ในโลกของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราอาจจะคุ้นเคยกับการแข่งขันด้าน “สเปกแบตเตอรี่” หรือ “ระยะทางวิ่ง” แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 สนามรบได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง BYD ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งจากจีนไม่ได้หยุดแค่การขายรถให้ได้จำนวนมากที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังประกาศสงครามเทคโนโลยีระดับโลกด้วยการทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 100,000 ล้านหยวน (ประมาณ 5 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า “มันสมองอัจฉริยะ” ให้กับรถยนต์ทุกคันของแบรนด์
กองทัพวิศวกร 5,000 ชีวิต: โครงสร้าง R&D ที่สั่นสะเทือนวงการ
หัวใจสำคัญของประกาศนี้คือการเปิดเผยตัวเลขทีมงานด้าน Intelligent Driving หรือการขับขี่อัจฉริยะที่สูงถึง 5,000 คน ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะหากเปรียบเทียบกับค่ายรถยนต์ดั้งเดิมหรือแม้แต่สตาร์ทอัพ EV หลายแห่ง ทีมงานขนาดนี้เทียบเท่ากับบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกหนึ่งบริษัทเลยทีเดียว
BYD ไม่ได้จ้างแค่โปรแกรมเมอร์ทั่วไป แต่เป็นการรวมตัวของด็อกเตอร์และผู้เชี่ยวชาญด้าน AI, Computer Vision และวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับท็อปที่ดึงมาจากทั้ง Silicon Valley และหัวกะทิในประเทศจีน เป้าหมายของกองทัพนี้มีเพียงอย่างเดียวคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่สามารถ “คิด” และ “ตัดสินใจ” ได้เหมือนมนุษย์ หรือเก่งกว่ามนุษย์ในบางสถานการณ์ เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของระบบช่วยขับขี่แบบเดิมๆ ไปสู่ระดับ Level 3 และ Level 4 ในอนาคตอันใกล้
พลังของงบประมาณ 5 แสนล้านบาท: ลงทุนอะไรบ้าง?
เงินจำนวนหนึ่งแสนล้านหยวนไม่ได้ถูกใช้แค่การจ้างงาน แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีแบบครบวงจร (Vertical Integration) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ BYD ใช้เอาชนะคู่แข่งมาโดยตลอด:
-
การพัฒนาชิปประมวลผลเอง: เพื่อลดการพึ่งพาชิปจากภายนอก BYD กำลังพัฒนาชิปประมวลผล AI ที่มีความเร็วสูงสำหรับประมวลผลข้อมูลจากระบบเซนเซอร์รอบคัน
-
ระบบปฏิบัติการ Xuanji: นี่คือสถาปัตยกรรมอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง คอยประสานงานระหว่างระบบขับเคลื่อน (e-Platform 3.0), ระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ และระบบขับขี่อัตโนมัติ ให้ทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว
-
ศูนย์ Data Center ขนาดใหญ่: เพื่อใช้ในการฝึกฝนโมเดล AI ขนาดใหญ่ (Large Language Models for Driving) ซึ่งต้องใช้กำลังการประมวลผลมหาศาล
เจาะลึก “God’s Eye” และสถาปัตยกรรมอัจฉริยะ
ระบบที่ชื่อว่า “God’s Eye” (Tian Shen Zhi Yan) คือคำตอบของ BYD ต่อระบบ FSD (Full Self-Driving) ของ Tesla ระบบนี้ประกอบด้วยเซนเซอร์รอบคัน ทั้ง LiDAR, กล้องความละเอียดสูง และเรดาร์คลื่นมิลลิเมตร
ความน่ากลัวของ BYD คือการนำระบบเหล่านี้มาเป็น “มาตรฐาน” ไม่ใช่แค่ “ออปชั่นเสริม” สำหรับคนรวย ในปี 2569 นี้ เราจะเริ่มเห็นรถยนต์ระดับราคาเริ่มต้นของ BYD ติดตั้งระบบช่วยขับขี่ที่สามารถรักษาเลน, เปลี่ยนเลนอัตโนมัติ และจอดรถอัตโนมัติได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นการทลายกำแพงด้านราคาสิ่งที่เคยเรียกว่าเป็นเทคโนโลยีหรูหรา ให้กลายเป็นสิ่งพื้นฐานที่คนทั่วไปเข้าถึงได้
Big Data: พลังจากรถ 2.5 ล้านคันบนถนนจริง
จุดที่ BYD ได้เปรียบ Tesla หรือคู่แข่งรายอื่นอย่างชัดเจนคือ “ปริมาณข้อมูล” ณ ปัจจุบัน BYD มีรถที่ติดตั้งระบบขับขี่อัจฉริยะวิ่งอยู่บนถนนมากกว่า 2.5 ล้านคัน ข้อมูลการขับขี่จริงเหล่านี้ถูกส่งกลับมาประมวลผลมากกว่า 150 ล้านกิโลเมตรต่อวัน การมี Big Data มหาศาลทำให้ AI ของ BYD สามารถเรียนรู้สถานการณ์ที่ยากลำบากหรือ “Corner Cases” ได้รวดเร็ว เช่น การเจอคนขี่รถจักรยานย้อนศรในเมือง, การขับขี่ท่ามกลางพายุฝน หรือสภาพจราจรที่แออัดและไร้ระเบียบ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปฝึกฝนผ่านโมเดล AI แบบ End-to-End ซึ่งหมายความว่าระบบไม่ได้ทำงานตามชุดคำสั่ง (If-Then-Else) อีกต่อไป แต่มันเรียนรู้ที่จะขับจากการเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ที่ขับเก่งที่สุด
มุมมองต่อตลาดโลกและประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย BYD คือเจ้าตลาด EV ในปัจจุบัน การที่บริษัทแม่ทุ่มเงินแสนล้านพัฒนา ADAS ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้รถชาวไทย ระบบเวอร์ชันสากลจะได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับสภาพถนนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าในยุโรปหรืออเมริกา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองคือ “กฎหมายจราจร” ในแต่ละประเทศจะรองรับเทคโนโลยีนี้ได้แค่ไหน? การที่รถสามารถตัดสินใจเองได้ในระดับสูง หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ? นี่คือคำถามที่ BYD ต้องช่วยหาคำตอบร่วมกับภาครัฐในทุกประเทศที่เข้าไปทำตลาด
บทวิเคราะห์ แสนล้านบาทกับความจริงบนถนนไทย
แม้ว่างบประมาณแสนล้านหยวนจะดูน่าเกรงขาม และทีมงาน 5,000 คนจะดูแข็งแกร่งเพียงใด แต่ในฐานะคนใช้รถใช้ถนน เราคงต้องตั้งคำถามแทนประชาชนว่า “ระบบเทพแค่ไหน จะสู้ถนนไทยได้จริงหรือ?” ในวันที่เส้นจราจรบนถนนพระราม 2 ยังจางหายไปกับฝุ่น หรือป้ายจราจรที่ถูกกิ่งไม้บังมิด ระบบ “God’s Eye” ของ BYD จะมองเห็นจริงไหม? หรือเมื่อเจอพี่วินมอเตอร์ไซค์แทรกซิกแซกในช่องว่างเพียงไม่กี่เซนติเมตร AI จะสั่งเบรกจนหัวทิ่ม หรือจะสามารถหลบหลีกได้อย่างนุ่มนวลเหมือนเจ้าถิ่น? การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนา AI ในห้องแล็บที่จีนเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำให้มันใช้งานได้จริงบนถนนที่ “ไร้ระเบียบที่สุดในโลก” แห่งหนึ่งอย่างประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่เงินแสนล้านอาจจะไม่ใช่คำตอบเดียว
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ Data Privacy ข้อมูลการขับขี่ของเรา เส้นทางที่เราไปทุกวัน ภาพจากกล้องรอบคันที่ส่งกลับไปประมวลผลที่เซิร์ฟเวอร์ในต่างประเทศ จะถูกจัดเก็บและคุ้มครองอย่างไร? ในยุคที่ข้อมูลมีค่ามากกว่าน้ำมัน เรากำลังแลกความเป็นส่วนตัวกับความสะดวกสบายที่มากเกินไปหรือไม่?
บทสรุป
การขยับตัวของ BYD ครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า BYD ADAS “สงครามรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น” ระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้นอาจไม่ใช่จุดขายสำคัญอีกต่อไป แต่เป็น “ความสามารถในการดูแลผู้ขับขี่” ที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป
งบลงทุน 100,000 ล้านหยวน และวิศวกร 5,000 คน คือการประกาศว่า BYD พร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตรถยนต์ราคาถูกอีกต่อไป และในปี 2569 นี้ เราจะได้เห็นผลลัพธ์ของการลงทุนครั้งนี้ในรถรุ่นใหม่ๆ ที่จะมาพร้อมกับความฉลาดระดับที่โลกต้องตะลึง
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่ (คลิ๊ก)
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่





