งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 หรือ The 47th Bangkok International Motor Show ที่จัดขึ้น ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจมวลรวมจะยังคงมีความเปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ แต่ ยอดจอง Motor Show 2026 กลับแสดงให้เห็นถึงความต้องการรถยนต์คันใหม่ (Real Demand) ที่ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจาก “สงครามราคารถยนต์ไฟฟ้า” และการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค
ภาพรวมสถิติ: เมื่อตัวเลขทะลุเพดานความคาดหมาย
จากการสรุปข้อมูลในวันสุดท้ายของงาน มียอดจองรวมทั้งสิ้น (รวมรถยนต์และรถจักรยานยนต์) ทะยานขึ้นไปแตะระดับที่เกือบ 80,000 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตที่ก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปี 2025 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ยอดจองในปีนี้ถล่มทลายประกอบด้วย:
-
มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ: การใช้สิทธิประโยชน์จากโครงการ EV 3.5 ที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย กระตุ้นให้ผู้ตัดสินใจซื้อเร่งโอนสิทธิ์จองภายในงาน
-
การแข่งขันด้านราคา (Price War): หลายค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนมีการปรับลดราคาลงทันทีที่เปิดตัวภายในงาน (Instant Discount) บางรุ่นลดลงกว่า 200,000 – 300,000 บาท ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความคุ้มค่า
-
เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ: รถยนต์ในปี 2026 ไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่เรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์ แต่เน้นไปที่ระบบการขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) และระบบ AI ภายในห้องโดยสารที่เป็นมาตรฐานเดียวกับสมาร์ทโฟน
เจาะลึกอันดับ 1-10 การสับเปลี่ยนขั้วอำนาจยานยนต์
ความน่าสนใจของ สรุปยอดจองMotor-Show 2026 อยู่ที่ตารางอันดับมียอดจองสูงสุด ซึ่งมีการขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรงตั้งแต่วันแรกจนถึงชั่วโมงสุดท้ายของงาน
| อันดับ | แบรนด์รถยนต์ | ยอดจองรวม (คัน) | หมายเหตุ |
| 1 | BYD (รวม DENZA) | 18,057 | แชมป์อีวีต่อเนื่องด้วยรุ่น Sealion 7 และ Shark 6 |
| 2 | OMODA & JAECOO | 15,088 | ม้ามืดจาก Chery Group ที่กวาดยอดจาก Omoda 5 EV |
| 3 | TOYOTA | 12,450 | รักษายอดจาก Corolla Cross Hybrid และ Hilux รุ่นพิเศษ |
| 4 | MG | 10,537 | ยอดจองพุ่งจาก MG4 และ MG Cyberster |
| 5 | CHANGAN (Deepal/Nevo) | 8,920 | โดดเด่นด้วยดีไซน์และระบบ AI อัจฉริยะ |
| 6 | CHERY | 7,509 | ต่อยอดกระแสความมั่นใจในแบรนด์แม่ |
| 7 | GEELY | 5,840 | การกลับมาทำตลาดอย่างเป็นทางการในไทย |
| 8 | GAC (AION/Hyptec) | 4,960 | เน้นกลุ่มครอบครัวและรถ MPV ไฟฟ้า |
| 9 | HONDA | 4,520 | เน้นทำยอดจากกลุ่ม e:HEV เป็นหลัก |
| 10 | GWM (Haval/Ora) | 4,115 | ยอดจองคงที่จากกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ |
วิเคราะห์เจาะลึกกลุ่มแบรนด์จีน พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนยังคงเป็นตัวเอกของงานในปีนี้ BYD ภายใต้การดูแลของ Rever Automotive ยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ได้อย่างเหนียวแน่นจากการเปิดตัวแบรนด์หรูอย่าง DENZA ที่เข้ามาเจาะกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการเติบโตของ OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกภายใต้ Chery Group ที่มียอดจองพุ่งขึ้นเป็นอันดับ 2 สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างแบรนด์ที่เน้นภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สามารถเจาะตลาดไทยได้ในเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ แบรนด์อย่าง Changan (Deepal) และ GAC AION ก็ยังคงรักษามาตรฐานยอดจองได้ดีจากการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายเซกเมนต์ ตั้งแต่ City Car ไปจนถึง SUV ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ค่ายรถญี่ปุ่นและยุโรปยังคงตามหลังอยู่ในด้านความหลากหลายของโมเดลไฟฟ้า 100%
ค่ายญี่ปุ่นกับการปรับกลยุทธ์รับศึกหนัก
ทางด้านค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น นำโดย Toyota แม้จะเสียตำแหน่งอันดับ 1 ในเชิงปริมาณการจองรวมให้กับกลุ่มอีวีบางแบรนด์ในช่วงต้น แต่ Toyota ยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของรถยนต์กลุ่มไฮบริด (HEV) และรถกระบะที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย การเน้นไปที่ความมั่นใจในบริการหลังการขายและความทนทานยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กลุ่มลูกค้าวัยกลางคนและกลุ่มธุรกิจยังคงเลือก Toyota
ส่วน Honda ในปีนี้เน้นความพรีเมียมและประสบการณ์การขับขี่ผ่านระบบ e:HEV รุ่นใหม่ๆ แม้ยอดจองอาจไม่หวือหวาเท่าค่ายอีวี แต่ในแง่ของมูลค่าต่อคันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม ค่ายญี่ปุ่นเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวด้วยการเปิดเผยโรดแมปการผลิตรถไฟฟ้าในไทยที่ชัดเจนขึ้น เพื่อตอบโต้การบุกตลาดของแบรนด์จีนในระยะยาว
ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมและลักชัวรี ทรงตัวท่ามกลางความผันผวน
ในโซนรถยุโรปและรถพรีเมียม ยอดจองของ Mercedes-Benz และ BMW ยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีสัดส่วนจากรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล EQ และ i Series เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีแบรนด์พรีเมียมใหม่ๆ จากจีนอย่าง ZEEKR และ AVATR ที่เข้ามาแทรกตลาดรถหรูด้วยการนำเสนอวัสดุระดับพรีเมียมและระบบขับเคลื่อนที่เหนือชั้นในราคาที่แข่งขันได้ ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าเดิมของค่ายยุโรปเริ่มมีการปันใจมาทดลองแบรนด์ใหม่เหล่านี้มากขึ้น
วงการรถจักรยานยนต์ บิ๊กไบค์ยังขลัง แต่อีวีสองล้อเริ่มมาแรง
นอกจากรถยนต์แล้ว สรุปยอดจอง Motor Show-2026 ในส่วนของรถจักรยานยนต์ก็มีความคึกคักไม่แพ้กัน แบรนด์อย่าง Triumph, Honda BigBike, และ Yamaha ยังคงกวาดยอดจองในกลุ่มบิ๊กไบค์และรถสปอร์ตไปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle) เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐบาลและแบรนด์ใหม่ๆ ที่นำเสนอนวัตกรรมแบตเตอรี่แบบถอดสลับได้ (Battery Swapping) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องระยะทางการวิ่งได้ดีขึ้น
ปัจจัยท้าทาย ไฟแนนซ์และกำลังซื้อที่แท้จริง
แม้ สรุปยอดจอง Motor Show จะดูหรูหราด้วยตัวเลขที่เติบโต แต่สิ่งหนึ่งที่ค่ายรถต้องเผชิญหลังจบงานคือ “อัตราการอนุมัติสินเชื่อ” (Approval Rate) ในปี 2569 สถาบันการเงินมีความเข้มงวดสูงขึ้นเนื่องจากภาวะหนี้เสีย (NPL) ในภาคยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นปีก่อนหน้า ค่ายรถที่มียอดจองสูงจึงต้องมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้า เช่น การจัดทำแคมเปญร่วมกับธนาคารพันธมิตร หรือการเสนอเงื่อนไขดาวน์ต่ำที่มาพร้อมกับการตรวจสอบคุณสมบัติผู้กู้ที่รัดกุม
บทสรุป: ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังงาน Motor Show
บทสรุปของ ยอดจอง Motor Show 2026 คือการประกาศชัยชนะอย่างเด็ดขาดของ “ยานยนต์ไฟฟ้าEV” ในใจผู้บริโภคชาวไทย สถิติมวลรวมในปีนี้ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมการซื้อรถไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ดั้งเดิมอีกต่อไป แต่ยึดถือเอา “นวัตกรรม” และ “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” เป็นตัวตั้ง การที่แบรนด์จีนสามารถขึ้นมาครองอันดับต้นๆ ของยอดจอง คือการตอกย้ำว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มตัว
ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมนี้คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จ (Charging Station) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการเตรียมความพร้อมของบุคลากรในด้านการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้ที่ตัดสินใจจองรถในงานครั้งนี้ให้คงอยู่ตลอดอายุการใช้งาน ติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์เจาะลึกทุกเรื่องราวของวงการยานยนต์และพลังงานได้ที่เพจ Superbike X Superdriveไม่พลาดทุกประเด็นร้อนที่คนใช้รถต้องรู้




