
Harley-Davidson CVO Road Glide ST แบกเกอร์ตัวท็อปสายซิ่ง มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ DNA จากสนามแข่งส่งตรงสู่ท้องถนน
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Harley-Davidson CVO Road Glide ST แบกเกอร์ตัวท็อปสายซิ่ง มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ DNA จากสนามแข่งส่งตรงสู่ท้องถนน

Honda NWT150 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากค่าย Wuyang-Honda ประเทศจีนที่ปล่อยโมเดลพร้อมฟีเจอร์สุดเร้าใจมาแบบเต็มคันรถ

KTM ฟื้น แล้วในครึ่งปี ด้วยยอดจองสูงถึง 6 หลัก นับเป็นการฟื้นตัวที่ดีจากสถานการณ์วิกฤตทางการเงินของค่ายส้ม KTM ฟื้น แล้วในครึ่งปี พร้อมประกาศผลประกอบการครึ่งแรกด้วยยอดขายทั่วโลกมากถึง 100,391 คัน และส่งมอบรถจักรยานยนต์ให้ผู้นำเข้าและดีลเลอร์มากถึง 50,286 คัน ซึ่งตัวเลขทั้งหมดทั้งมวลนั้นเกินเป้าความคาดหมาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ที่สามารถกู้วิกฤตกลับเข้าสู่แถวหน้าในตลาดรถจักรยานยนต์ระดับโลกได้อีกครั้ง ด้วยการสนับสนุนจากแฟน ๆ เคทีเอ็มทั่วโลก KTM Ready to Race “ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นชัดว่าสังคมของคนรักมอเตอร์ไซค์ยังคงให้การสนับสนุนแบรนด์ KTM อย่างเหนียวแน่น นวัตกรรม ความรู้เฉพาะทาง และแพทชันของเราคือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ KTM ยังคงยืนหยัดในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดขายกว่า 100,000 คันในครึ่งปีแรก เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่ารถของเรายังได้รับความนิยมทั่วโลก และเรากำลังกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องอีกครั้ง” Gottfried Neumeister, CEO ของ KTM AG กล่าวอย่างภาคภูมิใจ นอกจากนี้ KTM ยังสามารถลดสต็อกสินค้าคงค้างและสามารถเปิดสายการผลิต รวมถึงระบบซัพพลายเชนกลับมาได้อย่างเต็มรูปแบบ จากวิกฤตสู่โอกาส จากวิกฤตสู่โอกาส โดย ณ ตอนนี้ KTM ประกาศเดินหน้ารับสมัครพนักงานในออสเตรียและพนักงานทั่วโลกอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้ในช่วงที่ผ่านมา คือความแข็งแกร่งของ KTM มาจากพนักงานของเรา KTM กำลังกลับสู่เส้นทางการเติบโต และเรากำลังมองหาผู้ที่มีใจรัก พร้อมที่จะเติบโตไปกับเรา ทั้งในออสเตรียและทั่วโลก เป้าหมายในอนาคต KTM กำลังวางแนวทางสู่อนาคตโดยเน้นที่ ความพึงพอใจของลูกค้า, คุณภาพ และ ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มต้นจาก “การรับฟัง” ผ่านกิจกรรมโครงการ Orange Blood ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นโดยตรง โดยมีการคัดเลือกคณะกรรมการ 15 คนจากผู้สมัครกว่า 5,000 คน เพื่อเข้าร่วมพูดคุยกับผู้บริหารและสะท้อนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางและนวัตกรรมของแบรนด์ รวมถึง ยังจัดตั้งศูนย์ Dealer Excellence Center เพื่อช่วยพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วโลก และส่งเสริมความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น “หากเรานำลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกการตัดสินใจ พร้อมยึดมั่นในคุณภาพและความแตกต่าง สิ่งเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาเป็นความสำเร็จทางเศรษฐกิจในอนาคตของบริษัทเรา” Gottfried Neumeister กล่าวเสริม ด้วยผลประกอบการที่น่าประทับใจในตลาดทั่วโลกช่วงครึ่งปีแรก แสดงให้เห็นถึงความต้องการของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงจาก KTM และความภักดีอย่างเหนียวแน่นของผู้ใช้ KTM ทั่วโลก หากการตลาดมีแนวโน้มดีขนาดนี้ ในอนาคตเราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นจากทางค่ายส้มก็เป็นไปได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

GS SPIRIT CAMP 2023 กับการฝ่าภารกิจ พิชิตทางฝุ่นสุดมันส์ กลับมาอีกครั้งสำหรับกิจกรรมสุดมันส์ใน GS SPIRIT CAMP 2023 POWER BY BMW MOTORRAD เพื่อให้สาวกที่ใช้รถ BMW ตระกูล GS รุ่นต่าง ๆ ร่วมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ พร้อมจัดกิจกรรมการแข่งขันสนุก ๆ รวมถึงพบปะสังสรรค์ เเละเล่นเกมลุ้นโชค ณ ลานแข่ง Enduro Park Thailand จังหวัดชลบุรี ซึ่งต้องขอบอกว่างานนี้ ต้องใช้แต้มบุญกันเยอะ ๆ เลยทีเดียว ถึงมีความสามารถหรือมีทักษะอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะกิจกรรมนี้ มีทั้งความสนุก ความมันส์ครบทุกรสชาติ รวมไปถึงลุ้นรางวัลใหญ่ สำหรับสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรม Follow The Trail GS Trophy 2024 พร้อมบัตรโดยสารบินลัดฟ้าสู่ประเทศนามิเบีย ซึ่งผู้โชคดีจะมีแค่เพียง 3 คนเท่านั้นที่จะได้ไป โดยแบ่งเป็น ชาย 1 คน หญิง 1 คน เเละ ผู้โชคดีจาก LUCKY LOTTO อีก 1 คน โดยกิจกรรมครั้งนี้ดูเเลความปลอดภัยเเละให้คำแนะนำต่าง ๆ จากทีมงาน นำทีมโดย ครูเอก วรัญญู ตันเจริญ ซึ่งครั้งนี้แอดมินก็ได้มีโอกาสมาร่วมกิจรรมในวันคัดเลือกรอบสุดท้าย พร้อมทั้งมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ในการร่วมเเข่งขันรอบสื่อมวลชน และได้รับสิทธิ์พิเศษที่จะได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรม Follow The Trail GS Trophy 2024 NAMIBIA กับผู้โชคดีอีก 3 คนนั่นเอง เอาหล่ะ ไม่รอช้ามาพูดถึงสถานีทดสอบกันดีกว่าครับ สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ มีการทดสอบต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น 8 สถานี ทั้งนี้จะคัดเลือกผู้ชนะด้วยผลเวลา หากใครทำเวลาน้อยสุดจึงจะเป็นผู้ชนะ แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า GS SPIRIT CAMP 2023 แตกต่างจากกิจกรรมอื่น ๆ แน่นอน มีทุกแนว แล้วจะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน 1.ขึ้นรถเเละลงรถ สถานีแรก ขึ้นและลงรถ โดยผู้เข้าเเข่งขันจะต้องใช้ความสามารถ ทักษะเเละความรวดเร็ว ในการควบคุมตัวรถผ่านเส้นขาวที่กำหนดไว้ ต่อด้วยการขึ้นขับขี่รถวนไปถึงจุดจอดและลงรถอีกครั้ง ต่อด้วยเข็นรถหักศอกให้ผ่านเส้น เเละขึ้นขับขี่รถต่ออีกครั้งไปจนถึงเส้นขาวเเละให้เข็นรถเข้าเส้นชัย ก่อนดับรถเเละสปีคดัง ๆ ว่า GS SPIRIT CAMP !! 2.คอนโทรลรถความเร็วต่ำ สถานีที่สอง คอนโทรลรถในความเร็วต่ำ โดยต้องใช้ทักษะในการทรงตัว ซึ่งผู้เข้าเเข่งขันจะต้องขับขี่ และควบคุมรถในความเร็วต่ำเเละรวมไปถึงการใช้เบรกและคลัตช์เพื่อควบคุมตัวรถให้ถึงเส้นช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ 3.ขับขี่รถขึ้นเนินลงเนิน สถานีที่สาม ขับขี่รถขึ้นเนินลงเนิน โดยผู้เข้าเเข่งขันจะต้องใช้ทักษะการควบคุมรถในทางชันเเละการควบคุมเบรกการทรงตัวขี่ให้ถึงเส้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ 4.เสี่ยงโชคเขย่าเซียมซี สถานีที่สี่ เสี่ยงโชคเขย่าเซียมซี ซึ่งฐานนี้เน้นดวงล้วน ๆ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนเลยก็ว่าได้เพราะเซียมซีเเต่ละไม้จะมีโบนัสเวลาทั้งบวกเเละลบ โดยมีตั้งเเต่ บวกเพิ่ม 30 วิ จนไปถึง บวกเพิ่ม 5 นาที เช่นเดียวกันกับเวลาลบ ลบ 30 วิ จนไปถึง ลบ 5 นาที หากใครได้เวลาลบก็ดวงดีไป ส่วนใครได้เวลาบวกละก็ ไม่รู้หล่ะครับ 5.โยนยางเข้ากรวย สถานีที่ห้า กับการโยนยางให้เข้ากรวย โดยผู้แข่งขันจะต้องโยนยางให้เข้ากรวย ห่างจากจุดยืนในระยะที่กำหนด และห้ามเอาขาออกจากวงยางนั่นเอง ถ้าหากใครโยนเข้า ได้โบนัสเวลาไปเลยลบ 2 นาที แต่ถ้าโยนไม่เข้า โดนบวกเวลาเพิ่ม 2 นาที ใครแรงดีก็โชคดีไปครับด่านนี้ 6.เติมลมยาง สถานีที่หก กับการเติมลมยาง โดยผู้เเข่งขันจะต้องเติมลมยางให้ได้ตามกำหนด คือ 35 – 45 Psi เเละให้ใช้ที่วัดลมได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น โดยทีมงานจะปล่อยลมยางออกจนหมด ถ้าเติมลมยางได้ตามที่ต้องการก็รับโบนัสเวลาลบ 2 นาที ถ้าไม่ได้จะบวกเพิ่มเป็น 2 นาที 7.ปัวะโป้ยวัดดวง สถานีที่เจ็ด ปัวะโป้ยวัดดวง วัดดวง เจ๋ง เจ๊ง เจ้า ผู้เเข่งขันต้องอธิษฐานเเล้วโยนเเท่งไม้ที่ประกบคู่กันลงพื้น

Rebel500 2024 ครูเซอร์ไซส์กลาง สุดเท่ เผยโฉมเรียบร้อย นอกจากรถบิ๊กไบค์ตัว 1100 ซีซีโฉมปี 2024 ที่เผยออกมาเป็นทอด ๆ แบบรุ่นต่อรุ่นแล้ว ทางค่ายปีกนกยังมีโมเดลไซส์กลางมาให้เลือกใช้กันอีกรุ่น กับ Honda Rebel500 2024 ครูเซอร์ไซส์กลางสุดหล่อ ทรงเบาะต่ำที่เราคุ้นเคยนั่นเอง โดยครั้งนี้มีการอัปเดตเพิ่มเติมมาใหม่ รวมถึงจุดเด่นต่าง ๆ จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันดีกว่า เฉดสีใหม่ คุมโทน จัดเต็มกับเฉดสีใหม่ ดูคุมโทน คมเข้มมากยิ่งขึ้น ทั้งสีเงิน (Seal Silver Metallic) และสีเขียวขี้ม้า (Matt Laurel Green Metallic) ในรุ่นธรรมดา รวมถึงสีดำ (Pearl Shining Black) สำหรับรุ่นอิดิชันรหัส “S” โดดเด่นด้วยลายปีกนกด้านข้างถังน้ำมัน สมกับเป็นครูเซอร์สุดเท่ของแบรนด์ ทรงดี ขี่ง่าย สไตล์คลาสสิก นอกจากออกแบบการดีไซน์ที่มีทั้งความหล่อ และคลาสสิกในแบบอมตะแล้ว ตัวรถยังโดดเด่นด้วยสไตล์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยตัวรถที่มีขนาดยาว และมีศูนย์ถ่วงต่ำ มีขนาดความสูงเบาะที่ 690 มม. บวกกับระยะแฮนด์ที่ไม่กว้างจนเกินไปและตำแหน่งของที่พักเท้า ทำให้นั่งการขับขี่นั้นสบาย วางขาแตะถึงพื้น อีกทั้งโครงสร้างตัวรถยังดูแข็งแรงด้วยการใช้เฟรมถักสีดำ เสริมความมั่นคงในการขับขี่มากยิ่งขึ้น โดยตัวรถเคลมน้ำหนักมาที่ 191 กก. เครื่องยนต์ตอบโจทย์การใช้งาน สำหรับเครื่องยนต์เป็นแบบ 2 สูบ 8 วาล์ว ขนาด 471 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ 180 องศา พร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์ 6 สปีดติดมากับระบบแอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ รวมถึงระบบหัวฉีด PGM-Fi เฉลี่ยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 27 กม./ลิตร และมีถังน้ำมันขนาด 11.2 ลิตร เคลมแรงม้าสูงสุดได้ที่ 46.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ พร้อมแรงบิด 43.3 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ แถมเครื่องยนต์ยังได้รับการรับรองมาตรฐาน EURO5 อีกด้วย ช่วงล่างใหญ่ ต่อด้วยระบบช่วงล่างที่เสริมความนุ่มนวลด้วยโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 มม.โช้คสปริงคู่ด้านหลังจาก Showa สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ปรับได้ตามต้องการใช้งาน โดยทำงานร่วมสวิงอาร์มคู่ขนาด 45 มม. รวมถึงระบบเบรก กับดิสก์เบรกหน้า-หลัง ด้านหลังใช้คาลิเปอร์ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นลูกสูบเดียว และยังเสริมความปลอดภัยอีกขั้นด้วยระบบเบรก ABS แบบ Dual Channel มีขนาดล้อเท่ากันที่ 16 นิ้ว และยาง 130/90, 150/80 ตามลำดับ ฟีเจอร์เพียงพอใช้งาน แน่นอนว่าตัวรถนั้นถูกออกแบบมาเพื่อเน้นภาพลักษณ์และสไตล์การขับขี่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในเรื่องของระบบต่าง ๆ จึงไม่ค่อยจำเป็นซักเท่าไหร่ แต่ยังมีพื้นฐานพออยู่ให้ใช้บ้าง เช่น ระบบส่องสว่างเป็นไฟ LED หน้าจอเรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัล LCD แสดงผลต่าง ๆ ครบครันทั้งเลขไมล์ รอบเครื่องยนต์ ตำแหน่งเกียร์ ความจุน้ำมัน เวลา เป็นต้น สรุปโดยรวมกับ Rebel500 โฉมปี 2024 สิ่งที่อัปเดตมาใหม่นั่นก็คือเฉดสีใหม่ แบบกับโมเดลรุ่นพี่ Rebel1100 ซึ่งถือว่าเป็นการเพิ่มตัวเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบสายคัสตอมหรือขับขี่รถสไตล์ครูเซอร์ไซส์กลาง ๆ ที่มีกำลังเครื่องยนต์เพียงพอต่อการใช้งานไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกทริปทางไกลได้สะดวกนั่นเอง โดยเปิดตัวในสหราชอาณาจักร ในราคาเริ่มต้นที่ 6,399 ปอนด์เสตอร์ลิงค์หรือราว ๆ 2.8 แสนบาท ซึ่งกระโดดห่างจากโฉมบ้านเราอยู่พอสมควร หากมีการนำเข้ามาจัดหน่ายไทยละก็ จะอัปเดตให้ทราบอีกครั้ง หากใครสนใจโมเดล โฉมปี 2023 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.thaihonda.co.th/hondabigbike/ หรือชมตัวจริงได้ที่ศูนยบริการฮอนด้า บิ๊กวิงค์สาขาใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Rebel 2024 เพิ่มสีใหม่ สุดเท่ สไตล์ครูเซอร์ เผยโฉมต่อเนื่อง ต่อคิวหลังจากเจ้า Gold Wing นั่นก็คือ Honda Rebel 2024 ครูเซอร์ตัวท็อปจากทางค่าย โดยครั้งนี้เจ้าครูเซอร์สุดเท่รุ่นนี้มาพร้อมเฉดสีใหม่เช่นเดียวกัน นับว่าทางค่ายปีกนกจัดรีเมกชุดใหญ่ ไฟกระพริบ ปล่อยโมเดลสีสันใหม่ รุกตลาดบิ๊กไบค์กันเต็มสูบเลยทีเดียว โดยเฉดสีที่มีเพิ่มมาในรุ่น Rebel1100 ได้แก่สีน้ำเงินเมทัลลิก (Glint Wave Blue Metallic) และสีเทาเมทัลลิก (Iridium Gray Metallic) ส่วนเวอร์ชันทัวริ่งในรุ่น Rebel1100T เปิดมาในชุดสีดำเงา (Gunmetal Black Metallic) พร้อมกับการเพิ่มสีบรอนซ์ในส่วนล้อนั่นเอง สำหรับเจ้า Rebel1100 เปิดตัวเมื่อปี 2021 และถือว่าเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจเลยไม่น้อย ด้วยสไตล์ตัวรถที่ออกแบบมาให้มีกลิ่นอายของความคลาสสิก ความดั้งเดิมของรถในยุคสมัยก่อนผสมผสานกับเทคโนโลยีการออกแบบที่ทันสมัย อำนวยความสะดวกต่อการใช้งานของผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น และรุ่น Rebel1100T ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว กับรูปลักษณ์หน้าตาที่ตกแต่งมาใหม่ทั้งโม่งครอบไฟหน้า กระเป๋าสัมภาระด้านข้าง การออกแบบเบาะและที่พิงหลังสำหรับคนซ้อน การติดแร็คท้ายไว้ที่ด้านหลังสำหรับผู้ขับขี่คนเดียว รวมไปถึงการใช้สีตัวล้อให้แมตช์กับตัวรถ ดูสวยงาม ลงตัว รวมถึงเครื่องยนต์แบบ 2 สูบ 8 วาล์วแบบ Unicam ขนาด 1,084 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับเจ้า CRF1100L Africa Twin และ NT1100 ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 64 แรงม้าที่ 7,000 รอบและแรงบิด 98 นิวตันเมตรที่ 4,750 รอบ พร้อมชุดเกียร์อัจฉิรยะ Dual-Clutch ทำงานร่วมกับระบบคันเร่งไฟฟ้า เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น มาพร้อมถังน้ำมันขนาด 13.6 ลิตร น้ำหนักเคลม 233 กก. แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยผ่านการรับรอง EURO5 พร้อมระบบช่วงล่างที่ตอบโจทย์ด้วยโช้คหน้าสีดำขนาด 43 มม. และโช้คคู่ด้านหลังปรับพรีโหลด ได้ตามความถนัดของผู้ใช้งาน ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 330 มม. ใช้ปั๊มเบรกโมโนบล็อกแบบ 4 พอต ส่วนเบรกหลังเป็นดิสก์ขนาด 256 มม. ใช้ปั๊มเบรกพอตเดียว โดยใช้ล้อและยางหน้าขนาด 130/70-18 ส่วนด้านหลัง 180/65-16 ในด้านเทคโนโลยีของครูเซอร์รุ่นนี้จะประกอบไปด้วย ระบบไฟ LED หน้าจอดิจิทัล LCD ช่องเสียบ USB Type C ยังมาพร้อมกับระบบช่วยการขับขี่ทั้ง ระบบครูซคอนโทรล ระบบป้องกันล้อหน้ายก ระบบเบรก ABS และโหมดการขับขี่ 3 โหมด (User, Sport, Rain) จึงทำให้โมเดลรุ่นนี้ดูมีคลาส ไม่ตกรุ่น แถมมีสมรรถนะที่ตอบโจทย์ต่อการใช้งาน พร้อมทั้งเทคโนโลยีรองรับการขับขี่ จึงถึงทำให้เจ้า Rebel1100 เป็นรถที่สามารถขี่ได้ง่าย เหมาะกับการใช้งาน โดยเฉพาะออกทริปทางไกลได้สบาย ๆ ตอบโจทย์แน่นอน แถมยังดูเท่ มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกด้วย สำหรับ Rebel โฉมปี 2024 มีราคาค่าตัวเริ่มต้นที่ 11,716 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว ๆ 4.2 แสนบาท ส่วนการนำเข้ามาจัดจำหน่ายในไทยก็คงต้องลุ้นกันอีกทีว่าจะมาหรือไม่มา หากไม่มาก็ไม่เป็นไร ทางศูนย์ Honda BigWing บ้านเรามีโมเดล Rebel1100 ให้จัดจำหน่ายทั้งสีแดง (BORDEAUX RED)และสีดำ (GUN METAL BLACK METTALIC) ในราคาเริ่มต้นที่ 399,000 บาท สามารถเข้าไปรับชมตัวจริงหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซด์ https://www.thaihonda.co.th/hondabigbike/ สีดำ (GUN METAL BLACK METTALIC) สีแดง (BORDEAUX RED) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

X-ADV 750 2024 โฉมใหม่กำลังจะมา ? หลังจากที่เปิดตัวบิ๊กสกู๊ตเตอร์ X-ADV 750 โฉมปี 2024 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดมีรูปหลุดพิมพ์เขียวจดสิทธิบัตรใหม่สำหรับรุ่นอัปเดตที่กำลังเกิดขึ้น เกี่ยวกับรายละเอียดของโมเดลอัปเกรดรุ่นนี้ จากการสังเกตุล่าสุดเหมือนจะมีการอัปเดตใหม่เพิ่มเติม ไหนขอลองไปสำรวจก่อน ว่ามีอะไรบ้าง สำหรับจุดแรกที่มีการปรับใหม่นั่นก็คือคอนโทรลหน้า พร้อมตำแหน่งของแผงไฟหน้าดีไซน์ใหม่ ปรับขยับลงมาจากเดิม ทั้งไฟสูง ไฟต่ำ ไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ รวมถึงเพิ่มไฟ Conering light เข้ามาช่วยส่องสว่างในเวลาขับขี่ในเวลาเข้าโค้ง ดูโดดเด่นเพิ่มมากขึ้นในสไตล์รถสกู๊ตเตอร์แอดเวนเจอร์ ในจุดต่อมาจะเป็นในส่วนของท่อไอเสียที่ปรับมาใหม่ ด้วยการเดินคอท่อยาวขึ้น ยกสูงยิ่งขึ้นและออกแบบปลายท่อขนานกับเบาะคนซ้อน ซึ่งดูคล้ายกับโมเดลแสครมเบลอร์ในรุ่น CL500 ซึ่งจะช่วยปรับทิศทางของการปล่อยไอเสียไปทางด้านหลัง แถมยังเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ทางฝุ่น สามารถลุยดิน ลุยน้ำ ได้สนุกมากยิ่งขึ้น ส่วนในด้านขุมพลังยังคงไม่อัปเดตอะไรเพิ่ม กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 270 องศา ขนาด 745 ซีซี ผ่านมาตรฐาน Euro5 มาพร้อมกำลังแรงม้าที่ 58.6 และแรงบิดที่ 67.8 นิวตันเมตร เสริมด้วย 5 โหมดการขับขี่ ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม ในด้านฟีเจอร์ยังคงไม่มีอะไรอัปเพิ่ม ซึ่งเดิม ๆ อัดมาให้แน่นอยู่แล้วสำหรับโฉมใหม่ดังกล่าว โดยคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตขึ้นในปีหน้า ยังไงก็มารอลุ้นกันว่าโฉมจริงรุ่นอัปเดตหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่แอดเชื่อว่าจะต้องถูกใจสาวกค่ายปีกนกอย่างแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda NT1100 2024 ทัวริ่งไซส์ใหญ่ อัปสีใหม่ จัดจ้านกว่าเดิม หลังจากที่ขายดิบขายดีอย่างต่อเนื่องในตลาดยุโรป สำหรับ Honda NT1100 ทัวริ่งไบค์จากค่ายปีกนก โดยล่าสุดทางค่ายพร้อมต่อยอดประกาศเปิดตัวเวอร์ชันโฉมปี 2024 เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยมาพร้อม 2 สีใหม่กับสีแดง (Candy Chromosphere Red) และสีน้ำเงินเมทาลิก (Matt Jeans Blue Metallic) สีแดง Candy Chromosphere Red สีน้ำเงินเมทาลิก Matt Jeans Blue Metallic สำหรับไลน์ผลิตในโมเดลรุ่นนี้จะเป็นการผลิตครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2022 ที่มีการเปิดตัวครั้งแรกและสามารถกวาดยอดขายในแถบยุโรปได้มากกว่า 12,000 คันเลยทีเดียว โดยเวอร์ชันล่าสุดจะมีเปลี่ยนแปลงเฉพาะชุดสี รวมถึงการรีเมคสีใหม่ในเจ็นก่อนอย่างสีเทาเมทาลิก (Matt Iridium Gray Metallic) ให้มีความเงามากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการดีไซน์คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม และยังคงโดดเด่นเอกลักษณ์ด้วยแฟริ่งขนาดใหญ่ มีการออกแบบสอดรับหลักอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิก ไฟหน้าออกแบบเฉียบคม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์วาดเส้นไว้อย่างสวยงาม ชิลด์หน้าปรับได้ 5 ระดับ ประดับปีกชิลด์ด้านข้าง พร้อมลายกราฟิกที่ดูเรียบหรูเหมือนไฮโซผู้ดี รวมถึงติดโลโก้ปีกนกสีแดงไว้ด้านข้าง เบาะดีไซน์ 2 ระดับขนาดกว้าง พร้อมติดตั้งมือจับคนซ้อนมาให้ เสริมด้วยแร็คท้ายเอาไว้บรรทุกสัมภาระได้เต็มพิกัด ดูโดดเด่นสมกับเป็นทัวริ่งไบค์ที่ขายดีที่สุดในเวลานี้ ในด้านขุมพลังจะใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า CRF1100L Africa Twin กับเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ขนาด 1,084 ซีซี พร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 100.58 แรงม้าที่ 7,250 รอบ แรงบิดที่ 104 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบ เสริมด้วยเฟรมแบบโครงเหล็กและซับเฟรมอลูมิเนียมที่ให้ความแข็งแรง ทนทาน พร้อมถังน้ำมันขนาด 20.4 ลิตร พร้อมระบบช่วงล่างด้วยโช้คอัพ Showa แบบหน้าหัวกลับขนาด 43 มม.ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวปรับพรีโหลดได้ และระบบเบรก กับดิสก์หน้าแบบคู่ขนาด 310 มม. ปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ 4 ลูกสูบจาก Nissin และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลังขนาด 256 มม. พร้อมปั๊มเบรกลูกสูบเดียว แถมยังมาพร้อมระบบเบรก ABS และล้อขนาดเท่ากันที่ 17 นิ้ว ยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ ต่อด้วยเทคโนโลยีทางค่ายนั้นก็จัดมาให้เต็มพิกัด กับระบบคันเร่งไฟฟ้าสามารถควบคุมการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ระบบป้องกันล้อหน้าลอย ระบบแทร็คชันคอนโทรล โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Urban, Rain, Tour) และปรับได้เองอีก 2 โหมด (User1, User2) ระบบส่งกำลังแบบคลัตช์คู่ (DTC) สามารถปรับใช้งานตามความต้องการของผู้ขับขี่อีกด้วย นอกนี้ยังมาพร้อมกับระบบไฟ LED รอบคัน ระบบไฟเตือนฉุกเฉิน ESS กล่องสัมภาระความจุรวมขนาด 65 ลิตร อุ่นมือ ระบบครูซคอนโทรล ช่องเสียบ USB Type A หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว รองรับแอป Apple CarPlay® และ Android Auto® โดยเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ สามารถเปิด Map ดูเส้นทาง ฟังเพลงได้สะดวกสบายและเพลิดเพลินไปกับการขับขี่อีกด้วย สำหรับราคานั้นทางออฟฟิเชียลยังไม่ได้เปิดเผยออกมา และยังไม่มีข้อมูลแน่นอนว่าจะเข้ามาขายในไทยหรือไม่ แต่ไม่ต้องเสียใจไปนะครับ ในบ้านเรายังมีโฉมเจ็นก่อนพร้อมจำหน่ายในราคา 515,000 บาท สามารถเข้าไปดูตัวจริงได้ที่ Honda BigWing สาขาใกล้บ้านท่านได้เลย อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

2024 GSX-1000GT เผยโฉมสีสันใหม่แล้วในยุโรป เผยโฉมทางฝั่งยุโรปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับสปอร์ตทัวริ่งรุ่นเรือธงจากค่ายคนบ้าอย่าง Suzuki 2024 GSX-1000GT กับการกลับมาครั้งนี้ พร้อมกับเฉดสีใหม่ เอาใจเหล่าไบค์เกอร์ที่ชื่นชอบความสปอร์ต ผสมผสานสไตล์การขับขี่ที่สะดวกสบายด้วยแฮนด์บาร์ยกสูง และตำแหน่งที่พักเท้า ที่ไม่ต้องก้มตัวขี่และชันเข่ามากจนเกินไป สำหรับโมเดลโฉมปี 2024 เปิดตัวพร้อมกับเฉดสีใหม่ถึง 4 สีด้วยกัน ได้แก่สีฟ้า Metallic Triton Blue, สีน้ำเงิน Metallic Reflective Blue, สีแดง Candy Daring Red และ สีดำ Glass Sparkle Black มาพร้อมลุคแบบสปอร์ต ดุดัน แบบเต็มพิกัด แถมไม่ทิ้งลายความบึกบึนด้วยเส้นสายแฟริ่งออกแบบให้มีความโฉบเฉี่ยว ไฟหน้าคู่หกเหลี่ยม พร้อมไฟเดย์ไทมรันนิ่งไลท์รูปตัว V แยกไฟเลี้ยวไว้ด้านข้างผสมกับชิลด์ขนาดใหญ่ ดูเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์รถสปอร์ตทัวริ่งแบบต้นฉบับของ S1000GT นั่นเอง นอกเหนือจากสีใหม่แล้ว ในเรื่องของขุมพลังยังคงใช้พื้นฐานเดิมเหมือนเจ็นก่อนกับ 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมพละกำลังแรงม้า 150 แรงม้า และแรงบิด 108 นิวตันเมตร เสริมด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ตอบสนองแรงบิดได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเกียร์บ็อกซ์ 6 สปีด ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง แอสซิสต์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ และถังน้ำมันขนาด 19 ลิตร โดยรวมน้ำหนักตัวรถเคลมมาให้ที่ 225 กก. พร้อมระบบช่วงล่างด้วยโช้คหน้าหัวกลับจาก KYB ปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนโช้คเดี่ยวด้านหลัง พร้อมระบบเบรกกับดิสก์เบรกคู่ด้านหน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง มาพร้อมปั๊มเบรกเรเดียลเม้าท์ Brembo 4 ลูกสูบ ส่วนปั๊มหลังจาก Nissin ลูกสูบเดียว พร้อมระบบป้องกันล้อล็อค ABS Dual Channel ล้อขนาด 17 นิ้ว และยางแบบไม่ใช้ยางในขนาด 120/70 และ 190/50 หน้าหลังตามลำดับ นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีทั้ง ระบบส่องสว่าง LED หน้าจอสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลตัวรถผ่านแอป mySPIN ในโทรศัพท์ สามารถฟังเพลงหรือดูแผนที่ และรับสายโทรศัพท์ได้ โหมดการขับขี่ 3 โหมด โดยแบ่งเป็น โหมด A (Active), โหมด B (Basic) และโหมด C (Comfort) ระบบป้องกันล้อล็อค ABS Dual Channel ระบบครูซคอนโทรล ระบบแทร็คชันคอนโทรล สามารถปรับได้ 5 ระดับตามความต้องการ โดยราคาเปิดตัวอยู่ที่ 15,199 ยูโร หรือราว ๆ 5.8 แสนบาทถือว่าสมน้ำสมเนื้อ กับสายสปอร์ตทัวริ่งพิกัด 1000 ซีซี พร้อมระบบช่วงล่าง เทคโนโลยี และสีใหม่ที่ทางค่ายจัดมาให้ หากใครที่สนใจโมเดลเวอร์ชันใหม่นี้ล่ะก็ รอลุ้นกันไปก่อน หากใจร้อนหล่ะก็ ลองดูโฉมเจ็นก่อน ๆ เป็นตัวเลือกอีกทางหนึ่งได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Super Cub 2023 สีใหม่ คลาสสิก สมชื่อ สาวกซูเปอร์คัพเตรียมเฮ ! ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทยเปิดตัว Honda Super Cub 2023 2 สีใหม่ กับ “สีเขียว Pearl Organic Green” และ “สีเทา-ขาว Pearl Cadet Gray” มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “ALLRIGINAL ทุกคุณคือออริจินัล” เพิ่มเสน่ห์ของความคลาสสิกที่เหนือกาลเวลาด้วยสีที่ฮิตติดเทรนด์ และโลโก้ดีไซน์ใหม่สะท้อนความเป็นคลาสสิกแฟชัน มาพร้อมเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ที่ประหยัด แรง ทนทาน พร้อมฟีเจอร์ความสะดวกครบครัน สำหรับ New Honda Super Cub โดนเด่นด้วยสไตล์วินเทจที่ยังคงความออริจินัล ด้วยดีไซน์ไฟหน้า LED ทรงกลมและกระจกมองข้างที่ดีไซน์เข้าคู่กันเสริมความเป็นออริจินัลในแบบฉบับของ Super Cub พร้อมกับสีที่เพิ่มความโดดเด่นอย่าง “สีเขียว Pearl Organic Green” โมโนโทน และ “สีเทา-ขาว Pearl Cadet Gray” ที่หยิบคู่สีทูโทนมาเติมเสน่ห์ให้น่าสนใจมากขึ้น รวมถึงตัวเรือนไมล์สไตล์เรโทรผสานเทคโนโลยีแสดงผล ผ่านจอ Digital LCD New Super Cub มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Honda Smart Engine 110 ซีซี เทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ฮอนด้าพัฒนาเพื่อตอบโจทย์เรื่องการประหยัดน้ำมัน พร้อมทำงานร่วมกับระบบหัวฉีดแบบ PGM-FI ทำให้ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 71.4 กิโลเมตร/ลิตร (มาตรฐานไอเสียระดับ 7 จากการทดสอบโดยสถาบันยานยนต์) อีกทั้งยังขับขี่ง่าย คล่องตัว ด้วยโครงตัวรถที่มีน้ำหนักเบา ทนทาน ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย New Super Cub สีเขียว Pearl Organic Green และ สีเทา-ขาว Pearl Cadet Gray พร้อมกับอีก 2 เฉดสี ได้แก่ สีดำ และ สีแดง-ขาว ราคาแนะนำ 48,400 บาท ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Grand Filano Hybrid 2023 สีใหม่ สวย เนี๊ยบ เรียบหรู Yamaha Grand Filano Hybrid 2023 สกู๊ตเตอร์โมเดลคลาสสิก มาพร้อมสีสันใหม่ โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด บิดง่าย และประหยัดน้ำมันมากขึ้น ด้วยอัตราเฉลี่ย 62.5 กม./ลิตร ใช้งานได้ง่าย ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ในการขับขี่ รุ่น ABS ราคาแนะนำ 68,200 บาท รุ่น Standard ราคาแนะนำ 63,700 บาท กุญแจ Smart Key Less (รุ่น ABS) ช่องชาร์จไฟอเนกประสงค์ ระบบเบรก ABS (รุ่น ABS) ระบบเบรก UBS (รุ่น STD) หน้าจอ Full Digital LCD & TFT เบาะใหม่ สีทูโทน ปักโลโก้รุ่น (รุ่น ABS) ช่องเก็บของด้านหน้า ใส่อุปกรณ์ไอที เครื่องยนต์บลูคอร์ไฮบริด ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ถังน้ำมันด้านหน้า เติมง่าย สะดวกกว่า โช้คเดี่ยวด้านหลัง ด้านหลังล้อแม็ก 12 นิ้ว ดรัมเบรก ยางขนาด 110/70 แบบไม่ใช้ยางใน ด้านหน้าล้อแม็ก 12 นิ้ว ดิสก์เบรก ยางขนาด 110/70 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบไฟ LED รอบคัน สวย เนี๊ยบ เรียบหรู Grand Box ใต้เบาะกว้าง ขนาด 27 ลิตร ใส่หมวกได้ 2 ใบ สเปค 2023 Grand Filano Hybrid ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปริมาตรกระบอกสูบ 125 ซีซี แรงม้า (เคลม) 8.18 แรงม้าที่ 6,500 รอบ แรงบิด (เคลม) 10.4 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ ระบบวาล์ว SOHC 2 วาล์ว ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 52.4 x 57.9 มม. อัตราส่วนการอัด 11.0 : 1 ระบบเกียร์ ออโต้ ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทมือ ระบบคลัตช์ คลัตช์แห้งชนิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ระบบส่งกำลังสุดท้าย สายพาน CVT ยางหน้า 110/70-12 แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 110/70-12 แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า เทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก เบรกหลัง ดรัมเบรก กว้าง X ยาว X สูง 685x 1,820 x 1,150 มม ระยะฐานล้อ 1,280 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 125 มม. ความสูงเบาะ 790 มม. น้ำหนักรถ 102 กก. (รุ่น STD 101 กก.) ความจุถังน้ำมัน 4.4 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED หน้าจอสี

Aprilia SR GT Replica สกู๊ตเตอร์โฉมใหม่ ลายแข่ง MotoGP ล่าสุดทางค่ายสามตา ประกาศเปิดตัวสกู๊ตเตอร์รุ่นพิเศษกับ Aprilia SR GT Replica Edition โดยครั้งนี้มาพร้อมด้วยเส้นลายกราฟิกแบบเดียวกันกับรถแข่งทีมโรงงานใน MotoGP ที่มีมาให้เลือกทั้งรุ่น 125 และรุ่น 200 ซีซี สำหรับลวดลายกราฟิกนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากการดีไซน์ของ Noale Team ด้วยไฮไลท์สุดพิเศษกับชุดสีดำด้าน ตัดกับลายกราฟิกสีแดงและสีม่วงแนวทแยงมุม 45 องศา รวมไปถึงแถบสีแดงที่ขอบล้อหน้าเพิ่มลุคความเป็นรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ยังใส่ลวดลายกราฟิก Aprilia สีขาว ไว้ที่คอนโซลกลางตัวรถ เรียกได้ว่าถอดแบบมาจาก Aprilia RS-GP ม้าศึกโปรโตไทป์ขุมพลัง V4 ที่พึ่งชนะการแข่งขัน MotoGP ที่สนาม Catalunya ที่ผ่านมา โดยนักบิดพ่อลูกอ่อนอย่าง Aleix Espargaro โดยเจ้าสกู๊ตเตอร์ SR GT นั้นถูกเผยโฉมครั้งแรกที่งาน EICMA เมื่อปี 2021 และประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว โดยกลุ่มพิอาจิโอ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ Aprilia และแบรนด์สกู๊ตเตอร์คลาสิกที่เราคุ้นเคยกันอย่าง Vespa แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์แบรนด์อาพริเลียนั้น ให้คาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป โดยมาพร้อมกับภาพลักษณ์ที่ดูสปอร์ต และเห็นได้ชัดจากเจ้า SR GT รุ่นนี้ ทั้งสไตล์ตัวรถ ระยะแฮนด์ และยางใหม่ขนาดกว้าง ที่พร้อมลุยอุปสรรคได้ทั้งทางฝุ่นและทางเรียบ ในด้านเครื่องยนต์จะใช้พื้นฐานเดียวกันกับรุ่นสแตนดาร์ด กับเครื่องยนต์ i-Get สูบเดียว 4 วาว์ล ระบายความร้อนด้วยน้ำ แถมผ่าน Euro5 โดยรุ่น 125 ซีซี มาพร้อมกับกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 15 แรงม้าที่ 8,750 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ขณะที่รุ่น 200 ซีซี มาพร้อมแรงม้าที่ 17.4 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ พร้อมระบบช่วงล่างที่ติดมาเดิม ๆ จากโรงงานด้วยโช้คหน้าเทเลสโคปิกจาก Showa ด้านหลังเป็นโช้คคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ระบบเบรกกับดิสก์เบรกหน้า 260 มม. ดิสก์เบรกหลัง 220 มม. ล้อหน้า 14 นิ้วและล้อหลัง 13 นิ้ว ยางหน้า 110/80 ยางหลัง 130/70 แบบไม่ใช้ยางใน พร้อมด้วยฟังก์ชันในตัวรถทั้งระบบไฟ LED ระบบเบรก ABS ล้อหน้า หน้าจอ Full Digital และระบบเครื่องยนต์อัตโนมัติหรือ Start&Stop System สำหรับโมเดลอิดิชันรุ่นนี้ พร้อมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยราคาค่าตัวรุ่น SR GT 125 อยู่ที่ 4,449 ยูโร หรือราว ๆ เกือบ 1.7 แสนบาท ส่วนรุ่น SR GT 200 เปิดราคาที่ 4,749 ยูโร หรือ 1.81 แสนบาท อย่างไรก็ดี ก็แอบคาดหวังว่าทางค่ายจะใจดี นำโมเดลรุ่นพิเศษเข้ามาขายในบ้านเรา ก็คงจะดีไม่น้อย แต่มีรุ่นแสตนดาร์ดขายนะครับ รับชม รีวิว Aprilia SR GT 200 รับชม สเปค Aprilia SR GT 200 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค V-Strom SX สายลุยน้องเล็ก จากค่ายคนบ้า Suzuki V-Strom SX โมเดลน้องเล็กในตระกูล V-Strom Series กับรูปโฉมอันเป็นเอกลักษณ์สไตล์รถสายลุยจากทางค่าย มาพร้อมด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 250 ซีซี ให้คุณสนุกไปกับการผจญภัยในทุกเส้นทาง ราคาแนะนำ 179,000 บาท ระบบไฟ LED รอบคัน แฟริ่งดีไซน์ด้านหน้าแบบปากนก การ์ดแฮนด์ ติดมาจากโรงงาน ชิลด์หน้าติดมาให้ หล่อ ๆ หน้าจอ Full Digital LCD อ่านค่าง่าย เบาะดีไซน์ 2 ระดับ ท่อไอเสียแบบคู่ เอกลักษณ์เฉพาะตัว ฝาครอบเครื่องยนต์ ติดมาให้จากโรงงาน กราฟิกใหม่ สไตล์ Extreme Adventure แร็คท้ายอลูมิเนียมติดมาให้จากโรงงาน โช้คเดี่ยวด้านหลังปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ โช้คหน้าเทเลสโคปิก ล้อหลัง 17 นิ้ว ยางขนาด 140/70 ล้อหน้า 19 นิ้ว ยางขนาด 110/90 สเปค Suzuki V-Strom SX ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ สูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 249.1 ซีซี แรงม้า (เคลม) 26.5 แรงม้าที่ 9,300 รอบ แรงบิด (เคลม) 22.2 นิวตันเมตรที่ 7,300 รอบ ระบบวาล์ว SOHC ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 76.0 x 54.9 มม. อัตราส่วนการอัด 10.7 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีด ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 110/90 ล้อ 19 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 140/70 ล้อ 17 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ KYB ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ปรับพรีโหลดได้ 7 ระดับ เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรก เบรกหลัง ดิสก์เบรก กว้าง X ยาว X สูง 880 x 2,180 x 1,355 มม. ระยะฐานล้อ 1,440 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 205 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. น้ำหนักรถ 165 กก. ความจุถังน้ำมัน 12 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน ระบบเบรก ABS หน้าจอ Full Digital LCD สีสันที่มีจำหน่าย สีเหลือง CHAMPION YELLOW NO.2 (YU1) สีดำ GLASS SPARKLE BLACK (YVB) [car_installment_calculator] อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สเปค Tracer 9GT+ ทัวริ่งหัวใจสปอร์ต ไฮเทค ตัวท็อป Yamaha Tracer 9GT+ สปอร์ตทัวริ่งตัวท็อปจากทางค่าย