ท่ามกลางเสียงคำรามของเครื่องยนต์ในการทดสอบพรีซีซั่นที่เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเด็นเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี” กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอีกครั้ง เมื่อ ฟรังโก มอร์บิเดลลี (Franco Morbidelli) นักบิดมากประสบการณ์จากทีม Pertamina Enduro VR46 Racing Team ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ที่สร้างความประหลาดใจแก่สื่อมวลชน เกี่ยวกับสเปกรถแข่งที่เขาต้องใช้สู้ศึกในฤดูกาล 2026 โดยเขาระบุอย่างชัดเจนว่ารถที่เขากำลังขี่อยู่นั้น ห่างไกลจากนิยามของรถ Ducati Desmosedici GP25 ที่สมบูรณ์แบบ
เบื้องหลังคำพูด “ไม่ใช่ GP25” ความสับสนในพิท VR46
โดยปกติแล้ว ตามนโยบายการกระจายรถของ Ducati ทีมรองอย่าง VR46 จะได้รับรถสเปกปีที่แล้ว (Year-old bike) ซึ่งในปี 2026 พวกเขาควรจะได้ใช้เครื่องจักรที่พาส่ง Marc Marquez หรือ Pecco Bagnaia คว้าชัยในปี 2025 อย่างไรก็ตาม มอร์บิเดลลีกลับสัมผัสได้ถึงความไม่สอดคล้องกันบางอย่างหลังจากลงสนามที่มาเลเซีย
“ถ้าถามผมว่านี่คือ GP25 หรือเปล่า? ผมคงตอบว่าไม่” มอร์บิเดลลีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “มันเป็นรถที่มีความซับซ้อนในแง่ของชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเข้าด้วยกัน เรามีการผสมผสานกันระหว่างแชสซีแบบหนึ่ง กับเครื่องยนต์และซอฟต์แวร์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งมันทำให้การค้นหาเบสเซตอัพทำได้ยากกว่ารถที่ถูกสร้างมาเป็นแพ็กเกจเดียวตั้งแต่แรก”
ปัญหารถ “ลูกผสม” (Hybrid Spec) และผลกระทบในสนาม
สิ่งที่มอร์บิเดลลีพยายามจะสื่อสารคือ รถของเขาเหมือนเป็น “แฟรงเกนสไตน์” ในเชิงวิศวกรรมที่ใช้เศษเสี้ยวเทคโนโลยีจากหลายช่วงเวลาของ Ducati มาประกอบกัน การที่นักแข่งไม่สามารถระบุได้ว่ารถของตนเองคือรุ่นใดกันแน่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นใจในการเข้าโค้งและการจัดการแรงยึดเกาะ (Traction Control)
จากการวิเคราะห์สถิติเวลาที่เซปัง มอร์บิเดลลีต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการ “ลองผิดลองถูก” มากกว่าการ “กดเวลา” เขาต้องเสียเวลาปรับจูนระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของแชสซีตัวนี้ “ในขณะที่นักบิดทีมโรงงานเขาวิ่งด้วยแพ็กเกจที่ลงตัวแล้ว แต่เรายังต้องมานั่งถามกันว่า อะไหล่ชิ้นนี้ทำงานร่วมกับระบบนี้ได้จริงไหม?” นี่คือเสียงสะท้อนที่แสดงถึงความเหลื่อมล้ำที่ทีมอิสระต้องเผชิญ
จิตวิทยาของนักบิด ความอัดอั้นภายใต้ร่มเงา VR46
มอร์บิเดลลีไม่ได้เป็นเพียงนักบิดทั่วไป แต่เขาคือศิษย์เอกรุ่นแรกๆ ของ Valentino Rossi การที่เขาออกมาพูดเช่นนี้ไม่ใช่เพียงการตำหนิ Ducati แต่เป็นการเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลและอุปกรณ์ที่ “ยุติธรรม” กว่านี้ ภายหลังจากที่ฤดูกาล 2025 เขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บและฟอร์มที่ลุ่มๆ ดอนๆ การเริ่มต้นปี 2026 ด้วยรถที่ระบุสเปกไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่บั่นทอนกำลังใจ
เขาย้ำว่า “เป้าหมายของผมคือการกลับไปอยู่กลุ่มหน้า แต่การจะทำแบบนั้นได้ คุณต้องมีอาวุธที่คุณรู้จักมันดีพอ (Know your weapon) ตอนนี้เรามีงานหนักที่ต้องทำก่อนจะไปถึงสนามเปิดฤดูกาลที่ประเทศไทย”
มุมมองจาก Ducati กลยุทธ์การบริหารทรัพยากร
ฝั่งวิศวกรของ Ducati นำโดย Gigi Dall’Igna มักจะให้เหตุผลว่าการผสมผสานชิ้นส่วน (Frankenstein Bike) เป็นเรื่องของการหาจุดที่สมดุลที่สุดระหว่าง “งบประมาณ” และ “สมรรถนะ” สำหรับทีมรอง อย่างไรก็ตาม เมื่อนักแข่งระดับรองแชมป์โลกอย่างมอร์บิเดลลีออกมาพูดเองแบบนี้ มันแสดงให้เห็นว่าขีดจำกัดของนักแข่งเริ่มมาถึงทางตันเพราะอุปกรณ์
การที่มอร์บิเดลลีไม่ยอมเรียกรถตนเองว่า GP25 อาจจะเป็นการส่งสัญญานไปถึงผู้บริหารว่า หากผลงานในปี 2026 ออกมาไม่ดี นั่นไม่ใช่เพราะฝีมือของนักแข่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ “ความไม่พร้อม” ของเครื่องจักรที่ได้รับมา
บทสรุป ความหวังที่สนามช้างฯ และบทพิสูจน์ที่เหลืออยู่
Franco Morbidelli ทิ้งท้ายว่าเขาหวังจะเห็นความคืบหน้าในการทดสอบครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทย (Thailand Official Test) เขาต้องการรถที่เป็น “หนึ่งเดียว” มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสเปกไหนก็ตาม เพื่อให้เขาสามารถโฟกัสกับการขับขี่ได้อย่างเต็มที่
ฤดูกาล 2026 จะเป็นปีที่ตัดสินอนาคตของฟรังโก มอร์บิเดลลี ในระดับ MotoGP อย่างแท้จริง และคำพูดที่ว่า “อย่าเรียกมันว่า GP25” จะกลายเป็นข้ออ้างหรือแรงผลักดันให้เขาคว้าชัยชนะได้หรือไม่ คำตอบรอเราอยู่ที่โค้งแรกของสนามบุรีรัมย์ปลายเดือนนี้




