
New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

New Ducati Formula 73 2026 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษที่คืนชีพตำนานแชมป์โลกยุค 70 ด้วยเครื่องยนต์ L-Twin และระบบช่วงล่าง Ohlins

Triumph Bonneville Bobber 2026 สาวบ๊อบเบอร์ร่างโตมาพร้อมขุมพลัง Parallel Twin 1,200 ซีซี อัปเกรดระบบเทคโนโลยีครั้งใหม่ ทันสมัยยิ่งขึ้น

Bonneville T120 2026 ยกระดับความมั่นใจและความสะดวกไปอีกขั้น กับตำนานคลาสสิกพี่ใหญ่ หัวใจสูบคู่ 1,200 ซีซี มีเทคโนโลยีครบถ้วน

Harley–Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ Dirt Road Track ครบรส ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสุดพิเศษกับการเปิดประสบการณ์ใหม่จากทาง Harley-Davidson พาสื่อมวลชนชั้นนำ เข้าร่วมสัมผัสรถโมเดลใหม่ปี 2022 พร้อมกับสื่อจากต่างประเทศ สิงคโปร์ อินเดีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เข้าร่วมในกิจกรรม DRT Media Xperience ที่สนามพีระเซอร์กิต พัทยา ต้องบอกเลยว่าจัดใหญ่ จัดเต็ม และเอ็กซ์คลูซีฟจริง ๆ สำหรับกิจกรรม DRT ครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่จัดให้สื่อได้สัมผัสรถของทางค่ายได้อย่างเต็มที่ ครบทุกรูปแบบการขับขี่ ได้มีโอกาสรีดสมรรถนะของตัวรถ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง และระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบถ้วน โดยในงานนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน เอาล่ะเรามาดูกันไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าว่ามีกิจกรรมอะไรยังไงกันบ้างครับ กิจกรรมแรกก็ Dirt ไปเลย กิจกรรมนี้จะเป็นการขับขี่บนเส้นทางออฟโร้ดรอบ ๆ สนามพีระเซอร์กิต กับรถ Pan America 2022 โมเดลใหม่ล่าสุด ถือว่าเป็นรถสไตล์แอดเวนเจอร์ที่ทางฮาลีย์ ตั้งใจทำออกมาได้สวยไม่เหมือนใคร ที่สำคัญขี่ได้ดีเลยทีเดียว ในสถานีนี้เป็นพื้นที่ขรุขระ เส้นทางลูกรัง กรวดละเอียด รวมไปถึงบ่อน้ำ ซึ่งทำให้เราได้รู้จักตัวรถมากขึ้นจากการต้องควบคุมรถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ โดยรวมแล้วรถมีการบังคับเลี้ยวที่ง่าย และเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยี Riding mode มาช่วยให้การขับขี่ได้ง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้น ใครที่เป็นสายลุยชอบแอดเวนเจอร์ไบค์ อย่าพลาดลองคันนี้ ขี่ดีทีเดียวเชียวล่ะ มันส์กันต่อในส่วนของ Track สำหรับเซ็กชันนี้ถือเป็นเซ็กชันที่รอคอยกับครั้งแรกในชีวิตที่ได้เอารถ ฮาลีย์ลงในสนามแข่งพีระเซอร์กิต โดยในรอบนี้เรามาอยู่กับ Sporster S 2022 ตัวใหม่ล่าสุด ถังสีเขียวเมทัลลิกสวยสดงดงาม การขับขี่รอบนี้มีมาร์แชลนำ 2 รอบ และขับขี่เองอีก 3 รอบ พร้อมการจับเวลาต่อรอบสร้างสีสันการขับขี่ให้สนุกมากยิ่งขึ้น พูดถึงตัวรถ Sporster S คันนี้กันบ้าง สำหรับความแรงไม่ต้องพูดถึง Top speed ทางตรง สำหรับผมสามารถทำได้ถึง 186 กม./ชม. ช่วงล่างยางแบบ Fat Tyre ยางใหญ่ เอาจริง ๆ รู้สึกว่าตัวรถขี่ง่ายมาก ๆ การบังคับเลี้ยวกดตัวรถ ทำได้ดีเลยทีเดียว ผิดกับที่คาดไว้ แต่อาจจะต้องระวังในส่วนของเซนเซอร์พักเท้าที่อาจจะขูดเสียหายได้ สำหรับการขับขี่ในครั้งนี้ สามารถทำเวลาดีที่สุดได้ 1 นาที 27 วินาที ได้อันดับที่ 2 ของรายการนี้ถือว่าใช้ได้เลยกับผลเวลา โดยรวมรถโมเดลนี้ นอกจากจะมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาแล้ว สมรรถนะก็มีอยู่ในตัวเองไม่น้อยเลย สมกับชื่อ Sporster ปิดท้ายด้วย Road รอบสุดท้ายนี้สบาย ๆ หล่อ ๆ เหมือนออกทริปเดินทาง เส้นทางเป็นถนนไฮเวย์ สัตหีบ มุ่งหน้าไปที่คาเฟ่เครื่องบิน Coffee War ขาไปได้มีโอกาสลองขับ Low Rider ST 2022 เป็นรถที่จิ๊กโก๋มาก แต่แอบแฝงด้วยความนุ่มนวล สบาย ๆ มีความเท่เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ส่วนขากลับได้ลองสุดหล่ออีก 1 คัน กับ Nightster ตัวใหม่ล่าสุด ทรงเล็กเพรียว ขี่ดีมาก พูดถึงความแรงของเครืองยนต์ ในโหมด S (sport) สามารถขี่ทำท็อปสปีดบนไฮเวย์ได้ เกือบ ๆ 200 กม./ชม. ถือว่าเป็นรถที่ทรงพลัง แรงเอาเรื่องเลย รูปลักษณ์ก็หล่อแรงไม่แพ้เครื่องยนต์เลย สำหรับการร่วมกิจกรรมระดับเอเชียในครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ครั้งแรกของทางเราที่ได้มีโอกาสขับขี่รถ ฮาลีย์ ได้เยอะที่สุดภายในวันเดียว ถึงจะเป็นเวลาที่ไม่มากสักเท่าไร แต่ในสถานีต่าง ๆ ก็ออกแบบมาเพื่อให้รีดสมรรถนะเครื่องยนต์ ช่วงล่าง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ออกมาให้ใช้อย่างเต็มที่ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ Harley-Davidson Asia ที่จัดงานทดสอบออกมาได้หลากหลาย พร้อมทีมงานครูฝึกสอนระดับมืออาชีพ ถือว่าเป็นงานที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ สำหรับใครที่อยากจะเข้ามาสัมผัสรถฮาลีย์ ก็สามารถเข้ามาชมคันจริง สอบถามได้ที่ศูนย์ทั่วประเทศไทยได้เลย… Harley-Davidson พาเปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda ADV160 เผยโฉมแล้วพร้อมทีเด็ดแทร็คชันคอนโทรล เรียกได้ว่าน่าจะถูกใจหลาย ๆ คนเลยทีเดียวล่ะครับสำหรับ Honda ADV160 สกู๊ตเตอร์ในสไตล์ SUV ไซส์เล็ก ที่ครั้งนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ eSP+ 4 วาล์วพิกัด 160 ซีซี เครื่องยนต์ใหม่ที่ได้รับการยอมรับ และมีให้กับออโตเมติกของทางค่ายหลายโมเดลด้วยกันไม่ว่าจะเป็น PCX และ Click160 โดยดีไซน์นั้นยังคงมีเอกลักษณ์ตามแบบของสกู๊ตเตอร์สไตล์ SUV อยู่ค่อนข้างมาก ปีปรับปรุงในหลาย ๆ จุด โดยเฉพาะในส่วนของชิลด์หน้าที่ปรับปรุงให้มีแอโรไดนามิกที่ดีขึ้นและปรับได้สองระดับ ระบบไฟส่องสว่าง LED เต็มระบบ หน้าจอเรือนไมล์ดิจิทัล LCD แบบมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่ มีการปรับเบาะนั่งให้ต่ำลง บริเวณแฟริ่งข้างส่วนขาปรับปรุงใหม่ จุดที่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่คือขุมพลัง โดยขุมพลังใหม่จะเป็นเครื่อง eSP+ 4 วาล์วพิกัด 156.9 ซีซีแบบ 4 วาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเคลมแรงม้ามาที่ 15.82 แรงม้าที่ 8,500 รอบและ 14.7 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งจะมีสมรรถดีกว่าเก่ามากเลยทีเดียว ช่วงล่างจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้ค Showa แบบซับแทงค์คู่ที่เหมาะกับการขับขี่ในหลากหลายเส้นทาง ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสกฺเบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีระบบเบรก ABS พร้อมระบบไฟเตือนฉุกเฉินหรือ ESS ส่วนขนาดของล้อและยางจะเป็น หน้า 110/80 – 14 นิ้ว และหลัง 130/70 – 13 นิ้ว ตามลำดับ ส่วนลูกเล่นอื่น ๆ ก็ยังมีครบครันไม่ว่าจะเป็นระบบสมาร์ทคีย์พร้อมกันขโมย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ ช่องเก็บของคอนโซลหน้าพร้อมพอร์ต USB-A สำหรับจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ระบบ ISS หรือระบบช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเพื่อประหยัดน้ำมันเวลาจอดรถติดไฟแดง และที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการมีระบบ Honda Selectable Torque Control หรือแทร็คชันคอนโทรลนั่นเอง ซึ่งเท่ากับว่าจะเป็นครั้งแรกเลยสำหรับในรถพิกัดนี้ของทางฮอนด้าที่มีแทร็คชันคอนโทรล ทั้งนี้เบื้องต้นเปิดขายที่ประเทศอินโดนีเซีย 2 โมเดลด้วยกัน ได้แก่รุ่น ธรรมดามาพร้อมระบบคอมบายเบรก ขายในราคา 36 ล้านอินโดนีเซียรูปีห์ หรือราว ๆ 86,500 บาท และสำหรับรุ่น ABS HSTC จำหน่ายในราคา 39.25 ล้านอินโดนีเซียรูปีห์ หรือราว ๆ 95,000 บาท โดยเบื้องต้นจะมีจำหน่าย 3 เฉดสีคือ แดง ดำและขาว คาดว่ามาจำหน่ายในไทยน่าจะมีราคาแพงกว่านี้ โชคดีอาจจะเห็นราคาแสนนึงมีทอนนิดหน่อย หรืออาจจะโดดไปที่แสนนิด ๆ ได้ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

มาตรฐานไอเสียใหม่ ทำรถกว่า 20 รุ่นจาก 4 ค่ายแดนปลาดิบไม่ได้ไปต่อ เรียกได้ว่ากระแสรักษ์โลกนั้นเป็นเทรนด์ที่สำคัญมาก ๆ ในตอนนี้ เรื่องของ มาตรฐานไอเสียใหม่ ถูกบังคับใช้ในหลาย ๆ ประเทศในโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อินเดีย และตอนนี้ก็มาเป็นประเทศญี่ปุ่น ดินแดนต้นกำเนิดมอเตอร์ไซค์ยิ่งใหญ่ระดับโลกด้วยกันถึง 4 แบรนด์ และด้วยเหตุนี้เองทำให้มีรถกว่า 20 รุ่นจาก 4 ค่ายบิ๊กแดนปลาดิบนั้นไม่ได้ไปต่อ หากคนที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอดน่าจะพอรับทราบกันมาบ้างกับการไม่ได้ไปต่อของ Yamaha YZF-R6 เมื่อปีที่แล้ว หรือจะเป็นทาง Harley-Davidson ที่นำโมเดล Sportster ที่ใช้เครื่อง Evo ออกจากยุโรปเป็นต้น ที่ญี่ปุ่นเองก็ไม่ต่างกันครับ โดยสื่อใหญ่อย่าง Nikkei รายงานว่า Honda, Yamaha, Kawasaki และ Suzuki ก็จะต้องยกเลิกการผลิตโมเดลที่ไม่ผ่านมาตรฐานไอเสียไปราว ๆ 10% จากที่มีจำหน่ายเกือบ ๆ 190 โมเดลเลยทีเดียว โดยทางค่ายปีกนกค่ายเดียวก็โดนไปมากถึง 10 โมเดลจากทั้งหมด 80 โมเดล ซึ่งในนั้นรวมไปถึงรถระดับตำนานอย่าง CB400 Super Four ด้วย ทางด้านของยามาฮ่านั้นเองก็น่าจะต้องตัด FJR1300 ทัวเรอร์รุ่นใหญ่ของทางค่ายออกไป ในขณะที่ฝั่งของทาง Suzuki ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ได้ไปต่อด้วยกัน 5 รุ่น ซึ่งในนั้นรวมไปถึง GSX250R สปอร์ตไบค์ของทางค่ายด้วย อย่างไรก็ดีแม้ว่าจะมีทางเลือกอย่างการนำรถโมเดลต่าง ๆ เหล่านี้ไปขายในประเทศอื่น ๆ ที่มีเรื่องไอเสียไม่เข้มงวดเท่าได้ก็จริงอยู่ แต่สุดท้ายแล้วภาคอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน ไปมุ่งใช้แหล่งพลังงานที่ยั่งยืนกว่า ดังนั้นมันจึงยากที่จะผลิตโมเดลเหล่านี้ต่อไปในระยะยาว นอกจากนี้หลาย ๆ ค่ายก็เริ่มมุ่งหน้าไปยังการทำรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้ากันแล้ว อย่าง Honda เองก็ตั้งใจจะทำให้ได้ภายในปี 2040 เป็นต้น หากไม่นับเรื่องไอเสียแล้ว อุตสาหกรรมยานยนต์ยังถูกปัจจัยอื่นเป็นตัวเร่งให้ต้องรีบเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ซัพพลายเชนที่ช้าลง ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น การแก้ปัญหาเรื่องไอเสียที่หลาย ๆ ค่ายนิยมกันคือการใช้ตัวคาตาไลติกส์คอนเวอร์เตอร์เพื่อลดปริมาณไอเสีย แต่ทว่าโชคไม่ดีนักที่ราคาของวัตถุดิบของเจ้าตัวที่ว่านี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ๆ ทำให้การพัฒนาและการผลิตยิ่งต้องประสบปัญหามากยิ่งขึ้น และหากเมื่อคำนึงว่า 4 ค่ายยักษ์ใหญ่จากแดนปลาดิบนี้ป้อนมอเตอร์ไซค์ไปทั่วโลกคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 40% แล้ว หากการยกเลิกโมเดลไปมากถึง 20 โมเดลภายในสิ้นปีนี้ ก็ย่อมจะต้องกระทบกับอุตสาหกรรมสองล้ออย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปเป็นรถไฟฟ้า หรือจะเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสุดเฉี่ยวจากอังกฤษ ล่าสุดแบรนด์สตาร์ทอัพสัญชาติอังกฤษเปิดตัว Zapp i300 สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโมเดลใหม่แบบสดร้อน ๆ ในงาน Goodwood Festival of Speed และก็เป็นที่น่าจับตามองขึ้นมาทันทีด้วยสมรรถนะอันน่าจับตามองของมัน เจ้าสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้เป็นโมเดลที่มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับโมเดลอื่น ๆ ของทางค่ายก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะมากที่สุดอีกด้วย แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องความสามารถในการใช้งานได้จริงและมีความสะดวกสบาย ตัวรถใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยระบบสายพานที่ให้กำลังสูงสุดมากถึง 14 กิโลวัตต์หรือคิดเป็นแรงม้าได้มากถึง 20 แรงม้าเลยทีเดียว โดยมีแรงบิดลงล้อหลังมากถึง 587 นิวตันเมตร (ที่แคร้ง 85 นิวตันเมตร) อย่างไรก็ดีสามารถวิ่งได้ต่อเนื่องที่ 9.6 แรงม้า ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในเมือง พอ ๆ กับรถพิกัด 125 ซีซี แต่สามารถเร่งความเร็วได้ดีกว่ามาก โดยสามารถทำความเร็ว 0 – 96 กม./ชม.ภายใน 4.8 วินาทีเท่านั้น (ท็อปสปีดสูงสุดที่ 96 กม./ชม. ล็อกโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์) ส่วนเรื่องของแบตเตอรี่นั้นมีขนาด 720 วัตต์ชั่วโมง 72 โวลต์ สามารถใช้งานได้ประมาณ 60 กม.ที่โหมด Eco (ให้กำลังสูงสุด 4 กิโลวัตต์, โหมด Power สูงสุดที่ 11 กิโลวัตต์ และโหมด Zapp ที่ 18 กิโลวัตต์) และสามารถจาก 20% ไป 80% ภายใน 30 นาทีเท่านั้น ที่สำคัญคือแบตเตอรี่นั้นสามารถถอดออกมาชาร์จภายนอกได้ ซึ่งทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะจ่ายเงินซื้อเพิ่มเพื่อขยายระยะการใช้งานก็ทำได้ อย่างไรก็ดีราคานั้นดูจะไม่ค่อยถูกใจชาวไทยเลยล่ะครับ โดยรุ่นที่ใช้วัสดุพื้นฐานที่สุดซึ่งจากทำวัสดุรีไซเคิล หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่ารุ่นเริ่มต้นนั้นมีราคาถึง 6,300 ยูโรหรือคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ ๆ 240,000 บาทเลยทีเดียว แต่สิ่งที่ได้คือความเร็วและดีไซน์ที่ถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหลาย ๆ แบรนด์ในตอนนี้ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก
CCM Classic Tracker อยากสไลด์แบบเก๋า ๆ ต้องคันนี้ เปิดตัวโมเดลใหม่ล่าสุดอีกครั้งกับแบรนด์อังกฤษจากเมืองโบลตันกับ CCM Classic Tracker แฟล็ตแทร็กเกอร์ในสไตล์คลาสสิคที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร กล่าวคือแม้จะเป็นรถระดับกลาง ๆ แต่ก็จัดเต็มในลักษณะทุกรุ่นคือรถเรือธงในตัวมันเองนั่นเองครับ สำหรับโมเดลนี้จะมีพื้นฐานมาจากเจ้าสตรีทแทร็กเกอร์ที่มีอยู่แล้วของทางค่าย โดยมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันจำนวนมาก รูปลักษณ์มาในแบบคลาสสิค มีความดิบเถื่อนจากการโชว์เฟรมโลหะและเครื่องยนต์ให้เห็นชัดเจนไร้การปิดบัง แม้จะมีการครอบไฟหน้าและบังโคลนมาในรูปแบบของคาร์บอนไฟเบอร์ก็ตาม มีแฮนด์บาร์กว้างในสไตล์ของสแครมเบลอร์ เบาะนั่งตอนเดียวแบบเจาะรูพรุน และมีระบบไฟส่องสว่างเป็น LED แบบมัลติฟังก์ชันทั้งหมด ขุมพลังจะเป็นเครื่องสูบเดียวลูกโตระบายความร้อนด้วยน้ำขนาด 600 ซีซี เคลมแรงม้ามาเท่าไหร่ไม่ได้ระบุตรง ๆ แต่คำนวณจากอัตราส่วนแรงม้าที่ให้มาที่ 0.38 แรงม้าต่อกก. ได้ประมาณ 55.1 แรงม้า แต่มีแรงบิดเคลมมาที่ 58 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวรถที่มีน้ำหนักเพียง 145 กก. นั้นบอกได้เลยว่าแรงเกินตัวเลยทีเดียว สำหรับถังน้ำมันนั้นจะจุอยู่ที่ 14 ลิตรก็น่าจะช่วยให้คุณสนุกได้ยาวนานพอสมควร ตัวรถมีช่วงล่างโดดเด่นด้วยยางสไตล์แฟล็ตแทร็กที่ใช้ขับขี่บนท้องถนนได้ พร้อมล้อขนาด 19 นิ้วแบบซี่ลวด ช่วยให้พร้อมจะเอาไปสไลด์ฝุ่นตามความต้องการได้ทันที ระบบเบรกจาก J. Juan ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวเช่นกันโดยมีขนาด 240 ม.ม. ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานบนท้องถนนได้ดี ส่วนระบบกันสะเทือนนั้นด้านหน้าเป็นโช้คหน้าหัวกลับจาก Marzocchi โช้คหลังเดี่ยวสปริงสีดำแบรนด์ไทย YSS นั่นเอง สุดท้ายจะมีด้วยกัน 2 แพ็กเกจให้เลือก คือ ตัวสแตนด์ดาร์ด ราคา 10,695 ปอนด์หรือราว ๆ 465,000 บาท และตัว Infinity ซึ่งจะมาในเฉดสีสุดเก๋าคือสีโครมกับล้อสีทอง ราคา 500,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Razgatlıoğlu เผยพอใจที่ได้ลองขี่ YZR-M1 ที่ Aragon มาก ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้แชมป์โลกคนล่าสุดจากฝั่ง Superbike World Championship อย่าง Toprak Razgatlıoğlu เผย ว่าพอใจกับผลที่ได้ทดลองขับขี่ Yamaha YZR-M1 ในการทดสอบ MotoGP Test แบบไพรเวตที่สนาม MotorLand Aragón ซึ่งอาจจะเป็นเค้าลางของการย้ายมาทำการแข่งเวทีใหญ่ขึ้นก็เป็นได้ หลังจากที่เขาได้ชัยชนะครั้งแรกในศึก WorldSBK ฤดูกาล 2022 ที่ Misano นักแข่งสัญชาติตุรกีก็ได้ทดลองเปลี่ยนรถจาก Yamaha R1 มาเป็น Yamaha YZR-M1 ทั้งหมดรวม ๆ 40 แล็ป ที่ Aragon ซึ่งเต็มไปด้วยโค้งไฮสปีดและโค้งยาก ๆ กับความยาว 5.078 กม. บวกกับทางตรงยาว ๆ ระหว่างโค้ง 15 และ 16 ช่วยให้เขาได้รับและสัมผัสประสบการณ์และสมรรถนะในทุก ๆ มุม ทุก ๆ ด้านของ เจ้า YZR-M1 ได้เป็นอย่างดี นักแข่งหนุ่มวัย 25 เริ่มต้นวันด้วยการลองขี่ไปก่อน 12 แล็ปเพิ่มสร้างความคุ้นเคยกับรถและยาง จากนั้นก็วิ่งเป็นรัน รันละไม่กี่แล็ป โดยมีทีมทดสอบของทาง Yamaha MotoGP มาช่วยปรับจูนรถให้เข้ากับฟีดแบ็กของทาง Toprak รวมไปถึงนำข้อมูลไปวิเคราะห์อีกด้วย นอกจากนี้ยังมี Cal Crutchlow เทสต์ไรเดอร์ของ Yamaha MotoGP มาช่วยแนะนำเพิ่มความมั่นใจและความเร็วให้กับเขาอีกด้วย โดยนำเอาเวลาแล็ปในการแข่ง WorldSBK มาเปรียบเทียบ อย่างไรก็ดีโชคไม่ดีนักการทดสอบนั้นจบลงเร็วเกินไปเนื่องจากฝนถล่มลงมาอย่างหนักในช่วงบ่ายแก่ ๆ ซึ่งทำให้เขาไม่มีโอกาสที่จะฝึกซ้อมต่อ “นี่เป็นครั้งแรกของผมกับ Yamaha YZR-M1 รถแข่ง MotoGP และผมรู้สึกว่ามันแตกต่างจาก R1 ของผมไปโดยสิ้นเชิงเลย มันมีแรงม้ามากกว่า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างออกไป ชุดเกียร์บ็อกซ์ที่ไร้รอยต่อ ซึ่งสำหรับผมแล้วถือว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่ไปหมดเลย ทุก ๆ แล็ปที่ได้ขี่ ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย เพราะหลังจากที่แข่ง WSBK มา มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมาปรับตัวเพื่อให้ขี่รถแข่ง MotoGP โชคดีที่ผมมี Cal Crutchlow มาให้คำแนะนำและเขาก็ช่วยผมได้มากจริง ๆ รถมันดีมาก ๆ โดยเฉพาะทางตรงที่มันขี่ได้เร็วโคตร ๆ และมันน่าสนใจที่เราได้ลองเบรกคาร์บอน” “วันนี้อากาศร้อนมากจริง ๆ เราก็เลยต้องขี่กันรันละ 5 – 6 แล็ปหลังจากที่ลองขี่รอบแรก 12 แล็ปเพื่อให้ได้คุ้นเคยกับรถ ตอนที่ผมดูการแข่ง MotoGP ผ่านทีวีที่นี่ คุณจะเห็นได้ว่ามันมีบัมพ์อยู่บ้าง และวันนี้ผมก็ได้สัมผัสมันแล้ว มันไม่ได้แย่อะไรนัก แต่คุณต้องเปิดคันเร่งใส่มันเข้าไปเลย เพราะถ้าคุณผ่อนล่ะก็มันจะยิ่งทำให้รถมันออกอาการ โดยรวมแล้วผมคิดว่าการทดสอบครั้งนี้ดีมาก ๆ เลย ถึงแม้ว่ามันจะสั้นไปหน่อยจากการที่มีฝนตกลงมาในช่วงบ่าย ซึ่งทำให้ผมไม่ได้ขับขี่ทดสอบมากเท่าที่ผมต้องการ แต่ผมก็สนุกกับการขับขี่รถแข่ง MotoGP มากจริง ๆ ขอบคุณทางยามาฮ่ามาก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผมครับ” งานนี้ปีหน้าเราอาจจะได้เห็นเขาเปลี่ยนเวทีการแข่งขันไปสู่เวทีที่ใหญ่ขึ้นอีกก็เป็นได้นะครับเนี่ย ก็ต้องมารอติดตามกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Sleek TYPE-V GT รถไฟฟ้าอีกหนึ่งตัวเลือกยุคน้ำมันแพง เปิดตัวเปิดราคาไปแล้วกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง สลีค กับโมเดลตัวแรงสเปกดีสุดของทางค่ายอย่าง Sleek Type-V GT ซึ่งเดิมทีใช้ชื่อว่า SWAG แต่ว่าทาง Geko สตาร์ทอัพฟินเทคที่ให้บริการเกี่ยวกับสินเชื่อของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าได้ทำการซื้อกิจการมาและรีแบรนด์ใหม่ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ โดยตัวรถจะมีอะไหล่จากหลาย ๆ ประเทศและนำมาประกอบและตรวจสอบคุณภาพตัวรถที่ประเทศไทย สำหรับโมเดลนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์โดดเด่นโฉบเฉี่ยวเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครโดยเฉพาะไฟหน้าและไฟท้ายที่มีเส้นสายการออกแบบเฉียบคม ตัวรถออกมีลักษณะเป็นเหมือนกับสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแต่ใช้ระบบขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ ขุมพลังของรถเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าวางกลางตัวรถ มีกำลังขับ 4000 วัตต์ เคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 90 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในเมืองได้แบบสบาย ๆ ส่วนระยะทางที่ทำได้นั้นเคลมมาที่ไม่น้อยกว่า 200 กม.เมื่อขับขี่ที่ 35 กม./ชม. ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีลิเธียมขนาด 35 แอมป์ชั่วโมง 2 ก้อน แบบถอดออกมาชาร์จได้ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 3 – 4 ชม.ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ก้อน อย่างไรก็ดีระยะทำการจริง ๆ กับความเร็วที่มากกว่าคาดว่าคงจะต้องไปลองทดสอบกันดูอีกที แต่คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ตัวรถมีระบบกันสะเทือนแบบเทเลสโคปิกที่ด้านหน้า ส่วนด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว มีระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมระบบเบรกแบบ CBS หรือระบบกระจายแรงเบรก ส่วนขนาดล้อและยางนั้นจะเป็น 120/70 – 12 นิ้วเท่ากัน โดยน้ำหนักตัวรถนั้นหนักเพียง 124 กก.เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นที่หน้าสนใจอย่างหน้าจอดิจิทัลเต็มระบบแสดงผลแบบเดียวกับหน้าจนรถยนต์และระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่เรียกว่า Human-computer Interaction Design เมื่อเข้าใกล้ตัวรถ รถทั้งคันจะปลดล็อกโดยอัตโนมัติ จากนั้นล็อคเองอัตโนมัติเมื่อออกห่างจากกุญแจและรีโมทคอนโทรล ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายด้วยกัน 4 สี ในราคาที่ 149,000 บาท โดยตอนนี้มีโปรโมชันพร้อมการรับประกันมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี 3 ปี ฟรีค่าบำรุงรักษา 2 ปีแรกหรือ 15,000 กม. รับกิฟต์วอชเชอร์ 15,000 บาท และของสมนาคุณอีกกว่า 10,000 บาท สำหรับราคานั้นฟังดูอาจจะราคาแรงไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ของการใช้งานระยะยาวแล้วล่ะก็น่าจะมีความคุ้มค่าอยู่ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงดูแลรักษาอะไรมากเหมือนกับรถที่มีเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟก็ยังถูกกว่าเติมน้ำมันอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ท่านที่สนใจสามารถเข้าไปพรีออเดอร์ได้ที่ https://sleekev.com อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์สัญชาติอังกฤษเผยโฉมแล้ว ล่าสุดค่ายรถจากเมืองผู้ดีที่เคยเป็นตัวแรงที่พิชิตการแข่งขันสุดโหดอย่าง Isle of Man TT และก็ยังเคยเกือบจะล้มละลายและตายจากโลกสองล้อไปอย่างนอร์ตัน โดยมีทาง TVS มาเทคโอเวอร์ไป และกระทั่งได้ฤกษ์ทำการเปิดตัว Norton V4SV ซูเปอร์ไบค์พิกัดเรือธงของทางค่ายคันใหม่สักที สำหรับโมเดลใหม่นี้มีดีไซน์ที่ดูสปอร์ต มีเส้นสายโค้งมนตามแบบฉบับของทางค่าย โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงกลมคู่ ท้ายที่โฉบเฉี่ยว แฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคันแต่ไม่แอบซ่อนเฟรมอลูมิเนียมสีเงินดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร ยังมีสวิงอาร์มอลูมิเนียมแบบกลับหัวแขนเดี่ยวสุดโฉบเฉี่ยว อย่างไรก็ดีมันกลับไม่มีวิงก์เล็ตเหมือนกับซูเปอร์ไบค์จากค่ายอื่น ๆ ตัวรถใช้ขุมพลัง V4 แบบ 72 องศาขนาด 1,200 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ด้านในโดดเด่นด้วยวาล์วไทเทเนียม เคลมแรงม้ามาที่ 187.5 แรงม้าที่ 12,500 รอบ และทอร์คที่ 125 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ โดยใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 15 ลิตรที่อยู่ใต้เบาะ สำหรับตัวเลขกำลังนั้นหากเทียบกับค่ายอื่นแล้วก็ดูไม่มากมายอะไรนัก ซึ่งอาจจะทำให้บางคนผิดหวังก็เป็นได้ สำหรับช่วงล่างนั้นตัวรถโดดเด่นที่ระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับ NIX30 ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้ค TTXGP ที่สั่งทำให้ตรงรุ่นโดยเฉพาะ แน่นอนว่าปรับแต่งได้แบบเต็มระบบ ขณะที่ระบบเบรกเองก็เป็นของ Brembo ด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบโมโนบล็อก ขณะที่ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาดใหญ่ถึง 245 ม.ม. กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 1 ลูกสูบ และยังมีกันสะบัดจาก Ohlins อีกด้วย นอกจากนี้แล้วโมเดลนี้ยังมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยอย่างที่หลาย ๆ คนคาดหวังว่าจะมีในซูเปอร์ไบค์ระดับเรือธง เริ่มกันที่ระบบประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน (IMU) ทำงานร่วมกับระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบเบรกแบบคอร์เนอริง ABS 8คันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Road, Sport และ Wet) และยังมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ส่วนลูกเล่นอื่น ๆ ก็จะมีระบบไฟ Full LED เต็มระบบ ระบบกุญแจแบบคีย์เลส และระบบสุดแปลกที่ไม่คิดว่าจะมีกับกล้องมองหลังที่ควบคุมและดูผ่านหน้าจอสี TFT ขนาด 6 นิ้ว ทั้งนี้ Norton V4SV จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ รุ่น Manx Silver และ Carbon ซึ่งจะแตกต่างในเรืองของรูปโฉมภายนอกและตัวของล้อ โดยรุ่น Manx Silver มาในรูปโฉมแฟริ่งสีเงิน มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีแดงและดำ และมีรูปธงยูเนียนแจ็คที่ท้ายรถ แฟริ่งด้านหน้ามีบอร์ดสีดำสำหรับติดหมายเลขแข่ง อกล่างคาร์บอนไฟเบอร์และปิดท้ายด้วยล้ออลูมิเนียม OZ racing สีแดงสด ขณะที่รุ่น Carbon จะมาในรูปโฉมแฟริ่งคาร์บอนไฟเบอร์ดิบ ๆ ไม่ทำสีทับ มีลายกราฟิกเป็นเส้นสายสีเทา และมีลวดลายธงยูเนียนแจ็คในแบบโมโนโครมที่ด้านท้ายรถ ปิดท้ายด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์จาก BST และสำหรับสนนราคานั้นเปิดตัวที่ 44,000 ปอนด์หรือราว ๆ 1,607,276 บาท แน่นอนว่าถ้านำเข้าไทยมาจะแพงกว่าซูเปอร์ไบค์เรือธงจากค่ายอื่น ๆ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีมันมีเหตุผลของมันคือมันมีชิ้นส่วนราคาแพงจำนวนมาก และยังมีชิ้นส่วนที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไม่ใช่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์ รวมถึงผลิตและประกอบในอังกฤษทั้งคันอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชิปขาดแคลน ปัญหาใหญ่ที่ทำให้รถบางรุ่นขาดตลาด ผมเชื่อว่าตอนนี้เพื่อน ๆ ชาวสองล้อหลายคนน่าจะประสบปัญหารถที่จองไปแล้วรอนานแบบไม่มีกำหนด หรือรอนานหลายเดือน หรือบางทีอาจจะข้ามปี โดยเฉพาะกับรถที่มีระบบอัจฉริยะ ๆ อย่างเช่น รถที่มีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เช่น รถจาก Honda ที่มีระบบ Roadsync รถจาก Yamaha ที่มีระบบ Y-Connect เป็นต้น สาเหตุก็คือ ชิปขาดแคลน ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับทุกวงการไม่ใช่กับเฉพาะวงการมอเตอร์ไซค์ วงการรถยนต์ วงการไอทีและวงการอื่น ๆ ที่ต้องใช้ชิปมาช่วยประมวลผลการทำงาน อย่างเช่นเจ้ารถที่ยกตัวอย่างเหล่านี้มีระบบที่เรียกว่า Honda Roadsync ซึ่งก็ต้องใช้ชิปประมวลผลมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ ทำไมปัญหานี้ถึงเกิดขึ้น? ปัญหาเรื่องชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ขาดแคลนนี้เกิดขึ้นจาก โลกของเราก้าวเข้าสู่ยุค 5G หรือยุค Internet of Things ซึ่งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันล้วนแล้วแต่เป็นสมาร์ทแก็ดเจ็ด หรืออุปกรณ์อัจฉริยะ ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี ตู้เย็นอัจฉริยะ สมาร์ทวอร์ช รถยนต์ รถไฟฟ้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์แบบสมัยก่อนในยุค 3G ซึ่งอุปกรณ์อัจฉริยะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการชิปประมวลผลเพื่อให้มันสามารถทำงานได้ อีกทั้งยังมีเรื่องของกระแสของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอเรนซี ที่มีการทำเหมืองเพื่อขุดเหรียญเพื่อนำมาทำกำไร หรือการใช้คอมพิวเตอร์มายืนยันธุรกรรมต่าง ๆ ผ่านระบบ Proof of Work ก็ยิ่งทำให้มีความต้องการคอมพิวเตอร์และการ์ดแสดงผลจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อบวกรวมกับปัญหาของโรคระบาดโควิด-19 ทำให้มีการทำโซเชียลดิสแทนซิ่งหรือเว้นระยะห่างทางสังคม มีการเรียนออนไลน์ มีการทำงานจากที่บ้านหรือเวิร์คฟอร์มโฮม ความต้องการอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแล็ปท็อป ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดความต้องการชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์มากยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้อุปสงค์หรือความต้องการมากกว่ากำลังการผลิตในปัจจุบันไปมาก จึงทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนขึ้นไปทั่วโลก ผลที่ตามมา ผลที่เกิดขึ้นคือ บริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับไอทีหรือไม่ แต่ถ้าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาต้องใช้ชิปประมวลผล พวกเขาก็ต้องเข้าคิวสั่งซื้อชิปในแบบที่เรียกได้ว่าไม่มีทางเลือก เพราะลูกค้าต่างก็ต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะมาช่วยอำนวยความสะดวกสบายในชีวิต หรือนำมาใช้ทำงาน ใช้ในการเรียนอย่างเลือกไม่ได้เช่นกัน และการที่รถของคุณเป็นรุ่นพิเศษ มีระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือเป็นรถที่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ชิปในการประมวลผล ก็จะประสบปัญหาต้องถือใบจองรอเป็นเวลานาน แต่ถ้าคุณซื้อรุ่นธรรมดา หรือรุ่นอื่นที่ไม่มีระบบอะไรล้ำ ๆ มากนักก็จะทยอยรับรถได้เรื่อย ๆ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ชิปนั่นเอง อย่างไรก็ดีแนวโน้มเรื่องการขาดแคลนชิปประมวลผลหรือเซมิคอนดักเตอร์นั้นก็มีแนวโน้มจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการทุเลาลงของโรคระบาด รวมไปถึงกำลังผลิตที่มีมากขึ้นจากการที่หลาย ๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตชิปก็มีการลงทุนเปิดโรงงานผลิตชิปเพิ่มมากขึ้น อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก Electronic board photo created by xb100 – www.freepik.com

Malaguti Madison 150 สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากอิตาลีเปิดตัวในไทยพร้อมราคาสุดเร้า ได้ฤกษ์เปิดตัวกันสักทีกับแบรนด์ระดับตำนานเกือบ 100 ปีจากอิตาลีอย่าง Malaguti (มาลากูติ) สู่ท้องถนนเมืองไทย กับโมเดลใหม่ล่าสุด Madison 150 สกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียมคลาส 150 ซีซี ที่ถ่ายทอด DNA ในแบบอิตาเลียนดีไซน์ โฉบเฉี่ยว สปอร์ต เร้าอารมณ์ กับค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวไม่ถึงแสน! ตัวรถโดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายดูล้ำสมัยพร้อมเทคโนโลยี Full LED หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD Display Dynamic Motion ที่มาเติมสีสันให้ชีวิตตั้งแต่เริ่ม มาพร้อมเครื่องยนต์ พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์วพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีดจาก Bosch ระบายความร้อนด้วยนํ้า ใช้เชื้อเพลิงจากถังน้ำมันขนาดใหญ่จุได้ถึง 10 ลิตร ช่วยให้ออกทริปทางไกลได้สะดวกไม่ต้องแวะเติมบ่อย ตัวรถใช้โช้คหน้าแบบเทเลสโคปิก ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คหลังสปริงคู่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ CBS นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นฟีเจอร์สุดพรีเมียมกุญแจรีโมทกับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ที่เสริมการปลดล็อคอีกขั้นก่อนบิดสตาร์ทออกตัว ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และให้ความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชั่น USB CHARGING SOCKET สำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้ชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของ จะมีให้เลือกถึง 4 สีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง Vibran Matt Red Satin, สีดำ Vengeance Night Black, สีขาว Emptiness Force White และ สีเขียว Mambas Matt Green Satin ที่มาพร้อมราคาค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ ในราคาเปิดตัวแนะนำขายที่ 79,800 บาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ทั้งนี้สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมรับรถได้ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้! ที่ศูนย์ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศไทยในขณะนี้กว่า 50 สาขา หรือ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางwww.malaguti.bike/th อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Streetfighter V2 2022 ปรับสีใหม่ หล่อเข้ม เต็มขั้น เน็กเก็ดไบค์พิกัดกลาง เอ่อ กลางค่อนไปทางใหญ่ล่ะกันครับ (ยุคนี้ดันซีซีกันเหลือเกิน) จากค่ายแดง Ducati มีสีสันให้เลือกเพิ่มแล้ว หลังจากล่าสุดได้ทำการเผยโฉม Streetfighter V2 2022 ที่มาใหม่ในสีสันใหม่ เขียว Storm Green ที่บอกได้เลยว่าหล่อเข้มเต็มขั้นจริง ๆ สำหรับสีสันสุดหล่อนี้ทางฝ่ายออกแบบของทางค่ายหรือ Centro Stile Ducati เป็นผู้เลือกมา โดยให้เหตุผลว่ามันช่วยขับเน้นเส้นสายที่คมและคลีนของเจ้าสตรีทไฟเตอร์คันนี้ได้เป็นอย่างดี และยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยจะมาในเฉดสีเขียวเข้มแบบด้านพร้อมกับชิ้นส่วนกลไกลอื่น ๆ ในสีโครเมียมและทำผิวสัมผัสให้เป็นเม็ดเกรนเล็ก ๆ ละเอียด เพิ่มความเปรียบต่างให้กับชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวรถ กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวจริง ๆ สำหรับท่านที่ยังไม่รู้จักกับเจ้าคันนี้ดีมากนัก ก็จะขอบอกโดยสั้น ๆ ว่าส่วนอื่น ๆ ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ยังคงใช้ขุมพลัง 2 สูบวีขนาด 955 ซีซี รองรับ Euro5 สามารถรีดกำลังได้สูงสุดที่ 153 แรงม้าที่ 10,750 รอบ และทอร์คสูงสุดที่ 104.4 นิวตันเมตรที่ 9,000 รอบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกันกับสปอร์ตไบค์พิกัดเดียวกันอย่าง