SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
คาวาซากิ Kawasaki Z650S 2026 ปรับหล่อเหมือนพี่ ช่วงล่างเหมือน…

Kawasaki Z650S 2026 เปิดตัวพร้อมการปรับโฉมหน้าตา มิติสรีรให้ดูสปอร์ตแต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นเน็กเก็ด กับเครื่องยนต์ 2 สูบ และฟีเจอร์อื่น ๆ

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Toprak คว้าชัยแรกของปี

Toprak คว้าชัยแรกของปี ทว่า Bautista ซิวเพิ่มอีก 2 ที่ Misano ในศึก WSBK  จบกันไปแล้วกับศึกรถโปรดักชันสุดมัน WorldSBK 2022 ที่สนาม Misano ประเทศอิตาลี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าบทความนี้เราก็จะไปสรุปผลการแข่งขันในแต่ละช่วงแต่ละรุ่นกันเช่นเคยครับ ไปลุยกันเลย   สรุปรอบซูเปอร์โพล  WorldSBK  ในรอบควอลิฟายหรือซูเปอร์โพล Ducati ไม่เคยได้ตำแหน่งโพลที่สนาม Misano เลยสักครั้งนับตั้งแต่ปี 2009 แต่ในปีนี้ Álvaro Bautista (Aruba.it Racing – Ducati) กลายเป็นคนที่ทำลายคำสาปนี้ลงพร้อมกับทำสถิติเวลาสนามใหม่ด้วยเวลา 1’33.328 นาที คว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 5 ในชีวิตการเป็นนักแข่งของเขา ออกสตาร์ทเป็นคนแรกในเรซแรกของสนามนี้  นักแข่งชาวสเปนนั้นในทางตรงนั้นเร็วมากจริง ๆ แต่ทางด้าน Toprak Razgatlioglu (Pata Yamaha with Brixx WorldSBK) และ Jonathan Rea (Kawasaki Racing Team WorldSBK) เองก็ไม่ได้เอาแต่ดูเฉย ๆ กดเวลาจนสามารถออกสตาร์ทที่ตำแหน่งกริดที่ 2 และ 3 ได้ตามลำดับ โดยทั้งสามคนต่างก็เลือกใช้ยางหลัง SCQ ขณะที่ทางด้าน Bautista เลือกใช้ยางหน้า SC1 สูตรกำลังพัฒนาช่วยรีดเวลาจนถึงที่สุด  WorldSSP ส่วนทางด้านการแข่งขันรุ่น WorldSSP นักแข่งชาวสวิส Dominique Aegerter (Ten Kate Racing Yamaha) คว้าตำแหน่งโพลครั้งที่ 3 ติดต่อกันแล้ว และถือเป็นครั้งที่ 7 ในการแข่งขันพิกัดนี้ และยังทำลายสถิติสนามที่ถูกสร้างไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้วด้วยเวลา 1’37.173 นาที ถัดจากเขาลงมาเป็นนักแข่งอิตาลี 4 คนรวด ได้แก่ Nicolò Bulega (Aruba.it Racing WorldSSP Team), Lorenzo Baldassarri (Evan Bros. WorldSSP Yamaha Team), Federico Caricasulo (Althea Racing) และ Yari Montella (Kawasaki Puccetti Racing)  WorldSSP300 หลังจากกดเวลาดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในรอบซ้อมอิสระช่วงที่ 2 ของวันศุกร์ นักบิดหนุ่มจากทัสคานี Matteo Vannucci ที่ควบรถแข่ง Yamaha YZF-R3 ภายใต้สังกัด AG Motorsport Italia Yamaha ทำลายสถิติอีกคน กลายเป็นนักแข่งชาวอิตาลีคนแรกในคลาสนนี้ที่สามารถคว้าตำแหน่งโพลในแทร็กบ้านเกิด ส่วนอันดับถัดลงมาเป็นของนักแข่งคาวาซากิสองคนที่ได้ออกสตาร์ทแถวหน้านั่นคือ Victor Steeman (MTM Kawasaki) และ Iñigo Iglesias (SMW Racing)  สรุปการแข่งขันใน RACE 1  WorldSBK Race 1 (อุณหภูมิแทร็ก 53°C / อุณหภูมิอากาศ 26° C)  เป็นสุดสัปดาห์ที่น่าจดจำสำหรับ Álvaro Bautista และดูคาติ หลังจากที่ทำลายสถิติเวลาสนามพร้อมทั้งคว้าตำแหน่งโพลมาได้ นักแข่งชาวสเปนผู้นี้ยังชนะเรซแรกด้วยการเลือกยางที่แตกต่างไปจากนักแข่งส่วนใหญ่ ขณะที่นักแข่งส่วนใหญ่รวมไปถึง Toprak Razgatlioglu และ Jonathan Rea เลือกใช้ยางหลัง SCX สูตรกำลังพัฒนา B0452 แต่เขากลับเลือกยางสูตรกำลังพัฒนาใหม่รหัส B0453 แทน เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง Michael Rinaldi ยางสูตรกำลังพัฒนาใหม่บนพื้นฐาน SCX ทั้งสองสูตรนั้นมีคอมปาวด์เดียวกันแต่ต่างกันที่โครงสร้าง ขณะที่ยางหน้านั้นก็เลือกต่างกัน โดย Bautista และ Rea ใช้ SC1 สูตรกำลังพัฒนา ขณะที่ Razgatlioglu และ Rinaldi เลือกใช้ SC1 สูตรมาตรฐาน โดยรวมแล้วนักแข่ง 17 คนจาก 25 คนเลือกใช้ยาง

Ninja 400 2023

Ninja 400 2023 เผยโฉมสีสันใหม่แล้วในยุโรป ล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คาวาซากิ ยุโรปก็ได้ทำการเผยโฉมเจ้า Kawasaki Ninja 400 2023 อย่างเป็นทางการ ซึ่งทางฝั่งยุโรปนิยมโมเดลนี้ในฐานะเป็นรถที่สามารถใช้กับใบขับขี่ A2 ของทางยุโรปได้ และแน่นอนว่าสำหรับโมเดลนี้ก็ผ่านมาตรฐาน Euro5 เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปนอกไปเสียจากลวดลายสีสันกราฟิกภายนอก โดยขุมพลังก็ยังคงเดิม ยังคงเป็นเครื่องยนต์เดิมที่เป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 399 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 45 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และ 37 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ เช่นเดิม ช่วงล่างยังคงเป็นโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกขนาด 41 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดได้ ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวแบบกึ่งลอยตัวขนาด 310 ม.ม. ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 220 ม.ม. โดยใช้คาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้อเป็นล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มาถึงจุดที่เปลี่ยนไปของโมเดลใหม่ปี 23 นี้ก็คือสีสันและลายกราฟิกนั่นเองครับ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีเขียวตัดด้วยดำ (Lime Green/ Ebony) หรือสี KRT Edition พูดง่าย ๆ คือสีทีมแข่ง WorldSBK นั่นเอง และอีกเฉดสีก็คือสีเทาคาร์บอนเมทัลลิกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิกแบบด้าน (Metallic Carbon Gray / Metallic Matte Carbon Gray) ส่วนที่ไทยก็น่าจะรอสีสันนี้เข้ามาจำหน่ายได้ในช่วงปลายปีครับ ใครที่สนใจก็ติดตามข่าวคราวจากเราให้ดีครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี

ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี ที่อิตาลีเดือนห้า ลองเดาดูรุ่นไหนขายดีสุด สำหรับบทความนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เรามาลองดูยอดขายรถสองล้อในประเทศอิตาลีประจำเดือน พฤษภาคม 2022 ที่ปิดยอดได้ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว แต่สำหรับสกู๊ตเตอร์ก็ยังถือว่ายอดน้อยลงไปเล็กน้อย โดยยอดรถสองล้อนั้นขายไปได้มากถึง 19,935 คันเลยทีเดียว แต่ทีนี้เราไปดูกันเลยดีกว่าครับว่าสกู๊ตเตอร์คันไหนขายดีติดอันดับท็อป 10 กันบ้างครับ บอกเลยว่าเมืองนอกนี่รสนิยมแปลกจริง ๆ แต่ว่าตัวท็อปบอกเลยว่ามันต้องตรงกับใจแฟน ๆ สกู๊ตเตอร์เมืองไทยอย่างแน่นอนครับ อันดับ ยี่ห้อและรุ่นรถ จำนวนคัน 10 Piaggio Medley 125 552 9 Piaggio Liberty 125 559 8 Honda ADV350 579 7 Honda SH MODE 125 676 6 Honda SH350i 703 5 Piaggio Beverly 300 771 4 Honda SH150i 1,043 3 Kymco Agility 125 1,124 2 Honda SH125i 1,885 1 Yamaha T-MAX 2,152 พอเราได้ลอง ส่องเทรนด์สกู๊ตเตอร์ขายดี จากตารางอันดับก็จะเห็นได้เลยนะครับว่า Honda ขายดีมาก ๆ ติดอันดับหลายรุ่นเลย แต่อันดับ 1 กลับเป็น T-MAX ที่เป็นบิ๊กสกู๊ตเตอร์ ซึ่งก็น่าจะตอบโจทย์การใช้งานของคนยุโรปที่ตัวใหญ่นั่นเอง แล้วก็แบรนด์อิตาลีอย่าง Piaggio ก็ขายดีติดอันดับด้วยเช่นกัน ถือว่าชาตินิยมกันพอตัว นอกจากนี้ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่ามีแบรนด์จากไต้หวันติดมาด้วยนะ แถมอันดับสูงด้วย น่าเสียดายแบรนด์นี้ไม่ได้มาทำตลาดที่เมืองไทย ไม่งั้นล่ะก็ตลาดรถสกู๊ตเตอร์คงสนุกขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha X Force ABS

Yamaha X Force ABS สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ตัวแรงคันใหม่เผยโฉมแล้วที่ญี่ปุ่น เผยโฉมกันออกมาแล้วกับ Master of Street Scooter หรือเจ้า Yamaha X Force ABS ที่ทางค่ายวางให้มันเป็นสกู๊ตเตอร์สไตล์สปอร์ตที่ขับขี่ได้สะดวกสบายและสนุก เหมาะกับการใช้งานในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะไปเรียนหรือไปทำงาน สำหรับเจ้าเอ็กซ์ฟอร์ซคันนี้มาในดีไซน์แบบล้ำสมัยพร้อมกลิ่นอายแบบสปอร์ตสตรีทโมตาร์ด ด้วยแฮนด์แบบแฮนด์บาร์ที่ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย ทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายสุดโฉบเฉี่ยวไม่เหมือนใคร พร้อมหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัล LCD เต็มระบบ มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Blue Core สูบเดียว ขนาด 155 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมระบบวาล์วแปรผันหรือ VVA ที่ช่วยให้แรงทุกย่านความเร็วรอบ ยังมีระบบสมาร์ทมอเตอร์เจเนอเรเตอร์ที่ช่วยให้รถสตาร์ทได้เงียบและช่วยเพิ่มกำลังของรถได้ดี ทั้งนี้ขุมพลังตัวนี้ให้กำลังแรงม้าเคลมมาที่ 15 แรงม้าที่ 8,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 14 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ตัวรถใช้เฟรมใหม่น้ำหนักเบาแต่แข็งแรงรองรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตได้เป็นอย่างดี ระบบกันสะเทือนด้านหน้าใช้โช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คคู่แบบยูนิตสวิง ส่วนระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกขนาด 267 ม.ม. ด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 230 ม.ม. พร้อมระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล และปิดท้ายด้วยล้อขนาด 13 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในรถยังมีลูกเล่นชวนให้น่าใช้งานอีกหลายจุดไม่ว่าจะเป็นช่องเก็บของด้านหน้าทางขวาที่สามารถใส่ขวดน้ำขนาด 500 มล. ได้ ด้านบนขึ้นมาเล็กน้อยข้างช่องเสียบกุญแจมีช่องจ่ายไฟแบบ USB-A จ่ายไฟได้ 5 โวลต์ 2 แอมป์ ลงมาด้านล่างมีตะขอสำหรับแขวนสัมภาระได้สะดวก ขณะที่ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 23.2 ลิตรเพียงพอกับการเก็บหมวกแบบเปิดคางได้ 1 ใบ เบาะนั่งแบบราบพร้อมผิวสัมผัสแบบกันลื่น ช่วยให้ขับขี่ได้มั่นคง ระบบ Y-Connect ที่ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น การดูรอบเครื่องยนต์ การแจ้งเตือนการบำรุงดูแลรักษารถ แชร์การขับขี่ให้กับเพื่อน ๆ เป็นต้น สุดท้ายนี้จะจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสี ได้แก่ สีเขียวด้าน สีน้ำเงินด้าน สีขาว และสีดำ โดยทุกโมเดลจะจำหน่ายในราคาเท่ากันที่ 396,000 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 102,500 บาท ฟังดูราคาอาจจะแรง แต่ราคารถที่ญี่ปุ่นมักจะแพงกว่าที่บ้านเราอยู่แล้วครับ สำหรับทีมงาน แค่เห็นก็บอกตรง ๆ เลยว่าหล่อเท่ไม่เบา และเครื่องยนต์ตัวนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าใช้งานได้ดี แรงและทนทานจริง ๆ ครับ น่าใช้มาก ๆ เลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Pirelli ไม่หยุดพัฒนา

Pirelli ไม่หยุดพัฒนา เตรียมส่งยางหลังสูตรใหม่ที่ Misano ค่ายยางตัวพียาวเตรียมยางหลังสูตรใหม่บนพื้นฐาน SCX ไปเพิ่มอีก 2 สูตร เพื่อใช้ในการแข่งขัน WorldSBK ในรอบ Pirelli Emilia-Romagna หรือการแข่งขันที่สนาม Misano World Circuit Marco Simoncelli ประเทศอิตาลี เป็นการเน้นย้ำว่า Pirelli ไม่หยุดพัฒนา ได้ดีจริง ๆ กล่าวคือนอกเหนือไปจากยางสูตรมาตรฐานอย่าง SCQ, SC0 และ SCX แล้ว ในส่วนของยางหลังนั้นจะมียางใหม่เพิ่มอีก 2 สูตรใหม่ ซึ่งเป็นสูตรกำลังพัฒนาอีกนั่นเอง ตัวเลือกยางสำหรับสนามนี้ มันถึงเวลาสำหรับการพัฒนายางแล้ว เพราะนี่คือการแข่งขันสนามที่ 4 ของการแข่งขัน WorldSBK อีกทั้งสนามนี้พีเรลลี่ยังเป็นไตเติ้ลสปอนเซอร์ของรอบนี้อีกด้วย โดยการแข่งขันสนามนี้จะจัดขึ้นที่สนาม Misano World Circuit Marco Simoncelli โดยในการแข่งขันในรุ่นใหญ่รุ่นซูเปอร์ไบค์นั้น ยางหลังจะมีสูตรยางกำลังพัฒนาบนพื้นฐาน SCX หรือยางซูเปอร์ซอฟต์สูตรกำลังพัฒนาสูตรใหม่เพิ่มอีก 2 สูตร เข้ามาเพิ่มจากเดิมที่มี SCX, SC0 และ SCQ ซึ่งเคยแสดงศักยภาพใน 3 สนามแรกมาแล้ว ส่วนยางหน้าจะมี SC1 สูตรมาตรฐานและ SC1 A0674 ที่เป็นยางสูตรกำลังพัฒนา ให้เลือกใช้ โดยยางหลัง 2 สูตรใหม่ ได้แก่ SCXA (B0452) และ SCXB (B0453) ต่างจาก SCX ธรรมดาในเรื่องของคอมปาวด์และโครงสร้าง ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้ายางสองสูตรใหม่นี้มีคอมปาวด์เดียวกัน (แต่ต่างจากตัวมาตรฐานนะ) แต่ทั้งสองมีโครงสร้างต่างกัน ขณะที่รุ่น WorldSSP จะยังคงใช้แค่ยางสูตรมาตรฐาน SC1 และ SC2 ในยางหน้า และ SCX และ SC0 ในยางหลัง ทั้งนี้แทร็กของสนาม Misano เคยถูกปรับสภาพผิวแทร็กใหม่หมดในปี 2015 (ออกแบบและสร้างในปี 1969) โดยใช้ยางมะตอยสูตรพิเศษเพื่อสู้กับผลของเกลือและความชื้นเนื่องจากสนามนั้นอยู่ใกล้กับทะเล ตัวผิวแทร็กที่มีความสากผสมกับอุณหภูมิที่สูงมากในช่วงมิถุนายน และโค้งขวาที่สร้างความเครียดเชิงกลกับเชิงอุณหภูมิให้กับไหล่ยางด้านขวามากคือจุดที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับยางของสนามแห่งนี้ Giorgio Barbier ผู้อำนวยการด้านการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ เผยว่า “ปีนี้ก็ผ่านมานานแล้ว แต่เรายังไม่ได้นำยางสูตรกำลังพัฒนาใหม่ ๆ เข้ามาใช้กับยางหลังเลย แต่เราจะทำมันที่ Misano เป้าหมายก็คือพัฒนาสมรรถนะของยาง SCX ให้ดียิ่งขึ้น และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงได้พัฒนายางขึ้นมา 2 สูตรที่มีลักษณะต่างกัน และต่างออกไปจากสูตรมาตรฐาน แม้ว่าทั้งสองจะใช้คอมปาวด์เหมือนกัน แต่ก็ต่างจากตัวมาตรฐานและยังมีโครงสร้างที่แตกต่างกันอีกด้วย มันน่าสนใจมาก ๆ ที่เราจะได้รู้ว่ายางใหม่นี้จะส่งผลอย่างไรบ้างในสนามที่ท้าทายแห่งนี้ และจะยิ่งยากมากขึ้นอีกหากอุณหภูมินั้นสูงขึ้นมาก สั้น ๆ คือมันคือที่ ๆ ทดสอบยางของเราได้เป็นอย่างดีเลยล่ะ” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

ชม CBR1000RR-R Fireblade SP แต่งลายพิเศษของ John McGuiness

ชม CBR1000RR-R Fireblade SP แต่งลายพิเศษของ John McGuiness เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมากับการแข่งขัน RST Superbike TT Race ที่แข่งกันทั้งหมด 6 แล็ปนั้นถือเป็นมุดหมายสำคัญในชีวิตของ John McGuiness กับการแข่งขันโร้ดเรซซิ่งที่อันตรายที่สุดรายการนึงอย่าง Isle of Man TT และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสสุดพิเศษนี้ Honda Racing UK และสปอนเซอร์ของจอห์นเองก็ได้ร่วมแรงร่วมใจกันออกแบบรถแข่งลายพิเศษให้กับเขา ลองไป ชม CBR1000RR-R Fireblade SP สุดพิเศษคันนี้กันเลยครับ สำหรับรถแข่ง John นั้นจะมาในลวดลายกราฟิกและสีสันพิเศษ โดดเด่นด้วยลวดลายฟิล์มภาพซึ่ง ในแต่ละภาพนั้นเป็นภาพจากการแข่งขันของเขาเมื่อ 99 เรซที่ผ่านมา ย้อนรอยไปได้ถึงการแข่งขันครั้งแรกของเขาในการแข่งขันรุ่น Lightweight TT ในปี 1996 ซึ่งเขาได้อันดับที่ 15 กับรถ Honda RS250 ซึ่งตอนนั้นการแข่งขันรุ่นนั้นมีฮีโร่ในดวงใจของเขาเป็นผู้ชนะซึ่งก็คือ Joey Dunlop ส่วนสีสันที่ใช้ในตัวรถจะเป็นสีขาวแต่งแต้มด้วยสีแดงและสีทองสื่อถึงการเฉลิมฉลอง และภาพบนถังน้ำมันที่เป็นเหรียญรางวัลของเขาที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันวิเศษยิ่งแห่งจักรวรรดิบริติชที่ได้รับจากควีนเมื่อปี 2021 ปี 2022 นี้ยังเป็นมุดหมายสำคัญของฮอนด้า ซึ่งก็คือเจ้าไฟร์เบลดนั้นครบรอบ 30 ปี อีกด้วย โดยชัยชนะในการแข่งขัน TT นั้น เป็นผลงานที่เกิดจากเจ้าดาบเพลิงคันนี้มากถึง 23 ครั้ง โดย 12 ครั้งนั้นเป็นของ John นั่นเอง นับตั้งแต่เริ่มแข่งครั้งแรกในปี 1959 ฮอนด้าเข้าร่วมการแข่งขันและชนะมาแล้วกว่า 189 เรซ ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสต์การแข่งขันรายการนี้เลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

LEGEND 250 TWIN 3 GPX ซุ่มเงียบ เปิดตัวพร้อมจำหน่าย 8.85 หมื่น

GPX ซุ่มเงียบ เปิดตัวโฉมใหม่ NEW LEGEND 250 TWIN 3 ครั้งแรกที่ญี่ปุ่น! ก่อนเปิดจำหน่ายในไทย ในคอลเลคชั่นสุดพิเศษ สู่แรงบันดาลใจในการเดินทาง กับ 3 เฉดสีใหม่ ได้แก่ BLACK NIGHT เฉดสีดำ , WHITE EVEREST เฉดสีขาว และ GREEN FOREST เฉดสีเขียว ที่มาพร้อมวงล้อแบบซี่ลวด ให้เหล่าไบค์เกอร์ได้สัมผัสกับอารมณ์ความคลาสสิกอย่างเต็มสูบ พร้อมออกเดินทางไปกับโฉมใหม่! ที่จะกลับมาปลุกไฟในตัวคุณให้ออกเดินทางครั้งใหม่ ไปสร้างตำนานร่วมกันอีกครั้ง กับ NEW LEGEND 250TWIN III  สมกับคอนเซปต์ “ THE LEGEND FOREVER ” ที่พร้อมพาคุณออกไปค้นหาประสบการณ์การเดินทางครั้งใหม่ ร่วมสร้างตำนานบทใหม่ ที่จะเป็นความยิ่งใหญ่ในความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตของคุณตลอดไป ด้วยความแข็งแกร่ง ทนทาน ที่พร้อมให้คุณได้ปลดปล่อยอิสระแห่งการเดินทางไปกับรถคู่ใจ และปลดล็อกความท้าทายใหม่ๆ สู่เส้นทางที่ไปได้ไกลกว่าที่เคย! ถือเป็นบทพิสูจน์ของรถในรหัสตำนาน ‘LEGEND’ ตระกูลรถคลาสสิกจากแบรนด์ GPX  ที่เดินทางก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 นับตั้งแต่ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 2015 กับเส้นทางแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรุ่น จนได้รับการยอมรับจากเหล่า ไบค์เกอร์สายคลาสสิกทั้งในประเทศ และต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสตอบรับรถตระกูล LEGEND ในญี่ปุ่น จนทำให้รุ่นล่าสุด กับ NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่! ได้บินลัดฟ้า ไปเปิดตัวให้ได้ยลโฉมกันครั้งแรก ณ เมืองปลาดิบ ประเทศญี่ปุ่น ในงาน Tokyo Motorcycle Show 2022 กันไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีกันอีกเช่นเคย ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการและเปิดจำหน่ายในประเทศไทยให้ได้จับจองเป็นเจ้าของกันแล้ววันนี้! NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่! กับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ สู่แรงบันดาลใจในการเดินทาง กับ 3 เฉดสีใหม่  ได้แก่… BLACK NIGHT เฉดสีดำ  (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีแดง)  สีดำมาดเข้ม ดูดุดัน แต่แฝงด้วยเสน่ห์น่าค้นหาจากประกายสีแดงที่สะท้อนในตัวเสมือนการเดินทางที่ได้ดื่มด่ำกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับในยามค่ำคืน WHITE EVEREST เฉดสีขาว  (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีเงิน)  สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะที่ปกคลุมอยู่บนเทือกเขา สะท้อนแสงแดดยามเช้าให้เห็นเป็นประกาย สื่อถึงจุดหมายแห่งความท้าทาย  ที่รอให้เราได้ไปเยือนสักครั้งในชีวิต GREEN FOREST เฉดสีเขียว (ล้ำลึกด้วยส่วนผสมของ Glass Flakes ที่ให้ประกายสีเงิน)  สีเขียว อันน่าค้นหา เสมือนการเดินทางท่ามกลางป่าและธรรมชาติที่สวยงามตอบรับอิสระแห่งการเดินทาง สู่เส้นทางใหม่ ที่จะเป็นตำนานของคุณตลอดไป NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่!  โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดคลาสสิก กับการแมทซ์คู่สีที่ตัดกันของสีทองและโครเมียม เสริมให้ลุคใหม่นี้ เข้าถึงอารมณ์ความคลาสสิกแบบสุดขั้ว แถมยังเพิ่มความเก๋าแบบฉบับดั้งเดิมความคลาสสิกด้วยวงล้อแบบซี่ลวดดีไซน์สีโครเมียม คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ UNION  พร้อมเสริมทัพด้วยฟังก์ชั่นแน่นๆเต็มลำ ที่พร้อมพาคุณออกเดินทางไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ด้วยขุมกำลังขนาด 234 ซีซี แบบ 2  สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด GPX-Fi (แบรนด์ Delphi อเมริกา) พร้อมให้คุณออกเดินทางสร้างตำนานครั้งใหม่ได้อย่างเป็นอิสระ และส่งพลังการขับเคลื่อนด้วยโซ่คุณภาพ จากแบรนด์โซ่ชั้นนำ RK ที่ขนาด 520 แบบมี O-Ring ช่วยให้มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโซ่แบบธรรมดาถึง 2 เท่า นอกจากนี้ ยังดีไซน์บอดี้ตัวรถมาให้ตอบโจทย์ในการเดินทาง ด้วยท่านั่งที่สะดวกสบาย ง่ายทุกการคอนโทรลด้วยแฮนด์บาร์ในองศาที่รับกับช่วงแขน จะเดินทางไกลก็ไม่หวั่นเพราะมาพร้อมเบาะนั่งขนาดกว้างสัมผัสนุ่มสบาย ให้คุณเพลิดเพลินไปกับการเดินทางได้อย่างเต็มที่ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทาง ก็คือเรื่องช่วงล่าง ซึ่ง NEW LEGEND 250TWIN III  โฉมใหม่นี้ ก็จัดเต็มของติดรถมาให้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside Down ดีไซน์กระบอกโช้กสีทอง พร้อม โช้กอัพหลังคู่ คุณภาพระดับสากลจากแบรนด์ YSS ในรุ่น G-Series โช้กแก๊ส แบบเเยกห้องระหว่างน้ำมันเเละเเก๊ส แฝงดีไซน์ความเท่ระดับตำนาน ด้วยการออกแบบตัวสปริงโช้กสีโครเมียมตัดกับ Sub Tank สีทอง

Z650RS 50th ANNIVERSARY

Z650RS 50th ANNIVERSARY มีอะไรต่างจากตัวธรรมดา เมื่องาน BMF 2022 ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนี้ทาง Kawasaki ประเทศไทยได้ทำการเปิดตัวโมเดลพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการครบรอบของรถตระกูล Z ด้วยโมเดลพิเศษอย่าง Kawasaki Z650RS 50th ANNIVERSARY สำหรับโมเดลพิเศษนี้ได้มีการนำสีสุดโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของ Z1 อย่างสีไฟร์บอล Fireball มาใช้กับโมเดลนี้นั่นเอง เป็นการแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ของ Z1 ได้ส่งต่อและถ่ายทอดไปยังอนาคตให้ทุกคนได้มองเห็น เส้นสายที่โค้งได้รูปสวยงามกับสีสันแบบเงาที่ดูลุ่มลึก เป็นอะไรที่เหมาะอย่างยิ่งกับการเฉลิมฉลองครบรอบห้าสิบปีของประวัติศาสตร์รถในตระกูล Z โดยจุดเด่นของโมเดลนี้ก็มีดังนี้ สีพิเศษน้ำตาล Candy Diamond Brown พร้อมเฟรมที่ทำสีดำเงา ล้ออลูมิเนียมก้านเล็กคล้ายซี่ลวดสีทอง โลโก้พิเศษฉลองครบรอบห้าสิบปีด้านบนถังน้ำมัน หนังหุ้มเบาะผิวสัมผัสพิเศษพร้อมเย็บด้วยด้ายสีที่คอนทราสต์กับตัวรถ ส่วนอื่น ๆ ที่ยังคงเดิมก็คือท่านั่งสบาย ๆ เวลาขับขี่รถที่ใช้ขุมพลังขนาด 649 ซีซีแบบสองสูบเรียซึ่งวางบนเฟรมถักน้ำหนักเบา ช่วงล่างด้านหลังแบบโช้คเดี่ยววางนอนพร้อมกระเดื่อง เรือนไมล์ทรงกลมคู่สุดคลาสสิคพร้อมหน้าจอ LCD ที่ใช้งานได้หลากหลาย ไฟหน้ากลมพร้อมระบบไฟส่องสว่างทั้งหมดแบบ LED สุดท้ายนี้เปิดราคาจำหน่ายที่ 344,600 บาท แพงกว่าโมเดลปกติเล็กน้อย (ตัวปกติขาย 319,400 บาท) อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว CFR450R 2023

เปิดตัว CRF450R 2023 รุ่นพิเศษฉลองครบ 50 ปีให้กับโมโตครอสคันแรกของทาง Honda เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปีให้กับรถโมโตครอสคันแรกของทางค่ายปีกนก Honda จึงได้ทำการเปิดตัว CRF450R 2023 ซึ่งมีแรงบิดมากขึ้น มีระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นตัวสุดของสายโมโตครอสของค่ายปีกนกเมื่อเทียบกับ CRF450L แต่ก็ต้องแลกกับเรื่องจดทะเบียนขี่ถนนไม่ได้ ซึ่งคันนี้เหมาะกับพวกเดนตายสายฝุ่นเท่านั้นจริง ๆ ครับ ทางค่ายเคลมมาว่าเครื่องยนต์นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการที่มีแรงบิดมากขึ้นที่ความเร็วรอบต่ำ โดยมีแรงบิดมากขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ที่ช่วงรอบประมาณ 5,000 รอบ หรือคิดเป็นประมาณ 5 นิวตันเมตร ซึ่งหมายความว่าผู้ขับขี่จะสนุกกับคันเร่งที่ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้ไม่ต้องเชนเกียร์ลงต่ำ ๆ มาก ๆ เวลาเข้าโค้ง อย่างไรก็ดีมันส่งผลให้มีแรงม้าน้อยลงเล็กน้อย สำหรับโมเดลพิเศษฉลองครบรอบ 50 ปีโมโตครอสคันแรกของทางค่ายปีกนกซึ่งก็คือเจ้า CR250M Elsinore ซึ่งเป็นคันแรกที่เป็นรถผลิตขึ้นมาให้พร้อมใช้ในการแข่งขัน โดยโมเดลพิเศษจะมาพร้อมเบาะนั่งสีน้ำเงิน แฟริ่งสีขาวด้านหน้าและด้านข้างสำหรับแปะเบอร์แข่ง ลวดลายกราฟิกใหม่บริเวณกาบข้างแผงหม้อน้ำ และทำสีทองที่แฮนด์บาร์และล้อ แผงคอสีเทา พร้อมโลโก้ปีกของทางค่ายที่บังโคลนหน้าเติมเต็มความสวยงาม สุดท้ายสนนราคานั้นจะแพงกว่าตัวปกติอยู่ประมาณ 300 เหรียญ เป็น 9,899 เหรียญ หรือคิดเป็นเงินไทยก็จะอยู่ที่ราว ๆ 340,000 บาทครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Energica Experia

Energica Experia ทัวริ่งไฟฟ้าวิ่งได้ 420 โล เปิดตัวแล้ว ล่าสุดค่ายรถไฟฟ้าสัญชาติอิตาลีก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง Energica Experia มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่เน้นทางดำเป็นหลักในช่วงการแข่งขัน MotoGP ที่ Mugello ประเทศอิตาลีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับเจ้าทัวริ่งไฟฟ้าคันนี้ถือว่ามีอะไรที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียวครับ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ใหม่หมด ซึ่งตัวแบตเตอรี่ให้กำลังไฟมากถึง 22.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง และมอเตอร์ไฟฟ้าเองก็รีดกำลังได้สูงสุดเทียบเท่า 101 แรงม้าที่ 7,500 รอบ และแรงบิดสูงถึง 115.24 นิวตันเมตร (แรงบิด 900 นิวตันเมตรที่ล้อ) ซึ่งใช้ขับเคลื่อนรถที่หนักมากถึง 260 กก.ให้สามารถทำท็อปสปีดได้มากถึง 180 กม./ชม. สามารถเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม.ได้ภายใน 3.5 วินาที และเคลมมาว่าสามารถวิ่งได้ไกลมากถึง 420 กม.เลยทีเดียว โดยสามารถวิ่งแบบไม่ต้องสนใจเรื่องความเร็วได้มากถึง 246 กม. สำหรับเรื่องการชาร์จนั้นตัวรถมีการชาร์จ 3 ระดับ โดยสามารถชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จได้ 80% ภายใน 40 นาทีที่การชาร์จระดับ 3 DC และทางค่ายยังเคลมมาว่าเป็นรถคันแรกที่ให้การชาร์จมาถึง 3 ระดับมาเป็นพื้นฐานเลย เรียกได้ว่าเร็วเลยทีเดียว ในส่วนของช่วงล่างที่ให้มานั้นก็ไม่ใช่ขี้ไก่ แต่จัดเต็มมาในระดับนึงเลยทีเดียว ด้านหน้าเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 มม.จาก Sachs ปรับแต่งได้ ซึ่งโช้คหลังเดี่ยวก็มาจาก Sachs เช่นเดียวกัน ขณะที่ระบบเบรกจัดการด้วย Brembo โดยด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ 330 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบและด้านหลังเป็นดิสก์เดี่ยว ปิดท้ายด้วยล้อขนาด 17 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังรัดด้วยยาง Pirelli Scorpion Trail II ที่เหมาะกับการขี่ถนนเดินทางไกลออกทริปอย่างยิ่ง สำหรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็มีมาให้หลากหลายระบบ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผลสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ระบบครูซคอนโทรล ระบบเบรก ABS จาก Bosch 9.3MP ECU และระบบแทร็คชันคอนโทรลที่ทำงานร่วมกับตัวประมวลผลแรงเฉื่อย มีโปรไฟล์ผู้ขับขี่ให้เซ็ตถึง 7 โปรไฟล์แบ่งเป็น 4 พรีเซ็ต และอีก 3 ชุดโปรไฟล์ที่ปรับแต่งเองได้ โหมดการขับขี่อีก 4 โหมด ได้แก่ Eco, Urban, Rain และ Sport เท่านั้นยังไม่หมดยังมีแม็ปการรีเจเนอเรทีฟเบรกกิ้งอีก 4 รูปแบบ ซึ่งตรงนี้จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาลดความเร็ว และเปลี่ยนแปลงพลังงานเชิงกลที่จะสูญเสียไปขณะเบรกให้กลับมาช่วยชาร์จไฟเข้าระบบ ได้แก่ High, Medium, Low และ Off ปิดท้ายด้วยระบบเดินหน้าและถอยหลังความเร็วต่ำเพื่อใช้เวลาจอดรถ สำหรับสนนราคานั้นยังไม่ระบุแต่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้แล้ว แต่ราคาคงไม่ถูกแน่นอน ด้วยเทคโนโลยีและขนาดของแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตอนนี้ รวมไปถึงภาษีนำเข้าต่าง ๆ แต่ก็เป็นสัญญาณอันดีที่รถไฟฟ้าจะสามารถมีระยะทำการได้ไกลมากขึ้น ชาร์จได้เร็วขึ้น และใกล้จะมาทดแทนมอเตอร์ไซค์แบบเดิม ๆ ได้ในอนาคตไม่ไกลนี้อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

กวาร์ตาราโร่ ทะยานขึ้นโพเดียม มูเจลโล่ ครองจ่าฝูง MotoGP

กวาร์ตาราโร่ ทะยานขึ้นโพเดียม มูเจลโล่ ครองจ่าฝูง MotoGP ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ #20 ดาวบิดเฟรนช์แมน สังกัด Monster Energy Yamaha MotoGP คว้าโพเดียมที่ 4 ในฤดูกาลให้กับตนเอง จากการชิงชัยในสนาม 8 ที่ มูเจลโล่ เก็บแต้มครองจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภทนักบิด หลังผ่านเรซสุดเข้มข้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ศึก MotoGP 2022 สนามที่ 8 ของฤดูกาล ดวลความเร็วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ ออโตโดรโม อินเตอร์นาซินาเล่ เดล มูเจลโล่ ประเทศอิตาลี ระยะทางต่อรอบ 5.245 กิโลเมตร กำหนดชิงชัยทั้งสิ้น 23 รอบสนาม ในรายการกราน พรีมิโอ ดิ’อิตาเลีย โอ๊คลีย์ โดยนักบิดแดนน้ำหอมเริ่มเกมจากกริดที่ 6 ขณะที่ ดาร์ริน บินเดอร์ #40 รุกกี้สังกัดวิธยู ยามาฮ่า อาร์เอ็นเอฟ โมโตจีพี ทีม ประจำการกริดที่ 20 ส่วน ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 และ อันเดรีย โดวิซิโอโซ่ #04 ออกสตาร์ทจาก กริดที่ 23 และ 26 ตามลำดับ สำหรับการแข่งขันในเรซดังกล่าวเป็นการคว้าโพเดียมที่ 4 ในฤดูกาลของกวาร์ตาราโร่ไล่แซงคู่แข่งไต่จากกริดที่ 6 ขึ้นมารั้งอันดับ 2 ในรอบที่ 11 สร้างโอกาสลุ้นคว้าแชมป์ ก่อนจะทำได้ดีที่สุดด้วยการบิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 2 ขณะที่บินเดอร์และมอร์บิเดลลี่ จบการแข่งขันด้วยอันดับ 16 และ 17 ด้าน โดวิซิโอโซ่บิดจบเกมในอันดับ 20 จากผลงานที่คงเส้นคงวาของกวาร์ตาราโร่ส่งผลให้แชมป์โลกชาวฝรั่งเศสยังคงรั้งจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภทนักบิด หลังเก็บไปแล้วทั้งสิ้น 122 คะแนน ส่วนมอร์บิเดลลี่, โดวิซิโอโซ่ และ บินเดอร์ รั้งอยู่ในอันดับ 19, 21 และ 22 ตามลำดับ ศึกโมโตจีพี 2022 สนามถัดไปมีคิวดวลความเร็วในวันที่ 3-5 มิถุนายน นี้ ณ เซอร์กิต เดอ บาร์เซโลน่า-คาตาลุนญ่า ประเทศสเปน ในรายการกราน พรีมี่ มอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ เดอ คาตาลุนญ่า อ่านข่าวอื่นๆ จาก Yamaha คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Tapas 100 2022 คลาสสิกสกู๊ตเตอร์สุดน่ารักแดนมังกร

Honda Tapas 100 2022 คลาสสิกสกู๊ตเตอร์สุดน่ารักแดนมังกร เรียกได้ว่าน่ารักสุด ๆ กับคลาสสิกสกู๊ตเตอร์คันล่าสุดจากค่ายปีกนก Honda Tapas 100 2022 ที่เปิดตัวไปแล้วกับทางฮอนด้าประเทศจีน โดดเด่นด้วยดีไซน์มินิมัลและความโค้งมนที่เต็มไปด้วยความน่ารักมุ้งมิ้งและตัวรถที่กะทัดรัดเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างยิ่ง ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโค้งมนดีไซน์ไม่เหมือนใครพร้อมหลอดไฟแบบ LED ทั้งสวยงามทั้งทันสมัย เรือนไมล์อนาล็อกดีไซน์โค้งมนกลมกลืนกับตัวรถแสดงข้อมูลเบื้องต้นครบครัน เบาะนั่งแบบตอนเดียวปักเย็บแบบเรโทร ขณะที่ไฟท้ายก็เป็นไฟ LED พร้อมดีไซน์ที่สวยงามไม่ซ้ำใครอีกเช่นกัน ขุมพลังขนาด 102 ซีซี สูบเดียวระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด ให้กำลังสูงสุด 5.3 กิโลวัตต์หรือ 7.1 แรงม้าที่ 7,500 รอบ แรงบิดสูงสุดที่ 7.46 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบ สามารถทำท็อปสปีดได้ที่ 80 กม./ชม. ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 95 กก. แต่มีขนาดถังน้ำมันจุมากถึง 5.7 ลิตร เมื่อคำนวณอัตราสิ้นเปลืองที่ให้มาที่ 2.3 ลิตรต่อ 100 กม. น้ำมันหนึ่งถังจะวิ่งได้ไกลมากเกินกว่า 200 กม.เลยทีเดียว ขณะที่ช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะมีโช้คแบบเทเลสโคปิกส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยว ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวด้านหน้าและด้านหลังเป็นดรัมเบรก นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นอย่างอื่นที่น่าสนใจเช่น ช่องจ่ายไฟแบบ USB ด้านหน้า ตะขอสำหรับแขวนสัมภาระด้านหน้า ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ และตะแกรงสำหรับวางของท้ายรถแบบพับเก็บได้   สุดท้ายนี้วางจำหน่ายด้วยกัน 4 เฉดสีในราคา 8,280 หยวนหรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 42,125 บาท   อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก