SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์

วิเคราะห์เหตุสลดไรเดอร์สาวหลบกองดินจนรถล้มถูก 6 ล้อทับเสียชีวิต สะท้อนปัญหา ความปลอดภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และมาตรฐานถนนไทยที่มักง่าย

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ก้อง สมเกียรติ ย้ายสู่ WorldSBK จับคู่ ดิ๊กสัน ลุยล่าแชมป์ปี 2026

ก้อง สมเกียรติ ย้ายสู่ WorldSBK อย่างเป็นทางการ หลังมีประกาศจากทางออฟฟิศเชียล เข้าสู่รั้วศึกโปรดักท์ชันในสังกัดโรงงานบ้านหลังเดิม

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
BRABUS 1300 R

BRABUS 1300 R บิ๊กไบค์สุดหรูพร้อมขุมพลัง KTM และนี่คือปรากฎการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ของแบรนด์บราบัสและ KTM ที่ได้รวมมือกันสร้างรถบิ๊กไบค์สไตล์เน็กเก็ดที่มีดีไซน์สุดหรูหราและสมรรถนะระดับท็อป ภายใต้ชื่อโมเดล BRABUS 1300 R ซึ่งนับเป็นมอเตอร์ไซค์คันแรกจากทางแบรนด์ สำหรับดีไซน์นั้นยึดแนวคิดสำคัญอย่าง “Black and Bold” หรือก็คือ “ดำและเด่น” แน่นอนว่าตัวรถจะมีสีดำเป็นองค์ประกอบหลักและเด่นด้วยชิ้นส่วนพรีเมียมระดับไฮเอนด์ทั่วทั้งคัน และเพื่อเพิ่มความเป็นเอ็กคลูซีฟและความพิเศษ ตัวรถจะจำหน่าย 2 สี ได้แก่ สี  MAGMA RED (ถังน้ำมันแดงเบาะสีดำ) และ SIGNATURE BLACK (ถังน้ำมันสีดำเบาะสีแดง) โดยแต่ละสีจะมีจำหน่ายแค่เพียงสีละ 77 คัน ซึ่งตัวเลข 77 นั้นสื่อถึงปีที่บริษัทก่อตั้งขึ้นนั่นเอง ขุมพลังนั้นใช้เครื่องยนต์วีทวิน ขนาด 1,301 ซีซี ซึ่งก็คือเครื่อง LC8 ของทาง KTM ที่ให้กำลังแรงถึง 180 แรงม้าที่ 9,500 รอบ และแรงบิด 140 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ สมกับฐานะและภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่จะต้องมีสมรรถนะในระดับสูง สำหรับช่วงล่างนั้นจะใช้พื้นฐานเดียวกันกับ 1290 Super Duke โดยจะมีระบบกันสะเทือนจาก WP APEX แบบปรับไฟฟ้าเต็มระบบ ช่วยให้สามารถปรับเลือกโหมดแดมปิ้งของโช้คได้มากถึง 6 โหมด ได้แก่ COMFORT, STREET, SPORT, TRACK, ADVANCED และ AUTO ที่จะปรับให้เข้ากับถนนและสถานการณ์การขับขี่โดยอัตโนมัติ จุดเด่นต่าง ๆ ของโมเดลพิเศษนี้: เพลตซีเรียลนัมเบอร์ของแต่ละคันไม่ซ้ำกัน ระบบกันสะเทือน WP APEX semi-active suspension กันสะบัด WP PRO COMPONENTS (WP APEX PRO 7117) โหมดการขับขี่ 5 โหมด (STREET – SPORT – RAIN – PERFORMANCE – TRACK) คันเร่งไฟฟ้าแบบควิกเทิร์น ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ ล้อฟอร์จ BRABUS Monoblock Z แบบ 9 ก้าน ท่อไอเสียสลิปออนแบบคู่ BRABUS เบาะคัสตอม BRABUS พร้อมอุ่นเบาะ แอร์ดักต์ BRABUS หน้ากากไฟหน้า BRABUS แผงคอ CNC BRABUS มือเบรกและมือคลัตช์ปรับได้แบบ CNC BRABUS พักเท้า CNC ปรับได้ BRABUS ฝาถังน้ำมันและฝากระปุกน้ำมัน CNC BRABUS อกล่างคาร์บอน BRABUS ครอบเบาะท้ายคาร์บอน BRABUS เบื้องต้นถูกตั้งราคาไว้ที่ €39,500 หรือคิดเป็นเงินไทยราว ๆ 1.47 ล้านบาท ถ้านำเข้ามาขายในไทยจริง ๆ เกรงว่าราคาน่าจะทะลุ 2 ล้านเลยทีเดียว แต่สำหรับชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ให้มาล้วนแล้วแต่พรีเมียมทั้งนั้น บอกตรง ๆ ว่าคุ้มค่าแน่นอน ๆ ถ้าได้ครอบครองจริง ๆ นะ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW R 1250 RT 2022

BMW R 1250 RT ทัวริ่งสุดล้ำเปิดตัวแล้ว เริ่มต้น 1.31 ล้านบาท เอาใจสายทัวริ่งกันบ้างกับการเปิดตัว BMW R 1250 RT ใหม่ มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ทรงพลัง ผสานเข้ากับความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกลไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ระดับตำนาน ดีไซน์ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Adaptive ปรับทิศทางตามองศาเลี้ยว ระบบความบันเทิงล้ำสมัยด้วยหน้าจอ TFT แบบสีขนาด 10.25 นิ้ว แสดงผลระบบนำทางได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และช่องวางโทรศัพท์ที่สามารถป้องกันละอองน้ำ มีพัดลมระบายความร้อนในตัว และช่องจ่ายไฟแบบ USB และที่สำคัญผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินกับทุกการเดินทางด้วยระบบเสียง Audio System 2.0 ที่ช่วยมอบความบันเทิงที่เต็มอรรถรสยิ่งขึ้น สำหรับโมเดลนี้จะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งกำลังสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที ทั้งยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 5 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ และแน่นอนว่านี่คือรถสัญชาติเยอรมันที่ทุกคนรับรู้ว่าโดดเด่นเรื่องความล้ำสมัย ตัวรถมาพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ดังนี้ โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย รวมไปถึงโหมดใหม่ล่าสุด “Eco” ที่ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย รวมถึงโหมด Rain, Road และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ Dynamic, Dynamic Pro ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control Pro) ระบบ Dynamic Traction Control ระบบ Full Integral ABS Pro ที่ ระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA นอกจากนี้ ระบบ Dynamic Cruise Control (DCC) ร่วมกับ Active Cruise Control (ACC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วคงที่ และยังสามารถรักษาระยะห่างจากคันหน้าได้อัตโนมัติ สุดท้าย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวมาให้เลือกใน 3 สี 3 สไตล์ ได้แก่ สีดำ Triple Black สีน้ำเงิน Racing Blue Metallic และสีขาว Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Mineral white metallic ที่เพิ่มความเงางามด้วยสีขาวเมทาลิกตัดกับล้อในสี White Aluminium แบบด้าน คาลิเปอร์เบรกสีทอง และองค์ประกอบสีดำอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว มาพร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ฝาครอบเครื่องยนต์พรีเมียมเสริมความโดดเด่นในสีเงิน เบาะนั่งมาในสีน้ำตาล เติมลูกเล่นด้วยลวดลายและการบุตะเข็บอย่างปราณีต สะท้อนถึงความหรูหราคลาสสิกของชุดแต่ง Option 719 ส่วนสนนราคานั้นมีดังนี้ สำหรับสี Triple Black และสี Racing Blue Metallic ราคา 1,310,000 บาท และสำหรับ Option 719 Mineral White Metallic ราคา 1,420,000 บาท อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

BMW S 1000 R โฉมใหม่ เปิดตัวพร้อมราคาสุดเร้าใจ 789,000 บาท

BMW S 1000 R โฉมใหม่ เปิดตัวพร้อมราคาสุดเร้าใจ 789,000 บาท สด ๆ ร้อน ๆ เลยครับการเปิดตัว BMW S 1000 R บิ๊กไบค์สายพันธุ์โรดสเตอร์ ต่อยอดความสำเร็จของมอเตอร์ไซค์ในตระกูล R สืบต่อยีนสายพันธุ์ของรถรุ่นพี่อย่าง S 1000 RR พร้อมการออกแบบในสไตล์ดุดัน ด้านหน้าที่โดดเด่นและแผงกริลที่มีลักษณะเฉพาะ แผงแฟริ่งข้างลดทอนรูปทรงและสีที่คมชัดขึ้น พร้อมด้วยรูปลักษณ์ของรถโรดสเตอร์ที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ผสมผสานกับไดนามิกในการขับขี่แบบซูเปอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง ในส่วนของเครื่องยนต์และแชสซีก็ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่น S 1000 RR ซูเปอร์ไบค์เรือธงของทางค่าย มาพร้อมกำลังสูงสุดที่ 165 แรงม้า กับน้ำหนักเบาเพียง 199 กก. โดยในเครื่องยนต์ตัวนี้จะได้รับการปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่น S 1000 RR ถึง 5 กก. พร้อมปรับอัตราทดของเกียร์ให้เหมาะสม เครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ ขนาด 999 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน ให้กำลัง 165 แรงม้า ที่ 11,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 114 นิวตันเมตร ที่ 9,250 รอบต่อนาที โดยที่มีกำลังมากขึ้นในทุกช่วงความเร็วรอบของเครื่องยนต์ นอกจากนั้น ตัวรถยังสามารถปรับปรุงอัตราทดเกียร์ 4, 5 และ 6 ให้ยาวขึ้นเล็กน้อย เพื่อลดระดับเสียงรบกวนและลดการใช้เชื้อเพลิง รวมไปถึงลดรอบของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะในขณะที่ขับขี่ไปตามถนนในชนบท สำหรับโมเดลนี้เลือกใช้เฟรมตัวถังแบบใหม่ Flex Frame เช่นเดียวกับในรุ่น S 1000 RR มาพร้อมกับสวิงอาร์มแบบกลับด้าน และการออกแบบตามหลักการยศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีการลดน้ำหนักของแชสซีลงอย่างมาก เฟรมใหม่ยังถูกออกแบบให้แคบลง จึงช่วยลดมิติตัวรถในบริเวณผู้ขับขี่สัมผัสกับตัวรถ หรือบริเวณเข่าลงได้มาก ส่งผลต่อการขับขี่ที่ผ่อนคลาย พร้อมอิสระในการเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น ตัวรถมาพร้อมเทคโนโลยีแบบจัดเต็ม ได้แก่ ระบบเบรก (ABS Pro) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Dynamic Traction Control (DTC) ระบบไฟ Full LED โหมดการขับขี่ 3 โหมด “Rain” และ “Road” และ Dynamic และ Dynamic Pro ที่สามารถปรับตั้งค่าระบบควบคุมการยกของล้อหน้า ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบควบคุมการออกตัว ระบบควบคุมความเร็วขณะเข้าพิท (Pitlane Limiter) ระบบช่วยหยุดรถและออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Control Pro ระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง แผงหน้าปัดหน้าจอสีขนาด 6.5 นิ้ว TFT ระบบไฟหน้าแบบ adaptive ที่ปรับทิศทางการส่องสว่างบนถนนตามองศาการเข้าโค้ง ช่วยให้การขับขี่ในเวลากลางคืนปลอดภัยยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ทาง บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย จะจำหน่ายเพียง 1 เฉดสี คือ สีเงินด้าน Hockenheim silver metallic ด้วยสนนราคาค่าตัว 789,000 บาท อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Panigale V4 SP

Ducati Panigale V4 SP เตรียมขายไทย คาดไม่เกิน 1.7 ล้านบาท Ducati Panigale V4 SP เป็นอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจที่อยู่ในลิสต์รายชื่อโมเดลใหม่ที่ทาง ดูคาติ ไทยแลนด์ โดย บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ที่เพิ่งจะประกาศลั่นกลองรบเต็มพิกัดเปิดตัวโมเดลใหม่ 10 รุ่น เพื่อวางขายในไทยแบบรวดเดียว สำหรับโมเดลนี้จัดเป็นโมเดลพิเศษผลิตขึ้นจำนวนจำกัด สังเกตได้จากรหัสต่อท้าย ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าโมเดลนี้เป็นโปรดักต์ชันไบค์ที่มาพร้อมของแต่งเสริมสมรรถนะที่ทำให้ขับขี่ในแทร็กได้ดีได้เร็วยิ่งขึ้น โดยตัวรถจะมีพื้นฐานมาจาก S MY21 แต่จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างออกไป ตั้งแต่ชุดสีลวดลายกราฟิกในแบบของเดียวกับรถแข่งช่วงวินเทอร์เทสต์ (Winter Test) เป็นสีดำด้านพร้อมกับดีเทลสีแดงสด และถังน้ำมันอลูมิเนียมปัดเงา   ตัวรถยังมีดีเทลอีกมากมาย อาทิ แผงคอบน CNC พร้อมซีเรียลนัมเบอร์ ปีกคาร์บอนไฟเบอร์ บังโคลนหน้าคาร์บอนไฟเบอร์ คลัตช์แห้ง STM-EVO SBK โซ่เบอร์ 520 น้ำหนักเบาพิเศษ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์แบบ 5 ก้านคู่ เบากว่าล้อฟอร์จเดิม 1.4 กก. คาลิเปอร์เบรกหน้า Brembo Stylema ปั๊มเบรกหน้า Brembo MCS 19.21 พักเท้าอลูมิเนียมปรับตำแหน่งได้พร้อมการ์ดคาร์บอน ครอบคลัตช์แบบเปิด ชุดอุดท้ายหลังจากเอาที่ยึดป้ายทะเบียนออก ชุดอุดรูกระจกอลูมิเนียม อีกทั้งยังใส่ระบบ DDA หรือ Ducati Data Analyzer พร้อม GPS สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ไว้ใช้วิเคราะห์ประเมินผลการขับขี่ในสนามภายหลังได้ อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์ของโมเดลนี้จะไม่อยู่ในพิกัด 1000 ซีซี เหมือนรหัส R จะยังเป็นเครื่องขนาด 1103 ซีซี แต่จะให้กำลังแรงม้าน้อยกว่าโมเดล R โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214 แรงม้าที่ 13,000 รอบและแรงบิดที่ 124 นิวตันเมตรที่ 9,500 รอบ ส่วนอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวไปแล้วก็จะยังเป็นของเดิม เช่น โช้คหน้า Öhlins NIX-30 โช้คหลัง Öhlins TTX36 และกันสะบัด Öhlins ซึ่งควบคุมผ่านระบบ Öhlins Smart EC 2.0 หรือปรับไฟฟ้าได้ทั้งหมด ส่วนระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็จัดเต็ม มีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อย หรือ IMU แบบ 6 แกน ทำงานร่วมกับระบบอื่นๆ ช่วยให้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำงานได้แม่นยำมากขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีให้ก็ได้แก่ ระบบเบรก Bosch EVO Cornering ABS แทร็คชั่นคอนโทรล ระบบควบคุมการสไลด์ ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบช่วยออกตัว Power Launch ระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ซึ่งหลายๆ ระบบพัฒนาใหม่ให้ทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ขอละเอาไว้เพราะยิบย่อยมาก ๆ ครับ   สุดท้ายนี้ทาง ดูคาติ ประเทศไทย จะยังไม่ได้เปิดราคาอย่างเป็นทางการเพียงแต่ว่าเปิดราคาประมาณการไว้ว่าจะไม่เกิน 1.7 ล้านบาท ครับ งานนี้ดูคาทิสติที่ชื่นชอบซูเปอร์ไบค์ก็ต้องรีบ ๆ หน่อยนะครับ เพราะได้โควตามาไทยเพียง 5 คันเท่านั้นนะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati DesertX

Ducati DesertX เตรียมขายไทย ราคาไม่เกิน 7 แสน!! หลังจากที่เราได้นำเสนอข่าวสารโมเดลใหม่สายลุยแบบเน้น ๆ อย่าง Ducati DesertX ไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว มาวันนี้ Ducati Thailand ภายใต้ทัพใหม่อย่าง บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ที่ประกาศรุกทัพเต็มพิกัด เปิดตัวทีเดียว 10 รุ่น และเจ้าสิงห์ทะเลทรายคันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น       สำหรับโมเดลนี้จะมาในสไตล์เอ็นดูโร่จากยุค 80 มานำเสนอใหม่ในแบบร่วมสมัย ด้วยสีสันขาวแต้มด้วยสีแดง ตัวรถมีความปราดเปรียว โดยมีความโดดเด่นด้วยแฟริ่งด้านข้างตัวรถ เบาะนั่ง และชิลด์บังลมหน้าที่ช่วยขับเน้นไฟหน้าทรงกลมคู่ โดยระบบไฟเป็น LED เต็มระบบ พร้อมระบบไฟเตือนฉุกเฉินเวลาเบรกกะทันหัน ปิดท้ายด้วยหน้าจอสี TFT แนวตั้งเข้ากับตัวรถ ขนาด 5 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย (ระบบนี้เป็นอ็อปชันเสริม) ขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11° ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งเครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน New Monster และ Multistrada V2 ซึ่งก็น่าจะรู้ข้อดีของมันกันแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักที่เบาและการเข้าเกียร์ที่แม่นยำและนุ่มนวล แต่มีการปรับเรื่องอัตราทดเกียร์ให้เหมาะกับการสไตล์การขับขี่ ช่วงล่างพร้อมลุยจาก Kayaba ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 46 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งคู่สามารถที่ปรับจะคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ สำหรับล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ โดยจะมาพร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้คุณไปได้ทุกเส้นทาง และสำหรับระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 โมโนบล็อก แบบ 4 ลูกสูบ และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ ทีเด็ดอยู่ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์จัดเต็ม ทั้ง หน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แล้ว ซึ่งก็จะช่วยเสริมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้เลือกได้ 3 ระดับ โหมดการขับขี่ 6 โหมด ซึ่งในนั้นมีโหมดใหม่อย่าง Rally ด้วย และมีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ 4 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ สุดท้ายนี้แม้ว่าราคาจะไม่ชัดเจน แต่ Ducati Thailand ก็ได้ประมาณการราคามาให้เราว่าไม่เกิน 7 แสนบาท ซึ่งถือว่าราคาดีมาก ๆ เลยล่ะครับ งานนี้ใครชื่นชอบกำเงินรอไว้ได้เลย เข้าไทยแน่นอนยืนยันฟันธง โดดดิด่ง แน่ ๆ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki Katana 2022

Suzuki Katana 2022 แรงขึ้น ล้ำขึ้น พร้อมสีสันใหม่ ล่าสุดซูซูกิประเทศญี่ปุ่นเตรียมวางจำหน่าย Suzuki Katana 2022 ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้แล้ว โดยทางค่ายได้ทำการปรับปรุงให้มันดียิ่งขึ้น ว่าแต่มีการปรับปรุงอะไรใหม่กันบ้าง ไปดูกันเลย   ขุมพลังสำหรับโมเดลใหม่นี้จะใช้เครื่องยนต์ที่นำมาจาก GSX-S1000 2021 ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว โดยเครื่องยนต์บล็อกนี้จะให้กำลังสูงสุด 152 แรงม้าที่ 11,000 รอบ และมีแรงบิดมากขึ้นในทุกย่านความเร็วรอบ เมื่อเทียบกับโมเดลเก่า ทั้งนี้ก็เพราะมีการปรับปรุงระบบแคมชาฟต์ไอดีและไอเสียเสียใหม่ สปริงวาล์วใหม่ ท่อไอเสียใหม่ และแอร์บ็อกซ์ใหม่ และทั้งหมดนี้ก็ถูกควบคุมให้ส่งกำลังเนียน ๆ ด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า \ตัวรถยังมีระบบ Suzuki Drive Mode Selector หรือโหมดการส่งกำลังให้เลือกอีก 3 รูปแบบ โดยทั้ง 3 โหมดจะให้กำลังเต็มแม็กซ์เหมือนกัน เพียงแต่ โหมด A จะตอบสนองรวดเร็ว ว่องไว ส่วนโหมด B จะค่อย ๆ ปลดปล่อยกำลังออกมาให้นุ่มนวลมากขึ้น และโหมด C จะนุ่มนวลมากที่สุด ซึ่งจะเหมาะกับการขับขี่บนถนนเปียกหรือถนนนที่ลื่น ๆ สำหรับโมเดลนี้จะมีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทางที่ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและง่ายดายมากขึ้น ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ได้ดี และอีกจุดเด่นของโมเดลใหม่นี้ก็คือแทร็คชันคอนโทรล 5 โหมด ที่ช่วยให้ขับขี่ได้ปลอดภัยมากขึ้น หรือถ้าอยากจะลองซิ่งแทร็กเดย์ก็สามารถปิดได้ด้วยนะ เท่านั้นยังไม่พอเพื่อให้รถควบคุมได้ดีขึ้นและสมรรถนะดียิ่งขึ้นทางค่ายได้เพิ่มระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์เพิ่มเข้าไป ช่วยลดการเสียอาการเวลาเชนเกียร์ลงจากรอบ ๆ สูง รวมไปถึงระบบอีซี่สตาร์ท ระบบช่วยเลี้ยงรอบป้องกันเครื่องยนต์ในรอบต่ำ ๆ สำหรับในเรื่องของช่วงล่าง ตัวรถจะเฟรมได้ใช้เฟรมอลูมิเนียมแบบทวินสปาร์น้ำหนักเบา และสวิงอาร์มที่ได้มาจาก GSX-R ส่วนระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะมีโช้คหน้าหัวกลับจาก KYB ที่ปรับแต่งได้เต็มระบบ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนระบบเบรกด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 310 ม.ม.  และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Nissin ส่วนล้อนั้นจะเป็นล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้าน พร้อมกับยาง Dunlop SPORTMAX Roadsport2 ที่พัฒนามาให้เข้าคู่กัน สุดท้ายนี้จะมาพร้อมเฉดสีใหม่ที่ดูดียิ่งขึ้น 2 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงินเข้มแบบด้าน โช้คสีทองและล้อสีน้ำตาลทอง และสีเทาเข้มที่มาพร้อมกับล้อสีแดง อ่อ ลืมไปยังมีการเพิ่มโหมดการแสดงผลหน้าจอเรือนไมล์ในรูปแบบ Night Mode อีกด้วย อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Benelli TRK 800

Benelli TRK 800 ขาลุยตัวเอ้คันใหม่ค่ายสิงโต การผจญภัยใหม่ ๆ และน่าตื่นเต้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่ทางเบเนลลี่ได้เปิดตัว Benelli TRK 800 แอดเวนเจอร์ไบค์คันใหม่จากเมือง Pesaro ที่ออกแบบมาให้พร้อมสู้ไปกับทุกทริปทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะทางสนุก ทางสบาย หรือทางลำบาก โมเดลนี้ถือกำเนิดมากศูนย์การออกแบบของทางค่ายและพัฒนาขึ้นจาก House of the Leoncino ในเมือง Pesaro ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่และหัวใจหลักของบริษัทก่อตั้งอยู่ โดยโมเดลนี้เปิดตัวกันในปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปีของเบเนลลี เป็นตัวแทนการเริ่มต้นบทใหม่ในประวัติศาสตร์ค่ายสิงโตแบรนด์นี้ สำหรับโมเดลนี้จะเป็นรถที่มาช่วยขยายรถในตระกูล TRK หรือรถในสไตล์แอดเวนเจอร์ของทางแบรนด์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ร่วมกับโมเดลขายดีที่สุดของทางค่ายอย่าง TRK502X แต่จะมาในสไตล์ที่คล่องตัว ทันสมัย และกำลังที่มากกว่าด้วยเครื่องยนต์ขนาด 754 ซีซี การออกแบบของโมเดลนี้ นั้นเน้นไปที่เส้นสายลื่นไหล วกวนและแข็งแกร่ง ผสมผสานด้วยความหรูหราและรายละเอียดที่ขัดเกลามาอย่างดี เพื่อตอกย้ำสิ่งที่รถพร้อมจะให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัส กลายเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์สุดเฉี่ยว ทั้งยังมีการดึงเอาจุดเด่นจากโมเดลพิกัด 500 ซีซีออกมาปรับใช้ อาทิ ด้านหน้าของตัวรถและบังโคลนหน้า โดยปรับให้ดูลงตัวมากยิ่งขึ้น ไฟหน้าคู่ทรงโค้งพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยระบบไฟทั้งหมดเป็นแบบ LED และหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 7 นิ้ว   ขุมพลังของรถเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบเดียวกันกับที่ใช้ใน Leoncino โดยเคลมแรงม้ามาที่ 76.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และแรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ และเพื่อให้ขับขี่ได้สนุกและปลอดภัยยิ่งขึ้นทางค่ายก็ได้ใส่ระบบทอร์คแอสซิสต์แอน์สลิปเปอร์คลัตช์มาให้อีกด้วย ส่วนช่วงล่างนั้นตัวรถจะใช้เฟรมแบบถักพร้อมกับเพลตเหล็กกล้าเสริมความแข็งแรง ซึ่งทางค่ายออกแบบมาให้ขับขี่ได้คล่องตัวและก็มีความนุ่มสบายทุกสภาวะ ไม่กระด้างจนทำให้เมื่อยล้อแม้ในยามที่ต้องขับขี่ทางไกล ตัวรถยังมีการออกแบบการยศาสตร์มาอย่างดี ใส่ใจแม้จุดเล็ก ๆ เพื่อให้ดีสำหรับทุกคนทั้งคนขี่ คนซ้อนหรือกระทั่งกล่องสัมภาระทั้งด้านข้างและด้านท้าย เพื่อการันตีความสบายทุกการขับขี่ จากการที่มันมีเบาะนั่งที่เพรียวบางแต่กว้างขวางเพียงพอ ที่จับคนซ้อนที่แข็งแรง   ไม่เพียงแต่เรื่องของการยศาสตร์ ตัวรถยังคำนึงถึงเรื่องอากาศพลศาสตร์หรือแอโรไดนามิกของตัวรถที่ดี โดยมีการเลือกใช้ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ปรับได้ รวมถึงใส่ใจเรื่องการป้องกัน โดยตัวรถมีการ์ดแฮนด์ การ์ดใต้ท้องเครื่อง ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับของทาง Marzocchi ขนาด 50 ม.ม. ที่สามารถปรับสปริงพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ พร้อมระยะยุบ 170 ม.ม. ส่วนด้านหลังจะเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมพร้อมกับโช้คเดี่ยววางกลางลำที่สามารถปรับสปริงพรีโหลดและรีบาวด์แดมปิ้งได้ ระยะยุบ 53 ม.ม. (171 ม.ม.ที่ล้อ) ส่วนระบบเบรกจะเป็นของทาง Brembo ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกขนาด 260 ม.ม. คาลิเปอร์เบรกแบบสูบเดียว ส่วนล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมอัลลอยขนาด 19 นิ้วและ 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 110/80-19 และ150/70-17 ตามลำดับ   อย่างไรก็ดีทางแบรนด์ยังบอกอีกว่าตัวรถจะเริ่มมีจำหน่ายในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่ราคานั้นยังไม่ได้กำหนดครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

เปิดตัว Aprilia Tuono 660 ในไทยพร้อมค่าตัว 689,000 บาท

เปิดตัว Aprilia Tuono 660 ในไทยพร้อมค่าตัว 689,000 บาทล่าสุดบริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ Piaggio และ Vespa พร้อมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน Aprilia และ Moto Guzzi สัญชาติอิตาเลียนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้ทำการ เปิดตัว Aprilia Tuono 660 เน็กเก็ดไบค์สไตล์สปอร์ตเน็กเก็ดออกมาให้สาวกได้อึ้งทึ่งกันแบบต่อเนื่อง หลังจากสร้างปรากฎการณ์เหนือความคาดหมาย หักปากกาเซียนมอเตอร์ไซค์หลายต่อหลายเจ้าเปิดตัวสปอร์ตไบค์ในพิกัดเดียวกันก่อนหน้านี้ไม่นานนัก สำหรับโมเดลนี้ก็จะเป็นสปอร์ตเน็กเก็ดไบค์พิกัดกลางโมเดลใหม่สุดของทางค่าย ที่โดดเด่นในเรื่องของพละกำลังแรงม้าและน้ำหนักตัวเราที่สุดเบา ใช้บล็อกเครื่อง 2 สูบ 660 ซีซี ขนาดเล็กและทันสมัยที่มีพละกำลังสูงสุด 95 แรงม้า ทรงพลังที่สุดในคลาส 2 สูบขนาดต่ำกว่า 750 ซีซี ด้วยการใช้ข้อเหวี่ยงทำมุมที่ 270 องศา ทำให้แรงบิดมหาศาลแต่คงความนุ่มนวล ให้กำลังออกตัวช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำ ตอบโจทย์การขับขี่ในเมือง รวมไปถึงความคล่องตัวบนเส้นทางคดเคี้ยวพร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ ช่วยให้การขับขี่ในทุกสถานการณ์ราบรื่น และสะดวกง่ายดาย ด้านการดีไซน์ออกแบบนั้นตัวรถถ่ายทอด DNA มาจากรถสปอร์ตตระกูล RS ของทางค่าย แม้จะเป็นเน็กเก็ดไบค์แต่ก็มีกลิ่นอายความสปอร์ตแฝงอยู่มาก ด้านหน้าของตัวรถยังมีชิลด์และแฟริ่งหน้า มีดีไซน์แบบดับเบิ้ลแฟริ่งหรือแฟริ่ง 2 ชั้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดแรงลมปะทะได้ดีกว่าเน็กเก็ดทั่วไป แต่ยังคงมีลักษณะเด่นของเน็กเก็ดไบค์อย่างท่านั่งที่ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ ตัวรถมีแฮนด์บาร์สูง ท่านั่งหลังตรง ทำให้ขับขี่ได้ง่ายและสบายมากกว่า นอกจากนี้ยังออกแบบท่อไอเสียไว้ด้านใต้ตัวรถทำให้ศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับเทคโนโลยีในตัวรถก็มีความทันสมัยในระดับแนวหน้าของคลาส ระบบไฟส่องสว่างของรถเป็น LED เต็มระบบ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟเบรกฉุกเฉิน หน้าจอสี TFT ขนาด 4.3 นิ้ว ในส่วนของเครื่องยนต์ก็จะมีระบบคันเร่งไฟฟ้า พร้อมระบบ APRC ที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่และความปลอดภัย อาทิ ระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบป้องกันล้อลอยตัว ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์หรือเอ็นจิ้นแม็ป ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบครูซคอนโทรล โหมดการขับขี่ 5 โหมด สำหรับถนน 3 โหมด และสำหรับสนาม 2 โหมด โดยประเทศไทยจะจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ – แดง Concept Black และสีเทา-ดำ-แดง Iridium Grey ในสนนราคา 689,000 บาท สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Motoplex ทั่วประเทศ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Ducati Unica

Ducati Unica โปรแกรมพิเศษที่ให้คุณคัสตอมดูคาติในแบบของคุณเอง   Ducati Unica คือโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้คนที่สนใจจะเป็นเจ้าของรถดูคาติสามารถที่จะคัสตอมรถดูคาติของคุณให้ไม่เหมือนใครในโลกได้ ล่าสุดทางดูคาติได้ประกาศโปรแกรมสุดบรรเจิดที่ให้คนที่อยากจะดีไซน์และสร้างรถที่พิเศษและโดดเด่นไม่ซ้ำใครสำหรับตัวคุณได้เอง ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าสาวกได้สามารถทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง โดยคุณจะได้พูดคุยกับทางนักออกแบบและเทคนิคเชียนเพื่อสร้างรถที่ใช่สำหรับคุณอย่างแท้จริง สำหรับสาวกที่เข้าร่วมโครงการนี้จะสามารถเข้าไปที้แผนกออกแบบของทางดูคาติได้เลย เพื่อที่จะสามารถอธิบายความต้องการให้ดีไซเนอร์และทำตาม ระหว่างนั้นเองก็สามารถแวะเข้าไปชมได้เป็นระยะ ๆ เพื่อติดตามความคืบหน้าของรถ และสัมผัสถึงความอุ่มเทและความปราณีตในแต่ละชิ้นส่วนของรถ และด้วยการสนับสนุนจากทีมงานมืออาชีพ กระบวนการคัสตอมจะถูกร่างแบบและกำหนดรายละเอียดทุก ๆ จุด มีการเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ เก็บงานเรียบร้อย สีสันที่พิเศษและของแต่งเพิ่มสมรรถนะก็มีให้พร้อมสรรพ เพื่อตอบโจทย์ของสาวกเลือดสีแดงเข้ม ในแต่ละสเตจของการสร้างรถจะมีการบันทึกข้อมูลเอาไว้ จะได้เห็นถึงผู้ที่ร่วมงานต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ร่างภาพไปจนถึงขั้นตอนการส่งมอบรถกันเลยทีเดียว สำหรับรถที่ออกมาจากโปรแกรมนี้จะมีใบเซอร์ฯ ยืนยันความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร และจะไม่ถูกทำซ้ำขึ้นอย่างเด็ดขาด เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่พิเศษแบบสุด ๆ จริง ๆ ครับ ใครสนใจก็ลองติดต่อศูนย์บริการใกล้บ้านท่านได้เลยนะครับผม อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

CB300R 2022

CB300R 2022 ปรับใหม่อัปโช้คหน้า สลิปเปอร์คลัตช์ และ ABS กลับมาอีกครั้งหลังจากหายเงียบไปพักใหญ่กับนีโอสปอร์ตคาเฟ่พิกัด 300 ซีซีอย่าง Honda CB300R 2022 ที่ครั้งนี้เปิดตัวกันไกลถึงที่ยุโรป แม้ว่าจะยังมีรูปโฉมไม่ต่างไปจากเดิมนัก แต่มันก็มีอะไร ๆ ให้ดีใจ ไม่น้อยอยู่เหมือนกัน กับการอัปเกรดหลาย ๆ จุด เพื่อให้มันเป็นรถที่ขี่ได้ดีและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยจุดที่เปลี่ยนแปลงไปในโมเดลใหม่นี้ ก็จะมีในส่วนของโช้คหน้าที่เพิ่มความดีงามของโช้คเดิมให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งในตอนนี้โช้คหน้าก็จะกลายเป็นโช้คหัวกลับ SFF-BP จาก Showa ขนาด 41 ม.ม. ตัวเดียวกับที่ใช้ในบิ๊กไบค์รุ่นใหญ่ ๆ ของทางค่าย อย่าง CB650R ซึ่งถือเป็นการอัปเกรดสำคัญของโมเดลนี้จุดนึง ทั้งนี้โช้คใหม่นี้จะมีจุดเด่นคือให้สมรรถนะในการหน่วงการทำงานของโช้คได้ดียิ่งขึ้น  มีน้ำหนักเบากว่าเดิม รวมถึงสามารถปรับแต่งการทำงานได้ ผลก็คือจะช่วยให้จับฟีลลิ่งได้ดี ซับแรงกระแทกได้เยี่ยม และควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ ในส่วนของช่วงล่างยังมีการอัปเกรดในเรื่องของการเบรกให้ดีขึ้น แต่ไม่ใช่อัปเกรดที่ตัวระบบเบรกโดยตรง โดยยังคงใช้ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 296 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบเรเดียลเมาท์ Nissin 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 220 ม.ม.ร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบเดี่ยวเช่นเดิม เพียงแต่มีการอัปเกรดระบบเบรก ABS ให้ทำงานโดยอาศัยระบบประมวลผลแรงเฉื่อย IMU ซึ่งจะทำให้ระบบเบรก ABS ทำงานได้แม่นยำมากยิ่งขึ้นทุกสภานการณ์การขับขี่ ในส่วนของเครื่องยนต์นอกจากจะปรับปรุงให้ผ่านมาตรฐาน Euro5 ด้วยการเพิ่มขนาดของแค็ตฯ ในท่อให้ใหญ่ขึ้นแล้ว ทำให้รถมีแรงม้าลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 30.7 แรงม้าที่ 9,000 รอบ ขณะที่แรงบิดยังคงเดิมที่ 27.5 นิวตันเมตรที่ 7,750 รอบ สำหรับในส่วนเครื่องยนต์ยังมีการเพิ่มระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ป้องกันการเสียอาการขณะเชนเกียร์ลงเพื่อลดความเร็วอย่างรวดเร็ว ทำให้ควบการขับขี่ได้ดีและปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ อีก เช่น ปรับเปลี่ยนวัสดุของเบาะนั่งให้นั่งได้สบายมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนในส่วนของปลายท่อไอเสียด้านขวาใหม่ซึ่งมีโครงสร้างภายในที่ซับซ้อนน้อยลง     สุดท้ายนี้ก็มีสีสันจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีเหลือง Pearl Dusk Yellow สีน้ำเงิน Mat Pearl Agile Blue สีดำเมทัลลิก Mat Gunpowder Black Metallic และสีแดง Candy Chromosphere Red เรียกว่ามีให้เลือกแบบจุ ๆ ใจกันเลย ส่วนบ้านเราจะจำหน่ายโมเดลนี้เมื่อไหร่และสีอะไรบ้าง คงต้องรอลุ้นกัน แต่เชื่อว่าไม่นานเกินรอแน่นอน อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ เปิดตัวในไทยพร้อมราคา 699,000 บาท

Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ เปิดตัวในไทยพร้อมราคา 699,000 บาท   ล่าสุดทาง บริษัท เวสปิอาริโอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมชั้นนำ Piaggio และ Vespa พร้อมทั้งรถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน Aprilia และ Moto Guzzi สัญชาติอิตาเลี่ยนแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว Aprilia RS 660 ซูเปอร์สปอร์ตไบค์ที่แรงและโดดเด่นมากกว่าครั้งไหน ๆ ด้วยดีไซน์ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว และสีสันที่ดุดัน พร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากการแข่งขันระดับโลก   ซูเปอร์สปอร์ตคันใหม่ของทางค่ายอาพริเลียนี้พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งคัน มีดีไซน์โดดเด่นและล้ำสมัยด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงความสวยงามและการใช้งานได้จริง ตัวรถโดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างแบบ 3 โคมและเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ โดยเป็นระบบไฟแบบ LED เต็มระบบ ซึ่งมีไฟเลี้ยวบิลด์อินภายในไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ไม่มีไฟเลี้ยวแยกออกมาให้เกะกะขัดตา ทั้งยังใส่เทคโนโลยีระบบยกเลิกไฟเลี้ยวอัตโนมัติและไฟกระพริบเตือนฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหันเข้าไปอีกด้วย และยังมีระบบไฟส่องสว่างในโค้งอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอยังมีการออกแบบแฟริ่งในแบบที่เรียกว่าดับเบิ้ลแฟริ่งหรือแฟริ่งแบบสองชั้น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม แฟริ่งที่ว่านี้ยังช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกให้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ได้ดีและยังช่วยตัดลมปะทะที่จะเกิดขึ้นผู้ขับขี่ได้ดีอีกด้วย ในเรื่องของตำแหน่งท่านั่งดีไซน์ก็มีการออกแบบโดยคำนึงถึงหลักการยศาสตร์ โดยมีตำแหน่งสามเหลี่ยมสมมติของความสัมพันธ์กันระหว่าง เบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์มาอย่างลงตัว ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องงอเข่ามากเกินไป สามารถขับขี่ทางไกลได้สบาย แต่ก็ให้ท่านั่งที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและกระชับทุกการขับขี่ โดยจะมีถังน้ำมันขนาดกะทัดรัดแต่ก็จุได้มากถึง 15 ลิตร ซึ่งออกแบบมาให้ใช้ขาหนีบถังช่วยคอนโทรลรถได้ดีอีกด้วย มาที่ส่วนด้านท้ายกันบ้างทางค่ายออกแบบดีไซน์ให้ท่อไอเสียนั้นอยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่องยนต์เพื่อสร้างสมดุลน้ำหนักตัวรถช่วยให้ควบคุมตัวรถได้ดี รวมถึงส่งผลดีต่อความร้อนที่จะกวนใจนักบิดและค้นซ้อนน้อยลงมาก และยังจะทำให้สามารถวางตำแหน่งพักเท้าคนซ้อนได้ต่ำลงทำให้คนซ้อน พิเศษอีกเล็กน้อยที่เป็นเรื่องของความใส่ใจทางค่ายยังได้ออกแบบให้รถสามารถถอดกระจกมองข้าง พักเท้าคนซ้อนและที่ยึดป้ายทะเบียนออกได้อย่างง่ายดายเพื่อให้สามารถลงขับขี่ในสนามแบบเรซซิ่งได้ดีอีกด้วยนะเออ เปลี่ยนจากเรื่องของดีไซน์มาที่ขุมพลังกันบ้าง สำหรับโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์สองสูบเรียงขนาด 660 ซีซีที่ให้พละกำลังสูงสุดที่ 100 แรงม้าที่ 10,500 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 8,500 รอบ โดย 80% ของแรงบิดสามารถเรียกใช้งานได้ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เพียง 4,000 รอบเท่านั้น ซึ่งเมื่อคำนวณค่าอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักของตัวรถที่เบาเพียง 183 กก.แล้ว ถือว่าทำได้ดีเป็นระดับหัวแถวของคลาสเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ รวมไปถึงระบบคันเร่งไฟฟ้าที่มาพร้อมแม็ปปิ้งอีกหลายแม็ปให้เลือกใช้งานอีกด้วย มาถึงเรื่องของช่วงล่างกันบ้าง ตัวรถเลือกใช้แชสซีที่ออกแบบใหม่โดยคำนึงถึงความเพรียวเป็นหลัก เฟรมและสวิงอาร์มนั้นทำจากกอลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปเพื่อให้มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง โดยเฟรมจะเป็นเฟรม Twin Lateral Beams ยึดเข้ากับคอรถ โดยใช้เครื่องเป็นส่วนนึงในการรับภาระน้ำหนักตัวรถรวมถึงยึดกับสวิงอาร์ม ทำให้รถมีน้ำหนักเบา และมีขนาดกะทัดรัด ขณะที่สวิงอาร์มแบบโมโนบล็อกออกแบบมาพิเศษเป็นแบบไม่สมมาตรเพื่อให้ได้การยึดเกาะที่ดีและน้ำหนักเบารวมไปถึงสามารถติดตั้งโช้คหลังเข้าไปได้โดยตรงไม่ต้องพึ่งพากระเดื่องอีกด้วย สำหรับระบบกันสะเทือน ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับของทาง KYB สามารถปรับแต่งรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวที่สามารถปรับรีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าคู่ขนาด 320 ม.ม. ร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบเรเดียลเมาท์ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 220 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มีแท็งน้ำมันแยก โดยระบบสายเบรกทั้งหมดจะเป็นสายถักมาให้เลย แน่นอนว่ามีระบบเบรกแบบ ABS มาให้อีกด้วย และส่วนที่สำคัญอย่างเรื่องของยาง ทางค่ายจัดยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa II มาให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่ขนาด 120/70 ZR 17 และ 180/55 ZR 17 หน้าหลังตามลำดับ ซึ่งใช้งานได้ดีมาก ๆ ทั้งบนถนนและในสนาม   ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ตัวรถยังมีเทคโนโลยีต่าง ๆ อีกมาก ที่ทำงานบนพื้นฐานของหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยแบบ 6 แกน ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นระบบแทร็คชันคอนโทรล ระบบควบคุมการลอยตัวของล้อ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก ระบบเอ็นจิ้นแม็พ ซึ่งจะช่วยให้เรื่องของการขับขี่และความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยในเรื่องของการขับขี่ในด้านของความสะดวกสบาย เช่น ระบบครูซคอนโทรล ระบบควิกชิฟเตอร์ หน้าจอแสดงผลสี TFT ที่อ่านค่าได้ง่ายพร้อมไฟแบ็กไลท์อัตโนมัติ รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้งานระบบนำทางและการรับสายโทรศัพท์ได้อีกด้วย อ้อ ตัวรถยังใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมที่มีน้ำหนักเบามากอีกด้วยนะ โหมดการขับขี่ 5 โหมด โดยแบ่งเป็น 3 โหมดสำหรับการขับขี่บนท้องถนน ได้แก่  Commute สำหรับขับขี่ในทุกวัน, Dynamic สำหรับการขับขี่ที่สนุกและเร้าใจ และ Individual ที่ให้เราสามารถปรับเองได้ และอีก 2 โหมดสำหรับขับขี่ในสนามได้แก่ Challenge สำหรับขับขี่ในสนามโดยเฉพาะ และ Time Attack ที่ช่วยให้ปรับค่าระบบต่าง ๆ ได้เต็มที่ให้เหมาะกับการขับขี่ของคุณมากที่สุด สุดท้ายนี้ Aprilia RS 660

CFMoto 250 CL-X

CFMoto 250 CL-X โมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กเลือดมังกรฟ้า CFMoto 250 CL-X คือโมเดิร์นเรโทรไซส์เล็กคันล่าสุดของทางค่าย ที่ถือว่ามีสไตล์ที่โดดเด่นไม่ใช่น้อย โดยใช้ดีไซน์แบบเดียวกันกับรุ่นพี่ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ที่พิกัด 700 ซีซี โดยจะมีสไตล์ในแบบของโมเดิร์นเรโทรคือเส้นสายที่กลม ๆ มน ๆ นั่นเอง  จุดเด่นของมันคือไฟหน้าทรงกลมแบบคลาสสิกล้อมกรอบด้วยไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์รูปตัวเอ็กซ์ โดยระบบไฟทั้งหมดจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ใช้หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล มีการออกแบบถังน้ำมันให้ได้สัดส่วนเหมาะสมได้รูปได้ทรง มีเบาะนั่งแบบ 2 ระดับ ทั้งนี้ตัวรถจะมีพื้นฐานมาจากเน็กเก็ดไบค์พิกัดเดียวกันกับของทางค่ายอย่าง 250NK นั่นเอง ทั้งนี้โมเดลใหม่นี้เปิดตัวจำหน่ายในประเทศอินเดียอยู่ในตอนนี้ ซึ่งตัวรถจะมีขุมพลังแบบสูบเดียวขนาด 249 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 28 แรงม้าและแรงบิดที่ 21.7 นิวตันเมตร ทั้งยังมีไรดิ้งโหมดและสลิปเปอร์คลัตช์ให้ใช้งานอีกด้วย นอกจากนี้ ตัวรถมีอีกหลายจุดที่แตกต่างออกไป เช่น เรื่องของท่านั่งขับขี่ที่แตกต่างออกไป โดยจะมีท่านั่งที่ตั้งตรงมากกว่ารถในตระกูล NK ที่มีท่านั่งในแบบโน้มไปด้านหน้าเล็กน้อย ในส่วนของช่วงล่างนั้น ระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก KYB และด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวจาก KYB เช่นกัน ขณะที่ระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและ ทั้งนี้ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็นโมเดลนี้ในพิกัดที่ใหญ่ขึ้นเป็น 300 ซีซีก็ได้ เพราะทางค่ายมีโมเดลสปอร์ตไบค์อย่าง 300SR ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 292 ซีซีอยู่ อย่างไรก็ดีตอนนี้ทางค่ายไม่ได้ระบุเรื่องของราคาวางจำหน่าย แต่มีตัวโมเดลนี้มีกำหนดการที่จะเปิดตัวในเอเชีย โดยน่าจะเป็นในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยนั้นคงต้องลุ้นพอตัวเลยล่ะครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก