ข่าวมอเตอร์ไซค์
Big SuperBike Big SuperBike

ด่านตรวจจราจร 2569 ความปลอดภัยประชาชน หรือธุรกิจรายได้จากค่าปรับ?

ด่านตรวจจราจร 2569 ในยุคตัดแต้มใบขับขี่ ความโปร่งใสมีจริงไหม หรือเป็นเพียงกลไกการสร้างรายได้ที่ประชาชนต้องแบกรับ

ด่านตรวจจราจร 2569
ขอขอบคุณภาพจาก : ไทยรัฐออนไลน์

ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีในโลกยานยนต์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะยังคงเป็น “หนามยอกอก” ของคนใช้รถใช้ถนนชาวไทยมาทุกยุคทุกสมัยคือการเผชิญหน้ากับ ด่านตรวจจราจร 2569 ซึ่งในปีนี้ความขัดแย้งระหว่างผู้รักษากฎหมายและผู้เสียภาษีได้ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดสูงสุด เมื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์และ AI ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ แต่แทนที่จะสร้างความไว้วางใจ กลับสร้างความสงสัยว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการตั้งด่านคืออะไรกันแน่

วิวัฒนาการของด่านจราจรกับการนำระบบ AI มาใช้

หากมองย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มาตรฐานการตั้งด่านจราจร มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากด่านลอยที่ตั้งตามใจชอบ พัฒนามาสู่ด่านตรวจกวดขันวินัยจราจรที่ต้องมีป้ายแจ้งเตือน มีไฟส่องสว่าง และมีกล้องบันทึกภาพปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ (Bodycam) ทว่าในปี 2569 นี้ เราได้เห็นการนำกล้อง AI ที่สามารถตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ได้ละเอียดถึงขั้นการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยหรือการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถผ่านด่าน ความไฮเทคนี้ควรจะสร้างความโปร่งใส แต่ในมุมมองของประชาชน มันถูกมองว่าเป็น “เครื่องจักรผลิตใบสั่ง” ที่ทำงานได้อย่างทรงประสิทธิภาพจนน่าตกใจ

สิ่งที่น่าจิกกัดคือ ความแม่นยำของ AI มักจะถูกนำมาใช้ในจุดที่สามารถสร้างรายได้ค่าปรับได้สูงสุด มากกว่าจุดที่เสี่ยงอุบัติเหตุจริงๆ เรามักพบด่านตรวจในเส้นทางตรงที่จำกัดความเร็วต่ำอย่างผิดปกติ หรือจุดลงสะพานที่แรงโน้มถ่วงทำให้ความเร็วเกินกำหนดเพียงเล็กน้อย แต่กลับไม่ค่อยพบเห็นการตั้งด่านในจุดกลับรถมรณะหรือทางม้าลายที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก สิ่งนี้จึงนำไปสู่คำถามที่ว่า การกวดขันวินัยจราจร 2569 ทำไปเพื่อความปลอดภัย หรือเพื่อความสะดวกในการเก็บสถิติยอดปรับ?

ระบบตัดแต้มใบขับขี่ 2569 และผลกระทบต่อปากท้องประชาชน

การบังคับใช้ ระบบตัดแต้มใบขับขี่ 2569 คืออาวุธสำคัญที่ทางการอ้างว่าใช้เพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดซ้ำซาก ระบบนี้จะทำการตัดคะแนนทันทีเมื่อฐานข้อมูลกลางได้รับรายงานจากด่านตรวจหรือกล้องวงจรปิด ซึ่งหากมองในมุมความปลอดภัย นี่คือการคัดกรองนักขับที่อันตรายออกจากถนน แต่เมื่อมองลึกลงไปถึงกระบวนการคืนแต้ม ประชาชนกลับต้องพบกับภาระมหาศาล ทั้งค่าปรับที่ต้องชำระให้ครบ และค่าธรรมเนียมในการเข้าคอร์สอบรมพิเศษเพื่อขอแต้มคืน ซึ่งหลายครั้งถูกจัดโดยหน่วยงานที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐ

ความย้อนแย้งที่ประชาชนตั้งคำถามคือ หากเป้าหมายคือการสร้างวินัย เหตุใดการอบรมถึงไม่ถูกจัดให้เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่าย หรือเหตุใดถึงไม่เน้นการว่ากล่าวตักเตือนในกรณีความผิดลหุโทษ แต่กลับมุ่งเน้นการตัดแต้มและการปรับเงินในอัตราสูงสุดตาม ค่าปรับจราจรล่าสุด ที่มีการปรับปรุงใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ความรู้สึกว่าตนเองกำลังถูก “ต้อนเข้ามุม” เพื่อรีดรายได้จึงกลายเป็นสิ่งที่คนใช้รถใช้ถนนรู้สึกเหมือนกันทั่วประเทศ

สัดส่วนรายได้ค่าปรับ แรงจูงใจที่ยากจะปฏิเสธ?

ประเด็นที่เป็น “ความลับที่ทุกคนรู้” คือเรื่องของเงินส่วนแบ่งค่าปรับจราจร แม้ว่าจะมีการพยายามปฏิรูปโครงสร้างรายได้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาหลายครั้ง แต่ระบบการจ่ายเงินรางวัลนำจับหรือส่วนแบ่งที่มาจากการจับกุมก็ยังคงดำรงอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง สิ่งนี้กลายเป็น “Incentive” หรือแรงจูงใจให้มีการตั้งด่านในจุดที่ “หาความผิดง่าย” มากกว่าจุดที่ “ดูแลความปลอดภัยยาก”

ลองจินตนาการดูว่า หากเจ้าหน้าที่จราจรได้รับเงินเดือนและสวัสดิการที่เพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งพายอดใบสั่ง ทัศนคติในการตั้ง ด่านตรวจจราจร 2569 จะเปลี่ยนไปหรือไม่? ด่านตรวจอาจเปลี่ยนจากจุดตรวจหาข้อผิดพลาดทางเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เช่น ป้ายเสียภาษีเอียง หรือการติดสติ๊กเกอร์ผิดตำแหน่ง ไปเป็นการให้ความรู้หรืออำนวยความสะดวกในจุดที่การจราจรหนาแน่นแทน แต่ตราบใดที่โครงสร้างรายด้ายยังสัมพันธ์กับยอดจับกุม คำว่า “ธุรกิจจราจร” ก็ยังคงเป็นคำที่ประชาชนเรียกใช้ได้อย่างเต็มปาก

ด่านตรวจจราจร 2569
ขอขอบคุณภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจ

กฎหมายจราจรที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงของถนนไทย

อีกหนึ่งแง่มุมที่ต้องหยิบยกมาวิเคราะห์คือ ความสมเหตุสมผลของกฎหมายที่ด่านตรวจนำมาบังคับใช้ หลายครั้งที่ การกวดขันวินัยจราจร 2569 ถูกนำมาใช้กับข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับสภาพถนนในปัจจุบัน เช่น การจำกัดความเร็ว 80-90 กม./ชม. บนทางหลวงหลักที่มี 8 เลน ซึ่งสภาพรถยนต์ในปัจจุบันสามารถทำความเร็วที่ปลอดภัยได้มากกว่านั้น หรือการจับกุมรถจักรยานยนต์ที่ต้องวิ่งเลนซ้ายสุดเสมอ ทั้งที่เลนซ้ายในประเทศไทยเต็มไปด้วยหลุมบ่อ รถจอดไหล่ทาง และฝาท่อที่อันตราย การบังคับใช้กฎหมายแบบ “นิตินัย” โดยไม่สน “พฤตินัย” จึงถูกมองว่าเป็นการจ้องจับผิดเพื่อสร้างรายได้มากกว่าการห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สิน

ประชาชนจึงตั้งคำถามกลับไปยังภาครัฐว่า ก่อนจะกวดขันวินัยด้วยด่านตรวจ ท่านได้กวดขันคุณภาพของผิวจราจร ป้ายบอกทางที่ชัดเจน หรือระบบไฟส่องสว่างให้ได้มาตรฐานก่อนหรือยัง? เพราะอุบัติเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากแค่ตัวบุคคล แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไร้คุณภาพ แต่ดูเหมือนว่าการตั้งด่านเก็บเงินจะทำได้ง่ายและเห็นผลลัพธ์เป็นตัวเลข (ในบัญชี) ได้ชัดเจนกว่าการไปซ่อมถนน

ด่านตรวจจราจร 2569

อนาคตของด่านตรวจ ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ความโปร่งใสที่แท้จริง

เพื่อให้ ด่านตรวจจราจร 2569 ได้รับการยอมรับจากสังคม รัฐบาลจำเป็นต้องรื้อระบบนิเวศการตั้งด่านใหม่ทั้งหมด ประการแรกคือ “เงินค่าปรับต้องกลับไปที่ถนน” โดยต้องมีการเปิดเผยข้อมูลว่าเงินทุกบาทที่ปรับไป ถูกนำไปใช้ซ่อมถนนจุดไหน หรือติดตั้งไฟจราจรเพิ่มที่ใดบ้างอย่างชัดเจน ประการต่อมาคือการยกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับจราจรในทุกรูปแบบ เพื่อทำลายวงจรแรงจูงใจในการหาผลประโยชน์ และประการสุดท้ายคือการใช้ “ด่านดิจิทัล” ที่เน้นการส่งการแจ้งเตือนและการตักเตือนออนไลน์ก่อนการปรับจริงในกรณีที่ไม่รุนแรง

ความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน แต่ความปลอดภัยต้องไม่ถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการตลาด” หรือ “โมเดลการหาเงิน” เพื่ออุดช่องโหว่ทางงบประมาณของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากผู้รักษากฎหมายยังคงยืนยันที่จะตั้งด่านในรูปแบบเดิมๆ โดยไม่รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน สุดท้ายแล้วความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายก็จะเสื่อมคลายลง และด่านตรวจก็จะกลายเป็นเพียงสถานที่ที่ประชาชนเกลียดชังและพยายามหลีกเลี่ยง มากกว่าจะเป็นจุดที่รู้สึกอุ่นใจเมื่อได้ขับผ่าน

บทสรุปของคนใช้รถในปี 2569

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าด่านตรวจจะเป็นความปลอดภัยหรือธุรกิจ สิ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนนทำได้ดีที่สุดคือการรักษาวินัยจราจรให้แน่นหนาจนเจ้าหน้าที่ไม่มีช่องโหว่ให้จับผิด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและเรียกร้องมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ที่ยุติธรรม เพราะ “ความปลอดภัยที่แท้จริง” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม ไม่ใช่การจ้องหาประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อเติมเต็มตัวเลขในสมุดบัญชีของใครบางคน และเราหวังว่าในปีต่อๆ ไป บทสนทนาเรื่องด่านตรวจจะเปลี่ยนจาก “วันนี้โดนไปเท่าไหร่” เป็น “วันนี้ถนนไทยปลอดภัยขึ้นแค่ไหน” อย่างแท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

MOTOGPฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ เปิดใจก่อนลุยศึกเจแปนนีสจีพี อัปเดต ข่าวมอเตอร์ไซค์ MotoGPข่าวมอเตอร์ไซค์ทุกขีดจำกัดเริ่มต้นที่จุดสัมผัส! CFMOTO V4 SR-RR x Pirelli ผนึกกำลังพัฒนายางสมรรถนะสูงHonda Newsไขข้อสงสัย Forza 750 ล้อขอบ 17 ลุยน้ำท่วมดีกว่าบิ๊กสกู๊ตเตอร์ทั่วไปจริงหรือ?Yamaha Newsสิ้นสุดการรอคอย! Yamaha YE-01 Racing Concept วิบากไฟฟ้าลงสนามโชว์สมรรถนะจริงที่ MXoN 2026Honda Newsไอเดียสุดเจ๋ง! ช่างเมืองยะลาประดิษฐ์ มอเตอร์ไซค์ยกสูง ลุยน้ำท่วมลึก 1.5 เมตร ถอดประกอบคืนร่างเดิมได้KTM Newsสิ้นสุดการรอคอย! Maverick Viñales คอนเฟิร์มคัมแบ็กลุยศึก MotoGP ที่ Motegi สุดสัปดาห์นี้Ducatiบทพิสูจน์แห่งการไถ่บาป! Nicolo Bulega ผงาดคว้าแชมป์โลก WorldSBK ฤดูกาล 2026 อย่างยิ่งใหญ่Honda Newsไวรัลสนั่นโซเชียล! ทำไม Honda CT125 ถึงกลายเป็นรถสะเทินน้ำสะเทินบกฝ่าน้ำท่วมได้สบาย?