จีนออกกฎหมายปี 69 บังคับรถยนต์ใหม่ ต้องมี ‘ปุ่มกดจริง’ ลดการสัมผัสหน้าจอขณะขับขี่
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เรามักจะเห็นรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ โดยเฉพาะค่ายรถจากประเทศจีน พยายามออกแบบห้องโดยสารให้ดูเรียบหรูด้วยแนวคิด “Minimalist” โดยการกำจัดปุ่มกด (Physical Buttons) ออกไปจนเกลี้ยง แล้วนำฟังก์ชันการควบคุมเกือบทุกอย่างไปไว้บนหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่เพียงจุดเดียว อย่างไรก็ตาม เทรนด์นี้กำลังถูกท้าทายด้วยกฎหมายใหม่ที่คำนึงถึง “ความปลอดภัย” เป็นสำคัญ

กฎหมายใหม่ MIIT: บังคับใช้ 1 กรกฎาคม 2569
กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน (MIIT) ได้ทำการปรับปรุงร่างมาตรฐานระดับชาติ GB4094—2016 ว่าด้วยเรื่องการทำเครื่องหมายและส่วนประกอบการควบคุมในรถยนต์ โดยกำหนดว่ารถยนต์ใหม่ที่จะผลิตตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมแบบกายภาพ (Physical Controls) ในฟังก์ชันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่และความปลอดภัย
ฟังก์ชันไหนบ้างที่ “ห้าม” อยู่บนหน้าจอสัมผัสเพียงอย่างเดียว?
ร่างกฎหมายระบุชัดเจนถึงรายการที่ต้องมีปุ่มกดหรือก้านควบคุมที่จับต้องได้ ดังนี้:
-
ระบบไฟและการส่งสัญญาณ: ไฟเลี้ยว, ไฟฉุกเฉิน และแตร
-
การเปลี่ยนเกียร์: ตำแหน่ง P/R/N/D ต้องมีกลไกควบคุมจริง (สั่งห้ามใช้การเปลี่ยนเกียร์ผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว)
-
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS): สวิตช์เปิด-ปิดระบบความปลอดภัยอัตโนมัติ
-
ความปลอดภัยฉุกเฉิน: ที่ปัดน้ำฝน, ระบบไล่ฝ้า, กระจกไฟฟ้า, ปุ่มโทรฉุกเฉิน (AECS) และปุ่มตัดไฟระบบรถ EV

มาตรฐานปุ่มกดต้อง “คลำได้-ใช้งานง่าย”
นอกจากจะบังคับให้มีปุ่มกดแล้ว กฎหมายยังกำหนดสเปกของปุ่มเหล่านั้นด้วย เช่น ต้องมีพื้นที่ใช้งานไม่ต่ำกว่า 10×10 มม., อยู่ในตำแหน่งที่คงที่เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถ “ใช้งานแบบไม่มอง” (Blind Operation) ได้ และต้องมีการตอบสนองด้วยการสัมผัส (Haptic) หรือเสียง เพื่อยืนยันการสั่งงาน
ที่สำคัญที่สุดคือ ระบบเหล่านี้ต้องมีความเสถียร (Reliability) แม้ระบบอินโฟเทนเมนต์หรือซอฟต์แวร์กลางของรถจะเกิดอาการค้างหรือระบบไฟขัดข้อง ฟังก์ชันพื้นฐานเหล่านี้จะต้องยังใช้งานได้ตามปกติ
บทสรุป: ความปลอดภัยต้องมาก่อนดีไซน์
การเคลื่อนไหวของจีนในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังค่ายรถทั่วโลกที่มุ่งเน้นแต่ความสวยงามล้ำสมัยจนละเลยความคล่องตัวในการใช้งานจริง การบังคับให้กลับมาใช้ปุ่มกดจะช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการที่ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนนมามองหน้าจอเพื่อปรับฟังก์ชันง่ายๆ ซึ่งอาจเป็นมาตรฐานใหม่ที่โลกยานยนต์ต้องหันมาทำตามในอนาคต

