
Xiaomi SU7 กับความสำเร็จที่มียอดจองทะลุ 40,000 คัน พร้อมแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 4-6 รุ่นเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด EV โลก
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

Xiaomi SU7 กับความสำเร็จที่มียอดจองทะลุ 40,000 คัน พร้อมแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 4-6 รุ่นเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด EV โลก

Xiaomi SU7 กับความสำเร็จที่มียอดจองทะลุ 40,000 คัน พร้อมแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 4-6 รุ่นเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด EV โลก

BYD Denza B8 ANCAP คว้ามาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาวจากการทดสอบ โชว์ความแข็งแกร่งในการปกป้องผู้โดยสารเด็กและระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ

ชุดแต่ง Modellista สำหรับ Toyota Aqua 2026 Minorchange สวยดุด้วยหน้า Hammerhead อัปเกรดเบรกมือไฟฟ้า และเทคโนโลยี Smooth Stop จากรุ่น Century

จีนเตรียมผลิตรถยนต์ระบบเบรกไฟฟ้า 100% (EMB) ครั้งแรกของโลกในปี 2026 ตัดระบบไฮดรอลิกและน้ำมันเบรกทิ้ง พร้อมรับกฎหมายใหม่ฉบับปี 2569

Honda e:NP2 รถยนต์ไฟฟ้า 100% วิ่งไกล 545 กม. มาพร้อมมอเตอร์ 204 แรงม้า ดีไซน์สปอร์ต และเทคโนโลยี Honda CONNECT 4.0 ล่าสุด

Suzuki Every J Limited รถตู้ K-Car รุ่นพิเศษจากญี่ปุ่น ดีไซน์ชุดแต่งสีดำรอบคัน พร้อมระบบเกียร์ CVT และขับเคลื่อน 4 ล้อ เช็กสเปกและราคาที่นี่

MG4 Electric 2026 (Minorchange) เตรียมเปิดตัวในไทย มีนาคม 2569 นี้ เจาะลึกภายในดีไซน์ใหม่ หน้าจอ 12.8 นิ้ว พร้อมจุดเด่นขับเคลื่อนล้อหลังที่ขับสนุกที่สุดในคลาส

BYD SEAL 5 DM-i รุ่Standard และ Dynamic เปิดตัวเริ่มต้นแค่ 5.9 แสนบาท พร้อมโปรโมชั่นฟรีประกันภัยและฟิล์มเซรามิก เช็กรายละเอดียดได้ที่นี่

มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco จะใช้พื้นฐานจาก LiveWire จะกลายเป็นลูกครึ่งไต้หวันอเมริกันไปซะแล้ว กับ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Kymco ที่มาพร้อมแนวคิดสุดล้ำเอาใจนักบิดที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาป ที่เผยแนวคิดมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่เป็นจริงสักที ล่าสุดก็ออกมาบอกว่า จะใช้พื้นฐานจากเจ้า LiveWire มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากแดนลุงแซม ลูกของทาง Harley-Davidson ที่ทุกคนรู้จักกันดี เจ้ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของทางค่ายที่ว่าคือเจ้า ที่เผยโฉมรถต้นแบบแนวคิดแปลกใหม่มาตั้งแต่ปี 2018 และ 2019 ตามลำดับ ยังไม่ได้ผลิตจริงสักที แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 5 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ทางค่ายตั้งใจจะให้เป็นรถไฟฟ้าที่มีเกียร์และมีคลัตช์ และตั้งใจจะตั้งโรงงานผลิตที่อิตาลีอีกด้วย ทว่าแผนเดิมก็พังลง เนื่องจากในปี 2022 ทางค่ายเผยภาพใหม่ที่ต่างไปจากเดิมมาก ทั้งยังมีดีลกับทาง Harley-Davidson ที่เป็นเจ้าของ LiveWire เพื่อพัฒนา LiveWire S3 ร่วมกัน ซึ่งโมเดลใหม่ที่ว่านี้ก็จะเป็นโมเดลที่ราคาย่อมเยากว่า แต่จะยังใช้แพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Arrow เช่นเดียวกับที่ใช้ในโมเดลปัจจุบันอย่าง Live Wire S2 Del Mar และ Mulholland ก่อนหน้านี้ในปี 2022 ทางคิมโคเองก็เคยยื่นจดสิทธิบัตรโมเดลใหม่ที่มีเงาร่างตั้งอยู่บนพื้นฐานแพลตฟอร์ม Arrow นี้ โดยมีการใช้แชสซีและระบบส่งกำลังจากทาง LiveWire ยิ่งเป็นเครื่องชี้ชัดว่าโมเดลใหม่ของทางแบรนด์ไต้หวันจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกันนี้อีกด้วย ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเจ้าโมเดลนี้เนี่ยจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปด้วยแนวคิดการมีระบบเกียร์แมนวลแบบจำลอง คือรถยังมีมือคลัตช์และคันเกียร์ที่เท้าอยู่ แต่มันต่อเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์ของรถแทนที่จะเป็นกลไกตามปกติ ซึ่งเมื่อเขียนโปรแกรมไว้ได้เหมาะสม ระบบนี้จะจำลองลักษณะของเกียร์แบบปกติด้วยการเปลี่ยนแปลงการส่งกำลังโดยผันแปรไปตามเกียร์ที่ใส่ไว้นั่นเอง และเชื่อมต่อหรือตัดการเชื่อมต่อระบบขับเคลื่อนเมื่อกำคลัตช์จำลองที่ว่านี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ไบเกอร์ได้รู้สึกเป็นส่วนนึงของรถมากขึ้น รู้สึกว่าควบคุมรถได้มากขึ้น แต่ยังขาดเรื่องของน้ำหนักหรือว่าความซับซ้อนของการใช้คลัตช์และการเปลี่ยนเกียร์จริง ๆ งานนี้ไบเกอร์อย่างเรา ๆ ก็คงต้องมารอลุ้นว่าทางคิมโคจะทำสำเร็จจริงมั้ย แล้วเทคโนโลยีนี้มันจะเวิร์คจริง ๆ อย่างที่เคลมมาหรือเปล่า ถ้าทำได้จริง ความสนุกของการขับขี่มอเตอร์ไซค์อย่างที่นักบิดชื่นชอบก็จะหาได้จากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ ในอนาคตด้วยก็เป็นได้ แล้วอีกไม่นานก็จะไม่มีข้ออ้างบิดรถแบบไม่รักษ์โลกกันแล้วล่ะพี่น้องนักบิด อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki Ninja e-1 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คันแรกจากยักษ์เขียว สิ้นสุดการรอคอยเสียที สำหรับ Kawasaki Ninja e-1 มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คันแรกจากยักษ์เขียว ที่ก่อนหน้านี้เคยนำไปจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์มาก่อน