
ในประวัติศาสตร์ของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ชื่อของ Nissan Leaf คือสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้น ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าแมสโมเดลรุ่นแรกของโลกที่วางจำหน่ายในปี 2010 อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป คู่แข่งจากทั้งจีนและยุโรปต่างถาโถมเข้ามาด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำกว่า ทำให้ Leaf รุ่นเดิมเริ่มดูจืดจางลง แต่ในปี 2569 นี้ นิสสันได้ประกาศศักดาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว All-new 2026 Nissan Leaf เจนเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นการปฏิวัติภาพลักษณ์ใหม่หมดจด เพื่อกลับมาทวงตำแหน่งผู้นำในตลาดโลก
การปฏิวัติงานดีไซน์ จาก Hatchback สู่ SUV ท้ายลาดสุดสปอร์ต
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดของ Nissan Leaf 2026 คือ “รูปทรง” ตัวรถถูกยกระดับจากรถ Hatchback 5 ประตูทรงมาตรฐาน ไปสู่การเป็น Compact Crossover SUV เต็มตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากรถต้นแบบ Nissan Chill-Out Concept ที่เคยเผยโฉมไปก่อนหน้านี้
ตัวรถมาพร้อมเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต Fastback (หลังคาลาดเอียงไปถึงท้ายรถ) ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้ว ยังเน้นเรื่องอากาศพลศาสตร์อย่างเข้มงวด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Drag Coefficient) ต่ำเพียง 0.26 Cd ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับรถทรง SUV ช่วยลดเสียงรบกวนในห้องโดยสารและเพิ่มระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งให้ไกลขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขุมพลังใหม่ แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น วิ่งไกลกว่าเดิม 25%
หนึ่งในจุดอ่อนของ Leaf รุ่นก่อนคือระยะทางวิ่งและความร้อนของแบตเตอรี่ แต่ในรุ่นปี 2026 นิสสันได้แก้ไขจุดนี้ด้วยการหันมาใช้ระบบ Liquid-cooled Lithium-ion Battery (ระบายความร้อนด้วยของเหลว) อย่างเต็มรูปแบบ
-
มอเตอร์ไฟฟ้า: ให้พละกำลังสูงสุดถึง 214 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 345 นิวตันเมตร ส่งผลให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน
-
ความจุแบตเตอรี่: มาพร้อมตัวเลือกสูงสุดที่ 75 kWh ช่วยให้รถสามารถทำระยะทางวิ่งได้ไกลถึง 303 ไมล์ (ประมาณ 488 กม.) ตามมาตรฐาน EPA ของสหรัฐฯ และอาจทะลุถึง 600 กม. ตามมาตรฐาน WLTP หรือการทดสอบในญี่ปุ่น
-
การชาร์จที่ไร้ขีดจำกัด: นิสสันตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการโบกมือลาพอร์ต CHAdeMO ที่เคยเป็นมาตรฐานหลักของญี่ปุ่น และหันมาใช้พอร์ต NACS (Tesla Standard) และ CCS Combo แทน ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสถานีชาร์จ Supercharger และสถานีชาร์จสาธารณะทั่วโลกได้อย่างสะดวกสบาย
![]() |
![]() |
ภายในแบบ “Lounge-like” และเทคโนโลยีล้ำสมัย
ห้องโดยสารของ Nissan Leaf 2026 ถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Airiness” หรือความโปร่งสบาย พื้นรถเป็นแบบเรียบ (Flat Floor) ช่วยเพิ่มพื้นที่วางขาและทำให้ห้องโดยสารดูโอ่โถงขึ้นกว่ารถในระดับเดียวกัน
-
Digital Experience: หน้าจอคู่ Dual Widescreen ขนาด 14.3 นิ้ว วางพาดยาวบนคอนโซล รองรับระบบ Google Built-in ทำให้คุณสามารถใช้งาน Google Maps, Google Assistant และดาวน์โหลดแอปฯ จาก Play Store ได้โดยตรงจากตัวรถ
-
Panoramic Dimming Roof: หลังคากระจกพาโนรามาที่สามารถปรับความเข้มของแสงได้อัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า (Electrically Dimming) ช่วยลดความร้อนจากแสงแดดโดยไม่ต้องมีม่านบังตา
-
Bose Personal Plus: ระบบเสียงระดับพรีเมียมพร้อมลำโพงที่ฝังอยู่ในพนักพิงศีรษะ ให้ประสบการณ์การฟังเพลงที่โอบล้อมแบบ 360 องศา
![]() |
![]() |
ระบบความปลอดภัยและการขับขี่อัจฉริยะ (ProPILOT Assist 2.0)
นิสสันไม่เคยประนีประนอมเรื่องความปลอดภัย ในรุ่นปี 2026 นี้ Leaf มาพร้อมกับระบบ ProPILOT Assist 2.0 รุ่นล่าสุด ที่รองรับการขับขี่แบบ “Hands-off” บนทางหลวง (ในบางประเทศ) และระบบ Nissan Safety Shield 360 เป็นมาตรฐานทุกรุ่นย่อย ประกอบด้วย:
-
ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมตรวจจับคนเดินถนน
-
ระบบเตือนจุดอับสายตาและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
-
กล้องมองภาพรอบทิศทาง 3D Intelligent Around View Monitor ที่ให้มุมมองชัดเจนแม้ในที่แคบ
Leaf 2026 จะเป็น “Game Changer” ได้หรือไม่?
การขยับเซกเมนต์มาเป็น Crossover SUV คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดของนิสสัน เพราะปัจจุบันความต้องการรถ SUV ขนาดเล็กมีสูงกว่ารถ Hatchback อย่างมาก การที่ Leaf วางตำแหน่งตัวเองอยู่ต่ำกว่ารุ่นพี่อย่าง Nissan Ariya ประมาณ 10,000 ดอลลาร์ (ราว 3.5 แสนบาท) ทำให้มันกลายเป็นตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายสำหรับครอบครัวยุคใหม่
ในแง่ของการแข่งขัน Leaf 2026 จะต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง BYD Atto 3, Tesla Model 2 (ที่จะมาในอนาคต) และ Volvo EX30 สิ่งที่จะตัดสินชัยชนะของนิสสันคือ “ราคา” และ “บริการหลังการขาย” หากนิสสันประเทศไทยสามารถทำราคาเปิดตัวให้อยู่ในช่วง 1.1 – 1.3 ล้านบาทได้ Leaf จะกลายเป็นม้าตัวเต็งที่พร้อมจะพลิกเกมในตลาด EV เมืองไทยทันที

สรุป
All-new 2026 Nissan Leaf ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ แต่มันคือการพิสูจน์ว่านิสสันยังคงมีเขี้ยวเล็บในโลกของ EV ด้วยการนำบทเรียนจากอดีตมาพัฒนาจนกลายเป็นรถที่สมบูรณ์แบบทั้งดีไซน์ สมรรถนะ และความสะดวกสบายในการใช้งาน นี่คือ “บทใหม่” ที่น่าจับตามองที่สุดของนิสสันในรอบทศวรรษ
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก)
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่