มาพร้อมขุมพลัง CP3 3 สูบ 900 ซีซีผ่านมาตรฐาน Euro 5 พร้อมระบบอิเล็กทรินิกส์ รองรับอำนวยความสะดวกในการขับขี่มากมาย โดดเด่นกว่าเดิมด้วย Adaptive Cruise Control เพิ่มประสบการณ์เดินทางให้สนุกมากยิ่งขึ้น ราคาแนะนำ 619,000 บาท (ไม่รวมกล่อง) เฟรมอลูมิเนียมเดลต้าบ็อกซ์ แข็งแรง น้ำหนักเบา ระบบไฟ LED หน้าจอสี TFT 7 นิ้ว แอป Yamaha MyRide เชื่อมต่อข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์ โช้คปรับไฟฟ้า เบาะ 2 ระดับ พร้อมมือจับคนซ้อน เครื่องยนต์ CP3 3 สูบเรียง ผ่านการรับรอง Euro 5 ดิสก์เบรกไฮดรอลิก พร้อมระบบกระจายเบรก Unified Brake System เพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สเปค Tracer 9GT+ ราคา ข้อมูลและรายละเอียด เครื่องยนต์ CP3 3 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรกระบอกสูบ 890 ซีซี แรงม้า (เคลม) 119 แรงม้าที่ 10,000 รอบ แรงบิด (เคลม) 93 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ระบบวาล์ว DOHC 4 วาว์ลต่อสูบ ขนาดกระบอกสูบ/ช่วงชัก 78.0 x 62.1 มม อัตราส่วนการอัด 11.5 : 1 ระบบเกียร์ 6 สปีด ระบบจุดระเบิด T.C.I. ระบบจ่ายเชื้อเพลิง หัวฉีดไฟฟ้า ระบบสตาร์ท สตาร์ทไฟฟ้า ระบบคลัตช์ คลัตช์เปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ระบบส่งกำลังสุดท้าย โซ่ ยางหน้า 120/70 ล้อ 17 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ยางหลัง 180/55 ล้อ 17 นิ้ว แบบไม่ใช้ยางใน ระบบกันสะเทือนหน้า โช้คหัวกลับ KYB ระยะยุบ 130 มม. ระบบกันสะเทือนหลัง โช้คเดี่ยว ระยะยุบ 137 มม. เบรกหน้า (เบรค) ดิสก์เบรกไฮดรอลิกแบบคู่ ขนาด 298 มม. เบรกหลัง ดิสก์เบรกไฮดรอลิกแบบเดี่ยว ขนาด 267 มม. กว้าง X ยาว X สูง 885 x 2,175 x 1,470 มม. ระยะฐานล้อ 1,500 มม. ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 135 มม. ความสูงเบาะ 835 มม. น้ำหนักรถ 223 กก. ความจุถังน้ำมัน 19 ลิตร ประเภทของน้ำมันที่เติมได้ NA เทคโนโลยี ระบบไฟ LED รอบคัน หน้าจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว แอปพลิเคชัน Yamaha MyRide เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมระบบนำทางผ่าน Garmin Map USB Type A Adaptive Cruise Control ระบบ IMU 6 แกน

GSX-8S Schwantz Edition เพียง 5 คันทั่วโลก Suzuki Italia เปิดตัว Suzuki GSX-8S Schwantz Edition เน็กเก็ดไบค์อิดิชันพิเศษเพียง 5 คัน ในงาน Autolook Week Torino 2023 ประเทศอิตาลี สำหรับโมเดลรุ่นนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ของนักแข่งตำนานแชมป์โลกตลอดกาลอย่าง Kevin Schwantz โดยตำนานของ Kevin Schwantz ชายอเมริกันที่เคยคว้าแชมป์มาแล้ว ทั้งรายการ Daytona 200, แชมป์ เจแปนนิส เวิลด์กรังปรีซ์ เมื่อปี 1988 จนมาถึงยุคทองในปี 1993 ด้วยการคว้าแชมป์โลกรุ่น 500 ซีซี ซึ่งโดยรวมแล้วเขาสามารถคว้าชัยในกรังด์ปรีซ์ได้ถึง 25 ครั้ง และได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่หอเกียรติยศ ซึ่งทางสหพันธ์ FIM ได้ตั้งชื่อให้เขาเป็น “ตำนาน” กรังด์ปรีซ์ในปี 2000 สำหรับโทนสีและลวดลายที่นำมาใส่ในโมเดลรุ่นนี้ ถูกถอดแบบจากโมเดลรถแข่ง RGV500 เหมือนกันยังกับแกะ ที่ใช้ในการแข่งขันเวิลด์กรังปรีซ์เมื่อปี 1993 กับลุคโทนขาวแดง พร้อมเส้นสายสีเขียวขี้ม้ากับสีดำ พร้อมประดับหมายเลข 34 ที่แฟริ่งด้านข้าง และชื่อแบรนด์ไว้ที่ตัวถัง ดูลงตัวสมกับเป็นโมเดลที่ถูกถ่ายทอดความเป็นตำนานมาไว้ในรุ่นนี้ ด้านขุมพลังใช้เครื่องยนต์ที่เป็นพื้นฐานเดียวกันกับรุ่น Standard กับ Parallel-Twin 2 สูบเรียง ขนาด 776 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ มาพร้อมเพลาข้อเหวี่ยง 270 องศา ระบบขับเคลื่อนแบบเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังแรงม้าสูงสุด 83 แรงม้าที่ 9,000 รอบ พร้อมแรงบิด 78 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมช่วงล่างกับโช้คหัวกลับด้านหน้าและโช้คเดี่ยวด้านหลังจาก KYB ที่ทางโรงงานติดตั้งมาให้ ระบบเบรก กับดิสก์เบรกคู่หน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหลัง ติดปั๊ม Nissin ด้านหน้า 4 ลูกสูบและปั๊มหลังลูกสูบเดียว เสริมด้วยระบบ ABS พร้อมล้อ 17 นิ้ว และยางขนาด 120/70 และ 180/55 ตามลำดับ และฟีเจอร์ใช้งานประกอบไปด้วย หน้าจอสี TFT 5 นิ้ว ระบบส่องสว่าง LED ระบบแอสซิตส์แอนด์สลิปเปอร์คลัตช์ ควิกชิฟเตอร์ 2 ทาง โหมดการขับขี่ 3 โหมด แทร็กชั่นคอนโทรล ระบบช่วยสตาร์ทเครื่องยนต์ ระบบเบรก ABS Dual Channel สำหรับราคานั้นเปิดตัวอยู่ที่ 11,490 ยูโร หรือราว ๆ 4 แสน 3 หมื่นกว่าบาท หากใครสนใจสามารถสั่งจองได้โดยใช้ลิงก์ Suzuki Italia เท่านั้น หรือบินไปจองได้ที่อิตาลีโดยตรง แต่ก่อนไปก็ขอแนะนำ เช็คดูซักนิดว่ารุ่นดังกล่าวถูกจองไปหมดแล้วหรือยัง เพราะมันถูกผลิตออกมาเพียง 5 คันเท่านั้นครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก