
กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลทันทีสำหรับ ขับรถย้อนศร วิภาวดี จนทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อปรากฏคลิปวิดีโอรถยนต์คันหนึ่งขับย้อนศรมาในช่องทางหลักด้วยความเร็ว จากกรณีผู้ใช้ TikTok หลายรายได้เผยแพร่วิดีโอเหตุการณ์รถกระบะขับสวนเลนบนถนนวิภาวดีรังสิต จนทำให้รถยนต์ที่สัญจรอยู่ได้รับความเสียหายหลายคัน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การเฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่สัญจรมาอย่างถูกต้องได้รับความเสียหายหลายคัน ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าผู้ขับขี่เป็นผู้สูงอายุที่มีอาการป่วย และได้แอบขับรถออกจากบ้านโดยที่ลูกหลานไม่ทราบเรื่อง
อาการป่วยกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ในทางกฎหมายจราจรและกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย แม้ผู้ขับขี่จะมีอาการป่วย (เช่น อัลไซเมอร์ หรืออาการทางจิต) แต่ในแง่ของ “ละเมิด” ผู้กระทำผิดยังคงต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของผู้อื่น โดยกฎหมายมองว่าการปล่อยปละละเลยให้ผู้ป่วยที่มีสภาพร่างกายหรือจิตใจไม่พร้อมมาขับรถ ถือเป็นความเสี่ยงต่อสาธารณะ
-
ความรับผิดทางแพ่ง: ผู้ขับขี่ (หรือผู้อนุบาล/ทายาท หากผู้ป่วยอยู่ในความดูแล) ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับรถทุกคันที่ถูกชน
-
ความรับผิดทางอาญา: แม้จะอ้างอาการป่วยเพื่อลดหย่อนโทษได้บ้าง แต่ความผิดฐานขับรถโดยประมาทน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และการขับรถย้อนศร ยังคงเป็นความผิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินคดี
ญาติหรือผู้ดูแลต้องร่วมรับผิดชอบหรือไม่?
นี่คือประเด็นที่สังคมตั้งคำถามมากที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 ระบุว่าบุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุวิกลจริต ก็ยังต้องรับผิดในผลละเมิดที่ตนทำ แต่ที่สำคัญคือ “ผู้ดูแล” (เช่น บุตรหลานหรือญาติที่อาศัยอยู่ด้วยกัน) อาจต้องร่วมรับผิดชอบด้วย หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลอย่างเพียงพอแล้ว
การปรับโฉมใบขับขี่ปี 2569 มาตรฐานสมรรถภาพผู้ขับขี่
จากเหตุการณ์นี้ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงมาตรการควบคุมผู้ขับขี่ที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อม โดยในปี 2569 กรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบ “ใบรับรองแพทย์” และการต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ในผู้สูงอายุมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ผู้ป่วยแอบนำรถออกมาใช้จนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
การเคลมประกันภัย: ป่วยแล้วขับ ประกันจ่ายไหม?
อีกหนึ่งข้อสงสัยคือ “บริษัทประกันภัยจะจ่ายค่าเสียหายหรือไม่?” หากตรวจสอบพบว่าผู้ขับขี่มีสภาวะทางจิตหรือไม่พร้อมทางร่างกาย
-
ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก: โดยปกติแล้ว ประกันภัยภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2, 3) จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ “คู่กรณี” (รถคันที่ถูกชน) ตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ก่อนเสมอ เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์
-
ความคุ้มครองตัวรถคันที่ก่อเหตุ: หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ขับขี่มีอาการวิกลจริตจนไม่สามารถควบคุมสติสัมปชัญญะได้เลย บริษัทประกันอาจนำมาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการซ่อมรถคันที่ก่อเหตุได้ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในกรมธรรม์แต่ละบริษัท) อย่างไรก็ตาม หากเป็นเพียงอาการหลงลืมหรือโรคประจำตัวทั่วไป ประกันมักจะยังคงคุ้มครอง แต่จะมีการปรับเพิ่มเบี้ยประกันในปีถัดไปในอัตราที่สูงมาก หรือถูกปฏิเสธการต่ออายุทันที
บทสรุป ความรับผิดชอบของครอบครัวคือหัวใจสำคัญ
จากเหตุการณ์นี้ นำไปสู่การตั้งคำถามถึงมาตรการควบคุมผู้ขับขี่ที่มีสภาพร่างกายไม่พร้อม โดยในปี 2569 กรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบ “ใบรับรองแพทย์” โดยเฉพาะผู้ขับขี่ที่มีอายุเกิน 65-70 ปี ที่อาจต้องมีการทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองและสมรรถภาพทางสมองเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ผู้ป่วยแอบนำรถออกมาใช้จนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเช่นกรณีนี้
ขับรถย้อนศร วิภาวดี เป็นอุทาหรณ์เตือนใจทุกครอบครัว การดูแลไม่ให้ผู้ป่วยเข้าถึงกุญแจรถไม่ใช่แค่การปกป้องตัวผู้ป่วยเอง แต่คือการรับผิดชอบต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนนับร้อยบนท้องถนน เพราะเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือชีวิต ความเจ็บปวดนั้นไม่สามารถเยียวยาได้เพียงแค่คำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์”
อ่านข่าวมอเตอร์ไซค์อื่นๆ คลิกที่นี่

