หากถามแฟนความเร็วทั่วโลกว่าเหตุการณ์ใดสะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ต คำตอบส่วนใหญ่ย่อมหนีไม่พ้นการจากไปของ Ayrton Senna (ไอร์ตัน เซนน่า) ยอดนักขับชาวบราซิลผู้เป็นไอคอนของคนทั้งโลก อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ณ สนาม Imola ในรายการ San Marino Grand Prix ปี 1994 ไม่เพียงแต่พรากชีวิตแชมป์โลก 3 สมัยไป แต่ยังเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนถึงความหละหลวมของมาตรฐานความปลอดภัยในยุคนั้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและวิศวกรรมตัวรถครั้งใหญ่ในปีต่อๆ มา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบด้านเทคนิคที่เข้มงวดขึ้นจนถึงปัจจุบัน
ลางบอกเหตุโศกนาฏกรรมในสัปดาห์ที่มืดมนที่สุดของ F1
ก่อนจะถึงวินาทีที่รถของ Ayrton Senna พุ่งเข้าหาทางโค้ง Tamburello สัปดาห์นั้นที่ Imola ถูกขนานนามว่าเป็น “Black Weekend” เนื่องจากมีอุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มจาก Rubens Barrichello รุ่นน้องชาวบราซิลที่ประสบอุบัติเหตุหนักในวันศุกร์ และตามมาด้วยการเสียชีวิตของ Roland Ratzenberger นักแข่งหน้าใหม่ชาวออสเตรียในวันเสาร์
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เซนน่าอยู่ในสภาวะวิตกกังวลอย่างหนัก มีรายงานว่าเขามีปากเสียงกับฝ่ายจัดการแข่งขันเรื่องความปลอดภัย และในเช้าวันแข่ง เขายังได้ตัดสินใจพกธงชาติออสเตรียไว้ในรถ Williams FW16 ของตนเอง โดยตั้งใจจะโบกธงนั้นเหนือศีรษะเมื่อเข้าเส้นชัยเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้แก่ Ratzenberger ทว่าความตั้งใจนั้นกลับกลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น
วินาทีหลุดโค้ง Tamburello และสาเหตุการเสียชีวิตของเซนน่า
ในรอบที่ 7 ของการแข่งขัน หลังจากช่วง Safety Car สิ้นสุดลง เซนน่าซึ่งเป็นผู้นำขบวนได้พยายามเร่งเครื่องเพื่อทิ้งห่าง Michael Schumacher ที่ไล่ตามมาติดๆ แต่เมื่อถึงโค้ง Tamburello รถของเขากลับไม่เลี้ยวตามทิศทางของถนน แต่พุ่งตรงเข้าหาแผ่นคอนกรีตด้วยความเร็วประมาณ 307 กม./ชม. แม้จะมีการเหยียบเบรกอย่างหนักจนความเร็วลดลงเหลือ 211 กม./ชม. ในขณะปะทะ แต่นั่นก็ยังแรงเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะรับไหว
จากการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมและคำตัดสินของศาลอิตาลีในเวลาต่อมา พบว่าสาเหตุหลักมาจาก “ความล้มเหลวของคอพวงมาลัย” (Steering Column Failure) เนื่องจากเซนน่าขอให้มีการปรับแต่งตำแหน่งพวงมาลัยให้ต่ำลงเพื่อให้ขับถนัดขึ้น ทีมวิศวกรของ Williams จึงทำการตัดและเชื่อมต่อท่อคอพวงมาลัยใหม่ แต่การเชื่อมนั้นไม่แข็งแรงพอที่จะทนต่อแรงบิดมหาศาลในโค้งความเร็วสูงได้ จนคอพวงมาลัยหัก
จากข้อมูลการวัดระยะทาง พบว่าเซนน่าเข้าโค้งด้วยความเร็ว 309 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เบรกอย่างแรง ลดเกียร์สองครั้ง แล้วชนกำแพงด้วยความเร็ว 211 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงกระแทกทำให้ล้อหน้าขวาและส่วนหน้าของรถหลุดออก ก่อนที่รถจะหยุดนิ่ง โดยเซนน่าแน่นิ่งอยู่ในรถ
ล้อหน้าขวาพุ่งขึ้นมาจากการชนและเข้าไปในห้องโดยสาร ทำให้กระแทกเข้ากับบริเวณด้านหน้าขวาของหมวกกันน็อกของเซนน่า แรงกระแทกนั้นทำให้ศีรษะของนักแข่งชาวบราซิลกระแทกกับพนักพิงศีรษะอย่างแรงจนทำให้กะโหลกศีรษะแตก
ชิ้นส่วนช่วงล่างที่ติดอยู่กับล้อได้ทะลุเข้าไปในหมวกกันน็อกของเขาบางส่วน ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ ขณะที่ชิ้นส่วนที่แหลมคมของชุดประกอบแนวตั้งได้ทะลุเข้าไปในกระบังหน้าของหมวกกันน็อกเหนือตาขวาของเขา อาการบาดเจ็บทั้งหมดอาจนำมาซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตของเซนน่า
ผลกระทบจากการสูญเสียที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการยานยนต์
สาเหตุการเสียชีวิตของเซนน่า ทำให้สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) ต้องสังคายนาความปลอดภัยขนานใหญ่ มีการพัฒนาอุปกรณ์ HANS (Head and Neck Support) เพื่อป้องกันกระดูกฐานกะโหลกศีรษะแตก ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของนักแข่งหลายราย รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างห้องโดยสาร (Survival Cell) ให้แข็งแกร่งขึ้น
ในมุมของกฎหมายและการตรวจสอบ เหตุการณ์นี้กลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการฟ้องร้องเรื่องความประมาทเลินเล่อของทีมแข่ง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทีม Williams ถูกนำตัวขึ้นศาลอิตาลีเพื่อสืบสวนหาสาเหตุความบกพร่องของชิ้นส่วนรถยนต์ แม้ในท้ายที่สุดจะไม่มีใครต้องติดคุกเนื่องจากคดีหมดอายุความ แต่คำตัดสินของศาลในปี 2007 ก็ระบุชัดเจนว่าความประมาทในการปรับแต่งรถคือต้นเหตุของความสูญเสียนี้
ปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 30 ปี แต่ชื่อของ Ayrton Senna ยังคงถูกพูดถึงในฐานะนักแข่งที่มีจิตวิญญาณนักสู้สูงสุด และเป็นแรงบันดาลใจให้กับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยียานยนต์ในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยของผู้ขับขี่” มาเป็นอันดับหนึ่งเหนือสิ่งอื่นใด