แต่ยังไม่เปิดเผยราคา มาวันนี้ก็ได้ฤกษ์เปิดราคากันสักที โดยคาวาซากิ มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดราคาแนะนำที่ 276,000 บาท ทีนี้มาพูดถึงตัวรถกันบ้างดีกว่าเจ้า นินจา อีวัน คันนี้มีดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวทั้งรูปทรงและท่านั่งขับขี่ตามแบบของสปอร์ตไบค์ในตระกูล Ninja ที่เป็นเครื่องยนต์แบบสันดาปที่หลาย ๆ คนชื่นชอบและเป็นที่รู้จักกันดี ลวดลายกราฟิกเองก็สอดคล้องกับความทันสมัย โดยมีความโมเดิร์นและโฉบเฉี่ยวเข้ากับยุคสมัยใหม่ ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ส่วนขุมพลังใหม่ที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าของเจ้าอีวีไบค์คันนี้ มีขนาดเทียบเท่ากับรถ 125 ซีซี โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบไร้แปรงถ่านที่ให้กำลังสูงสุดที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับ 12 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุดที่ 40.5 นิวตันเมตรโดยมีระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมโหมดการขับขี่ 2 โหมด คือ Eco ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 64 กม./ชม. และ Road ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 88 กม./ชม. รวมไปถึงฟังก์ชัน e-boost ช่วยเพิ่มท็อปสปีดในแต่ละโหมดได้ โดยในโหมด Eco จะกลายเป็น 75 กม./ชม. และโหมด Road จะเป็น 99 กม./ชม. โดยใช้งานได้นาน 15 วินาที ก่อนจะต้องรออีก 75 วินาที เพื่อป้องกันความร้อนสูงมากเกินไป ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนแบบถอดออกได้ ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ลูก ซึ่งตัวแบตเตอรี่สามารถชาร์จได้ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่ ใช้อแดปเตอร์ชาร์จตรงเข้าแบตเตอรี่ ใช้อแดปเตอร์ชาร์จผ่านแท่นชาร์จ และใช้อแดปเตอร์ชาร์จผ่านระบบ Off-board ซึ่งแบตเตอรี่ที่ให้มานี้เพียงพอกับการใช้งาน 72 กิโลเมตร (WMTC Class 1) ในโหมด Eco ซึ่งความเร็วสูงสุดและการตอบสนองจะน้อยกว่าโหมด Road นอกจากนี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีเพิ่มเติมอย่าง หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว แสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ได้ครบถ้วน เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟ ปั่นไฟกลับแบตเตอรี่เมื่อรถชะลอความเร็ว และมีโหมด Walk ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเวลาเข็นรถเข้าออกที่จอด เมื่อเปิดการทำงาน เวลาเปิดคันเร่งรถจะเดินหน้าด้วยความเร็ว 5 กม./ชม. ขณะที่ปิดคันเร่งรถจะถอยหลังด้วยความเร็ว 3 กม./ชม. ซึ่งจะช่วยให้เข็นรถเข้าออกที่จอดได้สะดวก สำหรับช่วงล่างตัวรถมาพร้อมโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกธรรมดาขนาด 41 ม.ม. ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวแบบบอทท็อมลิงก์ยูนิแทร็ก ปรับพรีโหลดได้ 4 ระดับ ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 ชาแนล ปิดท้ายด้วยยางและล้อขนาด 100/80-17 M/C 52S และ 130/70-17 M/C 62S สุดท้ายนี้ทางค่ายเผยออกมาอีกว่ามีจำนวนจำกัด นักบิดท่านใดที่มีใจรักษ์โลกอย่างแท้จริง ไม่ควรจะพลาด เพราะอาจจะหมดก่อนที่คุณจะได้เป็นเจ้าของก็เป็นได้ หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์คาวาซากิใกล้บ้านได้เลย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

VMOTO Stash โร้ดไบค์ไฟฟ้าจากแดนจิงโจ้ รถไฟฟ้าจากแดนจิงโจ้หรือออสเตรเลียอย่างแบรนด์วีโมโตได้เปิดตัวโมเดลอย่าง VMOTO Stash ซึ่งถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจ เพราะได้ส่งเข้าไปขายยังเกาะอังกฤษด้วย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพได้อีกทางนึง ถึงแม้ว่าตัวรถจะมีโรงงานผลิตอยู่ที่ประเทศจีนก็ตามที สำหรับเจ้า Stash คันนี้จัดเป็นรถไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานในเขตเมืองเป็นหลัก มีดีไซน์และรูปทรงมาในแนวโมเดิร์น พร้อมสไตล์ที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ใช้ได้ แต่ก็ดูอ้วนท้วนไปสักเล็กน้อยด้วยขนาดของแบตเตอรี่และตัวแฟริ่งนั่นเอง แต่ถึงอย่างนั้นตัวรถก็กลับมีน้ำหนักเพียง 143 กิโลกรัมเท่านั้น ส่วนที่เห็นเหมือนถังน้ำมันนั้นจะทำหน้าที่เป็นช่องเก็บของที่ใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้หนึ่งใบ ตัวรถมีขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 8 กิโลวัตต์ ใช้แรงดันไฟ 72 โวลต์จากแบตเตอรี่ขนาด 100 แอมแปร์ชั่วโมง แต่สามารถเลือกใช้บูสต์โหมดได้ที่ประมาณ 15 กิโลวัตต์หรือคิดเป็นแรงม้าก็จะราว ๆ 20.1 แรงม้า เคลมมาว่าสามารถทำท็อปสปีดได้สูงถึง 120 กม./ชม. ซึ่งน่าจะเพียงพอกับการใช้งานในเมืองแล้ว (สเปกแต่ละประเทศอาจจะไม่เท่ากันอันเนื่องมาจากกฎหมาย) ระยะการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 150 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง พูดถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถจะมีระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นโช้คแบบหัวกลับ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยจะมีลักษณะแบบเดียวกับสกู๊ตเตอร์คือมีปั๊มเบรกบนทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเลย เพราะไม่มีคลัตช์นั่นเอง และแน่นอนว่ามีระบบเบรก ABS มาให้ด้วย ซึ่งก็จะยิ่งง่ายต่อมือใหม่ที่ปรับตัวมาจากสกู๊ตเตอร์เลย ในส่วนของขนาดของยางและล้อก็จะเป็น 110/70-17 และ 140/70-17 สุดท้ายนี้ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 6299 ปอนด์หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 300,000 บาท ซึ่งเข้าไทยจริง ๆ ก็น่าจะกระโดดไปอีกเล็กน้อย ก็ถือว่าราคาเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ซึ่งอาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานบ้านเราส่วนใหญ่ที่เน้นความคุ้มค่ามาเป็นหลัก แต่ถ้าชอบความแตกต่างก็ถือว่าตอบโจทย์แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Peugeot SPX คอนเซ็ปต์ไบค์ไฟฟ้า ดีไซน์แปลกตา แต่น่าสนใจ Peugeot SPx คือคอนเซ็ปต์ไบค์ของรถไฟฟ้าจากค่ายฝรั่งเศสที่มีดีไซน์แปลกตาไปจากเดิม เพราะเป็นการมุ่งฟื้นฟูคาแรกเตอร์ดั้งเดิมของทางค่ายขึ้นมา พอลองคิดถึงเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกมอเตอร์ไซค์แล้ว คุณอาจจะไม่เคยติดถึงแบรนด์นี้เสียด้วยซ้ำ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเปอร์โยต์ไม่ได้มีความเป็นมาอันยาวนาน จริง ๆ แล้วกลับมีประวัติอันยาวนาน พร้อมกันนี้ยังเคยชนะการแข่งขัน Moto3 ในปี 2017 (ในนามของ Mahindra) อีกด้วย แต่สไตล์ของคอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้กลับย้อนกลับไปไกลกว่านั้น สำหรับดีไซน์ของคันนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก Peugeot 103 ที่เป็นโมเป็ดขนาดเล็กในช่วงทศวรรษ 1970 มีทั้งขนาด 50 ซีซีและ 70 ซีซี ทำให้คอนเซ็ปต์ไบค์คันนี้ออกมาในแนวนีโอเรโทร หรือโมเดิร์นคลาสสิก มีการวางแบตเตอรี่ไว้ด้านบนของเฟรมอลูมิเนียม พร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าตามเทรนด์นิยมอย่างไรก็ตามทางค่ายยังไม่ได้กล่าวอะไรเรื่องสมรรถนะของรถตัวนี้ ไม่มีตัวเลขกำลังหรือว่าแรงบิด หรือกระทั่งเรื่องของแบตเตอรี่ออกมา มีภาพที่นำแบตเตอรี่ออกไปแล้ว ทำให้ดูเหมือนรถแม่บ้าน แต่หากดูรายละเอียดอื่น ๆ จากภาพแล้วก็พอจะคาดเดาได้ในเรื่องของช่วงล่างด้านหน้า วัสดุที่ใช้ทำเฟรม และมาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง งานนี้ใครสนใจรถไฟฟ้าจากแบรนด์ฝรั่งเศสแบรนด์นี้ก็คงต้องรอนานหน่อย เพราะว่ามีผลิตขึ้นแน่ ๆ แต่จะต่างจากรถคอนเซ็ปต์ในครั้งนี้มากแค่ไหนก็ต้องมาติดตามลุ้นกันดูครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง ขายไทยไม่ถึง 5 แสน BMW CE 02 ยนตกรรมไฟฟ้าสำหรับคนเมือง จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง มาในคอนเซ็ปท์ “eParkourer” (Pakour หรือ ปากัวร์ เป็นกีฬาประเภทหนึ่งที่เน้นการปีนป่ายข้ามอุปสรรคด้วยความรวดเร็ว) มอบความคล่องตัว ทรงพลังและความเร้าใจในการขับขี่แต่ละวัน พร้อมสัมผัสประสบการณ์สดใหม่ในการขับขี่ที่ทางค่ายจัดเตรียมไว้ให้ รถไฟฟ้าน้องใหม่คันนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าที่แตกต่างจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไป มอบความคล่องตัว ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความสนุกเร้าใจทุกการขับขี่ การออกแบบสะท้อนความเป็นอิสระและความสนุกสนาน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากเบาะนั่งที่มีรูปทรงคล้ายสเก็ตบอร์ด ตัวถังใช้สีดำเป็นหลัก ทั้งเฟรม ล้อ บังโคลนหน้าและแผงคอ ตกแต่งด้วยสีเทาแบบด้าน Granite Grey Metallic Matt บริเวณฝาครอบเครื่องยนต์ มอบความโดดเด่นสวยงามจากความแตกต่างระหว่างพื้นผิวด้านและและพื้นผิวมันวาวบนตัวถัง ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสและแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 48 โวลต์ ความจุ 1.96 กิโลวัตต์-ชั่วโมง 2 ก้อน โดยแบตเตอรี่สามารถถอดได้ระหว่างการบำรุงรักษา สร้างกำลังได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ (15 แรงม้า) ส่งแรงบิดสูงสุด 55 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยใช้เวลาเพียง 3 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไกลถึง 95 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยแบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ในเวลา 210 นาที และชาร์จจาก 20% ถึง 80% ในเวลา 102 นาที ด้วยสายชาร์จแบบเร็วที่ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยให้กำลังไฟสูงถึง 1,500 วัตต์ ยังมาพร้อมกับ 2 รูปแบบการขับขี่คือโหมด “Flow” และ “Surf” โดยโหมด “Flow” เหมาะสำหรับการขับขี่ฝ่าการจราจรหนาแน่นในเมือง ในขณะที่โหมด “Surf” มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจเมื่อพ้นช่วงการจราจรที่พลุกพล่าน มาพร้อมชุดเฟรมเหล็กกล้าสองชั้นที่ทนทานต่อการบิดงอ ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก ติดตั้งบริเวณล้อหน้า ล้อหลังติดตั้งระบบสวิงอาร์มเดี่ยวและช่วงล่างแบบ pivoted ยางหน้ากว้างหุ้มล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบดิสก์วีล พร้อมดิสก์เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพื่อเพิ่มความมั่นใจขณะชะลอความเร็ว ระบบเบรก ABS ที่ล้อหน้ายังช่วยเพิ่มความปลอดภัยเหนือระดับ แผงหน้าปัดควบคุมพร้อมจอภาพสี TFT ให้ภาพที่คมชัด โดยแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ อาทิ ความเร็วในการขับขี่และสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ ช่องชาร์จ USB-C ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้สะดวกรวดเร็ว นอกจากนี้ แอปพลิเคชัน BMW Motorrad Connected ยังแสดงระยะเวลาที่คาดว่าการชาร์จจะสิ้นสุดบน สมาร์ทโฟนผ่านการเชื่อมต่อผ่านระบบบลูทูธอีกด้วย สุดท้ายวางจำหน่ายที่ 479,000 บาทเท่านั้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ather 450 Apex สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำจากอินเดีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีของ Ather Energy แบรนด์สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสัญชาติอินเดีย เปิดตัวโมเดลพิเศษ Ather 450 Apex ที่เร็วและแรงที่สุดของทางค่าย และแน่นอนว่าราคาแรงที่สุดตามไปด้วย โดยจะผลิตขึ้นอย่างจำนวนจำกัด หลัก ๆ แล้วเจ้า 450 Apex คันนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจาก 450X ที่เป็นโมเดลสแตนดาร์ดมากนัก แต่จะไปแตกต่างในเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอกเป็นหลัก มันโดดเด่นด้วยการเลือกใช้เฉดสีสันที่โดดเด่น การเลือกใช้แฟริ่งสีน้ำเงินอิริเดียมบลูตัดด้วยสีส้มที่ล้อ โลโก้ และเฟรม พร้อมจุดเด่นอีกหนึ่งจุดที่ไม่มีใครเหมือนด้วยการใช้แฟริ่งด้านข้างบริเวณใต้เบาะแบบเกือบใส ทำให้มองเห็นภายในได้ประมาณนึง ถือเป็นลูกเล่นที่ดูเท่ดีไม่หยอก ในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีความแรงมากกว่าตัวสแตนดาร์ดเล็กน้อย โดยให้กำลังสูงสุด 7 กิโลวัตต์ (มากกว่าสแตนดาร์ดที่ 0.6 กิโลวัตต์) หรือเทียบเป็นแรงม้าได้ที่ 9.39 แรงม้า และให้กำลังแรงบิดเท่ากันกับรุ่นสแตนดาร์ดที่ 26 นิวตันเมตร มาพร้อมโหมดพิเศษ Warp+ ที่ช่วยให้ทำท็อปสปีดได้มากถึง 100 กม./ชม. เป็นโมเดลแรก สามารถทำความเร็วจาก 0 – 40 กม./ชม. ได้ภายใน 2.9 วินาที เร็วขึ้นกว่าตัวปกติถึงเกือบครึ่งวินาที ทางค่ายยังเคลมมาว่าสามารถเร่งความเร็วได้ดีกว่าตัวปกติขณะขับขี่บนท้องถนนอีกด้วย พูดถึงเรื่องของการชาร์จไฟกันบ้าง ตัวรถใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไออนขนาด 3.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง เคลมระยะใช้งานสูงสุดมาที่ 157 กม. สามารถชาร์ตไฟจาก 0 ถึง 100% ได้ภายใน 5 ชั่วโมง 45 นาทีในแบบของชาร์จไฟบ้านทั่วไป ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถเลือกใช้เฟรมอลูมิเนียมผสมกับเหล็กกล้า ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าและคาลิเปอร์เบรก 3 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวและคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยว พร้อมมีระบบคอมบายด์เบรกและรีเจนเนอเรทีฟเบรกกิ้ง หรือระบบชาร์จไฟกลับเมื่อเบรกอีกด้วย ส่วนยางและล้อจะมีขนาด 90/90 – 12 และ 100/80 – 12 แบบไม่ต้องใช้ยางใน เทคโนโลยีคันนี้ให้มาค่อนข้างทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟ LED เต็มระบบ หน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาดใหญ่ถึง 7 นิ้ว โหมดการขับขี่ 5 โหมด ระบบช่วยจอด ระบบช่วยหยุดรถ ระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติ ระบบไฟส่องสว่างแบบไกด์มีโฮม ระบบดับเครื่องรถเมื่อรถล้ม ระบบไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยเปิดราคาจำหน่ายที่ 188,999 รูปี หรือราว ๆ 81,000 บาท ถือว่าราคาไม่แพงเลย แต่ถ้ามาจำหน่ายในไทยคงจะหลักแสนขึ้นแน่นอน ส่วนตัวแอดมินก็มองว่าอยากให้แบรนด์รถไฟฟ้ามาทำตลาดไทยกันเยอะ ๆ แข่งขันกันมาก ๆ ซึ่งจะได้เป็นประโยชน์แก่นักบิดอย่างเรา ๆ ฮ่า ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก