ภาพยนตร์เรื่อง “F1“ ที่นำแสดงโดย Brad Pitt ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังแข่งรถทั่วไปที่ใช้มุมมองกล้องสวยๆ แต่ความพิเศษที่ทำให้แฟนความเร็วทั่วโลกคลั่งไคล้คือความ “Authentic” หรือความสมจริงที่ภาพยนตร์พยายามนำเสนอ ผ่านความร่วมมือกับ FIA และทีมแข่ง Formula 1 ของจริง โดยบทภาพยนตร์มีการหยิบยกเอาเหตุการณ์จริง (Real-life Events) F1 The Movie เรื่องจริง และวิถีชีวิตของนักแข่งในกริดมาเป็นแกนกลางของเรื่องอย่างแนบเนียน
1. การกลับมาของนักแข่งรุ่นเก๋า (The Veteran Comeback)
พล็อตเรื่องหลักที่ตัวเอกอย่าง Sonny Hayes (รับบทโดย Brad Pitt) กลับมาแข่งขันอีกครั้งหลังจากอำลาวงการไปนาน ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากเหตุการณ์จริงของนักแข่งระดับตำนานหลายคน เช่น:
-
Niki Lauda: ที่กลับมาคว้าแชมป์โลกได้หลังจากประสบอุบัติเหตุไฟไหม้ปางตาย
-
Michael Schumacher: ที่หวนคืนสู่สนามกับทีม Mercedes หลังจากประกาศเลิกแข่งไปหลายปี
-
Fernando Alonso: ที่ยังคงรักษาความฟิตและแข่งขันในระดับสูงสุดได้แม้จะมีอายุเข้าเลข 4 แล้วก็ตาม
2. อุบัติเหตุและการสูญเสียที่เปลี่ยนกฎเกณฑ์ความปลอดภัย
ในภาพยนตร์มีการกล่าวถึงเบื้องหลังที่ขมขื่นของตัวเอก ซึ่งเชื่อมโยงกับยุคสมัยที่ F1 The Movie เรื่องจริง ยังมีความอันตรายสูง (ยุค 90) ฉากเหล่านี้สะท้อนถึงโศกนาฏกรรมจริงของ Martin Donnelly ในปี 1990 และเหตุการณ์ของ Romain Grosjean ในปี 2020 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ ชุดกันไฟสำหรับแข่ง ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเหตุการณ์ของ Niki Lauda
3. ดราม่าความขัดแย้งระหว่าง “ดาวรุ่ง” กับ “ตัวเก๋า”
ความสัมพันธ์ระหว่าง Sonny Hayes และ Joshua Pearce (รับบทโดย Damson Idris) นักแข่งดาวรุ่งผู้ทะเยอทะยาน ถอดแบบมาจากความตึงเครียดในทีมที่เคยเกิดขึ้นจริง เช่น:
-
Lewis Hamilton vs Fernando Alonso (2007): สงครามระหว่างหน้าใหม่ไฟแรงกับแชมป์โลกที่เกือบทำให้ทีม McLaren พังพินาศ

-
Sebastian Vettel vs Mark Webber: ความขัดแย้งเรื่อง “Multi-21” ที่โด่งดัง

4. เบื้องหลังการถ่ายทำในสนามจริง (Filming during Grand Prix)
สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ฉากการแข่งขันในหนังไม่ได้เกิดจาก CGI ทั้งหมด แต่ทีมงานได้รับอนุญาตให้ส่งรถ APXGP (รถแข่งที่ดัดแปลงจาก F2 โดย Mercedes) ลงไปวิ่งในสนามจริงระหว่างช่วงสุดสัปดาห์ของรายการ British Grand Prix ณ สนาม Silverstone และ Hungarian Grand Prix ซึ่งนักแสดงต้องเข้าไปอยู่ในบรรยากาศการเตรียมตัว (Pre-race ceremony) ร่วมกับนักแข่งตัวจริงอย่าง Max Verstappen และ Lando Norris จริงๆ
5. การใช้เทคโนโลยีกล้องจิ๋วและการสื่อสารในพิท
ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เทคโนโลยีกล้องขนาดเล็กที่ติดตั้งบนรถแข่ง (On-board cameras) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ถ่ายทอดสด F1 จริงๆ นอกจากนี้ บทสนทนาระหว่างวิศวกรและนักแข่งผ่านวิทยุสื่อสาร (Team Radio) ยังถูกถอดสคริปต์มาจากคำศัพท์ทางเทคนิคที่ใช้กันในพิทเลนปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังดูการแข่งขันสดมากกว่าการดูหนัง
บทสรุปเมื่อความจริงและแผ่นฟิล์มบรรจบกัน
ภาพยนตร์ F1 คือจดหมายรักถึงวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ปรุงแต่งด้วยเหตุการณ์จริงเพื่อสร้างอารมณ์ร่วม การที่ Lewis Hamilton เข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ทำให้มั่นใจได้ว่า ทุกรายละเอียดตั้งแต่ความลึกของหน้ายางไปจนถึงความกดดันในใจนักแข่ง คือสิ่งที่กลั่นกรองมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสนามแข่งระดับโลกตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา








