SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง

กทม. ปลดล็อกที่จอดรถใต้ลานคนเมือง เปิดให้ประชาชนจอดรถได้แล้ว! มอเตอร์ไซค์จอดฟรี รถยนต์ชั่วโมงละ 20 บาท เช็กเวลาเข้า-ออกเลย

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Yamaha EV แก้ปัญหาความเงียบ ด้วยเสียงเครื่องจากลำโพง

Yamaha EV สิทธิบัตรใหม่ของยามาฮ่าที่แก้ปัญหาความเงียบของตัวรถด้วยการสร้างเสียงขึ้นมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ฟีลเหมือนขี่เครื่องสันดาป

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
Benelli Leoncino 800 Trail 2022

Benelli Leoncino 800 Trail 2022 หล่อก็ดี ลุยก็พอไหว Benelli Leoncino 800 Trail 2022 เป็นอีก 1 โมเดลที่น่าสนใจจากทางเบเนลลี่ค่ายรถสิงโตยกขาข้างนึงนะไม่ใช่ยกขาข้างขวด มันคือเทรลไบค์สุดเท่ตามแบบฉบับโมเดิร์นคลาสสิคของทางค่าย ในเรื่องของดีไซน์นั้น ตัวรถมีรายละเอียดที่สวยงามแบบมินิมอลลงตัวตลอดทั้งคัน ตั้งแต่ไฟหน้า LED พร้อมแฟริ่งทรงสูงด้านบนไฟหน้า บังโคลนหน้าพร้อมสิงโตยกขาเท่ ๆ อีก 1 ตัว ท่อไอเสียปลายคู่แบบยกสูง ออกแบบเฉพาะโมเดลนี้ โดยจะมาพร้อมกับเพลตนัมเบอร์และแผ่นกันความร้อนที่ด้านข้าง ให้ภาพลักษณ์ดุดันแบบรถแข่งแรลลี่ ถังน้ำมันเองก็เส้นสายที่ดูกำยำมาพร้อมการ์ดถังที่บรรจงทำขึ้นมาเป็นพิเศษสวยงามไม่เหมือนใคร และยังมีโลโก้ของทางค่าย ชื่อรุ่นและลายกราฟิกที่ดูสวยงามลงตัว ตัวรถใช้หน้าจอสี TFT ที่ให้ภาพลักษณ์สมกับเป็นรถแบบโมเดิร์นผสมผสานกับสไตล์คลาสสิก ในส่วนของขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ 2 สูบเรียงขนาด 754 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งทางค่าย 76.2 แรงม้าที่ 8,500 รอบ และ แรงบิดที่ 67 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ พร้อมระบบแอสซิสต์และสลิปเปอร์คลัตช์ แชสซีที่อยู่ในตัวรถออกแบบมาให้พร้อมลุยกับเส้นทางแบบออฟโร้ด โดยจะมีเฟรมเป็นเฟรมแบบเฟรมถักเสริมด้วยเพลตโลหะเพิ่มความแข็งแรง ซึ่งทางค่ายการันตีมาว่าจะช่วยให้ขับขี่ควบคุมได้ง่ายและแม่นยำ ระบบกันสะเทือนของรถ ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับจาก Marzocchi ขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันแดมปิ้งได้ ส่วนด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยววางกลางที่สามารถปรับพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ส่วนของระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 ม.ม. คาลิเปอร์เบรก Brembo แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 ม.ม.และคาลิเปอร์เบรกแบบลูกสูบคู่ มาถึงเรื่องของล้อกันบ้างครับ ล้อหน้าจะเป็นล้อขนาด 19 นิ้วส่วนล้อหลังจะเป็นล้อขนาด 17 นิ้ว โดยจะเป็นล้อซี่ลวดแบบทูบเลส ซึ่งก็จะช่วยให้ลุยได้ประมาณนึง ไม่ได้มากมายอะไรนัก โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นรถเทรลไบค์ที่หล่อ หน้าตาดีทีเดียว ลุยได้นิดหน่อย น่าจะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ชอบการผจญภัยอยู่ได้ไม่มากก็น้อย แต่จะมาจำหน่ายในไทยหรือไม่ก็ต้องลุ้นกันดูครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Tenere 700 Rally Edition 2022

Tenere 700 Rally Edition 2022 ต่างจากโมเดลปกติอย่างไร เรามีคำตอบ สำหรับเจ้า T7 สายลุยตัวกลั่นระดับกลางจากทางยามาฮ่า หลาย ๆ คนก็น่าจะรู้ดีว่าเจ้าคันนี้มีความดีงามขนาดไหน ทางเราเองก็เคยรีวิวและทดสอบเอาไว้แล้วด้วยเช่นกัน แน่นอนเมื่อเข้าปี 2022 ทางยามาฮ่าเองก็ได้รุกตลาดต่อด้วยการเพิ่มสีสันใหม่เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานใหม่ ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งก็ได้แก่ สีน้ำเงิน Icon Blue ที่ได้รแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งของทีมโรงงาน และสีดำ Midnight Black สำหรับคนชอบความดาร์ค โดยจะมาในเฉดสีดำทั้งคันรวมไปถึงล้อสีดำอีกด้วย แต่เท่านั้นยังไม่พอทาง Yamaha ยังได้สารต่อโมเดลพิเศษอย่าง Tenere 700 Rally Edition 2022 อีกด้วย หลาย ๆ ท่านน่าจะจำได้ว่าโมเดลก่อนหน้านี้จะมาในเฉดสีฟ้าและเหลืองพร้อมลายยามาฮ่าสปีดบล็อกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งดาการ์ในอดีต แต่สำหรับโมเดลใหม่นี้จะมาในเฉดสีขาวและแดงพร้อมลายกราฟิกสปีดบล็อก บวกกับของแต่งแท้ตรงรุ่นจากทาง Yamaha และของแต่งตรงรุ่นจากแบรนด์ระดับโลกอีกหลายชิ้น เพื่อให้โดดเด่นแตกต่าง และลุยไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น ถามว่าโมเดลพิเศษใหม่นี้ใช้ตัวรถที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับเจ้า T7 ตัวสแตนดาร์ดที่มีเครื่องยนต์ 2 สูบขนาด 689 ซีซี ที่ให้แรงม้าสูงสุดที่ 72.4 แรงม้าที่ แรงบิดสูงถึง 68 แรงม้าที่ 6,500 รอบแล้ว วางบนเฟรมแบบเปลคู่ มีระบบกันสะเทือนด้านหน้าจะเป็นโช้คหน้าหัวกลับ KYB ปรับแต่งได้ ด้านหลังเป็นสวิงอาร์มอลูมิเนียมและโช้คหลังพร้อมกระเดื่องที่ปรับแต่งได้เช่นกัน ระบบเบรกด้านหน้าเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo ด้านหลังเป็นดิสก์เบรกเดี่ยว พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo เช่นกัน และยังมีระบบเบรก ABS ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ล้อจะเป็นล้อซี่ลวดอลูมิเนียมหน้า 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ รัดมาด้วยยางพร้อมลุยอย่าง Pirelli Scorpion Rally และส่วนพิเศษที่เพิ่มเข้ามาก็จะมีดังนี้   เบาะนั่งพิเศษเฉพาะรุ่นแรลลี่ ใช้วัสดุสองแบบ ทำสีแดงและดำ พร้อมโลโก้ยามาฮ่า และความสูงที่ 895 พิเศษ ท่อ Akrapovic แบบสลิปออนพร้อมแผ่นกันความร้อนแบบคาร์บอน แฮนด์บาร์ทำสีดำ ปลอกแฮนด์แบบออฟโร้ด ช่วยให้ควบคุมได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าจะต้องเจอฝุ่นหรือโคลน การ์ดท้องเครื่องพิเศษทำจากอลูมิเนียมหนา 4 ม.ม. พร้อมจุดยึดกล่องเครื่องมือ ไฟเลี้ยว LED แผ่นกริพถัง ผิวสัมผัสยางเพื่อช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นเวลายืนขับขี่ การ์ดโซ่ทำจากอลูมิเนียม การ์ดแผงหม้อน้ำอลูมิเนียม ล้อสีทอง และนี่คือทั้งหมดเกี่ยวกับ เจ้า T7 โมเดลใหม่และโมเดลพิเศษสำหรับปีนี้ครับ งานนี้ใครอยากได้สีสันใหม่ ๆ หรือรุ่นพิเศษสุดเท่แล้วล่ะก็อย่าลืมกำเงินรอได้เลยครับผม มีลุ้นวางขายไทยในปีนี้แน่นอนครับผม อ่านข่าว Yamaha อื่นๆ คลิกที่นี่ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Dynavolt Triumph รับ Hannes Soomer

Dynavolt Triumph รับ Hannes Soomer เข้าร่วมทีมพร้อมลุยศึก WSSP 2022 Dynavolt Triumph เผยเซ็นสัญญา Hannes Soomer เข้าร่วมทีมเพื่อสู้ศึก World Supersport Championship ฤดูกาล 2022 Hannes คือชายที่สามารถคว้าชัยในศึก European Supersport Championship เมื่อปี 2017 โดยเขาจะเข้ามาร่วมทีม Dynavolt Triumph และเป็นการกลับเข้ามาสู่เวทีโลกอีกครั้งหลังจากที่การแข่งขัน FIM Supersport นั้นปรับเปลี่ยนกติกาโดยใช้ระบบ Balance of Performance ใหม่ นักแข่งชาวเอสโตเนียวัย 23 ปีรายนี้เริ่มต้นเส้นทางนักแข่งของเขาในรายการ ADAC Junior Cup ในปี 2011 และคว้าโพเดียมแรกของเขาได้ในปี 2012 และจบที่อันดับ 5 ในตารางคะแนนรวม ต่อมาในปี 2013 เขาก็ลงแข่ง European Junior Cup เป็นครั้งแรก และในปี 2015 เขาก็สามารถคว้าโพเดียมแรกในรายการนี้มาได้ และในปีถัดมาเขาก็สามารถคว้าชัยชนะแรกของเขามาได้ ในปีเดียวกันนั้นเอง Soomer ก็ได้เปิดตัวลงแข่งในศึก World Supersport อยู่ 3 สนาม ต่อมาปี 2017 เขาก็เข้าร่วมในศึก European WorldSSP championship และสามารถทำคะแนนไปได้ 28 คะแนน และกลายเป็นแชมป์ในปีนี้เอง จากนั้น Soomer ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลเป็นครั้งแรกกับศึก WorldSSP ในปีถัดมา และจากนั้นเขาก็กลายเป็นนักแข่งที่สามารถทำคะแนนได้สม่ำเสมอ เขามีความก้าวหน้ามากขึ้นในปี 2019 และสามารถจบการแข่งขันติดท็อป 10 อยู่บ่อยครั้ง เพียงพอที่จะทำให้เขามีหน้ามีตาและชื่อเสียงและย้ายไปอยู่ทีม Kallio Racing ในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่เขาสามารถคว้ามาได้ 3 โพเดียมจากการแข่งขัน 3 เรซท้ายสุด ต่อมาในปี 2021 ปีที่มีการแข่งขันน้อยลง เขาก็ได้ฉายาว่า เจ้าลูกกระสุนปืนจากบอลติก และตอนนี้เขาก็พร้อมที่จะออกลุยกับฤดูกาลที่ 5 ของเขาในพร้อมกับทีมที่มีโรงงานตั้งอยู่ที่สหราชอาณาจักรอย่าง Triumph Hannes Soomer เผยว่า “ผมดีใจมาก ๆ ที่ได้ร่วมงานกับทีม Dynavolt Triumph ในฤดูกาล 2022 ผมเชื่อในศักยภาพของรถและประสบการณ์ของทีม และผมมั่นใจว่าเราสามารถหาทางร่วมงานกันได้อย่างรวดเร็ว ปีนี้เราจะได้เห็นความท้าทายใหม่ ๆ จากกติกาใหม่ ๆ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันนั้นยากที่จะคาดเดาและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ผมพูดได้แต่เพียงว่าเราจะทุ่มสุดกำลังของเรา และผมทนไม่ไหวแล้วที่จะได้เริ่มต้นการทดสอบและอยากที่จะลุยศึกในฤดูกาลนี้เต็มที่แล้ว” Simon Buckmaster ผู้จัดการทีม Dynavolt Triumph เผยว่า “เรายินดีอย่างยิ่งที่จะประกาศว่าเราได้ทำข้อตกลงร่วมกันกับ Hannes Soomer ให้เข้ามาร่วมทีม Dynavolt Triumph อย่างเป็นทางการ จริง ๆ แล้ว ผมเฝ้าดูพัฒนาการของ Hannes ในไม่กี่ปีให้หลังมานี้และเคยพูดคุยกับเขาในช่วงสองสามฤดูกาลหลังมากนี้ เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปได้ในการเซ็นสัญญาให้เขามาร่วมทีมของเรา ดังนั้นผมก็เลยดีใจที่ปีนี้เขาสามารถตกลงปลงใจกับเราได้” “Hannes นั้นเคยได้มาแล้วหลายโพเดียมในปี 2020 ปีที่แล้วเขาบาดเจ็บที่ขาในช่วงต้นฤดูกาลแต่ก็กลับมาโชว์ผลงานได้อย่างประทับใจ ผมเชื่อว่าเขามีศักยภาพ เขามีประสบการณ์และเขายังเชื่อมั่นในทีมของเรา เชื่อในโปรเจ็กต์ของไทรอัมพ์ เราตื่นเต้นที่จะได้เริ่มต้นการทดสอบรถและเฝ้ารอที่จะได้ร่วมการแข่งขัน เป้าหมายของเราคือต้องมุ่งไปข้างหน้าและเป้าสูงสุดคือโพเดียมและแชมป์ ผมคิดว่าเขาจะต้องทำให้ผู้คนต้องประหลาดใจ แต่ก็อาจจะไม่ถึงกับทุกคน เพราะมีคนไม่กี่คนที่เหมือนเรา ที่รับรู้ได้ถึงพรสวรรค์ของเขา แต่เขากำลังจะทำให้แปลกใจแน่ ๆ และผมก็เฝ้ารอวันนั้น” อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก Dynavolt Triumph รับ Hannes Soomer

Yamaha Thailand Racing Team จับมือ PTT

Yamaha Thailand Racing Team จับมือ PTT Motorsport ส่ง “เคเค” เขมินท์ คุโบะ ลุย CEV Moto2 ฤดูกาล 2021 เวทีระดับโลกของวงการมอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบกับรายการ MotoGP ที่ถือว่าเป็นรายการชิงแชมป์โลกที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี ความสามารถ รวมถึงการสั่งสมประสบการณ์ กับการแข่งขันที่ดุเดือด โดยโครงการสร้างนักแข่งไทยในสังกัดของ Yamaha Thailand Racing Team สู่เวทีระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง Yamaha Motor ประเทศญี่ปุ่น และ VR46 Riders Academy ที่ได้ริเริ่มโครงการ Yamaha VR46 Master Camp ภายใต้การฝึกฝนฝีมือการขับขี่จากแชมป์โลก 9 สมัย อย่าง Valentino Rossi และทีมงานมืออาชีพ ขึ้นมาในปี 2016 เพื่อเป็นเส้นทางการส่งนักแข่งเยาวชนสู่การแข่งขันในระดับ MotoGP ให้กับเหล่านักแข่งสายเลือด Yamaha ในทวีปเอเชีย โดยมีการคัดเลือกนักแข่ง Yamaha จากประเทศต่าง ๆ ผ่านเวทีการแข่งขัน Asia Road Racing ซึ่งตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาโดยนักแข่งไทยในสังกัด Yamaha Thailand Racing Team มีศักยภาพและได้รับคัดเลือกมาโดยตลอด จากการเทรนนิ่งในโครงการ VR46 MASTER CAMP Team สู่การแข่งขันในรูปแบบเดียวกับเหล่านักแข่งยุโรป ภายใต้สังกัด VR46 MASTER CAMP Team นักแข่งไทยจาก Yamaha Thailand Racing Team ได้เข้าร่วมในการแข่งขันรายการ FIM CEV International Championship ครั้งแรกในปี 2017 ซึ่งถือได้ว่าเป็นรายการการแข่งที่ผลิตนักแข่งชั้นนำออกสู่การแข่งขันในรายการ MotoGP โดยโครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากทาง PTT Motorsport ที่กันร่วมผลักดันนักแข่งไทยในระดับนานาชาติมาถึง 4 ฤดูกาลติดต่อกัน โดยในฤดูกาล 2021 นี้ ตัวแทนนักแข่งไทย เขมินท์ คูโบะ #9 จาก Yamaha Thailand Racing Team ถูกส่งเข้าร่วมการแข่งขัน FIM CEV Moto2 European Championship 2021 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน พร้อมกับความท้าทายของการแข่งขันบนผืนแผ่นดินยุโรปที่มีนักแข่งดาวรุ่งฝีมือดีอยู่อย่างมากมายในการแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลถึง 8 สนาม 12 เรซ โดยใช้สนามแข่งขันเดียวกันกับรายการ MotoGP ทั้งสิ้น กับผลงานการแข่งขันของ เขมินท์ คูโบะ #9 ที่ทำการฝึกฝนอย่างหนักจนเป็นที่จับตาของสื่อในยุโรป ตลอดการแข่งขันทั้งฤดูกาล เขมินท์ คูโบะ #9 นักแข่งใทย สามารถทำผลงานได้เป็นอย่างดีและสามารถจบการแข่งขันได้ในอันดับ 4 ซึ่งเป็นผลงานดีที่สุดของฤดูกาล 2021 และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 11 ของตารางคะแนนสะสม ในรายการ FIM CEV Moto2 European Championship 2021 อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Yamaha คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก Yamaha Thailand Racing Team จับมือ PTT Motorsport

Honda Giorno 2022

Honda Giorno 2022 สกู๊ตเตอร์น้องเล็กสุดน่ารัก พิกัด 50 ซีซี สำหรับ Honda Giorno 2022 นั้นเป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กพิกัด 50 ซีซี หรือที่บ้านเรานิยมเรียกรถประเภทนี้กันว่ารถป๊อป ที่ถึงแม้ว่าในบ้านเรานั้นจะไม่สามารถนำมาจดทะเบียนและนำมาขับขี่บนท้องถนนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็มีความน่าสนใจและมีความน่ารักมุ้งมิ้งอยู่ในตัว วันนี้ก็เลยเอามานำเสนอกัน แม้ว่าทางฮอนด้าเองจะไม่นำเข้ามาจำหน่ายก็เถอะ สำหรับ Giorno นั้นก็มีการปรับปรุงและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และในโมเดลใหม่นี้ก็มีดีไซน์ที่ออกมาน่ารักมุ้งมิ้ง กลม ๆ มน ๆ ดูดีมีสไตล์ มีความคลาสสิคและหรูหราอยู่ในที โดดเด่นด้วยไฟหน้า ไฟเลี้ยวและกระจกทรงกลมแบบคลาสสิค มีดีไซน์ตัวรถที่โค้งมนตั้งแต่หัวจรดท้าย ดูสวยงามและน่ารัก นอกจากนี้ยังมีสีสันสวย ๆ ให้เลือกหลากหลายสีอีกด้วย ตัวรถยังมีเรือนไมล์อนาล็อกทรงกลมน่ารัก พร้อมมีส่วนแสดงผลดิจิตอลขนาดเล็กด้านล่างสำหรับแสดงข้อมูลระยะทางหรือเวลา เป็นต้น ถัดลงมาด้านล่างอีกเล็กน้อยก็จะเป็นเบ้ากุญแจพร้อมม่านนิรภัยกันงัดแงะ รวมถึงปุ่มสำหรับเปิดเบาะ   ในส่วนของฟังก์ชันอำนวยความสะดวกนั้นก็มีอยู่พอสมควร ที่ด้านหน้าใต้แฮนด์ลงมา จะมองเห็นช่องเก็บของเล็ก ๆ พร้อมฝาปิดที่ด้านซ้ายและช่องจ่ายไฟสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ยังมีช่องเก็บของขนาดเล็กด้านขวามือที่เพียงพอที่จะใส่ขวดน้ำขนาด 500 มล.ได้ ส่วนบริเวณตรงกลางก็จะเป็นห่วงโลหะขนาดใหญ่สามารถใช้แขวนถุงผ้า หรือถุงกับข้าวก็ได้ เวลาที่ไม่ใช้ก็สามารถพับเก็บให้เรียบร้อยได้อีกด้วย ในขณะที่ใต้เบาะก็มีช่องเก็บของขนาด 20 ลิตรที่สามารถเก็บหมวกกันน็อกแบบเปิดหน้าได้ 1 ใบ หรือจะใส่เอกสารขนาด A4 ก็ทำได้เช่นเดียวกัน สำหรับเครื่องยนต์นั้นจะเป็นเครื่องยนต์ eSP ขนาด 50 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ และจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ที่ช่วยให้กำลังที่ดีในยามออกตัวและความประหยัดน้ำมัน ตัวรถยังมีระบบ Idling Stop ที่ช่วยดับเครื่องยนต์เวลาหยุดรถตอนติดไฟแดง ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิก ด้านหลังเป็นโช้คเดี่ยว โดยจะมีล้ออลูมิเนียม 8 ก้านขนาด 10 นิ้วเท่ากันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และสำหรับระบบเบรกนั้นจะเป็นดรัมเบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรกแบบคอมบายเบรก เวลากำเบรกหลังระบบจะช่วยกระจายเบรกไปยังเบรกหน้าให้ด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากเวลาขับขี่ สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 5 เฉดสีด้วยกันได้แก่ สีเบจ สีเทา สีเขียวด้าน สีฟ้า และสีชมพู โดยจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นที่ราคา 209,000 บาท หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 60,600 บาท งานนี้ใครเงินเหลือซื้อมาขับเล่นในหมู่บ้านก็ได้นะ จริง ๆ ส่วนตัวผมก็รู้สึกเสียดาย ดีไซน์เลยนะ ออกจะน่ารัก ถ้านำมาปรับกับโมเดลในบ้านเรา เปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนขนาดล้อ ผมว่าน่าสนใจเลยแหละ ปล. แล้วจะมีใครสนใจเหมือนผมบ้างมั้ยเนี่ย อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก 

Aprilia Tuareg 660

Aprilia  Tuareg 660 สายลุยไซส์กลางจากค่ายสามตา มีอะไรน่าสนใจ สำหรับเจ้า Aprilia Tuareg 660 นั้นเราเคยทำข่าวไปแล้วครั้งนึงตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เผยโฉมคันจริง ๆ ยังเป็นเพียงภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกกันอยู่เลย และข้อมูลที่ได้มาตอนนั้นก็ยังไม่ละเอียดมากพอสำหรับแฟน ๆ ที่จะตัดสินใจซื้อรถกันสักคันใช่มั้ยล่ะครับ มาคราวนี้ก็ได้โอกาสนำข้อมูลมานำเสนอกันอีกครั้ง คราวนี้จะมีอะไรโดดเด่นและน่าสนใจแค่ไหน ไปตำกันได้เลย เข้าเรื่องการออกแบบและดีไซน์กันก่อนเลย สำหรับการออกแบบนั้นเจ้าสามตาสายลุยคันนี้มีทีมออกแบบจากทาง Piaggio Advance Design Center ที่ตั้งอยู่ที่คาลิฟอร์เนียออกแบบให้ โดยเน้นไปที่สไตล์ที่โดดเด่นและมีความลงตัวของเทคโนโลยีและเน้นการใช้งานได้จริง แต่ก็มีในส่วนของกราฟิกและโลโก้ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Tuareg 600 Wind ปี 1988 ชิลด์หน้าของรถทำจากวัสดุเพล็กซีกลาสขนาดใหญ่ปรับระดับได้ มีความแข็งแรงและให้ทัศนวิสัยที่ดี ไฟหน้ายังคงเอกลักษณ์ตามแบบของทางแบรนด์นั่นคือเป็นไฟหน้าแบบ 3 โคม พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว โดยไฟส่องสว่างทั้งหมดจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ   ตัวรถยังมีจุดที่ดูแปลกตาอีกหลายจุดที่ทำให้แตกต่างจากสายลุยทั่วไป ตรงที่ตัวรถด้านหน้าส่วนข้างจะใช้รูปแบบดับเบิลแฟริ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นแฟริ่งซ้อนกันสองชั้นทำหน้าที่ช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิก ซึ่งจะส่งผลดีต่อสมรรถนะของรถและความสบายเวลาขับขี่ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ตัวรถด้านท้ายเองก็ไม่มีแฟริ่งด้านล่างบริเวณใต้เบาะนั่ง เผยให้เห็นซับเฟรมและเฟรมบางส่วนให้กลิ่นอายคล้ายรถสไตล์เน็กเก็ด แต่ยังมีแฟริ่งที่สามารถถอดออกได้เวลาที่จะติดกล่องข้างสำหรับขนสัมภาระเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่คำนึงถึงเรื่องความสวยงาม ทาง Aprilia ยังคำนึงถึงเรื่องความสบายและการขับขี่ที่ดี โดยออกแบบรถให้มีการยศาสตร์ที่ดี ทางค่ายเลือกที่จะใช้เครื่องยนต์บล็อกนี้เพื่อให้ดีไซเนอร์นั้นสามารถที่จะออกแบบรถที่มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นที่เหมาะสมกับการขับขี่แบบสมบุกสมบัน ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้ผู้ขับขี่ร่างเล็กลำบากเกินไป ตัวรถถูกออกแบบให้มีซับเฟรมที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้เบาะนั่งนั้นต่ำ และยังออกแบบให้ท้ายเพรียวเพื่อให้ได้รถที่เพรียวบางและกระชับ โดยเฉพาะส่วนที่ขาของผู้ขับขี่จะต้องสัมผัส โดยเฉพาะถังน้ำมันที่แม้ว่าจะใหญ่ถึง 18 ลิตรที่ช่วยให้วิ่งได้ไกลมากถึง 450 กม. แต่ก็ยังเพรียวบางสมส่วน ตำแหน่งท่านั่งของผู้ขับขี่เองก็ออกแบบมาให้ขับขี่ได้สบายเวลาเดินทางไกล พักเท้าถูกวางให้ตำแหน่งการวางเท้าไปด้านหลังเพียงเล็กน้อย มีแฮนด์บาร์กว้างและยกสูงช่วยให้ควบคุมรถและจับอาการของรถได้ดี เบาะนั่งเองก็มีความยาวและนั่งได้สบายทั้งคนขี่และคนซ้อนรวมไปถึงมือจับคนซ้อนเองก็มาให้โดยเป็นดีไซน์แบบบิลต์อิน ตัวรถบริเวณกลางลำตัวยังออกแบบมาให้มีความสลิมเพื่อให้ขับขี่ควบคุมในท่ายืนขี่ได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเวลาขับขี่บนทางฝุ่น ขณะเดียวกันตัวรถก็มีน้ำหนักเพียง 204 กก. ซึ่งสำหรับรถแอดเวนเจอร์พิกัดนี้ถือว่าน้ำหนักดีเลยทีเดียว ขุมพลังของรถนั้นจะเป็นเครื่องสองสูบเรียง 659 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 แล้ว โดยมีการปรับอัตราทดเกียร์ใหม่ให้เข้ากับโมเดลนี้โดยตรง ไม่ใช่ยกมาวางเฉย ๆ มีการลดฟันของสเตอร์หน้าลงเหลือ 15 ฟันจากเดิม 17 ฟันจากพี่น้องสายสปอร์ต นอกจากนี้ยังมีการปรับอีกหลายจุดเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์มากขึ้นอีกด้วย อาทิ ปรับการทำงานของวาล์ว ปรับเปลี่ยนท่อไอดีและเคสของกรองอากาศ รวมถึงระบบไอเสียใหม่ เพื่อให้ได้แรงบิดที่ดีขึ้นในรอบต่ำและรอบกลาง ผลที่ได้คือเครื่องยนต์มีแรงม้าสูงสุดที่ 80 แรงม้าที่ 9,250 รอบและแรงบิดสูงสุดที่ 70 นิวัตนเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งปกติจะต้องเป็น 8,500 รอบ และมีแรงบิดมากถึง 75% ตั้งแต่ในรอบต่ำเพียง 3,000 รอบเท่านั้น ช่วงล่างของรถนั้นก็ถือว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานของแอดเวนเจอร์ไบค์ในระดับกลาง หลายคนอาจจะคิดว่าใช้พื้นฐานเดียวกันกับ RS660 หรือ Tuono แต่จริง ๆ แล้วแชสซีนั้นออกแบบใหม่โดยมุ่งให้ใช้ในรูปแบบของเฮฟวีดิวตี้หรือใช้งานหนัก สำหรับขับขี่แบบสมบุกสมบันนั่นเอง ตัวเฟรมนั้นใช้แบบท่อเหล็กความแข็งแรงสูงและแผ่นเพลตเสริมความแข็งแรง เพื่อให้ตัวรถแข็งแรงซับเฟรมเองก็เชื่อมเข้ากับเมนเฟรมทำให้รับน้ำหนักได้มากถึง 210 กก. ทำให้แทบจะไม่เกี่ยงงอนเรื่องสัมภาระและคนซ้อน ระบบกันสะเทือนนั้นจะเลือกใช้ของ KYB โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ปรับแต่งได้เต็มระบบและระยะยุบมากถึง 240 ม.ม. ด้านหลังจะเป็นโช้คเดี่ยวทำงานร่วมกับสวิงอาร์มและกระเดื่อง โดยสามารถปรับแต่งได้เต็มระบบเช่นกัน ระยะยุบเองก็ 240 ม.ม.เท่ากันกับด้านหน้า เรียกว่าตอบโจทย์การขับขี่ในแบบสมบุกสมบันได้ดี รวมถึงสามารถปรับเซ็ตให้เข้ากับโหลดต่าง ๆ ได้หลากหลายอีกด้วย สำหรับระบบเบรกนั้นจะเลือกใช้คาลิเปอร์เบรกของ Brembo พร้อมสายเบรกแบบถัก  โดยด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่ขนาด 300 ม.ม. และคาลิเปอร์เบรกแบบแอกเซียล 4 ลูกสูบ ขณะที่ด้านหลังจะเป็นดิสก์เดี่ยวขนาด 260 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว ซึ่งแน่นอนว่าเพียงพอกับการขับขี่ในสไตล์แอดเวนเจอร์อย่างแน่นอน ขณะที่ล้อนั้นจะเป็นล้อหน้าซี่ลวดแบบทูบเลสขนาด 21 นิ้วและล้อหลัง 18 นิ้วตามลำดับ ซึ่งทางค่ายให้ยางแบบกึ่งจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Pirelli Scorpion Rally STR มาซึ่งใช้งานได้ดีทั้งทางฝุ่นและกระทั่งทางดำ ก็เรียกว่าสามารถใช้งานในรูปแบบแอดเวนเจอร์ได้ดีอย่างแน่นอน มาถึงส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ กันบ้าง ซึ่งทางค่ายจัดมาเป็นชุดกับระบบ APRC ซึ่งย่อมาจาก Aprilia Performance Ride Control ก็เต็มไปด้วยระบบต่าง ๆ มากมาย โดยจะเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับปรุงมาเพื่อโมเดลนี้โดยเฉพาะ ได้แก่ ระบบแทร็คชันคอนโทรล 4 ระดับและปิดได้ ระบบครูซคอนโทรล  ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ ระบบคันเร่งไฟฟ้าและเอ็นจิ้นแม็พอีก 3 รูปแบบ โหมดการขับขี่ 4 โหมด สำหรับการขับขี่ในรูปแบบต่าง

Italjet Dragster 125 & 200

Italjet Dragster 125 & 200 สกู๊ตเตอร์ที่ตั้งตัวเองว่าเป็นซูเปอร์ไบค์สำหรับคนเมือง Italjet Dragster 125 & 200 สกู๊ตเตอร์โมเดลใหม่ล่าสุดจากทางค่ายรถสัญชาติอิตาลีคันนี้เปิดตัวในงาน Eicma 2021 ที่ทางค่ายเรียกมันว่า Urban Superbike หรือแปลง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ว่า ซูเปอร์ไบค์สำหรับคนเมือง นั่นเอง แล้วเจ้าคันนี้มีอะไรน่าสนใจกันบ้าง ไปดูกันเลยครับ   สำหรับเจ้าแดร็กสเตอร์คันนี้ทางค่ายจัดให้มันเป็นสปอร์ตสกู๊ตเตอร์ แน่นอนว่ามาพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นจากการที่มันเป็นรถอิตาลี ซึ่งแฟน ๆ สองล้อก็น่าจะพอรับรู้กันอยู่แล้วว่ารถสัญชาติอิตาลีนั้นโดดเด่นเรื่องหน้าตาการออกแบบและดีไซน์อยู่แล้ว โดยตัวรถจะมีดีไซน์ในแบบสปอร์ตดุดัน โดดเด่นด้วยเฟรมถักสีจัดจ้านและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ดูล้ำสมัย โดยเฉพาะช่วงล่างด้านหน้าที่มาพร้อมระบบบังคับเลี้ยวแบบอิสระที่ทางค่ายจดสิทธิบัตรไว้ชื่อว่า Independent Steering System หรือ I.S.S. ที่มาในลักษณะของอาร์มเดี่ยวที่ใช้วัสดุอลูมิเนียมฟอร์จ ซึ่งแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา ไฟเลี้ยวด้านหน้าอยู่ที่การ์ดเบรกพร้อมเป็นไฟแบบ Flow Light หรือไฟแบบวิ่ง ซึ่งไฟท้ายเองก็จะเป็นแบบนั้นเช่นกัน โดยระบบไฟส่องสว่างจะเป็นแบบ LED เต็มระบบ ขุมพลังของเจ้าแดร็กสเตอร์คันนี้เป็นเครื่องยนต์แบบสูบเดียว 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ แบบ DOHC 4 วาล์ว ใช้หัวฉีดจากทาง Magneti Marelli โดยจะมี 2 ขนาดความจุด้วยกันคือ ขนาด 125 ซีซี และ 200 ซีซี โดยเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 13 แรงม้าสำหรับรุ่น 125 ซีซี และ 18 แรงม้าสำหรับรุ่น 200 ซีซี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเครื่องที่ผ่านมาตรฐาน Euro5 โดยตัวรถจะมีถังน้ำมันขนาด 9 ลิตร   *ทั้งนี้ 2 ขนาดความจุจะอยู่บนพื้นฐานเดียวกันทั้งหมด ในส่วนของช่วงล่างนั้นด้านหน้าก็จะเป็นอาร์มเดี่ยวอย่างที่เกริ่นไปในเรื่องของดีไซน์ล้ำ ๆ โดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งเจ้าระบบบังคับเลี้ยวแบบอิสระ มันอิสระตรงที่ระบบบังคับเลี้ยวนั้นจะแยกออกจากระบบกันสะเทือน ทำให้ไม่ส่งผ่านแรงสั่นสะเทือนมาที่แฮนด์บาร์ และสามารถที่จะคงมิติของระบบกันสะเทือนที่ถูกต้องไว้ได้ ซึ่งระบบที่ว่านี้จะมีโช้คที่ทางค่ายออกแบบเอง โดยมี Andrea Dovizioso นักแข่ง MotoGP มาช่วยทดสอบ ในขณะที่กำลังเบรก รถก็จะไม่เกิดการยุบตัวเหมือนรถทั่ว ๆ ไป ไม่มีโหลดน้ำหนักถูกย้ายไปที่ด้านหน้ารถ ทำให้เบรกได้อย่างเต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ และเมื่อทำงานร่วมกับยางหนึบ ๆ อย่าง Pirelli Angel ที่ขนาด 120/70 R12 และ 140/60 R13 หน้าและหลังตามลำดับ ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นของทาง Brembo โดยจะเป็นดิสก์เบรกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมระบบเบรก ABS ที่ Bosch พัฒนาให้โดยเฉพาะ   และสำหรับคนที่อยากซิ่งทางค่ายเองก็มีของแต่งจากแบรนด์ระดับโลกเตรียมไว้ให้พร้อม ทั้งท่อไอเสีย Akrapovic โดยจะมีทั้งแบบขี่ถนนหรือขี่สนาม ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงม้าแรงบิดได้อีกเล็กน้อย รวมถึงมีน้ำหนักเบากว่าท่อของเดิม ของแต่งแบรนด์ Malossi ที่เด่นเรื่องอะไหล่โมเป็ดและสกู๊ตเตอร์ ปั๊มบนเกรดเรซซิ่งจาก Brembo โช้คจาก Ohlins รวมไปถึงชิ้นส่วนคาร์บอนต่าง ๆ เพื่อความเบาและโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก สุดท้ายนี้รถจะมีจำหน่าย 3 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีดำ โดยรุ่น 125 ซีซี โดยจำหน่าย 5499 ยูโร หรือราว ๆ 207,000 บาท และสำหรับรุ่น 5799 ยูโรหรือราว ๆ 218,000 บาท ครับ ส่วนการจะมาจำหน่ายในไทยนั้น มีความเป็นไปได้ครับ โดยอาจจะเป็นในลักษณะเกรย์มาร์เก็ต ซึ่งงานนี้ก็ต้องตามดูกันต่อไป แต่ราคาจะไม่ใช่ราคานี้แน่นอนครับ อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่าง ๆ ของเราคลิก

Moto Guzzi V100 Mandello มอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต

Moto Guzzi V100 Mandello มอเตอร์ไซค์แห่งอนาคต แฟน ๆ ชาวสองล้อหลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับมอเตอร์ไซค์ในสไตล์คลาสสิคเครื่องวีวางขวางจากทางค่ายรถอินทรีย์ผงาด โมโต กุซซี่ ทว่าคราวนี้ทางค่ายมาในแนวทางใหม่ มุ่งหน้าสู่อนาคต ด้วยมอเตอร์ไซค์โมเดลใหม่ที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ ๆ ล้ำ ๆ ในแบบคันแรกของโลกกับเจ้า Moto Guzzi V100 Mandello ปี 2021 นี้เป็นปีที่ทางค่ายมีอายุครบ 100 ปีหรือ 1 ศตวรรษเป็นหมุดหมายที่สำคัญมากของทางแบรนด์ และเมื่อบวกรวมกับเมือง Mandello del Lario ที่ตั้งโรงงานของทางค่ายแล้ว จึงกลายเป็นที่มาของชื่อโมเดลสุดล้ำคันนี้ โมเดลนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวบทใหม่ของทางแบรนด์ มันเป็นรถที่ขบถ ไม่ยึดติดอยู่กับสไตล์ใดสไตล์หนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่มันผสมผสานสไตล์หลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน ทั้งยังดูดีรสนิยมที่ยอดเยี่ยมและเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของการเดินทาง ตัวรถจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก ๆ เนื่องจากทางค่ายปูพื้นให้มันกลายเป็นโมเดลที่จะนำพาแบรนด์มุ่งหน้าไปสู่อนาคตด้วยโซลูชันทางนวัตกรรมอันชาญฉลาดและระบบแอโรไดนามิกส์ที่ปรับเปลี่ยนได้ ดีไซน์ของรถยังคงมีเอกลักษณ์ในแบบพิเศษของทางค่ายคือการวางเครื่องวีแบบวางขวาง มีทรวดทรงที่ให้กลิ่นอายผสมผสานของความย้อนยุคและการตีความในแบบสมัยใหม่ สังเกตได้จากทรงของถังน้ำมัน เครื่องยนต์แบบวางขวาง แผงข้างบริเวณด้านล่างของเบาะนั่ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดล Le Mans ปี 1976 และแฟริ่งด้านบนสุดก็ได้แรงบันดาลใจมาจากโมเดล Le Mans 850 III ปี 1981 สำหรับโมเดลนี้จะใช้เครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่แบบเครื่องสองสูบวี 90 องศาแบบวางขวางระบายความร้อนด้วยน้ำที่ออกแบบและพัฒนาให้มีความกะทัดรัดและน้ำหนักเบา โดยเครื่องยนต์จะมีขนาดความจุ 1,042 ซีซี โดยเคลมแรงม้าสูงสุดมาที่ 115 แรงม้า และมีแรงบิด 105 นิวตันเมตร โดยยังระบุเพิ่มเติมอีกว่ามีแรงบิดให้ใช้มากถึง 90% ตั้งแต่รอบต่ำ ๆ เพียง 3,500 รอบ โดยโมเดลนี้จะใช้ระบบส่งกำลังด้วยเพลา ในด้านของช่วงล่างนั้นตัวรถจะมีแชสซีที่ออกแบบมาให้กะทัดรัดและควบคุมตัวรถได้ดีทั้งในโค้งและทางตรง โดยไม่ทิ้งความนิ่งเสถียรเวลาขับขี่ทางตรงยาว ๆ ไกล ๆ โดยระบบกันสะเทือนจะเลือกใช้ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจากทาง Ohlins (เฉพาะตัวท็อป) และระบบเบรกจากทาง Brembo มาถึงไฮไลต์ชูโรงของโมเดลนี้ที่เรียกว่าเป็นคันแรกในโลกกันดีกว่าครับ ซึ่งก็คือระบบอะแดปทีฟ แอโรไดนามิกส์ (Adaptive Aerodynamics) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มความสบายในการขับขี่ด้วยการเพิ่มการป้องกันลม โดยระบบจะทำหน้าที่ปรับตัวดีเฟล็กเตอร์ที่ด้านข้างถังน้ำมันขนาด 17.5 ลิตรของมันโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเร็วและโหมดการขับขี่ที่เลือก โดยเมื่อเจ้าตัวดีเฟล็กเตอร์ที่หน้าตาเหมือนปีกตัดลมนี้ยกสูงเต็มที่จะลดแรงลมปะทะที่จะกระทำต่อผู้ขับขี่ได้มากถึง 22 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ขณะเดียวกันตัวรถเองก็มีชิลด์บังลมหน้าเองก็สามารถปรับความสูงด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย นอกจากนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบประมวลผลแรงเฉื่อย 6 แกน ทำงานร่วมกับ ECU ของ Marelli 11MP ระบบคันเร่งไฟฟ้า โหมดการขับขี่ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 4 ระดับ เอ็นจิ้นแม็พ 3 แม็พ เอ็นจิ้นเบรกอีก 3 ระดับ ระบบครูซคอนโทรล ระบบเบรกแบบ Cornering ABS ตัวรถมีการใช้หน้าจอแสดงผลแบบสี TFT ขนาด 5 นิ้ว ไฟแบบ LED เต็มระบบพร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ และระบบไฟส่องสว่างในโค้งเพิ่มทัศนวิสัยเวลาเข้าโค้ง เรียกได้ว่ามีระบบช่วยเหลือทั้งในด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบาย สุดท้ายนี้ตัวรถจะจำหน่าย 2 เวอร์ชันคือ ตัวแสตนดาร์ด และตัวท็อป โดยตัวท็อปจะมาเพิ่มเติมระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้า ควิกชิฟเตอร์ อุ่นมือและระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และจะจำหน่ายด้วยกันสองเฉดสีคือ สีเขียว และสีแดง อย่างไรก็ดียังไม่มีรายละเอียดเรื่องของราคาและวันวางจำหน่ายในขณะนี้ อ่านข่าวอื่น ๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Aprilia SR GT

Aprilia SR GT แอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์จากค่ายสามตา Aprilia SR GT ก็เป็นโมเดลใหม่ล่าสุดโมเดลนึงจากทางค่ายรถสามตา ที่เปิดตัวในงาน EICMA 2021 ที่จัดขึ้นไปช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และที่สำคัญเจ้าโมเดลใหม่นี้ก็ดันเป็นโมเดลแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์คันแรกของทางค่ายอีกด้วย เรียกว่ากระแสตอนนี้มาทางนี้ก็ว่าได้ หลาย ๆ ค่ายต่างก็เริ่มหันมาทำรถในสไตล์นี้กันหลายค่ายแล้วด้วยเช่นกัน เจ้า SR GT ทางค่ายเรียกมันว่าเออร์บันแอดเวนเจอร์สกู๊ตเตอร์ ที่มีการออกแบบโดยใช้แนวคิดเติมความสนุกเข้าไปในการขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงการเดินทางไกลและการผจญภัยไปในเส้นทางใหม่ ๆ อีกด้วย โดยมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกของเอ็นดูโร ที่ทำให้มันเป็นเพื่อนคู่ใจไปในทุก ๆ สถานการณ์ ตัวรถมีตำแหน่งท่านั่งในแบบที่แอ็กทีฟคือพร้อมจะให้คนขับขี่ลุกขึ้นยืนควบคุมรถที่ใช้แฮนด์บาร์แบบกว้างได้สะดวก โดยจะมีฟุตบอร์ดแบบ 2 ตอน คือวางยืดขาไปด้านหน้าได้เพื่อความสบาย และวางแบบท่านั่งปกติเพื่อการควบคุมถ่ายน้ำหนักที่ดี มีระบบกันสะเทือนจาก Showaทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยด้านหน้าจะเป็นโช้คแบบเทเลสโคปิกขนาด 33 ม.ม. และด้านหลังเป็นโช้คคู่ที่สามารถปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ โดยที่มีระยะยุบมากเป็นพิเศษ และตัวรถเองก็มีระยะห่างจากตัวรถถึงพื้นมากเพื่อให้สามารถข้ามผ่านอุปสรรคได้ง่าย แน่นอนว่าตัวยางเป็นก็เป็นยางแบบออลเทอร์เรนที่ให้ขับขี่ได้ในหลาย ๆ สภาพพื้นผิว ไล่ไปตั้งแต่ถนนดำ หินคอบเบิลสโตน หรือทางฝุ่น ส่วนล้อจะมีขนาด 14 และ 13 นิ้วตามลำดับ ซึ่งก็มีขนาดล้อที่เล็กต่างจากคู่แข่ง โดยทางค่ายเคลมว่าจะมีความคล่องตัวสูง ส่วนระบบเบรกจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวแบบคลื่น ขนาด 260 ม.ม. ขณะที่ด้านหลังจะเป็น 220 ม.ม. (ถ้าเป็นรุ่น 125 ซีซีจะมีขนาดดิสก์เบรกเป็น 200 ม.ม.แทน) ขณะเดียวกันแม้จะช่วงล่างแบบลุย ๆ แต่ดีไซน์ตัวรถก็ยังมีกลิ่นอายในแบบของสปอร์ตตามแบบฉบับของทางค่าย โดยสังเกตเอกลักษณ์เด่นไฟหน้าแบบ 3 โคม ซึ่งภายในก็มีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ในตัว และแน่นอนว่าเป็นแบบ LED หมดแล้ว ถัดขึ้นมาก็จะมีชิลด์หน้าที่กว้างใหญ่ช่วยกันลมได้ดี ส่วนหน้าจอเรือนไมล์เป็นหน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล LCD ซึ่งสามารถเพิ่มอ็อปชันเสริมให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ จุดเด่นอีกจุดก็จะเป็นด้านท้ายของรถที่มีดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใคร ทั้งในตัวไฟท้ายที่เป็นไฟเลี้ยวในตัวเอง และบังโคลนท้ายแบบกันดีดที่ใช้จุดนี้เป็นที่ติดแผ่นป้ายทะเบียนไปในตัว มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง ทางค่ายจะเลือกใช้เครื่องยนต์ที่มา จากทาง Vespa ที่เป็นเครือเดียวกัน ซึ่งก็คือเครื่อง i-get ซึ่งจะมีให้เลือก 2 พิกัดขุมพลังกัน คือ 125 ซีซีในรุ่น SR GT 125 และ 175 ซีซีใน SR GT 200 ที่มาพร้อมระบบสตาร์ทแอนด์สต็อป โดยรุ่น 125 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 14.75 แรงม้าที่ 8,750 รอบและแรงบิดที่ 12 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ส่วนรุ่น 175 ซีซีจะมีแรงม้าที่ 17.43 แรงม้าที่ 8,500 รอบแรละแรงบิดที่ 16.5 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งทางค่ายเคลมว่าจะให้กำลังที่นุ่มนวลแต่ขณะเดียวกันก็เพียงพอที่จะขับขี่ผ่านข้ามอุปสรรค์ได้ไม่ยากเย็น รวมถึงประหยัดน้ำมัน โดยให้สามารถทำได้มากถึง 40 กม./ลิตรในรุ่น 125 และ 38.5 กม./ลิตรในรุ่น 200 ทำให้ถังน้ำมันขนาด 9 ลิตร ที่ให้มาสามารถขับขี่เดินทางได้ไกลถึง 350 กม.เลยทีเดียว นอกจากนี้ตัวรถยังมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างช่องเก็บของด้านหน้าซึ่งเหมาะกับการใส่ถุงมือและสมาร์ทโฟน โดยมีช่องจ่ายไฟแบบ USB ให้ด้วย ช่องเก็บของใต้เบาะขนาด 25 ลิตร แม้จะไม่ได้ใหญ่มากอะไรแต่ก็เพียงพอที่จะใส่หมวกเต็มใบได้ 1 ใบ เลย   สุดท้ายนี้จะมีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสีด้วยกัน ได้แก่ สีดำ Aprilia Black สีเทา Street Grey และสีน้ำเงิน Infinity Blue โดยทุกสีจะมาพร้อมแฟริ่งด้านใต้ฟุตบอร์ดพักเท้า และมือจับคนซ้อนในเฉดสีเทาเงิน ล้อสีดำ เบาะนั่งสีเดินด้ายสีเทา   ขณะที่รุ่น Sport จะมีนำเฉดสีของสปอร์ตไบค์มาใช้ โดยจะในสีเหลือง Street Gold สีเทา Iridium Grey และสีแดง Red Raceway ซึ่งจะแตกต่างจากโมเดลพื้นฐาน ด้วยการมีลายกราฟิกเพิ่มเติมที่แฟริ่งชิ้นข้างเป็นตัว a ขนาดใหญ่ ซึ่งก็คือชื่อแบรนด์ และมีคำว่า Aprilia ที่ด้านล่างอีกด้วย

เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022

เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 มาไทยแล้วลองอ่าน รีวิวคันนี้ดู คลิกเรียกได้ว่าเป็นรถที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและจับตามองกันมาก ๆ สำหรับเจ้าเอสยูวีไบค์ขุมพลังเดียวกับ Forza 350 วันนี้เราก็เลยจะพาทุกท่านไป เจาะจุดเด่น Honda ADV 350 2022 กันครับ แน่นอนว่าเจ้า ADV 350 มีพื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกันกับ Forza 350 ซึ่งใช้เครื่องยนต์ eSP+ เช่นเดียวกัน แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจในโมเดลใหม่นี้กันบ้าง ผมจะเหลาออกมาเป็นข้อ ๆ ให้เองครับ ชิลด์บังลมหน้าปรับความสูงได้ 2 ระดับ ปรับเตี้ยให้สามารถใช้งานในเมืองได้ดี ปรับสูงก็ช่วยให้ตัดลมลดแรงปะทะได้มากเวลาเดินทางไกล ออกนอกเมือง เรียกว่าคล่องตัวทุกการขับขี่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นระบบปรับไฟฟ้าเท่านั้นเอง 2. การ์ดแฮนด์ติดรถมาด้วยเลย ก็เรียกว่าเป็นฟังก์ชันสำหรับรถลุย ๆ น่ะครับ ช่วยกันลม ป้องกันเศษหินหรือเศษอะไรกระเด็นขึ้นมาเวลาเราลุยทางที่สมบุกสมบันได้นั่นเอง 3. ช่องเก็บของขนาดใหญ่ใต้เบาะ มีขนาดความจุมากถึง 48 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกเต็มใบได้ 2 ใบได้ 4. ช่องจ่ายไฟ USB Type C อยู่ในช่องเก็บถุงมือด้านหน้า ช่วยให้ชาร์จไฟสมาร์ทโฟนได้เร็วมากยิ่งขึ้น โดยช่องเก็บของนี้ยังล็อกได้อีกด้วย 5. เบาะนั่งต่ำ โดยสูงเพียง 795 ม.ม. แม้ว่าตัวรถจะให้ระยะความสูงจากตัวรถถึงพื้นมากถึง 145 ม.ม. ซึ่งมากกว่า Forza 350 ถึง 10 ม.ม. 6. ระบบสมาร์ทคีย์ สามารถล็อกรถ เปิดฝาถังน้ำมัน เปิดเบาะ ได้สะดวกเพียงปลายนิ้ว พร้อมระบบอานเซอร์แบ็ก กระพริบไฟช่วยหารถจากลานจอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งเรียกว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของรถสมัยนี้ไปแล้วก็ว่าได้ 7. หน้าจอแสดงผลแบบ LCD เต็มระบบ พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง Honda Smartphone Voice Control สามารถเชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธเพื่อใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างรับสาย โทรออก และอื่น ๆ ได้ ผ่านสวิตช์ควบคุมที่แฮนด์บาร์ด้านซ้าย ซึ่งฟังก์ชันนี้เริ่มจะเป็นเหมือนฟังก์ชันบังคับสำหรับรถสมัยใหม่อีกเช่นกัน 8. โช้คหน้าหัวกลับ มีขนาด 37 ม.ม. ให้การตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ขณะที่ Forza เป็นโช้คเทเลสโคปิกธรรมดา และมีขนาดเล็กกว่า 9. โช้คหลังพร้อมซับแทงก์ ใช้สปริงแบบโปรเกรสซีฟเรท เหมาะกับการขับขี่ได้หลากหลายพื้นผิวถนน ก็อัปเกรดมาอีกขั้นเมื่อเทียบกับทาง Forza 10.ยางแบบกึ่งให้คุณลุยได้หลากเส้นทาง พร้อมล้ออลูมิเนียมแบบ 6 ก้านน้ำหนักเบา เหมาะกับถนนในเมืองไทยหลาย ๆ เส้นที่เต็มไปด้วยอุปสรรคที่แม้แต่ในเมืองหลวงยังน่าปวดหัว 11. เครื่องยนต์ eSP+ ระบายความร้อนด้วยน้ำ 330 ซีซี เครื่องเดียวกับ Forza 350 12. เคลมแรงม้า 28.96 แรงม้าที่ 7,500 รอบ 13. เคลมแรงบิด 31.9 นิวตันเมตรที่ 5,250 รอบ 14. ระบบแทร็คชันคอนโทรลหรือ Honda Selectable Torque Control ปรับได้ 2 ระดับ และสามารถเปิดปิดได้ เพิ่มความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น 15. ระบบไฟเตือนเมื่อเบรกกะทันหันหรือ Emergency Stop Signal อีกฟังก์ชั่นเพิ่มความปลอดภัยเมื่อเบรกกะทันหัน ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้คนขับรถตามมาระวังตัวได้ทัน 16. ระบบเบรก ABS แบบ 2 แชนแนล ช่วยให้เบรกได้ปลอดภัยและมั่นใจได้มากขึ้น 17. มีจำหน่ายด้วยกัน 3 เฉดสี ได้แก่ สีเงิน Spangle Silver Metallic สีเทา Mat Carbonium Gray Metallic และสีแดง Mat Carnelian Red Metallic   และนี่คือหลากหลายจุดเด่นที่เราคัดมาให้ทุกท่านได้รับรู้กันแบบเข้าใจง่าย ย่อยง่าย และหากจะให้ทางเราคาดเดาราคาก็บอกเลยว่าจะต้องมาราคาแพงกว่า Forza 350

Ducati V21L

Ducati V21L รถแข่ง MotoE ของทางค่ายเริ่มลงสนามจริงแล้ว   เป็นอะไรที่น่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยลยทีเดียวสำหรับดูคาติกับโปรเจ็กต์ Ducati MotoE ซึ่งเรียกได้ว่ามาไกลเกินความคาดหมาย จากการที่เจ้า V21L รถแข่งไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์เริ่มออกมาทดสอบในสนาม Misano World Circuit แล้ว โดยเจ้ารถแข่งคันนี้มีกำหนดการจะเข้าร่วมแข่งขันใน MotoE World Cup ครั้งแรกในปี 2023 นี้ และทางดูคาติเองก็ได้ประกาศว่ามีความตั้งใจที่จะเทคโอเวอร์รายการการแข่งขันรายการนี้อีกด้วย สำหรับดีไซน์ของรถไฟฟ้ารุ่นโปรโตไทป์คันนี้อาจจะดูไม่เหมือนรถซูเปอร์ไบค์ที่ทางดูคาติเป็นพาร์ทเนอร์อยู่สักเท่าไหร่ แต่มันก็มีสวิงอาร์มคู่พร้อมกระเดื่องและโช้คแบบโปรเกรสซีฟที่มีต้นแบบมาจากพาร์ทเนอร์ของทางค่าย ตัวรถนั้นยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อรีดน้ำหนักตัวรถ ในส่วนของท้ายรถเองก็เป็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่ต้องมีซับเฟรมมาช่วยรับน้ำหนัก ซึ่งน่าจะทำได้จากการที่มันเป็นรถแข่งและขับขี่ใช้งานคนเดียว และยังมีดีไซน์เหมือนกับภาพร่างที่เราน่าจะเคยได้เห็นผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง   หากสังเกตดี ๆ จะเห็นออยล์คูลเลอร์ขนาดเล็กที่ด้านล่างของด้านหน้าตัวรถและมีสิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำอยู่ด้านบน ซึ่งคาดว่าตัวมอเตอร์ไฟฟ้าน่าจะต้องการการระบายความร้อนที่ดีมาก ๆ หรือไม่สิ่งที่ดูคล้าย ๆ กับแผงหม้อน้ำนั้นอาจจะเป็นส่วนนึงของตำแหน่งที่ติดตั้งจัดวางแบตเตอรี่ก็เป็นได้ ช่วงล่างที่สังเกตเห็นได้ชัด ๆ ก็คือระบบกันสะเทือนจาก Ohlins ระบบเบรก Brembo และล้อ Marchesini ส่วนที่เห็นคือ Michelle Pirro ทดสอบรถพร้อมกับยางฝน เนื่องมาจากว่าตัวแทร็กนั้นมีทั้งส่วนที่แห้งและเปียกในตอนนั้น Roberto Canè หัวหน้าแผนกยานยนต์ไฟฟ้าของดูคาติกล่าวว่า: “เรากำลังได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่พิเศษมาก ๆ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันจะเป็นจริง และนี่มันไม่ใช่ความฝัน รถไฟฟ้าคันแรกจากดูคาติในสนามแข่งเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อ ไม่เพียงแค่ความโดดเด่นของมัน แต่ยังรวมไปถึงภาระหน้าที่อีกด้วย ความท้าทายทั้งในด้านของสมรรถนะและระยะเวลาที่สั้นมาก ๆ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทุกคนในทีมต้องทุ่มเทให้กับการทำงานโปรเจ็กต์นี้อย่างมาก และผลลัพธ์ในวันนี้จากการทุ่มเทในช่วงไม่กี่เดือนให้หลังมานี้ก็คุ้มค่ามาก ๆ  แต่เรายังไม่เสร็จสิ้นแค่นี้ จริง ๆ แล้ว เรารู้ว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่ในตอนนี้เราได้วางรากฐานที่สำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว” Michele Pirro นักทดสอบรถ กล่าวว่า “การทดสอบรถต้นแบบ MotoE ในสนามนั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะว่ามันเป็นมาร์คจุดเริ่มต้นของบทบาทที่สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ของดูคาติ ตัวรถนั้นเบาและมีบาลานซ์ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดคันเร่งในช่วงแรกและการออกแบบการยศาสตร์นั้นก็คล้ายคลึงกับรถแข่ง MotoGP มาก ๆ เลยล่ะครับ เพียงแต่ว่ามันเงียบ แล้วนี่ก็คือการทดสอบเราก็เลยจำกัดพละกำลังของรถไว้ที่ 70% เท่านั้น ผมคิดว่าผมกำลังขี่รถของตัวเองอยู่ซะอีกนะเนี่ย” เจ้า V21L คันนี้ถือว่าเป็นโมเดลที่น่าสนใจมากโมเดลนึงเลยล่ะครับ และเราเองก็อยากจะเห็นว่าจะสามารถเทียบเคียงกับ Energica Ego Corsa ที่จะถูกแทนที่ในอนาคตอันใกล้นี้ได้มั้ย เรียกได้ว่าอนาคตเราจะได้สัมผัสมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022

Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 นอกจากสีแล้วมีอะไรใหม่? สำหรับ Honda CBR1000RR-R Fireblade 2022 โมเดลใหม่นี้แม้จากภายนอกจะดูเหมือนเดิม ๆ ไม่แตกต่างไปจากเดิมนอกไปจากสีสันใหม่ แต่จริง ๆ แล้วมีการปรับปรุงอยู่หลายขนานเลยทีเดียว แต่หลัก ๆ จะเป็นการปรับปรุงภายในหลาย ๆ จุดด้วยกัน เพื่อให้ซูเปอร์ไบค์เรือธงคันนี้ขี่ได้สนุกและดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นยังคงเป็นเครื่อง 4 สูบเรียงขนาด 999 ซีซีเช่นเดิม โดยเคลมแรงม้ามาที่ 214.56 แรงม้าที่ 14,500 รอบเท่าเดิม แต่แรงบิดลดลงเล็กน้อย โดยลดลงมา 1 หน่วย จากเดิม 113 นิวตันเมตร เหลือ 112 นิวตันเมตรที่ 12,500 รอบ แต่กลับมีแรงบิดให้ใช้งานในย่านกลางมากขึ้น โดยจุดแรกที่เปลี่ยนไปและสามารถสังเกตได้จากภายนอกคือ สเตอร์หลังมีขนาดใหญ่ขึ้นจากเดิม 40 ฟันกลายเป็น 43 ฟัน เพื่อให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้นตลอดทุกเกียร์ในช่วงย่านความเร็วรอบกลาง ๆ แต่ก็ยังสามารถให้กำลังแรงที่ดีได้แม้ในรอบสูง ๆ และเพื่อให้สามารถให้กำลังแรงได้เช่นเดิม มีการปรับปรุงภายในเครื่องยนต์อีกหลายจุดด้วยกัน แอร์บ็อกซ์และกรวยไอดีได้ปรับทรงใหม่ให้อากาศไหลได้คล่องตัวมากขึ้น พอร์ตไอดีเองก็ถูกปรับเพื่อให้เพิ่มความเร็วในการไหลของอากาศ ขณะที่ฝั่งไอเสียเองก็ไหลไปยังตัวคาตาไลซ์ได้ยิ่งขึ้นเช่นกัน ในส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ยังคงเดิม ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เป็นเครื่องที่ช่วงชักสั้น โดยมีมิติระยะชักและขนาดกระบอกสูบแบบเดียวกับ RC213V มีการใช้เทคโนโลยีลดแรงเสียทานภายในเครื่องยนต์แบบเดียวกับ RC213V-S ปิดท้ายด้วยท่อไอเสียแบบ 4-2-1 และจบปลายท่อด้วยปลายจาก Akrapovič ระบบคันเร่งไฟฟ้าก็มีการปรับโหลดของสปริงให้น้อยลง เพื่อให้คันเร่งนั้นเนียนขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้นเวลาเปิดคันเร่ง ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้เป็นการรับฟังฟี้ดแบ็กจากทางนักแข่งจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งรวมไปถึงทีมแข่ง HRC WorldSBK อีกด้วย ระบบแทร็คชันคอนโทรล หรือ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จะสามารถรับรู้ได้ถึงพละกำลัง การยึดเกาะและการตอบสนองต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นและให้ตอบสนองกับอัตราทดที่ปรับเปลี่ยนมาใหม่อีกด้วย ระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ยังคงมีอยู่ครบถ้วน อาทิ โหมดการขับขี่ 3 โหมด และสามารถได้อย่างอิสระ ทั้งพละกำลัง เอ็นจิ้นเบรก การลอยตัวของล้อ และแทร็คชันคอนโทรล และโหมดช่วยออกตัวที่ช่วยล็อกรอบเวลาออกตัวในสนามแข่ง และสำหรับโมเดลมาตรฐานที่ใช้คาลิเปอร์เบรกหน้าจาก Nissin นั้นมีการเลือกใช้วัสดุและทำผิวสัมผัสของลูกสูบเบรกใหม่ ช่วยให้เบรกได้ดียิ่งขึ้นและมีความสม่ำเสมอในการเบรกมากยิ่งขึ้น ตัวเฟรมแบบไดมอนด์เฟรมที่ทำจากอลูมิเนียมยังคงเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง มีการใช้ส่วนท้ายของเครื่องยนต์เป็นจุดยึดโช้คหลังด้านบนขณะที่สวิงอาร์มที่มีต้นแบบมาจากรถแข่ง RC213V-S ก็ยังคงเดิม ตัวรถมีการปรับแต่งให้มีบาลานซ์ระหว่างความแข็งแรง การกระจายน้ำหนัก และองศาการบังคับเลี้ยวให้ออกมาลงตัวมากที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับพละกำลังที่ถ่ายทอดออกมาจากเครื่องยนต์ และให้ได้ฟีลลิ่งการยึดเกาะที่ด้านหน้าและด้านหลังเป็นอย่างดี ตัวรถมีระบบประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU ที่ช่วยให้ ECU รู้ว่าตัวรถอยู่ในสถานะใด และช่วยป้อนข้อมูลที่เหมาะสมให้กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงระบบกันสะบัดไฟฟ้า Honda Electronic Steering Damper (HESD) ของฮอนด้าอีกด้วย สำหรับตัวพื้นฐานนั้นจะมีระบบกันสะเทือนเองก็ยังคงเดิม ยังเป็นของ Showa รุ่น Big Piston Fork (BPF) ขนาด 43 ม.ม.  และมีโช้คหลัง Showa Balance Free Rear Cushion Lite (BFRC-L)  ขณะที่ระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Nissin อย่างที่บอกไปแล้วว่าได้รับปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้เบรกได้ดีขึ้นจากการที่สามารถระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระบบเบรก ABS เองก็สามารถปรับแต่งหรือปิดได้ ในกรณีที่ต้องการจะขับขี่ใช้งานในสนามแข่ง ในส่วนของบอดี้เวิร์คหรือแฟริ่งนั้นก็ยังคงเดิม ที่ออกแบบโดยใช้ความรู้จาก RC213V รถแข่ง MotoGP มาปรับใช้กับเจ้าดาบเพลิงคันนี้ให้ตรงตามหลักแอโรไดนามิก และแน่นอนว่ามวิงก์เล็ตที่ช่วยเพิ่มแรงกดและเพิ่มความสเถียรขณะเบรกหนัก ๆ ตัวรถมีหน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5 นิ้ว พร้อมสวิตช์ควบคุมแบบ 4 ทิศทางที่แฮนด์ด้านซ้าย และมีระบบสมาร์ทคีย์เพื่อความสะดวกสบาย ขณะที่รุ่น SP ก็จะมีการอัปเกรดในส่วนของช่วงล่าง ทั้งระบบเบรกและระบบกันสะเทือน โดยระบบเบรกจะเปลี่ยนไปใช้ของ Brembo และโช้คก็จะอัปเกรดไปเป็นโช้คปรับไฟฟ้าของ Ohlins และมีการติดตั้งควิกชิฟเตอร์ให้อีกด้วย สุดท้ายนี้สำหรับ CBR1000RR-R Fireblade จะวางจำหน่ายในเฉดสีแดง Grand Prix Red ที่ปรับปรุงใหม่โดยตอนนี้มีพื้นที่สีขาวขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าเพื่อเป็นพื้นที่รองรับการติดหมายเลขรถเวลาแข่งนั่นเอง สำหรับรุ่น SP จะมีให้เลือก 2 เฉดสีคือสีแดง Grand Prix