ปัญหาความเห็นแก่ตัวบนท้องถนนยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสายตรวจจราจรได้ลงพื้นที่กวดขันการ กั๊กที่จอดรถถนนสาธารณะ บริเวณถนน หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการนำวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มาจับจองพื้นที่จราจรเสมือนเป็นที่ดินส่วนตัว การปฏิบัติงานครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการเคลื่อนย้ายกรวยยาง ป้ายตั้งพื้น และสิ่งของที่วางล้ำออกมาบนทางเท้าและถนนออกทั้งหมด เพื่อคืนสิทธิการใช้ทางให้กับประชาชนทั่วไปอย่างเท่าเทียม
ตำรวจจราจรลุยยึดสิ่งของ วางของขวางทางจราจร
การลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในครั้งนี้เน้นไปที่การตรวจสอบอาคารพาณิชย์และร้านค้าริมทางที่มีพฤติกรรมตั้ง วาง กอง หรือติดตั้งวัสดุใดๆ ล้ำเข้าไปในพื้นที่ทางเท้าหรือถนนสาธารณะ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีทั้งการใช้กรวยส้ม ป้ายห้ามจอดที่ทำขึ้นเอง รวมถึงราวตากผ้าและกระถางต้นไม้ มาวางเพื่อกันพื้นที่ไม่ให้รถคันอื่นเข้ามาจอดหน้าสถานประกอบการของตนเอง
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องการหาที่จอดรถตามสิทธิ แต่ยังส่งผลต่อความปลอดภัยในการจราจร เนื่องจากสิ่งของที่วางเกะกะอาจทำให้รถที่สัญจรไปมาเกิดอุบัติเหตุหรือต้องเบี่ยงเลนกระทันหัน เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้มาตรการเด็ดขาดด้วยการยกของกลางทั้งหมดออกไปจากพื้นที่ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น
เปิดข้อกฎหมายการ จองที่จอดรถบนถนน มีโทษปรับหนักกว่าที่คิด
หลายคนอาจยังไม่ทราบหรือแกล้งไม่ทราบว่า การนำสิ่งของมาวางกั้นบนถนนหน้าบ้านหรือหน้าธุรกิจของตนเองนั้น มีบทลงโทษตามกฎหมายที่ชัดเจนและรุนแรง โดยอ้างอิงตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 19 ที่ระบุห้ามมิให้ผู้ใดตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน เว้นแต่เป็นการกระทำในบริเวณที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนด หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท
นอกจากนี้ยังมี พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 114 ที่ห้ามวางสิ่งของกีดขวางทางจราจรจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร ซึ่งเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการเคลื่อนย้ายได้ทันทีโดยที่เจ้าของสิ่งของต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายนั้นด้วย
ตั้งคำถามถึงจิตสำนึก ถนนสาธารณะคือสมบัติชาติไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล
กรณีที่เกิดขึ้นบริเวณถนนเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาจราจรในประเทศไทย เรามักจะเห็นคำกล่าวอ้างที่ว่า “หน้าบ้านฉัน ฉันมีสิทธิ์” หรือ “ที่จอดรถลูกค้า” จนลืมไปว่าถนนคือพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิใช้สอยร่วมกันตามกฎหมาย การที่สายตรวจออกมาเข้มงวดในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง แต่มันจะยั่งยืนแค่ไหนหากเจ้าหน้าที่กลับไปแล้ว แล้วชาวบ้านก็นำของกลับมาวางใหม่เหมือนเดิม?
นี่คือปัญหาเรื่องจิตสำนึกที่ต้องแก้ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย ประชาชนควรตระหนักว่าการเสียภาษีรถยนต์หรือภาษีที่ดินไม่ได้มอบสิทธิขาดเหนือถนนหน้าบ้านท่าน หากต้องการที่จอดรถส่วนตัว ท่านควรจัดเตรียมพื้นที่ภายในบริเวณอาคารของท่านเอง ไม่ใช่มาเบียดบังพื้นที่ส่วนรวมจนสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
วิธีแจ้งเบาะแสเมื่อพบการ สิ่งกีดขวางทางเท้า หรือการกั๊กที่จอดรถ
สำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนที่เจอปัญหาถูกไล่ที่จอดรถทั้งที่เป็นที่สาธารณะ หรือพบเห็นการวางของกีดขวาง ท่านสามารถดำเนินการได้ดังนี้:
-
ถ่ายภาพหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ให้เห็นพิกัดและสิ่งของที่วางชัดเจน
-
แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในพื้นที่ หรือโทร 1197 สายด่วนจราจร
-
แจ้งผ่านช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานท้องถิ่น เช่น แอปพลิเคชันร้องทุกข์ของ กทม. หรือเทศบาลนั้นๆ
การปล่อยให้พฤติกรรมมักง่ายเหล่านี้ลอยนวล มีแต่จะทำให้สังคมไทยถอยหลังลงไปเรื่อยๆ การที่ตำรวจออกมาลุยจับและยึดของกลางในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า “ถนนเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง”
ท้ายที่สุดแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของสายตรวจจราจรในการเข้าจัดการปัญหา กั๊กที่จอดรถถนนสาธารณะ จะเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้สังคมรับรู้ว่ากฎหมายยังมีผลบังคับใช้ และความสะดวกสบายส่วนตัวต้องไม่แลกมาด้วยความเดือดร้อนของส่วนรวม หากเราทุกคนเคารพกฎจราจรและสิทธิของผู้อื่น ปัญหาความขัดแย้งบนท้องถนนก็จะลดลงอย่างแน่นอน
ติดตามคลิป รีวิวรถยนต์ ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า ข่าวรถยนต์ไฟฟ้า ได้เร็วๆนี้ทาง Youtube : SuperbikeMag Thailand