Panigale นั่นเอง มีเพียงแต่อัตราทดเกียร์ที่แตกต่างกัน โดยจะมีสเตอร์หลังที่ฟันน้อยกว่าคือ 43 ฟัน ซึ่งเป็นการปรับให้ตอบโจทย์กับการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างนั้นก็จะมีโช้คหน้า Showa BPF แบบหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวจาก Sachs ซึ่งปรับแต่งได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนระบบเบรกก็จะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo M4.32 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 245 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ ปิดท้ายด้วยล้อ 5 ก้าน ขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่รัดด้วยยาง Pirelli Diablo Rosso IV ขนาด 120/70 ZR17 และ 180/60 ZR17 ตามลำดับ ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็มีมาให้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ระบบเบรก Cornering ABS ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก โหมดการขับขี่ 3 โหมด (Sport, Road และ Wet) ปิดท้ายด้วยหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และยิ่งมีเฉดสีใหม่ที่ฉีกไปจากสีแดง สีขาว และสีดำแบบพิมพ์นิยมของทางค่ายแดงแล้วด้วย ยิ่งเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ งานนี้ดูคาทิสต้าต้องมีเสียเงินเพิ่มหรือไม่ก็ต้องมีคนกรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกเพิ่มแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Bautista คว้าชัยแบบดับเบิ้ลเรซ ที่ Misano หลังเลือกใช้ Pirelli SCX สูตรพัฒนาใหม่ นับเป็นการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของ Pirelli ซึ่งก่อนจะเริ่มการแข่งขันในรอบ รอบ Pirelli Emilia-Romagna หรือการแข่งขันที่สนาม Misano World Circuit Marco Simoncelli ประเทศอิตาลี ก็ได้มีการตระเตรียมยางใหม่เพิ่มอีก 2 สูตรใหม่ ซึ่งเป็นสูตรกำลังพัฒนานั่นเอง โดยยางหลัง 2 สูตรใหม่ ได้แก่ SCX (B0452) และ SCX (B0453) ต่างจาก SCX ธรรมดาในเรื่องของคอมปาวด์และโครงสร้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้ายางสองสูตรใหม่นี้มีคอมปาวด์เดียวกัน (แต่ต่างจากตัวมาตรฐานนะ) แต่ทั้งสองมีโครงสร้างต่างกัน และยางสูตรกำลังพัฒนาที่เป็นสูตรใหม่นี้ก็มีส่วนช่วยให้ Alvaro Bautista คว้าชัยแบบดับเบิ้ลเรซที่สนามแห่งนี้ เริ่มด้วยการทำลายสถิติ นับตั้งแต่ปี 2009 Ducati ไม่เคยได้ตำแหน่งโพลที่สนามแห่งนี้เลย แต่ทว่าปีนี้ Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) กลายเป็นคนที่ทำลายคำสาปนี้ลงพร้อมกับทำสถิติเวลาสนามใหม่ด้วยเวลา 1’33.328 นาที คว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 5 ในชีวิตการเป็นนักแข่งของเขา โดยยางที่เขาเลือกใช้นั้นเป็นยาง SC1 สูตรกำลังพัฒนาที่ยางหน้า และยาง SCQ ยางเอ็กซ์ตราซอฟต์ในยางหลัง คว้าชัยในเรซแรก นักแข่งชาวสเปนผู้นี้ยังชนะเรซแรกด้วยการเลือกยางที่แตกต่างไปจากนักแข่งส่วนใหญ่ เลือกยางสูตรกำลังพัฒนาใหม่รหัส B0453 แทน เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง Michael Rinaldi ขณะที่นักแข่งส่วนใหญ่รวมไปถึง Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea เลือกใช้ยางหลัง SCX สูตรกำลังพัฒนา B0452 และนั่นก็ช่วยให้เขาคว้าชัยเหนือคู่แข่งที่เป็นทั้งแชมป์โลกคนปัจจุบันและแชมป์โลก 6 สมัย รั้งอันดับ 2 รอบซูเปอร์โพลเรซ สำหรับในรอบซูเปอร์โพลเรซ Bautista ยังคงเลือกใช้ SC1 สูตรกำลังพัฒนาในยางหน้าส่วนยางหลังก็ยังคงใช้ SCX B0453 สูตรกำลังพัฒนาเหมือนกับตอนเรซแรก และสามารถเข้าเส้นเป็นอันดับ 2 รองจากแชมป์โลกอย่าง Toprak เก็บชัยเพิ่มในเรซที่ 2 ปิดท้ายสุดสัปดาห์ที่น่าจดจำสำหรับ Bautista และ Ducati เขาเลือกใช้ยาง SC1 สูตรกำลังพัฒนาในยางหน้าและยังมั่นใจใช้ยาง SCX B0453 สูตรกำลังพัฒนาในยางหลัง และนั่นทำให้เขาสามารถคว้าชัยและหยุดความคาดหวังของ Razgatlioglu ที่หวังจะได้ชัยชนะในเรซนี้ไป ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของเพื่อนร่วมทีมชาวสเปนของเขา Michael Ruben Rinaldi จากการแข่งขัน WorldSBK สนามนี้เผยให้เห็นว่ายาง SCX B0453 สูตรกำลังพัฒนาที่เป็นสูตรใหม่นั้นตอบโจทย์การแข่งขันในสนามนี้ได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงยางสูตรนุ่มพิเศษสำหรับรีดเวลาก็ยังคงตอบโจทย์และสามารถทำลายสถิติเวลาได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย นับได้ว่า Pirelli ทำการบ้านออกมาได้ดีสมกับเป็นผู้ซัพพอร์ตยางเพียงรายเดียวให้กับการแข่งขันรายการนี้ และแน่นอนว่าในอนาคตคุณเองก็อาจจะได้ลองใช้ยางที่ใช้ในสนามแข่งระดับโลกเหล่านี้ด้วยก็เป็นได้ Bautista คว้าชัยแบบดับเบิ้ลเรซ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก