
เลิกเติมน้ำมันปั๊ม PT ปี 2569 เจาะลึกจุดเริ่มต้นกระแส สาเหตุจากราคาน้ำมันพุ่ง 6 บาท ปมผลประโยชน์ทับซ้อน และผลกระทบลุกลามถึงกาแฟพันธุ์ไทย
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เลิกเติมน้ำมันปั๊ม PT ปี 2569 เจาะลึกจุดเริ่มต้นกระแส สาเหตุจากราคาน้ำมันพุ่ง 6 บาท ปมผลประโยชน์ทับซ้อน และผลกระทบลุกลามถึงกาแฟพันธุ์ไทย

NETA V-II ลดราคา 2026 กลายเป็นประเด็นร้อนหลัง NETA Thailand ประกาศส่วนลดสูงสุด 160,000 บาท ดันราคาเริ่มต้นลงมาอยู่ที่ 389,000 บาท

การทำงานของถุงลมนิรภัย เจาะลึกเงื่อนไข รถชนแบบไหนถึงกาง และมาตรฐานการทดสอบการชนล่าสุดจาก IIHS ปี 2569 ที่เข้มงวดกว่าเดิม

Chery KP31 กระบะดีเซล Plug-in Hybrid คันแรกของโลก เปิดตัวที่ออสเตรเลีย แรงบิด 680 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันขึ้น 10% เตรียมขายจริงปลายปี 2026

หนึ่งในปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนมากที่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่องการ "จอดขวาง" ไม่ว่าจะเป็นการจอดขวางหน้าบ้านคนอื่น จอดขวางทางเข้าออกอาคาร

Suzuki Across 2026 รถ SUV ปลั๊กอินไฮบริดคู่แฝด RAV4 เปิดตัวในยุโรปพร้อมพละกำลัง 302 แรงม้า อัปเกรดจอใหญ่และระบบ HUD สรุปข้อมูลครบที่นี่

Haval Raptor Plus (Raptor V7 Plus) SUV 7 ที่นั่งรุ่นใหม่จาก GWM มาพร้อมระบบ Hi4 PHEV แบตใหญ่ขึ้น วิ่งไฟฟ้าล้วนได้เกือบ 200 กม.

BYD Japan ประกาศเรียกคืน Atto 3 จำนวน 1,097 คัน หลังพบปัญหาความชื้นในโคมไฟท้ายทำลายแผงวงจร ส่งผลให้ไฟเลี้ยวและไฟเบรกทำงานผิดปกติ

อัปเดตล่าสุด Changan เตรียมติดตั้งแบตเตอรี่โซลิดสเตต Golden Bell ในรถยนต์ไฟฟ้าไตรมาส 3 ปี 2569 ชูจุดเด่นวิ่งไกล 1,500 กม. และความปลอดภัยสูงขึ้น 70%

Verge TS Ultra 2024 มอไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่โดนเด่นและทันสมัยไม่เหมือนใครอยู่แล้ว แต่มาในปีใหม่นี้ทางค่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติฟินแลนด์ค่ายนี้ก็ได้ทำการอัปเกรดมอเตอร์ไฟฟ้าพิกัดเรือธงของทางค่ายหรือว่าเจ้า Verge TS Ultra 2024 ของทางค่ายให้มีความทันสมัยเข้าไปอีก และกลายเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ไฮเทคที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ไปแล้วครับ เจ้าเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่ว่านั้นก็คือกล้องและเรดาห์ที่ทำงานร่วมกันกับทาง AI และระบบแมชชีนเลิร์นนิ่ง ทั้งนี้ยังมาพร้อมหน้าจอใหม่ที่การันตีว่าผู้ขับขี่จะได้รับข้อมูลที่ชัดเจนได้ในคราวเดียว โดยกล้องมีมากถึง 6 ตัวช่วยสร้างการมองเห็นรอบตัวได้แบบ 360 องศา พร้อมกับเรดาร์ความละเอียดสูงที่ด้านหน้าและด้านหลัง ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า Starmatter และแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่มีฟีเจอร์โดดเด่นสี่อย่างด้วยกัน ได้แก่ การอัปเดตอัตโนมัติแบบ OTA เทคโนโลยีเซนเซอร์ ระบบ AI และระบบ Human Machine Interface หรือระบบหน้าจอสื่อสารระหว่างคนขับกับตัวรถนั่นเอง ซึ่งทำให้แต่เดิมที่เป็นรถที่ปลอดภัยมากอยู่แล้วจากระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นแทร็คชันคอนโทรล หรือระบบเบรก ABS ยังได้อัปเกรดความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับด้วยระบบข้างต้นที่กล่าวมา ซึ่งจะทำหน้าที่ช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่ถึงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวผู้ขับขี่ได้มากขึ้นกว่าปกติ เพราะไบค์เกอร์ต่างรู้ดีว่าการใส่หมวกกันน็อกนั้นลดทอนและจำกัดทัศนวิสัยของผู้ขับขี่อย่างมาก ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยบอกเรื่องรถที่เข้ามาใกล้จากด้านหลัง หรือช่วยคุณเวลาเปลี่ยนเลย ซึ่งช่วยลดมุมอับหรือการมองไม่เห็นรถที่ขับเข้ามาใกล้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หน้าจอใหม่เองก็ยังเป็นการปฏิวัติวงการการที่ผู้ขับขี่จะตอบสนองต่อหน้าจอแสดงผลของรถอีกด้วย หน้าจอบนถังน้ำมันเองก็มีขนาดใหญ่มากขึ้นซึ่งจะสะดวกต่อการใช้งาน ส่วนหน้าจอหลักจะมีชื่อใหม่ว่า Starmatter Dash ซึ่งใช้งานได้ง่ายขึ้น และคอยแจ้งและเตือนอันตรายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงแสดงภาพจากกล้องหลังเวลาที่ผู้ขับขี่เปิดไฟเลี้ยว เป็นต้น เรียกว่าอย่างกับขับรถยนต์สมัยใหม่ที่มีระบบต่าง ๆ มากมายเพื่อช่วยในเรื่องความปลอดภัยเลยล่ะครับ ตัวเลขสเปคที่น่าสนใจคร่าว ๆ สำหรับโมเดลนี้ก็คือ มีแรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหลังแบบไร้ฮับอยู่ที่ 1200 นิวตันเมตร มีกำลังแรงเทียบเท่ากับรถขนาด 201 แรงม้า เรงจาก 0 – 96 กม./ชม. ได้ภายใน 2.5 วินาที เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 198.4 กม./ชม. มาพร้อมระบบชาร์จไวได้ภายใน 25 นาที เคลมระยะทางการใช้สูงสุดมาที่ 372.8 กม./ชม. กับยางคุณภาพดีจากทาง Pirelli Diablo Rosso III สุดท้ายนี้เรื่องของการจำหน่ายนั้นตัวรถตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ 44,900 เหรียญ หรือราว ๆ 1.6 ล้านบาท โดยคาดการณ์กันว่าจะส่งมอบได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2024 นี้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

สร้างความสั่นสะเทือนวงการรถจักรยานยนต์อีกครั้ง กับแบรนด์ LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) เจ้าพ่อสกู๊ตเตอร์คลาสสิกระดับตำนาน 76 ปี จากอิตาลี ทำเซอร์ไพรส์เผยโฉมสุดยอดอิเลคทริคสกู๊ตเตอร์ EV Concept รุ่นต้นแบบ ในชื่อรุ่น Lambretta Elettra กับรูปโฉมที่เปรียบเสมือนผลงานศิลปะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% Elettra รถรุ่นต้นแบบของสกู๊ตเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ดังฝั่งอิตาลี อย่างแลมเบรตต้า ที่นำมาเผยโฉมให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรกในโลก ภายในงาน EICMA 2023 (Esposizione Internazionale Ciclo Motociclo e Accessori 2023) จัดขึ้น ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 66 นี้ ซึ่งถือเป็นปีที่แบรนด์แลมเบรตต้าครบรอบ 76 ปี สำหรับชื่อ Elettra เป็นชื่อภาษาอิตาเลียน ที่นิยามถึงหญิงสาวทรงเสน่ห์ มากความสามารถมีความคิดนอกกรอบและมีความมั่นใจในตนเอง นอกจากนี้ ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่าเป็น จิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก หรือผู้ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นจนได้รับเป็นผู้ที่ถูกเลือก ซึ่งนั่นจึงเหมาะสมกับการนิยามความหมายให้กับรุ่นต้นแบบของ Elettra สกู๊ตเตอร์แนวคิดแห่งอนาคตอันมีดีไซน์ทรงเสน่ห์คันนี้ “ แรงบันดาลใจจากอดีต สู่ แนวคิดแห่งอนาคต ” เบื้องหลังของการออกแบบรูปโฉมของ Elettra สกู๊ตเตอร์แห่งอนาคตคันนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากอดีตในรุ่นตำนานอย่าง Model LD ในช่วงปี 1951-1958 นำมาถ่ายทอดเส้นสายของดีไซน์และพัฒนาใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ New Golden Era ของแลมเบรตต้า โดยใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบให้มีความล้ำสมัยระดับไฮเอนด์ แต่ยังคงกลิ่นอายและ DNA ดีไซน์โครงสร้างแบบ Low & Long อันเป็นเอกลักษณ์ของ แลมเบรตต้าซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเอาไว้ได้อย่างลงตัว การออกแบบในส่วนของด้านหน้ารถ เริ่มตั้งแต่ไฟหน้าที่ยังคงเอกลักษณ์ โคมหกเหลี่ยมพร้อมสลักโลโก้ LAMBRETTA ตรงกลาง ถัดลงมาที่โลโก้ INNOCENTI – LAMBRETTA ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ที่สืบทอดในหลากหลายโมเดลของแลมเบรตต้ามาหลายยุคหลายสมัย ก็ยังคงดีไซน์เดิมเอาไว้ แต่เพิ่มเติมลูกเล่นใหม่โดยใช้ lighting แบบแสงออกหน้า ถัดลงมาที่เอกลักษณ์สำคัญที่สาวกแลมเบรตต้าตัวจริงหรือชาวแลมเบรตติสต้า เรียกบริเวณนี้กันว่า จมูกหมู ซึ่งเป็นอีกเอกลักษณ์ที่มีในรถแลมเบรตต้ามาอย่างยาวนาน โดยในโมเดล Elettra คันนี้ ได้ปรับดีไซน์ใหม่ ให้มีการเล่น lighting ภายในดีไซน์ของบริเวณจมูกหมูถือเป็นการนำเสนอแบบใหม่ ที่เสริมคาแรคเตอร์ให้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงตัวตนของแลมเบรตต้าเอาไว้ได้อย่างชัดเจนที่สุด นอกจากนี้ ก็ยังคงแฝงดีไซน์การเล่น lighting ในจุดต่างๆ รอบคัน ทั้งบริเวณขอบคิ้วของตัวรถ ปลายแฮนด์ทั้งสองข้าง โลโก้บริเวณฝาข้างทั้งสองข้าง และที่แปลกตาคือไฟท้าย ในโมเดล Elettra รุ่นต้นแบบคันนี้ ออกแบบมาให้ไฟท้าย เล่น lighting สีแดง แบบที่ฝังอยู่ในตัวบอดี้ ไม่มีโคมแยกชิ้น ซึ่งหากไม่สตาร์ทรถ ก็จะเห็นเพียงชิ้นสีบอดี้แบบเนียนตาเลยทีเดียว สมกับเป็นดีไซน์ที่ใช้แนวคิดแห่งอนาคตในการออกแบบจริงๆ มาถึงอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของโมเดล Elettra คันนี้ คือ การออกแบบให้บอดี้ตัวรถสามารถยกเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ที่นอกจากจะได้อารมณ์ความล้ำนำสมัยขั้นสุดแล้ว ยังช่วยให้การเซอร์วิสหรือการคัสตอมอุปกรณ์ต่างๆด้านในกลายเป็นเรื่องที่ทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น อีกทั้งในส่วนของโครงสร้างด้านในตัวรถยังมีรายละเอียดทางด้านวิศวกรรมในการออกแบบที่เลือกใช้วัสดุอะลูมิเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติให้ความแข็งแกร่ง ทนทาน ประกอบกับมีน้ำหนักเบา เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กับการใช้งานแบบประหยัดแบตเตอรี่ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในโมเดล Elettra คันต้นแบบคันนี้ ยังมาพร้อมกับช่วงล่างเอกลักษณ์ กับระบบโช๊คด้านหน้าแบบ Double Arm-Link พร้อม ปั๊มเบรค Brembo รัดด้วยยางหน้า-หลัง ขนาด 12” จากแบรนด์สัญชาติเดียวกันอย่าง Pirelli แบรนด์ยางชื่อดังจากอิตาลี ส่วนทางด้านหลังออกแบบให้ใช้ช่วงล่างแบบ “Push Rod” หรือระบบช่วงล่างที่นิยมใช้กันในรถ Super bike และ Hyper Car คือการออกแบบให้มีการเคลื่อนที่ของสปริงโช๊คอัพไปในแนวระนาบแทน ซึ่งการวางแบบนี้ ในโมเดล Elettra จะสัมพันธ์กับการดีไซน์บอดี้ด้านข้างให้สามารถแคบลงได้ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งบอดี้สลิม รูปร่างเพรียว เมื่อมองจากทางด้านท้าย เหมือนกับโมเดลแลมเบรตต้าในอดีต อีกทั้งยังมีข้อดีที่ช่วยให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลมากกว่าแบบปกติทั่วไป สำหรับข้อมูลเบื้องต้นในขณะนี้ Elettra จะมาพร้อมกับโหมดการขับขี่ ถึง 3 โหมดด้วยกัน ได้แก่ ECO โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด ทำให้ระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จไกลขึ้น NORMAL โหมดการใช้งานทั่วไป SPORT โหมดที่ปล่อยกำลังของมอเตอร์ และแบตเตอรี่สูงสุด เพื่อให้อัตราเร่งและความเร็วสูงที่สุด

Yamaha E-FV คอนเซ็ปต์โมเดลรถไฟฟ้าขนาดเล็กที่น่าสนใจ สำหรับ Yamaha E-FV ก็จะเป็นหนึ่งในคอนเซ็ปต์ไบค์หลาย ๆ คัน ที่ไปโชว์ในงาน Japanese Mobility Show 2023 ที่น่าสนใจมากอีกคันนึง เนื่องจากเจ้านี่เป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็กนั่นเองครับ ซึ่งโมเดลนี้พัฒนาโดยกลุ่มวิศวกรอาสาสมัครอายุยังน้อยที่ตั้งเป้าหมายที่จะหาความสนุกจากยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเป็นอนาคตใหม่เข้ามาแทนที่รถน้ำมันตามกระแสโลกในตอนนี้ โดยคันนี้จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน TY-E ไทรอัลไฟฟ้าที่เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีของทางยามาฮ่านั่นเอง แน่นอนว่าเจ้ามินิไบค์ไฟฟ้าคันนี้ไม่ต้องใส่เกียร์และเป็นโมเดลที่มุ่งเน้นการขับขี่ที่ทุก ๆ คนสนุกได้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีพิเศษเข้ามาเพิ่มความเร้าใจที่รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ขาดหายไปเนื่องจากความเงียบของมัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่าก็คือ Active Sound Control หรือระบบควบคุมเสียงแบบแอ็กทีฟที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เพลิดเพลินไปกับเสียงของท่อไอเสียเหมือนกับรถน้ำมันแบบที่เราคุ้นเคยนั่นเองครับ เรียกว่าน่าสนใจทั้งตัวรถไฟฟ้าและตัวเทคโนโลยีสร้างเสียงท่อไอเสียสังเคราะห์นี้จริง ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

UBCO 2X2 Hunt Edition รถไฟฟ้าสำหรับคนชอบเข้าป่า เปิดตัวโมเดลใหม่อีกแล้วสำหรับค่ายรถไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญในระบบขับเคลื่อนสามล้อ กับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า UBCO 2X2 Hunt Edition ที่มาในสไตล์พร้อมลุย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกลางแจ้งในแบบที่หลาย ๆ คนน่าจะชื่นชอบ สำหรับโมเดลนี้ทางค่ายได้ทำงานร่วมกันกับนายพรานและนักเซิร์ฟมือโปรอย่าง Shane Dorian เพื่อให้โมเดลนี้ได้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในป่าหรือสถานที่รกร้างห่างไกลจากตัวเมือง ไปตั้งแคมป์ ไปยิงนกตกปลา รับรองว่าดี (แต่บ้านเราต้องดูว่าอย่าไปทำอะไรสัตว์สงวนนะครับ) โดยตัวรถจะมีฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างที่ตอบโจทย์การใช้งานในสไตล์ผจญภัยเข้าป่าแบบนายพราน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบฟลัดไลท์กำลัง 2400 ลูเมน ขายึดธนูหรือหน้าไม้ แผงข้างตัวรถสำหรับไว้ติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ช่องใส่ของกลางตัวรถขนาด 12 ลิตร สายรัด ที่วางสัมภาระ รวมไปฟังก์ชันอื่น ๆ อย่างขาจับโทรศัพท์ Peak Design การ์ดเบรก ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบฮับมอเตอร์แบบไม่มีแปรงถ่านระบายความร้อนด้วยอากาศ อยู่กับล้อที่ให้กำลังสูงสุด 1.7 กิโลวัตต์ 2 ตัว (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) เป็นแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากถึง 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีระยะการใช้งานอยู่สูงสุดที่ 120 กม. จากแบตเตอรี่ขนาด 3.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ใช้เวลาชาร์จนาน 4 – 6 ชั่วโมง ช่วงล่างก็จะเป็นเฟรมแบบสเต็ปทรู ซึ่งเอื้อให้ทางแบรนด์ใช้วางของหรือสัมภาระได้ ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นเทเลสโคปิกและด้านหลังเป็นโช้คคู่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าหลังขนาดเท่ากันที่ 200 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเรเจเนอเรทีฟเบรกกิ้ง ที่ช่วยชาร์จไฟกลับเวลากำเบรก นอกจากนี้เบรกยังทำงานแบบพาสซีฟรีเจเนอเรทีฟเมื่อปิดคันเร่งอีกด้วย ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้วหน้าหลังเท่ากันพร้อมยางหนามสำหรับการขับขี่แบบออฟโร้ด เรียกได้ว่าเป็นรถไฟฟ้าที่มีสเป็กและฟีเจอร์ที่น่าสนใจมาก ๆ ครับ เหมาะกับพื้นที่ทุรกันดารเข้าถึงได้ยาก แต่ราคาอาจจะแรงไปหน่อย โดยรุ่นนี้จะอยู่ที่ 6,499 ดอลลาร์หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 240,000 โดยที่ยังไม่รวมภาษี อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Motocompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋ง หลาย ๆ คนอาจจะรู้สึกคุ้นเคยกับเจ้า Honda Motorcompacto สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สุดเจ๋งคันนี้ เพราะจริง ๆ เจ้าคันนี้มีต้นแบบมาจาก Motocompo สกู๊ตเตอร์จากยุค 80 ของทางค่ายปีกนกนั่นเอง ซึ่งนี้จะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลแรกที่มีขนาดกะทัดรัดมาก ๆ แล้วน้ำหนักเบารวมถึงสามารถพับและเก็บซ้อนกับของอื่น ๆ ได้ สำหรับดีไซน์ก็จะสังเกตเห็นได้ว่ามันเพรียวบางและเรียบง่ายคล้ายคลึงกับกระเป๋าเดินทางนั่นเอง ตัวรถจะมีไฟหน้า LED อยู่ที่ตัวรถด้านล่างใกล้กับจุดชาร์จ ไม่ได้อยู่ใกล้กับบริเวณแฮนด์บาร์ ด้านท้ายเองก็จะมีไฟท้าย LED ที่ระนาบเดียวกับไฟหน้า มีหน้าจอขนาดเล็กบอกระดับแบตแตอรี่และความเร็วแบบดิจิทัลที่บริเวณตรงกลางแฮนด์บาร์ โดยทางค่ายจะออกแบบให้มันพับเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างแฮนด์ เบาะนั่ง พักเท้า ขาตั้งและล้อหลัง ให้ซ่อนกลับเข้าไปในตัวรถได้ และมีหูหิ้ว หรือจะใช้เข็นมันด้วยล้อทั้ง 2 ล้อก็ทำได้เช่นกัน ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวรขับเคลื่อนแบบไดเร็กต์ไดร์ฟอยู่ที่บริเวณล้อหน้า ไม่ได้ใช้สายพาน ส่วนระบบเบรกนั้นจะมีดรัมเบรกอยู่ที่ล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 490 วัตต์ แรงบิดที่ 16 นิวตันเมตร ให้ความเร็วสูงสุดได้ที่ 24 กม./ชม. และใช้งานได้ระยะทางราว ๆ 20 กม. ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมงครึ่งโดยอาศัยเพียงปลั๊กไฟบ้านแรงดัน 110 โวลต์เท่านั้น (ส่วนบ้านเรานั้นอาจจะต้องใช้ตัวแปลงไฟ) โดยตัวรถหนักเพียง 18.73 กิโลกรัม ซึ่งเบาเนื่องจากตัวบอดี้และล้อของมันทำจากอลูมิเนียมน้ำหนักเบาที่แข็งแรงทนทาน และยังเล็กพอที่จะพับใส่ท้ายรถเก๋งได้ เรียกว่าไปได้แทบทุกที่ในเมืองเลยล่ะครับ เจ้านี่ยังมีฟีเจอร์ต่าง ๆ หลากหลาย ตัวชาร์จเจอร์ที่เป็นของติดรถนั้นเล็กพอที่จะใส่เข้าไปในตัวรถได้สบาย ช่วยให้พกพาไปชาร์จในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก ที่ขาตั้งของรถเองก็มีรูสำหรับใช้ล็อกรถซึ่งสามารถใช้ที่ล็อกรถจักรยานทั่ว ๆ ไปล็อกได้ ยังมีเทคโนโลยีบลูทูธเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับรถเพื่อเลือกโหมดการขับขี่และโหมดไฟได้ ส่วนสนนราคาการจำหน่ายจะอยู่ที่ 995 ดอลลาร์ หรือราว ๆ 35,000 บาท ส่วนการจำหน่ายในไทยนั้นคงยากครับ ยกเว้นจะมีเกรย์มาร์เก็ตนำเข้ามาจำหน่าย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Z E-1 2024 เน็กเก็ดไฟฟ้าจากค่ายเขียว จ่อขายที่อังกฤษเดือนหน้า Kawasaki Z E-1 2024 รถไฟฟ้าสไตล์เน็กเก็ดไบค์เปิดตัวพร้อมจ่อขายเดือนหน้าที่อังกฤษพร้อมกับแฝดคนละฝาที่เป็นสายสปอร์ตแต่แชร์อะไรหลาย ๆ อย่างร่วมกันอย่าง Ninja E-1 พร้อม ๆ กับตัวเลขต่าง ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่น่าสนใจและน่าใช้งานไม่น้อยเลยทีเดียว เรื่องของดีไซน์นั้นแทบจะไม่ต่าง Z125 ที่เป็นเน็กเก็ดไบค์เครื่องสันดาปคันเดิมของทางค่ายเลยหากมองเผิน ๆ แต่หากสังเกตดี ๆ จะรับรู้ได้จากการที่มันไม่มีท่อไอเสีย และแอบใส่ฟังก์ชันอย่างช่องใส่ของขนาด 5 ลิตร (หนักสุดไม่เกิน 3 กก.) บริเวณที่เดิมทีจะเป็นถังน้ำมันด้านหน้า ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าแบบบรัชเลส 5 กิโลวัตต์หรือราว ๆ 6.8 แรงม้า แต่ให้กำลังสูงสุดได้ที่ 9 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่ากับแรงม้า 12 แรงม้า ประมาณรถขนาด 125 ซีซี ขณะที่แรงบิดจะมากถึง 40.5 นิวตันเมตรที่ 0-1,600 รอบแบบเดียวกับเจ้านินจาไฟฟ้าเลย ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 30 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อนคู่ที่สามารถถอดออกและต่อกันแบบขนานได้ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความจุของแบตเตอรี่ ซึ่งให้ความสะดวกและเหมาะกับการใช้งานกับมอเตอร์ไซค์ ทางค่ายเคลมระยะการใช้งานอยู่ที่ 72 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ซึ่งหากใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะอยู่ที่ราว ๆ 62 กม.จากการคำนวณ และแบตเตอรี่แต่ละก้อนหนัก 11.5 กิโลกรัมและใช้เวลาชาร์จเต็ม 3 ชั่วโมง 42 นาที แต่ถ้าชาร์จจาก 20 – 85% จะใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมง 36 นาทีเท่านั้น ฟัง ๆ ดูอาจจะคิดว่ารถน่าจะหนักแน่เลย แต่จริง ๆ แล้วรถเบาเพียง 135 กิโลกรัมเท่านั้น ตัวรถมีแชสซีเป็นเฟรมถัก ด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวและสวิงอาร์ม ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรก ABS ส่วนล้อและยางจะเป็น 100/80-17” และ 130/70-17” ตามลำดับ ต่อกันเรื่องเทคโนโลยีตัวรถจะมีหน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ มีโหมดการขับขี่ 2 โหมดคือ Road และ Eco โดยโหมด Road จะอยู่ที่ 85 กม./ชม. ขณะที่โหมด Eco จะอยู่ที่ 62 กม./ชม. หากเทียบแล้วจะน้อยกว่าฝั่งนินจาไฟฟ้าเล็กน้อย แต่เดี๋ยวก่อนยังมีฟังก์ชัน e-boost ที่จะช่วยความแรงโดยจะใช้ได้ประมาณ 15 วินาที เมื่อเปิดใช้จะสามารถเร่งได้แรงขึ้น รวมถึงท็อปสปีดมากขึ้นไปเป็น 99 กม./ชม.ในโหมด Road และ 72 กม./ชม. ในโหมด Eco ยังมีโหมด Walk ที่จะช่วยจอดรถได้ง่ายขึ้น หากเปิดใช้แล้วเปิดคันเร่งรถจะค่อย ๆ ขยับไปด้านหน้าอย่างช้า ๆ ขณะที่ปิดคันเร่งก็จะถอยหลังได้ด้วย รวมไปถึงยังมีระบบรีเจ็นเนอเรทีฟที่เวลาผู้ขับขี่ปิดคันเร่ง พลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วลงจะชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ ช่วยเพิ่มระยะทางการใช้งานได้มากขึ้น ถือว่ามาได้ครบเครื่องทีเดียวครับ แต่เรื่องของราคานั้นยังไม่มีการระบุ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายจริง ๆ เดือนตุลาคมนี้ครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าราคาน่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก