
BYD 2100 kW วงการยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2569 ต้องจารึกชื่อของยักษ์ใหญ่จากจีนอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวและข้อมูลหลุดที่ระบุว่า BYD กำลังซุ่มพัฒนาสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟสูงถึง 2,100 kW (หรือ 2.1 เมกะวัตต์) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจ เพราะหากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่ชาร์จเร็วที่สุดในปัจจุบันที่อยู่ราวๆ 500-600 kW เท่านั้น เทคโนโลยีใหม่ของ BYD นี้จะแรงกว่าเดิมถึงเกือบ 4 เท่าตัว ซึ่งจะทำให้ปัญหาเรื่องระยะเวลาในการรอชาร์จกลายเป็นเรื่องในอดีตไปโดยปริยาย
วิเคราะห์สเปกหลุด 2,100 kW พลังงานมหาศาลเพื่ออนาคตการขนส่ง
ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อในจีนและ carnewschina ระบุว่า BYD ไม่ได้มองเพียงแค่การชาร์จรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอย่าง BYD Seal หรือ Han เท่านั้น แต่เป้าหมายที่แท้จริงของกำลังไฟ BYD 2,100 kW คือการรองรับระบบนิเวศของรถบรรทุกไฟฟ้า (Electric Trucks) และรถบัสขนาดใหญ่ที่ต้องใช้แบตเตอรี่ความจุสูงมาก การมีที่ชาร์จระดับ 2.1 MW จะช่วยให้รถบรรทุกสินค้าสามารถชาร์จพลังงานให้เพียงพอต่อการเดินทางในระยะไกลได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งสอดคล้องกับแผนการลดมลพิษในภาคขนส่งทั่วโลกภายในปี 2570
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวคาดว่าจะมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid-Cooled) รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อจัดการกับความร้อนมหาศาลที่เกิดขึ้นในสายชาร์จและหัวชาร์จขณะปล่อยกำลังไฟระดับเมกะวัตต์ ซึ่งเป็นจุดที่ท้าทายที่สุดของวิศวกรรมการชาร์จในปัจจุบัน
เมื่อเทียบกับคู่แข่ง BYD กำลังทิ้งห่างไปอีกก้าว
หากเรามองย้อนกลับไปดูคู่แข่งอย่าง Tesla Supercharger V4 หรือแบรนด์จีนรายอื่นๆ อย่าง Huawei และ Zeekr ที่เพิ่งเปิดตัวที่ชาร์จระดับ 600-800 kW ไปไม่นาน การขยับขึ้นมาที่ BYD 2100 kW ของ BYD ถือเป็นการ “ข้ามขั้น” อย่างรุนแรง คำถามที่ตามมาคือโครงข่ายไฟฟ้า (Power Grid) จะสามารถรองรับสถานีชาร์จที่ดึงไฟมหาศาลขนาดนี้ได้หรือไม่? ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลที่ BYD ต้องพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ควบคู่ไปกับสถานีชาร์จ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าในภาพรวมของเมือง
สำหรับผู้ใช้รถทั่วไปในปี 2568-2569 เทคโนโลยีนี้อาจจะยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มรูปแบบกับรถคันเล็ก แต่มาตรฐานใหม่นี้จะบีบให้ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นต้องเร่งพัฒนาสถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้า 800V หรือ 1,000V ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อให้รองรับกำลังไฟที่สูงขึ้นตามไปด้วย
บทสรุปของสงครามความเร็วในการชาร์จ
การหลุดออกมาของข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า BYD ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เป็นเจ้าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในแง่ของยอดขายเท่านั้น แต่ต้องการเป็นผู้กำหนด “มาตรฐานโลก” ในด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย หากโครงการนี้สำเร็จและเริ่มมีการติดตั้งจริง จะเป็นการแก้ Pain Point ใหญ่ที่สุดของคนใช้รถ EV นั่นคือ “ความกังวลเรื่องการรอคอย” และจะช่วยเร่งให้การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์น้ำมันไปสู่ไฟฟ้าเกิดขึ้นเร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้
อ้างอิงข้อมูลจาก : CarNewsChina

