
เจาะลึก Avatr 06T รถ Wagon ไฟฟ้าทรงสปอร์ต พร้อม Lidar เจนใหม่จาก Huawei ตรวจจับไกล 250 เมตร และขุมพลัง 600 แรงม้า สวยล้ำเหนือระดับ
SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

เจาะลึก Avatr 06T รถ Wagon ไฟฟ้าทรงสปอร์ต พร้อม Lidar เจนใหม่จาก Huawei ตรวจจับไกล 250 เมตร และขุมพลัง 600 แรงม้า สวยล้ำเหนือระดับ

Ducati Scrambler Nightshift 2026 สตรีทไบค์สายดาร์กจากดูคาติ รุ่นพิเศษเปิดตัวใหม่เสริมความพรีเมียมและเรื่องการไล่น้ำหนัก ลุ้นมาไทยให้จองเช่นเคย

Royal Enfield Classic 650 คลาสสิกทรงลุงบล็อกเครื่อง Twin 650 ซีซี มาพร้อม 3 สีสัน เริ่มต้น 249,900 บาท พร้อมเปิดให้จองแล้ว

ดูคาติ เปิดตัว 6 โมเดลใหม่ พร้อมข้อเสนอพิเศษสุด ในงาน Motor Show 2022 ครั้งแรกในประเทศไทย ดูคาติ เปิดตัว 6 โมเดลใหม่ DNA จากสนามแข่งในงาน Bangkok International Motor Show 2022 ได้แก่ Panigale V4/V4S 2022, Panigale V4 SP2, Streetfighter V2, Streetfighter V4 SP, Multistrada V2S และ Multistrada V4 Pikes Peak พร้อมมัดใจเหล่าไบค์เกอร์ ด้วย 3 ข้อเสนอสุดพิเศษกับแคมเปญที่ให้คุณมากกว่าใคร “Ducati Motor Show Begins” ทั้งดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี หรือดาวน์เริ่มต้น 0% นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “แนวการทำการตลาดของ Ducati ประเทศไทย ที่โดดเด่นแตกต่างและเป็นจุดที่สร้างความพีคให้กับแบรนด์หลังจากเปิดตัวเมื่อกลางปี 2564 ภายใต้ โมโตเร อิตาเลียโน คือ ความรวดเร็ว ฉับไว และจัดเต็มให้ทันกับความต้องการของลูกค้า สำหรับงาน Motor Show 2022 ที่นับเป็นครั้งแรกของ Ducati ประเทศไทยจะมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่รวดเดียวอีกถึง 6 รุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที พร้อมให้ข้อเสนอพิเศษแคมเปญโดนๆ กับ “Ducati Motor Show Begins” โดยลูกค้าสามารถเลือกรับดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี หรือดาวน์เริ่มต้น 0% หรือ Ducati Worry-free ดูแลรถใหม่ทุกคัน ฟรีค่าบำรุงรักษา พร้อมประกันภัยชั้น 1” ในงานมีการจัดแสดงรถรุ่นใหม่ทั้ง 6 รุ่น และรุ่นยอดนิยมอีกกว่า 11 รุ่น ในพื้นที่เดียวกันกับบูธยนตรกรรม Audi ภายใต้คอนเซปต์ Audi-Ducati Brand Integration ซึ่งลูกค้าที่มาเยี่ยมชมจะได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ และได้สัมผัสกับสุดยอดเทคโนโลยียนตรกรรรมและความพรีเมียมของทั้งสองแบรนด์ นายดอม เหตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด กล่าวว่า “ในงานนี้ค่ายพร้อมเปิดราคาและรับจอง Product Line Up 2022 ทุกรุ่นทันที ไม่ว่าจะ Streetfighter V2 ที่สานต่อความสำเร็จจาก Streetfighter V4 ภายใต้การออกแบบที่สวยงาม โดดเด่น การันตีด้วยรางวัล “The most Beautiful’’ ในงาน Eicma เมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ V2 ขนาด 955 ซีซี 153 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 101.4 นิวตันเมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที จะทำให้ขับขี่สนุกยิ่งขึ้น ในราคาสุดคุ้มเพียง 729,000 บาท ยังมี Streetfighter V4 SP ซึ่งถือได้ว่าเป็น “King of naked bike” ตกแต่งลวดลาย Winter Test จากรถแข่งในรายการระดับโลกอย่าง World Superbike เบาะนั่งหุ้มหนัง Alcantara ถังน้ำมันอลูมิเนียมโดดเด่นเฉพาะรุ่น SP ตัวเครื่องที่ถูกยกมาจาก Superleggera V4 พร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงสุดเท่าที่จะส่งมอบให้ได้ เช่น ชุดล้อคาร์บอน 5 ก้าน เบรก Brembo Stylema ซึ่งมีราคาประมาณการไม่เกิน 1.6

Kawasaki งัดโปรเด็ด “จัดหนัก อัดเต็ม” นำรถรุ่นเรือธงโชว์งาน Motor Show 2022 บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดแสดงจักรยานยนต์หลากหลายรุ่น โดยไฮไลท์ของงานในครั้งนี้ คือ Ninja ZX-10R ซูเปอร์สปอร์ตรุ่นเรือธงของตระกูล Ninja ที่โด่งดังไปทั่วโลก รวมทั้ง Z650RS มนต์เสน่ห์แห่งความคลาสสิคผสมผสานกับเครื่องยนต์ขนาดกลางสุดเร้าใจในการขับขี่ และ KLR650 รถจักรยานยนต์สไตล์แอดแวนเจอร์ที่ทำให้การผจญภัยของคุณสนุกกว่าที่เคย นอกจากนี้ Kawasaki งัดโปรเด็ด ให้ทุกรุ่นมาพร้อมกับข้อเสนอที่พลาดไม่ได้ คุณกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า “แม้ว่าสภาวะตลาดรถจักรยานยนต์ยังประสบปัญหาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคโควิด 19 อย่างต่อเนื่อง แต่เราก็ได้เห็นความพยายามในการแก้ไขปัญหา การควบคุมการระบาดจากทั้งภาครัฐบาลและเอกชนที่ร่วมมือกัน ทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราจะได้เห็นตลาดกลับมาคึกคักมากขึ้น” “เราได้พัฒนาและประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยีและความสามารถเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาด รวมไปถึงเรื่องของการระบาดของโรคโควิด 19 ด้วย เป้าหมายและความพยายามของเรามุ่งเน้นให้ผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลาง เราไม่เพียงแต่ผลิตรถจักรยานยนต์ที่ดีเยี่ยม แต่เรายังมุ่งหวังที่จะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเช่นกัน” กล่าวเพิ่ม โดยทางแบรนด์ได้สร้างสีสันด้วยการนำรถจักรยานยนต์รุ่นเรือธง Ninja ZX-10R มาแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของวิศวกรรมและเทคโนโลยีได้รับการกล่าวขานมาทั่วโลก รวมถึง Z650RS ที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดประเทศไทยไม่นานมานี้ และ KLR650 ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งานเป็นอย่างดียิ่ง นอกเหนือจากนี้คาวาซากิได้ร่วมมือกับโมตุลประเทศไทย เปิดวางจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่นสำหรับรถจักรยานยนต์คุณภาพเยี่ยม เพื่อประสิทธิภาพเต็มพิกัดของบิ๊กไบค์คันโปรดของคุณ กับ Kawasaki Genuine Oil Ultimate 10W50 น้ำมันเครื่อง 100% Synthetic ester รับส่วนลดพิเศษ 10% ภายในงานนี้เท่านั้น คาวาซากิยังมีรถอีกหลากหลายรุ่นมาจัดแสดง โดยผู้สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอที่คุ้มค่าที่บูธคาวาซากิ หรือที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โปรโมชันบางส่วนมีดังนี้ KLX230 (2020-2022) รับ Gift Voucher มูลค่า 6,000 บาท KLX230 ABS SE (2020-2022) รับ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท Ninja 250 (2021-2022) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 8,000 บาท พร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปี Z250 (2022) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท พร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปี Ninja ZX-25R (2022) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 14,000 บาท Z650 (2020) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 25,000 บาทพร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปี Z650 SE (2020) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 25,000 บาท Vulcan S (2015-2020), Vulcan CAFE (2017-2020) รับประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และ Gift Voucher มูลค่า 28,000 บาท พร้อมฟรี ทะเบียน/พรบ. 1 ปีและรับประกันคุณภาพ 3 ปี

Pirelli Diablo Rosso IV ถูกยกให้เป็นยางสปอร์ตที่ดีที่สุด โดยนิตยสารชั้นนำจากเยอรมัน ล่าสุดนิตยสารชั้นนำจากเยอรมนีอย่าง Motorrad ที่มักจะทำการทดสอบรีวิวรถและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์อยู่อย่างต่อเนื่องก็ได้ทำการทดสอบและรีวิวเปรียบเทียบยางซูเปอร์สปอร์ต 5 แบรนด์เพื่อเฟ้นหายางที่ดีที่สุดที่มีจำหน่ายในท้องตลาด และ Pirelli Diablo Rosso IV ก็ได้รับการยกให้เป็นยางสปอร์ตที่ดีที่สุด ทั้งนี้การทดสอบของทาง Motorrad นั้นก็จะมีหลักเกณฑ์การพิจารณารวมถึงวิธีการที่หลากหลายทำให้การทดสอบของนิตยสารฉบับนี้น่าเชื่อถือและใช้อ้างอิงได้ โดยการทดสอบนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการทดสอบในสนามปิด และแค่แทร็กแห้งเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทดสอบบนถนนที่มีสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันรวมไปถึงทดสอบกันมากถึง 2,000 กม.กันเลยทีเดียว การรีวิวทดสอบฉบับนี้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Motorrad ฉบับที่ 6/2022 โดยเลือกใช้ยางขนาด 120/70 ZR17 และ 190/55 ZR17 โดยมีการทดสอบและให้คะแนนในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ ถนนชานเมือง สนามแข่ง ทางเปียก และอายุการใช้งาน ซึ่งยางเจ็นที่ 4 ของค่ายยางอิตาลีนั้นสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่มีจุดอ่อนไม่ว่าจะในด้านใดก็ตาม และยังทำคะแนนจากการทดสอบได้มากถึง 361 คะแนนจาก 400 คะแนนเต็ม พร้อมกับชัยชนะในการทดสอบและได้รับเรตติ้งโดยรวมว่า Very Good โดยผู้ทดสอบให้ความเห็นโดยสรุปว่ายางตัวนี้ขจัดความกังวลเกี่ยวกับจุดอ่อนของยางซูเปอร์สปอร์ตจนหายไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับขี่ในสายฝนหรือการขับขี่เดินทางไกล และผลนั้นก็ส่งให้ยางรุ่นใหม่ดังกล่าวนี้ได้กลายเป็นผู้ชนะจากการทดสอบเปรียบเทียบยางทั้ง 6 แบรนด์ และหากมองถึงรายละเอียดในแต่ละด้านยางตัวนี้ยังได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นยางที่ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของความนิ่งและการยึดเกาะ ทำให้ได้เวลาแล็ปที่ดีที่สุด และยังถูกยกให้เป็นยางที่ควรซื้อมากที่สุดในหมวดยางซูเปอร์สปอร์ต จากการที่ใช้งานผ่านไปกว่า 2,000 กม.แล้วแต่ก็ยังให้การยึดเกาะที่ดี มีการสึกหรอน้อย ทำให้มีอายุการใช้งานยาวนาน สุดท้ายนี้ยางตัวนี้จะเหมาะกับนักบิดที่ชื่นชอบการขับขี่ที่ลื่นไหล กับรถซูเปอร์สปอร์ต เน็กเก็ดหรือรถลูกผสมแบบอื่น ๆ และกำลังมองหายางหนึบ ๆ ไม่ว่าจะถนนแบบไหนหรืออากาศแบบไหน ตลอดไปจนถึงยางที่ให้การตอบสนองที่ดีและควบคุมได้แม่นยำ Rosso IV นี่แหละคือคำตอบ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Panigale V4 SP2 สุดยอดรถสนามจากค่ายแดง เรียกว่ายังไม่หมดแม็กสำหรับค่ายรถสีแดงจากอิตาลี เพราะล่าสุดก็ได้ทำการเปิดตัว Ducati Panigale V4 SP2 ให้กับคนที่หลงใหลในความแรง ความพิเศษ ความโดดเด่นไม่เหมือนใคร และการขับขี่ในสนาม ด้วยรถที่มีสมรรถนะที่สูงขึ้นไปอีกขั้น สำหรับโมเดลนี้มีความพิเศษเพราะ SP นั้นย่อมาจาก Sport Production ซึ่งสื่อให้เห็นถึงความพิเศษที่ทำให้โมเดลนี้เป็นโมเดลที่มีสมรรถนะมากที่สุดเท่าที่พานิกาเลมีมา และสำหรับครั้งนี้เป็นรุ่นที่สองแล้วก็มีการปรับปรุงเพิ่มเติมเข้ามาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เริ่มต้นกันที่ระบบเบรกที่ดียิ่งขึ้น ล้อคาร์บอนน้ำหนักเบา ชุดโซ่น้ำหนักเบาแบบ 520 และชุดคลัตช์แห้ง STM-EVO SBK ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกับรถแข่ง WorldSBK พักเท้าแบบเรซซิ่ง Rizoma และชิ้นส่วนคาร์บอนอีกมากมาย เท่านั้นยังไม่พอยังมีชุดคิตสำหรับใช้เวลาขับขี่ในสนาม ซึ่งได้แก่ อุดกระจกอลูมิเนียม ชุดท้ายสั้นและฝาครอบคลัตช์คาร์บอน นอกจากของแต่งเพิ่มสมรรถนะแล้วตัวรถยังมาในชุดสี Winter Test ที่จะเป็นแฟริ่งสีดำด้านผสมกับล้อและปีกคาร์บอนสีด้าน เพิ่มคอนทราสต์ด้วยเส้นสายสีแดงและถังน้ำมันอลูมิเนียมแบบปัดเงา นอกจากนี้ตรงปลายปีกยังทำเป็นลายธงชาติอิตาลีอีกด้วย ส่วนแฟริ่งด้านล่างจะมีโลโก้ดูคาติคอร์เซ่ และโลโก้รุ่นบนพื้นสีแดงตรงส่วนตัดลมที่ด้านล่างเครื่องยนต์ และบนเบาะนั่งสีดำปักโลโก้รุ่นอีกด้วย นอกจากนี้แน่นอนว่าจะขาดแผงคอ CNC และเลขประจำตัวรถที่ทำให้รถแต่ละคันไม่ซ้ำกันตามแบบของรถรุ่นพิเศษ สำหรับขุมพลังจะเป็นเครื่อง Desmosedici Stradale เป็นเครื่อง V4 ขนาด 1,103 ซีซี ที่ได้รับเทคโนโลยีมาจากรถแข่ง MotoGP ซึ่งมีการใช้แคร้งชาฟต์แบบหมุนทวนที่ทำให้รถได้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เหมาะกับการขับขี่ในสนาม นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยเคลมแรงม้ามาที่ 215.5 แรงม้าที่ 13,000 รอบ ซึ่งแรงขึ้นกว่าตัวสแตนดาร์ด 1.5 แรงม้า และในส่วนของท่อไอเสียเองก็มีการปรับใหม่ให้เบาขึ้นอีก 5 กก. ทำให้น้ำหนักรถเปล่าเหลือเพียง 168 กก.เท่านั้น ช่วงล่างก็จะมีโช้คปรับไฟฟ้าด้านหน้าเป็น Öhlins NPX25/30 ซึ่งเป็นโช้คสำหรับรถแข่ง คู่กับ Öhlins TTX36 ทั้งยังมีกันสะบัดไฟฟ้ามาให้อีกด้วย ส่วนล้อที่เกริ่นไปข้างต้นนั้นจะเป็นล้อคาร์บอน 5 ก้านแยกเบากว่าล้ออลูมิเนียมฟอร์จของรุ่น S 1.4 กก. ขณะที่ระบบเบรกก็จะเป็นคาลิเปอร์ตัวเทพอย่าง Brembo Stylema R กับปั๊มบน Brembo MCS แบบเรเดียล นอกจากนี้ยังมีการเจาะรูที่ก้านเบรกและคลัตช์เพื่อลดแรงต้านอากาศอีกด้วย และสุดท้ายตัวรถยังมีระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ซึ่งรวมไปถึงโหมดการขับขี่ 4 โหมด Race A, Race B, Sport และ Street ซึ่งจะเห็นได้ว่าเน้นการขับขี่ในแบบเรซซิ่งอยู่มาก นอกจากนี้ตัวโมเดลพิเศษนี้ยังได้ติดตั้งตัว GPS โมดูลมาด้วยเลย ช่วยให้สามารถใช้งานฟังก์ชันจับเวลาแล็ปได้อีกด้วย และนี่คือคร่าว ๆ ของโมเดลพิเศษสุด ๆ ขั้นเทพของค่ายแดงดูคาติครับ สำหรับสนนราคานั้นอยู่ที่ 1,660,000 บาทครับ ช้าหมด อดแน่นอนเพราะจำนวนน้อยมาก ๆ ครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Multistrada V4 S 2022 เพิ่มสีใหม่พร้อมระบบมินิมัมพรีโหลด Ducati Multistrada V4 S 2022 ก็เปิดตัวกันไปแล้วนะครับ สำหรับเจ็นฯ นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นเจ็นฯ ที่ 4 ของรถอเนกประสงค์คันนี้นะครับ ซึ่งก็การันตีความยอดเยี่ยมของโมเดลนี้ด้วยการที่มันเป็นรถที่อยู่ในตระกูลที่ขายดีที่สุดของดูคาติในปี 2021 เลยทีเดียว สำหรับโมเดลนี้ก็ยังคงมีดีไซน์โดดเด่นเช่นเดิมและใช้เครื่องยนต์เดิมคือเครื่อง V4 ขนาด 1,158 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่เคลมแรงม้ามาที่ 170 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดที่ 125 นิวตันเมตรที่ 8,750 รอบ และแน่นอนว่าจัดเป็นโมเดลแอดเวนเจอร์ทัวริ่งที่ทันสมัยในระดับหัวแถวเลยก็ไม่ผิดนัก โดยตัวรถโดดเด่นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยทั้งในเรื่องการขับขี่และความปลอดภัยมากมาย โดยเฉพาะระบบอะแด็ปทีฟครูซคอนโทรล Adaptive Cruise Control และระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา หรือ Blind Spot Detection ที่อาศัยเรดาห์ติดตั้งไว้ที่ตัวรถทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งถือเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกในโลกเลยที่มีระบบเหล่านี้ แต่เท่านั้นยังไม่พอสำหรับโมเดลใหม่นี้ยังเพิ่มความล้ำสมัยเข้าไปด้วยการเพิ่มระบบมินิมัมพรีโหลด Mimimum Preload ที่จะช่วยลดความสูงของรถให้น้อยลงทำให้ขาถึงพื้นได้ง่ายขึ้น เวลาขับขี่ที่ความเร็วต่ำ หรือขับขี่ในตัวเมืองที่จราจรหนาแน่น ซึ่งจะทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติ (เฉพาะรุ่น S เท่านั้น) โดยคนที่เพิ่งซื้อรถใหม่ไปจะได้รับการอัปเกรดระบบนี้ให้ด้วยครับ เพียงติดต่อกับกับทางดูคาติไป นอกจากนี้ยังมีการอัปเดตระบบอินโฟเทนเมนต์หรือ Ducati Connect และ HMI ให้ใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งตัวนี้จะอัปเดตให้กับทุกโมเดล และสุดท้ายสำหรับโมเดลใหม่จะมีสีสันใหม่ให้เลือกเพิ่มเติมอีกด้วยคือสีขาว Iceberg White ซึ่งเป็นสีขาวเงาดูหรูหราพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda DAX125 2022 มินิไบค์สไตล์เรโทรเผยโฉมแล้ววันนี้ เผยโฉมแล้วกับ Honda DAX125 มินิไบค์สไตล์เรโทร ที่คราวนี้เปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์กันที่ประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าเจ้าคันนี้จะผลิตที่โรงงานฮอนด้าที่ลาดกระบังนี้ก็ตาม คาดว่าการทำตลาดก็จะเป็นโมเดลที่จำหน่ายใน Cub House ของทางฮอนด้านั่นเอง โดยตัวรถจะมาในแบบเรโทรตามแบบต้นฉบับที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1969 นู่นเลย ในส่วนของดีไซน์นั้นจะออกมาในแบบของคลาสสิกเป็นหลัก เรือนไมล์ทรงกลมแบบดิจิทัลพร้อมกรอบเรือนไมล์โครเมียมสวยงามคลาสสิก ไฟหน้า ไฟท้ายรวมถึงไฟเลี้ยว กระทั่งกระจกเองก็เป็นทรงกลมล้วนเป็นทรงกลมตามแบบคลาสสิก พร้อมระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ แน่นอนว่ามีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในโคม ซึ่งให้ความสว่างชัดเจนไม่ว่าเวลาไหน ชิ้นส่วนในรถส่วนใหญ่เน้นสีโครมในแบบของรถคลาสสิกวินเทจ กระทั่งโลโก้ฮอนด้าที่ใช้ในตัวรถและกุญแจก็ยังเลือกใช้โลโก้ปีกนกแบบคลาสสิก ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ จุดคล้ายกับ CT125 ซึ่งก็น่าจะใช้พื้นฐานเดียวกันนั่นเอง ขณะที่เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 125 ซีซี แบบ OHC 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีด PGM-FI ใช้ระบบเกียร์วน 4 สปีด ไม่มีคลัตช์มือ ท่อไอเสียยกปลายสูงตามแบบฉบับของ DAX ซึ่งในส่วนนี้คาดว่าน่าจะใช้เครื่องยนต์เดียวกันกับของทาง CT125 ซึ่งก็น่าจะให้สมรรถนะใกล้เคียงกัน เคลมแรงม้ามาที่ 9.25 แรงม้าที่ 7,000 รอบ และแรงบิดที่ 10.8 นิวตันเมตรที่ 5,000 รอบ โดยใช้น้ำมันจากถังน้ำมันขนาด 3.8 ลิตร ที่เคลมมาว่าวิ่งได้ราว ๆ 240 กม. สำหรับช่วงล่างนั้นจะถือว่าค่อนข้างโดดเด่นเลยทีเดียวกับโช้คหน้าแบบหัวกลับ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คคู่ ขณะที่ล้อจะมีขนาด 12 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยว 220 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 2 ลูกสูบและดิสก์เบรกหลังเดี่ยว 190 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรก Nissin แบบ 1 ลูกสูบ แต่ในส่วนของระบบเบรก ABS จะมีที่เฉพาะล้อหน้าเท่านั้น อ่อสนนราคาในบ้านเราน่าจะอยู่ที่ประมาณ 90,000 บาท แต่นี้เป็นเพียงแค่การคาดการณ์นะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Royal Enfield 650 Twins 2022 สีใหม่ล่าสุดเปิดราคาพร้อมขายไทยแล้ว รอยัล เอ็นฟีลด์ ผู้นำระดับโลกด้านรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (เครื่องยนต์ 250cc ถึง 750cc) ประกาศเริ่มจำหน่าย Royal Enfield 650 Twins สีใหม่ล่าสุดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทั้ง Interceptor INT 650 Twin และ Continental GT 650 Twin ต่างมาใน 5 สีใหม่ สวยสะดุดตา ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ขับขี่ นอกจากนี้รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่นยังผ่านเกณฑ์มาตรฐาน Euro V แล้วอีกด้วย Interceptor 650 Twin จะมาใน 5 สีใหม่ ได้แก่ 2 สีสแตนดาร์ด Canyon Red และ Ventura Blue, 2 สีคัสตอม Downtown Drag และ Sunset Strip และ 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mark 2 ซึ่งเป็นการรำลึกถึง Interceptor 750 ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ยุค 60 (ค.ศ. 1960–1969) ทั้งนี้ Interceptor INT 650 Twin ยังคงมีจำหน่ายในสีสแตนดาร์ด Orange Crush และสีคัสตอม Baker Express ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้า รวมถึงกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วโลก ส่วน Continental GT 650 ที่เป็นรถในสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ จะมาใน 2 สีสแตนดาร์ดใหม่ British Racing Green รวมถึง Rocker Red ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก Continental GT ยุค 60 และเป็นการตอบรับเสียงเรียกร้องจากแฟนพันธุ์แท้ของรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ ยังมี 2 สีคัสตอมใหม่ Dux Deluxe และ Ventura Storm และอีก 1 สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ Mister Clean นอกจากนี้เพื่อความลงตัวกันในด้านความสวยงามโดยรวม ขอบล้อและบังโคลนของ Interceptor INT 650 Twin สีสแตนดาร์ดก็มีสีดำล้วนให้เลือกแล้ว ตามความต้องการของกลุ่มผู้ขับขี่ที่ก่อนหน้านี้จะได้ขอบล้อ และบังโคลนสีดำล้วนใน Interceptor INT 650 Twin สีคัสตอมเท่านั้น สนนราคา Interceptor 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 237,800 บาท สีคัสตอมใหม่ ราคา 240,100 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 243,400 บาท Continental GT 650 สีสแตนดาร์ดใหม่ ราคา 246,700 บาท สีคัสตอมใหม่ราคา 249,800 บาท สีสเปเชียลอัปเดตใหม่ ราคา 252,300 THB ทั้งหมดนี้เปิดให้จองแล้วทั่วประเทศไทย Royal Enfield 650 Twins 2022 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

New Wave110i 2022 รถครอบครัวดีไซน์ใหม่ โดดเด่นทันสมัย ตอกย้ำความเป็นหนึ่ง รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถครอบครัวที่คว้ายอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในไทย 13 ปีซ้อน ด้วยการเปิดตัว New Wave110i 2022 ที่โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ครั้งนี้มาพร้อมคอนเซปต์ “รถจักรยานยนต์ที่คนไทยเชื่อใจเป็นที่ 1” โดดเด่นด้วยลวดลายกราฟิกใหม่ สวย เท่ ไม่เหมือนใคร พร้อมด้วยชุดคู่สีใหม่ที่เพิ่มความโฉบเฉี่ยวลงตัวในทุกมิติของรถ สำหรับโมเดลนี้ให้การขับขี่ที่สะดวกสบายและคล่องตัวเป็นที่ 1 ในทุกการเดินทาง ด้วยไฟหน้า LED ส่องสว่างได้ชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลแบบ LCD ออกแบบแยกส่วน ให้ข้อมูลการใช้งานได้อย่างครบถ้วน พื้นที่ใต้เบาะแบบ Big U-Box ขนาดใหญ่ 10 ลิตร ใส่สัมภาระจุใจ ถังน้ำมัน ขนาดใหญ่จุได้ถึง 5 ลิตร ตอบสนองการใช้งานได้ต่อเนื่องยิ่งขึ้น แน่นอนว่าคุ้มค่า ประหยัด แรง ทน เป็นที่ 1 ด้วยเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ทำงานร่วมกับหัวฉีด PGM-FI ให้การเผาไหม้อย่างหมดจด เครื่องยนต์ทำงานเต็มประสิทธิภาพ สมรรถนะแรงบิดสูง แข็งแรงทนทาน และให้อัตราการประหยัดน้ำมันเป็นที่ 1 ในกลุ่มรถครอบครัว ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 76.9 กม./ลิตร จากการทดสอบมาตรฐานระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์ สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมีให้เลือก 4 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อแม็ก มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง-เทา, สีน้ำเงิน-เทา และสีดำ-เทา ราคาแนะนำที่ 46,000 บาท รุ่นสตาร์ทมือ ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 44,000 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดิสก์เบรกหน้า ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ, สีน้ำเงิน-ดำ, สีดำ-เทา และสีเทา-ดำ ราคาแนะนำที่ 41,100 บาท รุ่นสตาร์ทเท้า ดรัมเบรก ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ และสีดำ ราคาแนะนำที่ 37,400 บาท ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Yamaha Adventure Skill Training คุ้มแบบนี้ ไม่เรียนได้ไง!! สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งกับการเรียนขับขี่เพิ่มสกิลทางฝุ่น วันนี้ทีมงาน SuperBike ก็ได้รับเกียรติจากยามาฮ่าเชิญเข้าร่วมกิจกรรม Yamaha Off Road Experience ในส่วนของหลักสูตร Yamaha Adventure Skill Training ที่ทาง Yamaha Riders’ club ได้จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่ออฟโรดที่ถูกต้อง และสามารถขับขี่ในรูปแบบผจญภัยได้สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมนี้ยามาฮ่ารวม 3 สิ่งสุดยอดมารองรับให้กับลูกค้าโดยเฉพาะนั่นก็คือ สุดยอดรถในด้าน Performance อย่าง Tenere 700 เตรียมไว้ให้เช่าขับขี่ได้ กรณีที่ไม่อยากใช้รถตัวเองหรือยังไม่มีรถ นอกจากนี้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถ Super Tenere, Tenere 700, Tracer 900 GT/ Tracer 900 / MT-09 – Tracer / FJ-09 , YZ450F , YZ250F และ WR155R ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ด้วยเช่นกัน 2. สุดยอดสนาม Touratech Adventure & Enduro Park ที่ได้รับมาตรฐาน มีเส้นทางจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ในแบบออฟโรดที่หลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ครบครัน 3. สุดยอดครูฝึก ดีกรีแชมป์เอ็นดูโร่ประเทศไทยอย่าง Big Bear หรือ ครูหมี สาคร อยู่เย็น ได้อ่านเพียงเท่านี้ก็อยากรู้กันแล้วใช่ไหมครับว่า ใน 1 วันที่ได้เรียนนี้ เขาสอนอะไรบ้าง มาครับ!! เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง ในช่วงเช้าจะเป็นขั้นตอนลงทะเบียนเข้างาน ตรวจประวัติการได้รับวัคซีนพร้อมผลตรวจ ATK ล่วงหน้าไม่เกิน 2 วัน และเมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วก็จะมีเสื้อเจอร์ซี่สวย ๆ ให้สำหรับใส่ในการเรียนขับขี่ และสำหรับรถที่ผมขี่ในวันนี้นั้นเป็น Yamaha Tenere 700 (T7) สุดยอดรถอีกหนึ่งรุ่นยอดฮิตที่พร้อมลุยตั้งแต่ออกจากศูนย์เพราะติดยางดี Pirelli Scopion Rally STR มาให้เลย เริ่มต้น! ครูหมีกล่าวทักทายสวัสดี แนะนำทีมผู้ช่วยครูฝึก และพูดถึงการเรียนที่จะต้องเจอกันในวันนี้ แต่ก่อนจะไปเริ่มเรียนนั้นการวอร์มร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ ควรยืดเส้นยืดสายกันเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายพร้อมที่จะขับขี่กันตลอดทั้งวัน เริ่มกันที่ฐานแรก การขับขี่ที่ดีก็ควรจะมีพื้นฐานที่ดี ครูหมีก็จะเริ่มสอนกันตั้งแต่พื้นฐานการจับแฮนด์ เนื่องจากการขี่รถแนวออฟโรดนั้นเราต้องควบคุมรถตลอดเวลาและต้องรู้จักการแบ่งนิ้วในการกำคลัตช์และเบรก ใช้ 1 – 2 นิ้วเท่านั้น ส่วนนิ้วที่เหลือก็ใช้กำแฮนด์เพื่อที่จะได้ไม่เสียการควบคุมรถซึ่งจะทำให้เราควบคุมรถได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น ต่อมาเป็นการทำความรู้จักกับรถ ในส่วนนี้จะเป็นการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์ ครูหมี ให้เริ่มจากการเข็นรถก่อน โดยที่ไม่ต้องออกแรงเข็น แต่ให้ใช้กำลังเครื่องยนต์โดยการค่อย ๆ ปล่อยคลัตช์ให้รู้สึกว่ารถค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกตัว เราเพียงแค่เดินตามรถและประคองหาสมดุลของตัวรถไม่ให้เอียงไปทางซ้ายหรือขวาถ้ารถได้สมดุลเราจะรู้สึกว่ารถเบา ถ้าเกิดรู้สึกว่ารถเคลื่อนที่เร็วไปก็เพียงแค่กำคลัตช์และเบรกหน้าเล็กน้อยเท่านั้นเอง เท่านี้เราก็ไม่เหนื่อยในการเข็นรถที่มีน้ำหนักมาก ๆ แล้ว เมื่อรู้จักการควบคุมตัดต่อกำลังเครื่องยนต์กันไปแล้ว ต่อมาก็เป็นเรื่องของการหยุดรถ เพราะการหยุดรถให้ได้ดั่งใจถือเป็นสิ่งสำคัญจำเป็น หากในสถานการณ์ขับขี่จริงแล้ว เราต้องหยุดรถในที่ที่มีพื้นที่ยืนจำกัด บางทีมีแค่หินก้อนเดียวให้เราวางเท้า ก็ควรต้องมีความแม่นยำในการเบรกให้มาก สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการเบรกรถและวางเท้าบนแท่นปูนสลับซ้ายขวาและจะมีความเล็กลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงแค่หินก้อนเดียว แรก ๆ ก็ฝึกจากการนั่งขี่ดูก่อน ขี่วนสักรอบสองรอบก็ลองเปลี่ยนเป็นท่ายืนบ้างเพื่อสร้างความคุ้นเคย ต่อมาจะเป็นการฝึกขับขี่ขึ้นลงเนินในลักษณะคล้ายตัว V กลับหัว ติดกัน 3 เนิน หลัก ๆ ของฐานนี้จะเป็นการฝึกใช้ เบรก คลัตช์ คันเร่ง และการถ่ายเทน้ำหนักของตัวผู้ขับขี่ ทุกอย่างที่กล่าวมานั้นต้องมีความสัมพันธ์กันหมดและใช้ให้ถูกจังหวะ มากไปก็อาจจะทำให้เสียการควบคุม น้อยไปก็อาจจะทำให้รถดับและเกิดอุบัติเหตุได้ สำหรับขั้นตอนที่ครูหมีได้สอนขี่ทางลักษณะแบบนี้ก็คือ ก่อนขึ้นเนินให้เติมคันเร่งเล็กน้อย ให้รู้สึกว่ารถมีกำลังพอที่จะขึ้นเนินได้ ตอนขึ้นถ่ายน้ำหนักตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย สายตามองที่ปลายเนิน ส่วนตอนลงเนินให้ถ่ายเทน้ำหนักมาด้านหลังเล็กน้อยพร้อมกับเบรกอย่างนุ่มนวล ไม่เบรกจนล้อล็อกเพราะอาจจะทำให้เสียการควบคุมได้ พอถึงจังหวะก่อนที่ล้อหลังใกล้จะลงถึงจุดต่ำสุดของเนินก็เติมคันเร่งให้รถพอมีกำลังขึ้นเนินและถ่ายน้ำหนักไปด้านหน้าแบบเดิมที่ได้บอกไปตอนต้นทำสลับกันไป ต่อมาเป็นการขับขี่บนทางหิน ฐานนี้ไม่ยากไม่ง่ายเพราะเวลาที่ล้อเราเหยียบหินรถอาจจะมีอาการพลิกซ้ายพลิกขวา เทคนิคก็คือควรเร่งให้รถมีกำลังอยู่ตลอด แต่ต้องไม่ช้าและไม่เร็วไป ควรขับขี่ในท่ายืนเพื่อง่ายต่อการควบคุมรถ สายตามองไกลและกำหนดทิศทางที่จะไปเพียงเท่านี้ก็ผ่านไปได้แบบสบาย ๆ เลย ที่ผ่านมาเราขึ้นเนินลงเนินเล็กกันไปแล้วทางครูหมีก็พาไปขึ้นเนินใหญ่กันบ้าง บอกตรง ๆ แอบหวั่นใจเล็กน้อยเพราะเนินค่อนข้างสูงและชัน สำหรับฐานนี้ก็จะเป็นการฝึกขึ้น – ลงเนินโดยการใช้เบรก คลัตช์ คันเร่ง และระบบเบรก ABS ของรถเป็นหลัก เริ่มต้นด้วยการลงเนินก่อน ครูหมีบอกว่าก่อนที่จะลงเนินในลักษณะแบบนี้

Ducati XDiavel Nera หรูลิมิเต็ดด้วยเบาะหนังสุดสวย ยังคงเป็นโมเดลที่หล่อเท่หรูหรามาโดยตลอดสำหรับครูเซอร์ไบค์จากค่ายดูคาติ และครั้งนี้ก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบโมเดลพิเศษจำนวนจำกัดกับชื่อว่า Ducati XDiavel Nera ซึ่งเนร่าเป็นภาษาอิตาลีคำนี้แปลว่า สีดำ นั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าคันนี้จะมีแต่สีดำนะ เพียงแค่จะมีสีดำเป็นสีหลัก และแต่งแต้มด้วยสีสันอย่างสีแดงอันเป็นสีประจำค่ายในจุดต่าง ๆ และทีเด็ดคือเบาะหนังสุดพิเศษนั่นเอง สำหรับโมเดลดำดุสุดพิเศษคันนี้จะมีจำหน่ายเพียง 500 คันเท่านั้น โดยจะมีเบาะหนังให้เลือกทั้งหมด 5 เฉดสีด้วยกัน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างดูคาติและแบรนด์ Poltrona Frau ซึ่งเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติอิตาลีที่มีอายุเก่าแก่กว่า 60 ปี และเชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องหนังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเบาะหนังและชิ้นส่วนหนังที่ใช้ตกแต่งในรถยนต์หรู ๆ หลายต่อหลายแบรนด์ เบาะหนังพิเศษนี้ใช้วัสดุ Pelle Frau เป็นหนังคุณภาพสูงและตัดเย็บขึ้นอย่างปราณีตเพื่อให้รถโมเดลนี้มีความพิเศษ โดดเด่นและหรูหรายิ่งขึ้นไปอีก โดยจะมีลวดลายพิเศษด้วยการยิงเลเซอร์เป็นตัวอักษร X หลายขนาด บริเวณตำแหน่งผู้ขับขี่ พร้อมโลโก้รุ่น บ่งบอกความเฉพาะตัว ตัวเบาะนั่งจะมี 5 เฉดสี ได้แก่ สีแดง Siam Red, สีฟ้า Steel Blue, สีเทา Cemento, สีเหลือง India และสีเขียว Selva นอกจากความพิเศษที่เบาะหนังแล้ว ตัวรถจะยังมีชิ้นส่วนสีแดงของทางค่ายที่คาลิเปอร์เบรก Brembo และที่ฝาสูบอีกด้วยเพื่อเพิ่มสีสันความโดดเด่นบนตัวรถที่มีสีดำแบบ Black on Black สุดท้ายผู้ที่สั่งจองจะได้รับชุดพวงกุญแจพิเศษและแฟ้มเอกสารทำจากหนัง Pelle Frau สีเดียวกับเบาะนั่งที่ได้เลือกไว้ สำหรับตัวรถส่วนอื่น ๆ ก็จะเหมือนเดิม ในส่วนของตัวรถและเครื่องยนต์อื่น ๆ ในทางเทคนิคแล้วไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ส่วนในเมืองไทยนั้นจะมีจำหน่ายด้วยหรือไม่นั้นต้องลุ้นกันต่อไปครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ténéré 700 World Raid กับ 15 จุดอัปเกรดใหม่ มีอะไร ไปดู ล่าสุด ยามาฮ่า มอเตอร์ ยุโรปก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลใหม่ แต่พื้นฐานเดิม เสริมเติมด้วยอ็อปชันอย่าง Yamaha Ténéré 700 World Raid ที่ยังคงมีพื้นฐานร่วมกันกับโมเดลธรรมดา ยังคงมีเครื่องยนต์บล็อกเดิม คือ เครื่องคอสเพลนทู (CP2) 2 สูบ ขนาด 689 ซีซีระบายความร้อนด้วยน้ำเช่นเดิม แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้คือการขยายขีดจำกัดให้ผู้ใช้สามารถลุยไปได้ไกลขึ้น ด้วยการอัปเกรดจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งคัน มากถึง 15 จุด ส่วนจะมีอะไรบ้างนั่นไปลุยกันได้เลย ถังน้ำมันใหม่ เป็นถังน้ำมันคู่แบบยึดด้านข้างตัวรถขนาด 23 ลิตร ใหญ่ขึ้นจากเดิม 7 ลิตร ช่วยให้ขับขี่เดินทางไปได้ไกลยิ่งขึ้น ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถขับขี่เดินทางได้ไกลมากถึง 500 กม. เลยทีเดียว และไม่ใช่แค่ใหญ่ ยังออกแบบมาให้มีศูนย์ถ่วงที่ต่ำเพื่อให้ควบคุมได้ง่าย โดยส่วนที่สูงที่สุดของถังใหม่นี้ยังต่ำกว่าถังน้ำมันเดิมเสียอีก เบาะนั่งราบสไตล์แรลลี่แบบแยกเป็น 2 ชิ้น ไม่เพียงจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถยืนโยกย้ายถ่ายน้ำหนักได้สะดวกเวลาขับขี่ และสะดวกต่อการขับขี่ทั้งในแบบยืนและนั่ง การที่เบาะแยกเป็น 2 ชิ้น ยังทำให้สามารถถอดเบาะชิ้นท้ายเพื่อสามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมอย่างแร็คท้ายหรือกระเป๋าสัมภาระได้สะดวก นอกจากนี้ตัวเบาะยังมีใช้วัสดุหนัง 2 แบบให้ผิวสัมผัสที่แตกต่างกันเพื่อให้เบาะที่ได้นั้นเฟิร์มดีแต่ก็ยังนั่งได้สบายอีกด้วย โดยเบาะตรงกลางจะมีผิวที่หนืดดีต่อการนั่งเพราะไม่ลื่น และส่วนที่นุ่มช่วยให้นั่งสบายและขยับตัวได้สะดวก หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อเพื่อรับการแจ้งเตือนสมาร์ตโฟน โดยหน้าจอใหม่นี้จะยังคงเป็นหน้าจอแบบแนวตั้งสไตล์โร้ดบุ๊คแบบรถแข่งดาการ์เช่นเดิม แต่หน้าจอใหม่จะสามารถเลือกการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ และสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อรับการแจ้งเตือนต่าง ๆ จากโทรศัพท์ได้อีกด้วย ช่องจ่ายไฟแบบ USB Type A อยู่บริเวณด้านขวาของหน้าจอ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดี เรียกได้ว่าสะดวกกว่าแบบซ็อกเก็ต 12 โวลต์ธรรมดา เพราะไม่ต้องมาหาหัวแปลงให้ยุ่งยากอีกต่อไป สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบันได้สะดวกยิ่งขึ้น ระบบเบรก ABS ใหม่ ที่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้มากถึง 3 โหมด โดยโหมด 1 คือการทำงานแบบเต็มพิกัดทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เหมาะกับการขับขี่บนท้องถนนทั่วไป โหมด 2 คือ ทำงานเฉพาะที่ล้อหน้า เหมาะกับการขับขี่บนทางกรวด หรือทางดินร่วน และโหมด 3 จะปิดหมดทั้งล้อหน้าและล้อหลัง เพื่อให้คุณลุยได้อย่างเต็มที่เวลาขับขี่แบบออฟโร้ด โช้คหน้าใหม่อัปเกรดให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้โช้คหัวกลับ KYB ขนาด 43 ม.ม.ที่มีระยะยุบ 230 ม.ม. โดยโช้คใหม่นี้จะสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบ ทั้งพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ เพื่อให้คุณปรับได้เหมาะสมกับสภาวะโหลดน้ำหนักหรือสภาพเส้นทางได้ดีที่สุด ตัวโช้คใหม่นี้ยังมาพร้อมเฉดสีทองแดงเข้มดูสวยงามอีกด้วย และสุดท้ายยังระบุมาว่าโช้คใหม่นี้จะเคลือบสารที่ทำให้โช้คทำงานได้ลื่นกว่าเดิม รวมถึงยังทนทานกว่าเดิมอีกด้วย มีกันสะบัด Öhlins มาให้เลย โดยจะติดอยู่ที่แผงคอบน ช่วยให้ปรับใช้งานได้ง่าย ตัวกันสะบัดที่ว่านี้ไม่เพียงจะปรับระดับความหนืดความนิ่งได้มากถึง 18 ระดับแล้ว ยังมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ซึ่งเจ้านี่จะช่วยให้การขับขี่ของคุณเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น โช้คหลังใหม่แบบซับแทงค์อลูมิเนียม ระยะยุบ 220 ม.ม. แน่นอนว่าไม่ได้อัปเกรดแค่โช้คหน้า ยังอัปเกรดโช้คหลังด้วย โดยระยะยุบจะมากขึ้น 20 ม.ม. และโช้คใหม่นี้จะทำงานได้ดีกว่าเดิมอีกด้วย ห้องอากาศใหม่ ออกแบบมาให้รองรับการสถานการณ์การขับขี่แบบออฟโร้ด โดยห้องอากาศใหม่นี้จะมีแอร์ดักต์ที่โน้มไปด้านหน้าและออกแบบมาโดยป้องกันฝุ่นและเศษหินหรือดินต่าง ๆ ที่จะดีดขึ้นมาจากล้อหลัง ชิลด์หน้าแบบสูง สามารถปลดตัวตัดลมด้านข้างและไฟเลี้ยว LED ออกได้ง่าย โดยชิลด์หน้าจะสูงขึ้นอีก 15 ม.ม. ค็อกพิตแอเรียใหม่หมดรวมไปถึงแฟริ่งด้านหน้าใหม่ ทำจากไฟเบอร์กลาสทนทานสูงเพื่อให้รับการขับขี่ที่สมบุกสมบันยิ่งขึ้น พักเท้าขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมกันนี้ยังสามารถถอดยางรองพักเท้าออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะดีตรงสามารถช่วยควบคุมได้ง่ายขึ้นและช่วยกระจายแรงกดที่เท้าเวลายืนขับขี่ในเส้นทางวิบาก ป้องกันการสะสมของโคลนและทราย ทำให้ขับขี่ได้สบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการที่ถอดยางรองเท้าสะดวกเวลาจะไปขับขี่ในเส้นทางออฟโร้ดหรือทางที่เปียกชื้น การ์ดท้องเครื่องอลูมิเนียมแบบ 3 ชิ้น ออกแบบมาให้ป้องกันก้อนหินหรือหินดีดได้ดีมากยิ่งขึ้น ซัพพอร์ตเครื่องอลูมิเนียมแบบหล่อขึ้นรูปใหม่ มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงยิ่งขึ้น กริลแผงหม้อน้ำใหม่ ให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่ดียิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันเศษหินหรือเศษอื่น ๆ ที่จะกระเด็นเข้าจากทางด้านหน้าได้ดียิ่งขึ้น และอีกจุดใหม่ที่ไม่ได้ถือเป็นการอัปเกรด แต่เป็นสิ่งใหม่ซึ่งก็คือ สีสันใหม่นั่นเอง โดยจะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือ สีน้ำเงิน Icon Blue ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสีของรถแข่งนั่นเอง โดยจะมีตัวแฟริ่งสีน้ำเงินเป็นหลัก แต่งเติมด้วยเส้นสายสีเหลือง ปิดท้ายด้วยล้อสีน้ำเงิน และสีดำ Midnight Black สีที่ดูเรียบง่ายแต่ให้ภาพลักษณ์เข้มขลัง

ถ้าพูดถึงชื่อ Profender หลายคนก็คงจะคุ้นหูกันอยู่ว่าคือแบรนด์โช้ครถยนต์ ออฟโร้ด 4×4 แต่คราวนี้โปรเฟนเดอร์เปิดตลาดใหม่ เข้ามาเจาะตลาดรถมอเตอร์ไซค์ และครั้งนี้ทางแบรนด์ได้จัดเปิดอบรมดีลเลอร์ร้านมอเตอร์ไซค์พร้อมพาเยี่ยมชมโรงงานการผลิตโช้คตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบจนถึงขั้นตอนการติดตั้งกันเลย … แต่ก่อนที่จะไปทัวร์โรงงานกัน เพื่อรักษามาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทุกคนต้องได้รับการตรวจ ATK ก่อนเข้าร่วมงาน สำหรับโรงงานโปรเฟนเดอร์เป็นโรงงานผลิตโช้คอัพที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย มีการส่งออกโช้คอัพมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยเริ่มจากการเป็นธุรกิจครอบครัวและเกิดเป็นแบรนด์จริงจังขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยคุณธงชัย และ คุณทาริกา เอี่ยมวัฒนศิลป์เป็นผู้ก่อตั้ง โรงงานตั้งอยู่ที่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ช่วงเช้าทีมงานพาเยี่ยมชมโรงงาน ขั้นตอนการผลิตตามไลน์การผลิตต่าง ๆ วัตถุดิบในการผลิตโช้ค เพื่อให้ดีลเลอร์มั่นใจในโช้คที่ทางแบรนด์ผลิตมีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตที่สูง โดยโช้คทุกต้นที่ผลิตนั้นผ่านการวิจัยพัฒนาทดสอบและออกแบบทั้งหมดที่โรงงานนี้ที่เดียวเลย สำหรับช่วงบ่ายก็เป็นการแนะนำตัวโช้คที่มีให้เลือกมากถึง 3 รุ่นย่อย และในแต่ละรุ่นก็จะแตกต่างกันออกไป X-Series จะเรียกว่าเป็นรุ่นท็อปก็ว่าได้ เพราะรุ่นนี้สามารถปรับตั้งค่าตัวโช้คได้ถึง 3 จุด (Compression ,Rebound, Preload) และมีซับแทงค์ที่มีครีบระบายความร้อนของตัวโช้ค 2 Air สำหรับรุ่นนี้เป็นรุ่นรองลงมาจากรุ่น X-Series มีซับแทงค์เช่นเดียวกันแต่จะสามารถปรับได้แค่ 2 จุด (Preload ,Rebound) 3 Flash เป็นรุ่นที่ปรับได้ 2 จุดเช่นเดียวกับรุ่น Air (Preload, Rebound) แต่จะต่างกันตรงที่รุ่นนี้จะไม่มีซับแทงค์ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของโช้คโมโตครอสอีกด้วย ทั้งนี้ทางวิศวกรของโปรเฟนเดอร์ก็ได้แนะนำการทำงานของตัวโช้คและการปรับตั้งค่าที่เหมาะสมให้กับดีลเลอร์เพื่อที่จะนำไปแนะนำต่อให้กับลูกค้าได้ และในงานนี้ทางโรงงานก็มีรถเดโม่หลาย ๆ รุ่น ที่ติดตั้งโช้คของทางแบรนด์เอาไว้ให้ได้ทดลองขับขี่จับฟีลลิ่งกันอีกด้วย บอกได้เลยว่าการมาบุกโรงงานในครั้งนี้ได้ทำให้เราได้รับรู้ถึงคุณภาพของโช้คสัญชาติไทยที่ดังไกลระดับโลกแบรนด์นี้ได้แบบชัดแจ้งเลยทีเดียว สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางโรงงานโปรเฟนเดอร์ ไทยแลนด์ ที่เป็นเกียรติเชิญทีมงาน SuperBike Thailand ได้ทัวร์โรงงาน ชมการผลิตโช้คที่ทันสมัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ สำหรับท่านไหนสนใจก็สามารถเข้าไปดูไปชมผลิตภัณฑ์ของ Profender ได้ที่ เพจ Profendershox หรือเว็ปไซต์ www.profender4x4.com กันได้เลยนะครับ ขอบคุณมากครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ ติดตามเราบนแฟนเพจคลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก