Skip to main content

SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

McLaren Senna (1)

หากจะกล่าวถึงรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ “สมรรถนะ” เหนือสิ่งอื่นใด ชื่อของ McLaren Senna จะต้องปรากฏขึ้นเป็นอันดับต้นๆ รถรุ่นนี้คือสมาชิกลำดับที่สามในตระกูล Ultimate Series ของค่ายรถจากเมืองโวกกิ้ง ประเทศอังกฤษ โดยถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับรถระดับตำนานอย่าง McLaren F1 และ McLaren P1 แต่มีความแตกต่างที่ชัดเจนคือความบ้าคลั่งในเรื่องของการทำลายสถิติต่อรอบในสนามแข่ง (Track-focused)

McLaren Senna (8)

 

ประวัติและที่มาของชื่อ “Senna” อันทรงเกียรติ

McLaren Senna เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายปี 2017 โดยชื่อรุ่นถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Ayrton Senna นักแข่งรถ Formula 1 ชาวบราซิลผู้เป็นตำนาน ซึ่งคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัยร่วมกับทีม McLaren ในช่วงปี 1988-1991 การใช้ชื่อนี้เป็นการตอกย้ำว่ารถรุ่นนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ถูกพัฒนาภายใต้ปรัชญา “Form Follows Function” หรือรูปลักษณ์ที่ถูกกำหนดโดยฟังก์ชันการใช้งานเพื่อความเร็วสูงสุด

McLaren Senna (3)

เจาะลึกขุมพลังและ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ 800 แรงม้า

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนอสูรกายคันนี้คือเครื่องยนต์วางกลางรหัส M840TR แบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ (Twin-Turbocharged) ที่ได้รับการปรับจูนจนมีพละกำลังสูงสุดถึง 800 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีด (Dual-clutch Transmission) ไปยังล้อคู่หลัง

พละกำลังที่มหาศาลนี้เมื่อรวมกับตัวถังแบบ Carbon Fiber Monocoque “MonoCage III” ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 1,198 กิโลกรัม (น้ำหนักตัวเปล่า) ส่งผลให้ McLaren Senna สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 335 กม./ชม.

McLaren Senna (4)

ระบบอากาศพลศาสตร์ที่สร้างแรงกดได้ถึง 800 กิโลกรัม

สิ่งที่ทำให้ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ ของ Senna แสดงศักยภาพได้เต็มที่คือระบบ Aero-System อัจฉริยะ รถรุ่นนี้ติดตั้งปีกหลังคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่ที่ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิก ซึ่งสามารถปรับองศาได้ตามความเร็วและโหมดการขับขี่ เพื่อสร้างแรงกดอากาศ (Downforce) ได้สูงสุดถึง 800 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กม./ชม. ทำให้ตัวรถมีความเสถียรสูงสุดแม้จะเข้าโค้งด้วยความเร็วที่สูงมาก

นอกจากนี้ยังมีระบบช่วงล่างแบบ RaceActive Chassis Control II (RCC II) ซึ่งเป็นระบบไฮดรอลิกที่สามารถปรับความหนืดและความสูงของตัวรถได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้รถสามารถสลับโหมดจากการขับขี่บนถนนที่สะดวกสบาย ไปสู่โหมด Race ที่จะลดความสูงของรถลงเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความเร็ว

McLaren Senna (6)

ภายในที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความดิบสไตล์รถแข่ง

ภายในห้องโดยสารของ McLarenSenna ถูกออกแบบมาเพื่อลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด วัสดุส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์และ Alcantara โดยไม่มีการติดตั้งวัสดุซับเสียงหรือความหรูหราที่เกินความจำเป็น ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกย้ายไปติดตั้งไว้ที่แผงควบคุมเหนือศีรษะ (Roof Console) ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในห้องนักบินเครื่องบินรบ ในขณะที่บานประตูแบบปีกผีเสื้อ (Butterfly Doors) มีออปชั่นเป็นกระจกใสด้านล่างเพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นไลน์ของแทร็กในสนามแข่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บทสรุปของไฮเปอร์คาร์ระดับสะสม

McLarenSenna ถูกผลิตขึ้นเพียง 500 คันทั่วโลก เท่านั้น และทุกคันถูกจับจองหมดก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ ด้วยราคาเปิดตัวที่ประมาณ 750,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 200 ล้านบาทเมื่อรวมภาษีในประเทศไทย) ปัจจุบันราคาในตลาดรถสะสมได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความหายากและสมรรถนะที่เป็นที่สุดของเครื่องยนต์สันดาปภายในจาก McLaren ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

Formula1, MotoGP and Automotive

บทความยอดนิยม

ข่าวล่าสุด

McLaren Senna ตำนานความเร็วจากสนามสู่ถนนที่ผลิตเพียง 500 คัน

McLaren Senna (1)

หากจะกล่าวถึงรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ “สมรรถนะ” เหนือสิ่งอื่นใด ชื่อของ McLaren Senna จะต้องปรากฏขึ้นเป็นอันดับต้นๆ รถรุ่นนี้คือสมาชิกลำดับที่สามในตระกูล Ultimate Series ของค่ายรถจากเมืองโวกกิ้ง ประเทศอังกฤษ โดยถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับรถระดับตำนานอย่าง McLaren F1 และ McLaren P1 แต่มีความแตกต่างที่ชัดเจนคือความบ้าคลั่งในเรื่องของการทำลายสถิติต่อรอบในสนามแข่ง (Track-focused)

McLaren Senna (8)

 

ประวัติและที่มาของชื่อ “Senna” อันทรงเกียรติ

McLaren Senna เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายปี 2017 โดยชื่อรุ่นถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Ayrton Senna นักแข่งรถ Formula 1 ชาวบราซิลผู้เป็นตำนาน ซึ่งคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัยร่วมกับทีม McLaren ในช่วงปี 1988-1991 การใช้ชื่อนี้เป็นการตอกย้ำว่ารถรุ่นนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ถูกพัฒนาภายใต้ปรัชญา “Form Follows Function” หรือรูปลักษณ์ที่ถูกกำหนดโดยฟังก์ชันการใช้งานเพื่อความเร็วสูงสุด

McLaren Senna (3)

เจาะลึกขุมพลังและ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ 800 แรงม้า

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนอสูรกายคันนี้คือเครื่องยนต์วางกลางรหัส M840TR แบบ V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ (Twin-Turbocharged) ที่ได้รับการปรับจูนจนมีพละกำลังสูงสุดถึง 800 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีด (Dual-clutch Transmission) ไปยังล้อคู่หลัง

พละกำลังที่มหาศาลนี้เมื่อรวมกับตัวถังแบบ Carbon Fiber Monocoque “MonoCage III” ที่มีน้ำหนักเบาเพียง 1,198 กิโลกรัม (น้ำหนักตัวเปล่า) ส่งผลให้ McLaren Senna สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 335 กม./ชม.

McLaren Senna (4)

ระบบอากาศพลศาสตร์ที่สร้างแรงกดได้ถึง 800 กิโลกรัม

สิ่งที่ทำให้ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ ของ Senna แสดงศักยภาพได้เต็มที่คือระบบ Aero-System อัจฉริยะ รถรุ่นนี้ติดตั้งปีกหลังคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่ที่ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิก ซึ่งสามารถปรับองศาได้ตามความเร็วและโหมดการขับขี่ เพื่อสร้างแรงกดอากาศ (Downforce) ได้สูงสุดถึง 800 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กม./ชม. ทำให้ตัวรถมีความเสถียรสูงสุดแม้จะเข้าโค้งด้วยความเร็วที่สูงมาก

นอกจากนี้ยังมีระบบช่วงล่างแบบ RaceActive Chassis Control II (RCC II) ซึ่งเป็นระบบไฮดรอลิกที่สามารถปรับความหนืดและความสูงของตัวรถได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้รถสามารถสลับโหมดจากการขับขี่บนถนนที่สะดวกสบาย ไปสู่โหมด Race ที่จะลดความสูงของรถลงเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความเร็ว

McLaren Senna (6)

ภายในที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความดิบสไตล์รถแข่ง

ภายในห้องโดยสารของ McLarenSenna ถูกออกแบบมาเพื่อลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด วัสดุส่วนใหญ่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์และ Alcantara โดยไม่มีการติดตั้งวัสดุซับเสียงหรือความหรูหราที่เกินความจำเป็น ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกย้ายไปติดตั้งไว้ที่แผงควบคุมเหนือศีรษะ (Roof Console) ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในห้องนักบินเครื่องบินรบ ในขณะที่บานประตูแบบปีกผีเสื้อ (Butterfly Doors) มีออปชั่นเป็นกระจกใสด้านล่างเพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นไลน์ของแทร็กในสนามแข่งได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

บทสรุปของไฮเปอร์คาร์ระดับสะสม

McLarenSenna ถูกผลิตขึ้นเพียง 500 คันทั่วโลก เท่านั้น และทุกคันถูกจับจองหมดก่อนที่จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียด้วยซ้ำ ด้วยราคาเปิดตัวที่ประมาณ 750,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 200 ล้านบาทเมื่อรวมภาษีในประเทศไทย) ปัจจุบันราคาในตลาดรถสะสมได้พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความหายากและสมรรถนะที่เป็นที่สุดของเครื่องยนต์สันดาปภายในจาก McLaren ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุคของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์  รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand 

Big SuperBike

[email protected]

Formula1, MotoGP and Automotive