เลน ซึ่งสภาพรถยนต์ในปัจจุบันสามารถทำความเร็วที่ปลอดภัยได้มากกว่านั้น หรือการจับกุมรถจักรยานยนต์ที่ต้องวิ่งเลนซ้ายสุดเสมอ ทั้งที่เลนซ้ายในประเทศไทยเต็มไปด้วยหลุมบ่อ รถจอดไหล่ทาง และฝาท่อที่อันตราย การบังคับใช้กฎหมายแบบ “นิตินัย” โดยไม่สน “พฤตินัย” จึงถูกมองว่าเป็นการจ้องจับผิดเพื่อสร้างรายได้มากกว่าการห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สิน

ประชาชนจึงตั้งคำถามกลับไปยังภาครัฐว่า ก่อนจะกวดขันวินัยด้วยด่านตรวจ ท่านได้กวดขันคุณภาพของผิวจราจร ป้ายบอกทางที่ชัดเจน หรือระบบไฟส่องสว่างให้ได้มาตรฐานก่อนหรือยัง? เพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากแค่ตัวบุคคล แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไร้คุณภาพ แต่ดูเหมือนว่าการตั้งด่านเก็บเงินจะทำได้ง่ายและเห็นผลลัพธ์เป็นตัวเลข (ในบัญชี) ได้ชัดเจนกว่าการไปซ่อมถนน

ด่านตรวจจราจร 2569

อนาคตของด่านตรวจ ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ความโปร่งใสที่แท้จริง

เพื่อให้ ด่านตรวจจราจร 2569 ได้รับการยอมรับจากสังคม รัฐบาลจำเป็นต้องรื้อระบบนิเวศการตั้งด่านใหม่ทั้งหมด ประการแรกคือ “เงินค่าปรับต้องกลับไปที่ถนน” โดยต้องมีการเปิดเผยข้อมูลว่าเงินทุกบาทที่ปรับไป ถูกนำไปใช้ซ่อมถนนจุดไหน หรือติดตั้งไฟจราจรเพิ่มที่ใดบ้างอย่างชัดเจน ประการต่อมาคือการยกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับจราจรในทุกรูปแบบ เพื่อทำลายวงจรแรงจูงใจในการหาผลประโยชน์ และประการสุดท้ายคือการใช้ “ด่านดิจิทัล” ที่เน้นการส่งการแจ้งเตือนและการตักเตือนออนไลน์ก่อนการปรับจริงในกรณีที่ไม่รุนแรง

ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน แต่ความปลอดภัยต้องไม่ถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการตลาด” หรือ “โมเดลการหาเงิน” เพื่ออุดช่องโหว่ทางงบประมาณของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากผู้รักษากฎหมายยังคงยืนยันที่จะตั้งด่านในรูปแบบเดิมๆ โดยไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน สุดท้ายแล้วความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายก็จะเสื่อมคลายลง และด่านตรวจก็จะกลายเป็นเพียงสถานที่ที่ประชาชนเกลียดชังและพยายามหลีกเลี่ยง มากกว่าจะเป็นจุดที่รู้สึกอุ่นใจเมื่อได้ขับผ่าน

บทสรุปของคนใช้รถในปี 2569

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าด่านตรวจจะเป็นความปลอดภัยหรือธุรกิจ สิ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนนทำได้ดีที่สุดคือการรักษาวินัยจราจรให้แน่นหนาจนเจ้าหน้าที่ไม่มีช่องโหว่ให้จับผิด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและเรียกร้องมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ที่ยุติธรรม เพราะ “ความปลอดภัยที่แท้จริง” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม ไม่ใช่การจ้องหาประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเติมเต็มตัวเลขในสมุดบัญชีของใครบางคน และเราหวังว่าในปีต่อๆ ไป บทสนทนาเรื่องด่านตรวจจะเปลี่ยนจาก “วันนี้โดนไปเท่าไหร่” เป็น “วันนี้ถนนไทยปลอดภัยขึ้นแค่ไหน” อย่างแท้จริง

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

ด่านตรวจจราจร 2569 ความปลอดภัยประชาชน หรือธุรกิจรายได้จากค่าปรับ?

ด่านตรวจจราจร 2569
ขอขอบคุณภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะยังคงเป็น “หนามยอกอก” ของคนใช้รถใช้ถนนชาวไทยมาทุกยุคทุกสมัยคือการเผชิญหน้ากับ ด่านตรวจจราจร 2569 ซึ่งในปีนี้ความขัดแย้งระหว่างผู้รักษากฎหมายและผู้เสียภาษีได้ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์และ AI ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ แต่แทนที่จะสร้างความไว้วางใจ กลับสร้างความสงสัยว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการตั้งด่านคืออะไรกันแน่

วิวัฒนาการของด่านจราจรกับการนำระบบ AI มาใช้

หากมองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาตรฐานการตั้งด่านจราจร มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากด่านลอยที่ตั้งตามใจชอบ พัฒนามาสู่ด่านตรวจกวดขันวินัยจราจรที่ต้องมีป้ายแจ้งเตือน มีไฟส่องสว่าง และมีกล้องบันทึกภาพปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (Bodycam) ทว่าในปี 2569 นี้ เราได้เห็นการนำกล้อง AI ที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ได้ละเอียดถึงขั้นการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหรือการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถผ่านด่าน ความไฮเทคนี้ควรจะสร้างความโปร่งใส แต่ในมุมมองของประชาชน มันถูกมองว่าเป็น “เครื่องจักรผลิตใบสั่ง” ที่ทำงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพจนน่าตกใจ

สิ่งที่น่าจิกกัดคือ ความแม่นยำของ AI มักจะถูกนำมาใช้ในจุดที่สามารถสร้างรายได้ค่าปรับได้สูงสุด มากกว่าจุดที่เสี่ยงอุบัติเหตุจริงๆ เรามักพบด่านตรวจในเส้นทางตรงที่จำกัดความเร็วต่ำอย่างผิดปกติ หรือจุดลงสะพานที่แรงโน้มถ่วงทำให้ความเร็วเกินกำหนดเพียงเล็กน้อย แต่กลับไม่ค่อยพบเห็นการตั้งด่านในจุดกลับรถมรณะหรือทางม้าลายที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก สิ่งนี้จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า การกวดขันวินัยจราจร 2569 ทำไปเพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อความสะดวกในการเก็บสถิติยอดปรับ?

ระบบตัดแต้มใบขับขี่ 2569 และผลกระทบต่อปากท้องประชาชน

การบังคับใช้ ระบบตัดแต้มใบขับขี่ 2569 คืออาวุธสำคัญที่ทางการอ้างว่าใช้เพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดซ้ำซาก ระบบนี้จะทำการตัดคะแนนทันทีเมื่อฐานข้อมูลกลางได้รับรายงานจากด่านตรวจหรือกล้องวงจรปิด ซึ่งหากมองในมุมความปลอดภัย นี่คือการคัดกรองนักขับที่อันตรายออกจากถนน แต่เมื่อมองลึกลงไปถึงกระบวนการคืนแต้ม ประชาชนกลับต้องพบกับภาระมหาศาล ทั้งค่าปรับที่ต้องชำระให้ครบ และค่าธรรมเนียมในการเข้าคอร์สอบรมพิเศษเพื่อขอแต้มคืน ซึ่งหลายครั้งถูกจัดโดยหน่วยงานที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐ

ความย้อนแย้งที่ประชาชนตั้งคำถามคือ หากเป้าหมายคือการสร้างวินัย เหตุใดการอบรมถึงไม่ถูกจัดให้เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย หรือเหตุใดถึงไม่เน้นการว่ากล่าวตักเตือนในกรณีความผิดลหุโทษ แต่กลับมุ่งเน้นการตัดแต้มและการปรับเงินในอัตราสูงสุดตาม ค่าปรับจราจรล่าสุด ที่มีการปรับปรุงใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูก “ต้อนเข้ามุม” เพื่อรีดรายได้จึงกลายเป็นสิ่งที่คนใช้รถใช้ถนนรู้สึกเหมือนกันทั่วประเทศ

สัดส่วนรายได้ค่าปรับ แรงจูงใจที่ยากจะปฏิเสธ?

ประเด็นที่เป็น “ความลับที่ทุกคนรู้” คือเรื่องของเงินส่วนแบ่งค่าปรับจราจร แม้ว่าจะมีการพยายามปฏิรูปโครงสร้างรายได้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาหลายครั้ง แต่ระบบการจ่ายเงินรางวัลนำจับหรือส่วนแบ่งที่มาจากการจับกุมก็ยังคงดำรงอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งนี้กลายเป็น “Incentive” หรือแรงจูงใจให้มีการตั้งด่านในจุดที่ “หาความผิดง่าย” มากกว่าจุดที่ “ดูแลความปลอดภัยยาก”

ลองจินตนาการดูว่า หากเจ้าหน้าที่จราจรได้รับเงินเดือนและสวัสดิการที่เพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพายอดใบสั่ง ทัศนคติในการตั้ง ด่านตรวจจราจร 2569 จะเปลี่ยนไปหรือไม่? ด่านตรวจอาจเปลี่ยนจากจุดตรวจหาข้อผิดพลาดทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่น ป้ายเสียภาษีเอียง หรือการติดสติ๊กเกอร์ผิดตำแหน่ง ไปเป็นการให้ความรู้หรืออำนวยความสะดวกในจุดที่การจราจรหนาแน่นแทน แต่ตราบใดที่โครงสร้างรายด้ายยังสัมพันธ์กับยอดจับกุม คำว่า “ธุรกิจจราจร” ก็ยังคงเป็นคำที่ประชาชนเรียกใช้ได้อย่างเต็มปาก

ด่านตรวจจราจร 2569
ขอขอบคุณภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจ

กฎหมายจราจรที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของถนนไทย

อีกหนึ่งแง่มุมที่ต้องหยิบยกมาวิเคราะห์คือ ความสมเหตุสมผลของกฎหมายที่ด่านตรวจนำมาบังคับใช้ หลายครั้งที่ การกวดขันวินัยจราจร 2569 ถูกนำมาใช้กับข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพถนนในปัจจุบัน เช่น การจำกัดความเร็ว 80-90 กม./ชม. บนทางหลวงหลักที่มี 8 เลน ซึ่งสภาพรถยนต์ในปัจจุบันสามารถทำความเร็วที่ปลอดภัยได้มากกว่านั้น หรือการจับกุมรถจักรยานยนต์ที่ต้องวิ่งเลนซ้ายสุดเสมอ ทั้งที่เลนซ้ายในประเทศไทยเต็มไปด้วยหลุมบ่อ รถจอดไหล่ทาง และฝาท่อที่อันตราย การบังคับใช้กฎหมายแบบ “นิตินัย” โดยไม่สน “พฤตินัย” จึงถูกมองว่าเป็นการจ้องจับผิดเพื่อสร้างรายได้มากกว่าการห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สิน

ประชาชนจึงตั้งคำถามกลับไปยังภาครัฐว่า ก่อนจะกวดขันวินัยด้วยด่านตรวจ ท่านได้กวดขันคุณภาพของผิวจราจร ป้ายบอกทางที่ชัดเจน หรือระบบไฟส่องสว่างให้ได้มาตรฐานก่อนหรือยัง? เพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากแค่ตัวบุคคล แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไร้คุณภาพ แต่ดูเหมือนว่าการตั้งด่านเก็บเงินจะทำได้ง่ายและเห็นผลลัพธ์เป็นตัวเลข (ในบัญชี) ได้ชัดเจนกว่าการไปซ่อมถนน

ด่านตรวจจราจร 2569

อนาคตของด่านตรวจ ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ความโปร่งใสที่แท้จริง

เพื่อให้ ด่านตรวจจราจร 2569 ได้รับการยอมรับจากสังคม รัฐบาลจำเป็นต้องรื้อระบบนิเวศการตั้งด่านใหม่ทั้งหมด ประการแรกคือ “เงินค่าปรับต้องกลับไปที่ถนน” โดยต้องมีการเปิดเผยข้อมูลว่าเงินทุกบาทที่ปรับไป ถูกนำไปใช้ซ่อมถนนจุดไหน หรือติดตั้งไฟจราจรเพิ่มที่ใดบ้างอย่างชัดเจน ประการต่อมาคือการยกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับจราจรในทุกรูปแบบ เพื่อทำลายวงจรแรงจูงใจในการหาผลประโยชน์ และประการสุดท้ายคือการใช้ “ด่านดิจิทัล” ที่เน้นการส่งการแจ้งเตือนและการตักเตือนออนไลน์ก่อนการปรับจริงในกรณีที่ไม่รุนแรง

ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน แต่ความปลอดภัยต้องไม่ถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการตลาด” หรือ “โมเดลการหาเงิน” เพื่ออุดช่องโหว่ทางงบประมาณของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากผู้รักษากฎหมายยังคงยืนยันที่จะตั้งด่านในรูปแบบเดิมๆ โดยไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน สุดท้ายแล้วความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายก็จะเสื่อมคลายลง และด่านตรวจก็จะกลายเป็นเพียงสถานที่ที่ประชาชนเกลียดชังและพยายามหลีกเลี่ยง มากกว่าจะเป็นจุดที่รู้สึกอุ่นใจเมื่อได้ขับผ่าน

บทสรุปของคนใช้รถในปี 2569

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าด่านตรวจจะเป็นความปลอดภัยหรือธุรกิจ สิ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนนทำได้ดีที่สุดคือการรักษาวินัยจราจรให้แน่นหนาจนเจ้าหน้าที่ไม่มีช่องโหว่ให้จับผิด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและเรียกร้องมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ที่ยุติธรรม เพราะ “ความปลอดภัยที่แท้จริง” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม ไม่ใช่การจ้องหาประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเติมเต็มตัวเลขในสมุดบัญชีของใครบางคน และเราหวังว่าในปีต่อๆ ไป บทสนทนาเรื่องด่านตรวจจะเปลี่ยนจาก “วันนี้โดนไปเท่าไหร่” เป็น “วันนี้ถนนไทยปลอดภัยขึ้นแค่ไหน” อย่างแท้จริง

GoKart SuperBike

ชื่นชอบทีมกีฬาที่มีสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ เช่น Ducati Lenovo และสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข่าวล่าสุด

รีวิวมอเตอร์ไซค์

ราคาและสเปครถมอเตอร์ไซค์

ข่าวรถยนต์

ราคาและสเปครถยนต์

รถไฟฟ้า