ผลทดสอบ McLaren F1 2026 ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของ Formula 1 ปี 2026 อย่างเป็นทางการ ณ สนาม Bahrain International Circuit และเป็นทีม McLaren ที่ส่งสัญญาณเตือนไปยังคู่แข่งทุกทีมในกริดด้วยการคว้าอันดับ 1 ในตารางเวลาวันแรกของการทดสอบ Pre-season Testing การเปลี่ยนแปลงกฎทางเทคนิคครั้งมโหฬารที่ทำให้รถแข่งมีขนาดเล็กลง แคบลง และเปลี่ยนมาใช้ขุมพลังไฮบริด 50/50 ดูเหมือนจะเป็นทางถนัดของทีมวิศวกรจาก Woking ที่พิสูจน์แล้วว่ารถ MCL40 ของพวกเขามี “ความพร้อม” ตั้งแต่นาทีแรกที่ออกจากพิทเลน
Norris และ Piastri การประสานงานที่ไร้รอยต่อในวันแรก
ในเซสชันเช้า Oscar Piastri รับหน้าที่เป็นคนแรกในการนำ MCL40 ลงสนามเพื่อทำระบบ Systems Check และ Aero Mapping โดยทำเวลาไว้ที่ 1:35.602 ก่อนจะส่งไม้ต่อให้กับ Lando Norris ในช่วงบ่าย ซึ่งสภาพอากาศที่เย็นลงและแทร็กที่มีความหนึบขึ้น (Rubber-in) ทำให้ Norris สามารถรีดสมรรถนะของรถออกมาได้มากขึ้น จนกระทั่งกดเวลาเร็วที่สุดของวันไปที่ 1:34.669 เฉือน Max Verstappen จาก Red Bull ไปเพียง 0.129 วินาที
เทคนิค Active Aero และปีกหน้าแบบใหม่ที่ “ไม่เหมือนใคร”
สิ่งที่ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ข้างสนามตื่นตาตื่นใจคือการทำงานของระบบ Active Aerodynamics บนรถ MCL40 โดยเฉพาะบริเวณปีกหน้า (Front Wing) ที่มีการขยับองศาเพื่อลดแรงต้าน (Drag) ในช่วงทางตรง ซึ่งทำงานสอดประสานกับปีกหลัง (Rear Wing) ได้อย่างแนบเนียน แตกต่างจากบางทีมที่ยังเจอปัญหาเรื่องความสมดุลของรถเมื่อระบบ Active Aero ทำงาน นอกจากนี้ Gary Anderson ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคยังตั้งข้อสังเกตว่าบริเวณใต้จมูกรถ (Under-nose) ของ McLaren มีการจัดระเบียบทิศทางลมเพื่อป้อนเข้าสู่พื้นรถ (Underfloor) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารถรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เครื่องยนต์ Mercedes-AMG กับการจัดการพลังงานยุคใหม่
หัวใจสำคัญของปี 2026 คือการที่เครื่องยนต์ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเป็น 350kW (จากเดิม 120kW) McLaren ในฐานะทีมอิสระที่ใช้เครื่องยนต์ Mercedes แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจัดการระบบเก็บเกี่ยวพลังงาน (Energy Harvesting) ได้อย่างยอดเยี่ยม Norris ระบุในการให้สัมภาษณ์ว่ารถมีความรู้สึก “กระฉับกระเฉง (Nimble)” มากขึ้นจากการที่น้ำหนักลดลง และโหมดใหม่ๆ อย่าง Boost และ Overtake ทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ แม้จะเป็นเพียงวันแรกของการทดสอบก็ตาม
ความกังวลและสิ่งที่ต้องจับตาในวันที่ 2 และ 3
ผลทดสอบ McLaren F1 2026 แม้เวลาจะมาเป็นอันดับ 1 แต่ Andrea Stella หัวหน้าทีม McLaren ยังคงถ่อมตัวและชี้ให้เห็นว่า Red Bull วิ่งไปถึง 136 รอบ ขณะที่ McLaren วิ่งรวมกันได้ 112 รอบ ความทนทานในระยะยาว (Reliability) จึงยังเป็นโจทย์ที่ทีมต้องพิสูจน์ต่อในวันถัดไป รวมถึงการปรับตัวของนักขับกับระบบเกียร์แบบใหม่ที่ต้องเปลี่ยนบ่อยขึ้นเนื่องจากลักษณะแรงบิดของเครื่องยนต์ปี 2026 ที่เปลี่ยนไป
บทสรุปวันแรกของ McLaren F1 2026 คือการเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ MCL40 ไม่เพียงแต่รวดเร็ว แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมที่ก้าวนำหน้าคู่แข่งรายอื่นไปก้าวหนึ่ง หากพวกเขาสามารถรักษาฟอร์มนี้ไว้ได้จนถึงการแข่งขันนัดเปิดสนามที่ออสเตรเลีย ตำแหน่งแชมป์โลกที่รอคอยมานานอาจจะไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป
ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand






