SuperBike x SuperDrive ข่าวรถยนต์ รีวิวรถยนต์ไฟฟ้า รีวิวมอไซค์ ราคารถ ข่าวรถ EV Cars

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
น้ำมันเครื่องไม่ถ่าย ผลเสีย มากแค่ไหน? ฆาตกรเงียบทำลายเครื่องยนต์

น้ำมันเครื่องไม่ถ่าย ผลเสีย เจาะลึกความเสียหายตั้งแต่ระดับSludgeจนถึงเครื่องพัง พร้อมสัญญาณเตือนที่ไบเกอร์ห้ามมองข้าม

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

ข่าวมอเตอร์ไซค์ อัพเดทล่าสุด

  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
  • All Posts
  • ข่าวมอเตอร์ไซค์
OHVALE GP-0

OHVALE GP-0 รถแข่ง MiniGP สำหรับเด็กน้อยที่ฝันไกล เมื่อปลายเดือนที่แล้วระหว่างที่กำลังมีงาน EICMA 2021 อีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ของชาวสองล้อที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี เผอิญว่าตัวผมนั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมในฐานะสื่อคนนึง ซึ่งก็ต้องขอบคุณทาง ITA ที่สนับสนุนและเลือกทางเราไป ผมก็ได้มีโอกาสไปเจอกับเจ้า OHVALE GP-0 ซึ่งก็คิดว่ามันน่าสนใจจึงได้เก็บภาพมาฝากกัน สำหรับเจ้าโอวาเล่คันนี้ มันคือผลงานจากทาง Valerio Da Lio ซึ่งเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์มากกว่า 30 ปี มันคือรถแข่งขนาดเล็ก ที่ไม่ใช่พ็อกเก็ตไบค์ธรรมดา ๆ แต่มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน_MiniGP ซึ่งเป็นหนทางนึงในการที่เด็ก ๆ จะสามารถใช้รายการนี้เป็นเสมือนเวทีคัดตัวก่อนจะเติบโตไปเป็นนักแข่งที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต สำหรับเจ้า GP-0 คันนี้มันคือมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้เข้าถึงได้ไม่ยาก ใช้งานได้จริง ๆ และขี่ได้ดีจริง ๆ มันสามารถขี่แบบจริงจังแบบรถแข่งขนานแท้ได้เลย แต่มีข้อดีตรงที่สามารถลดค่าใช้จ่ายเวลาได้หลายด้าน รวมไปถึงการขนย้ายไปขี่ในแต่ละสนามก็ทำได้สะดวกมากกว่าด้วย ทั้งนี้ก็เพราะขนาดตัวมันนั่นเอง และที่สำคัญเลยเวลาล้มก็มีชิ้นส่วนเทฟล่อนที่ปลายแฮนด์และพักเท้า ช่วยลดความเสียหายได้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซมก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อให้รถนั้นแข็งแรงทนทานและตอบสนองฟีลลิ่งต่าง ๆ ให้นักบิดได้ดี โดยใช้ความหลงใหล ความรัก ทุ่มเทออกมาให้สมกับคำว่า “Made in Italy” โดยทั้งดีไซน์และผลิตในอิตาลี เรียกว่าอิตาลีแท้ ๆ เลยนั่นเอง โดยทาง Valerio Da Lio จับมือกับหลาย ๆ คนที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงการมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Mariano Fioravanzo ที่เป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เจ้ารถแข่งคันน้อยคันนี้ออกมาดีที่สุด ในเรื่องของการดีไซน์นั้นหลัก ๆ คือไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังออกแบบให้มีความโดดเด่นแตกต่าง และไม่ลืมที่ใส่ใจเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะของตัวรถ ว่าต้องใช้งานได้จริง ตัวรถนั้นแข็งแรง ยืดหยุ่น และน้ำหนักเบา ตัวถังน้ำมันขนาด 3.5 ลิตรและเบาะนั่งออกแบบมาให้เป็นชิ้นเดียวกันเพื่อให้มีความแข็งแรงมากที่สุด ตัวแฟริ่งหลัก ๆ จะแบ่งเป็นส่วนหน้า ส่วนข้างและส่วนล่างเพื่อลดความเสียหายเวลาล้ม และที่สำคัญอีกจุดนึงคือการออกแบบให้ท่านั่งนั้นใช้งานได้ดี ไม่ว่าคนขี่จะร่างเล็กหรือใหญ่ เฟรมของรถเป็นเฟรมถักที่ทำจากเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงออกแบบและสร้างในโปรแกรม 3D CAD เป็นพิเศษ ให้มีการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมกับการเป็นรถสปอร์ต ส่วนสวิงอาร์มนั้นทำจากอลูมิเนียมอัลลอย ในส่วนของระบบกันสะเทือนมีการใช้โช้คหน้าแบบหัวกลับขนาด 33 ม.ม. และโช้คหลังซับแทงค์ที่สามารถปรับคอมเพรสชัน รีบาวด์และสปริงพรีโหลดได้ พร้อมกันนี้ยังมีระบบพิเศษในตัวเฟรมที่ออกแบบมาให้ตัวรถสามารถปรับระยะฐานล้อได้อีกด้วย   มาถึงส่วนของขุมพลังกันบ้าง โดยเครื่องยนต์จะเป็นเครื่อง 4 จังหวะขนาด 110 ซีซี (สำหรับคันที่ถ่ายมาให้ได้ชม) จ่ายน้ำมันด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์ ทั้งนี้แรงม้าอยู่ที่ 8 แรงม้า มาพร้อมท่อเต็มระบบจากทาง Arrow ที่ออกแบบมาให้รีดสมรรถนะได้มากที่สุด โดยไม่ดังเดิน 92 เดซิเบล ส่วนของระบบเบรกนั้นจะเป็นดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 180 ม.ม. พร้อมคาลิเปอร์เบรกเรเดียลเมาท์แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และดิสก์เบรกหลังขนาด 155 ม.ม.พร้อมคาลิเปอร์เบรกแบบ 2 ลูกสูบ นอกจากนี้เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ระบบเบรกจะใช้สายเบรกแบบถัก ผ้าเบรกแบบเผาผนึกและมือเบรกที่ปรับระยะได้ มาที่ขนาดของล้อเนื่องจากคันเล็กล้อก็เลยมีขนาดเล็กตามไปด้วย ตัวรถใช้ล้ออลูมิเนียมอัลลอยแบบ 3 ก้านแยกขนาด 10 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และยางที่ทาง Pirelli ออกแบบมาให้เป็นพิเศษ เป็นยางสลิก Pirelli Diablo Superbike เพื่อการยึดเกาะแบบขั้นสุด สุดท้ายนี้ตัวรถยังเต็มไปด้วยชิ้นส่วนอลูมิเนียมขึ้นรูปด้วยวิธีการ CNC มากมายหลายจุด เรียกว่าแทบทั้งคัน และหลาย ๆ จุดสามารถปรับตำแหน่ง ปรับระยะได้เพื่อให้สามารถปรับให้เข้ากับนักแข่งแต่ละคนได้มากที่สุดอีกด้วย เรียกได้ว่า เล็กพริกขี้หนู จริง ๆ สรุปแล้ว Ohvale GP-0 คือรถแข่งคันจิ๋วที่สเปกไม่จิ๋ว จะซื้อไปขี่แทร็กเดย์เล่นก็ได้ แต่หลัก ๆ มันคือรถที่ใช้ในการแข่งขัน MiniGP ที่เป็นเวทีเริ่มต้นคัดตัวสำหรับเด็ก ๆ ก่อนจะเติบโตไปแข่งในรายการใหญ่ ๆ ขึ้นไปในอนาคตอีกด้วยครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

DesertX สิงห์ทะเลทรายจากค่าย Ducati

DesertX สิงห์ทะเลทรายจากค่าย Ducati หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักมักคุ้นกับรถแอดเวนเจอร์ไบค์ของค่ายแดง Ducati ในชื่อ Multistrada ซึ่งจริง ๆ แล้วจะออกไปแนวแอดเวนเจอร์ทัวริงซะมากกว่า ไม่ได้เป็นรถที่เน้นออฟโรดแบบหนัก ๆ เน้น ๆ แต่ครั้งนี้ดูคาติเปิดตัวโมเดลใหม่อย่าง DesertX ซึ่งเป็นรถที่เรียกได้ว่ามุ่งเน้นการขับขี่ออฟโรดแบบจริงจัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขี่ทางดำไม่ได้เลยซะทีเดียว สำหรับโปรเจกต์นี้ทางดูคาติได้พยายามลงมือทำกันมาตั้งแต่ปี 2019 โดยได้นำเสนอแก่สายตามหาชนในฐานะคอนเซ็ปต์เสียก่อน และได้รับการตอบสนองที่ดีจากทั่วทุกมุมโลก แน่นอนว่าทางค่ายก็ได้เล็งเห็นถึงความเป็นไปได้และลงมือผลักดันจนเป็นรถจริง ๆ ที่ใช้งานได้จริง ๆ ออกมา ในส่วนของดีไซน์นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์ไซค์ในสไตล์เอ็นดูโร่ในยุค 80 และนำมานำเสนอใหม่ในแบบร่วมสมัย ผ่านฝีมือการออกแบบของ Ducati Centro Stile โดยตัวรถจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ๆ ช่วยให้รถโดดเด่น ได้แก่ ถังน้ำมันและแผงด้านข้าง เบาะนั่ง และชิลด์บังลมหน้า ซึ่งขับเน้นให้ไฟหน้าคู่และตัวรถให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และยังใช้เฉดสีขาวและสีดำที่ตัดกันขับเน้นตัวรถให้ยิ่งสะดุดตามากขึ้นไปอีกด้วย ไม่เพียงแต่ดีไซน์ที่ดูดีแล้ว ทางแบรนด์ยังใส่ใจเรื่องการยศาสตร์ด้วยการทดสอบขับขี่ใช้งานจริงทั้งบนทางฝุ่นและทางดำเป็นระยะเวลายาวนาน มิติสามเหลี่ยมแห่งการขับขี่ ที่เกิดขึ้นจากตำแหน่งอ้างอิงของเบาะนั่ง พักเท้าและแฮนด์บาร์นั้นออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่ในท่ายืนมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ไม่มองข้ามความสบายในขณะที่ขับขี่บนถนน ทางค่ายยังได้ออกแบบให้ตัวรถเพรียว ให้เบาะนั่งไม่สูงมากนัก เพื่อให้ขับขี่และควบคุมรถได้ดีและมั่นใจ เพราะขาสามารถถึงพื้นได้ไม่ยากนัก นอกจากนี้หากเป็นคนร่างเล็กก็สามารถเลือกเบาะต่ำพิเศษเป็นออปชันเสริมได้อีกด้วย สำหรับขุมพลังนั้นจะเป็นเครื่องยนต์ Testastretta 11° ขนาด 937 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมแรงม้ามาที่ 110 แรงม้าที่ 9,250 รอบ และแรงบิด 92 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ ซึ่งหลาย ๆ คนน่าจะทราบกันแล้วว่ามันคือเครื่องเดียวกันกับที่ใช้ใน New Monster และ Multistrada V2 ซึ่งก็น่าจะรู้ข้อดีของมันกันแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนักที่เบาและการเข้าเกียร์ที่แม่นยำและนุ่มนวล แต่เพื่อให้การขับขี่ออฟโรดดียิ่งขึ้นจึงมีการปรับแต่งให้มีอัตราทดที่แตกต่างออกไป โดยให้เกียร์ 1 และ 2 มีช่วงเกียร์ที่ชิดมาก ๆ เพื่อให้รถมีกำลังข้ามผ่านอุปสรรคไปได้ และสั้นกว่าปกติไปจนถึงเกียร์ 5 เลย แต่ก็สามารถขับขี่ทางไกลได้โดยไปลากเกียร์ 6 กันยาว ๆ ในส่วนของช่วงล่างนั้นถือว่าเน้นลุยแบบจริง ๆ โดยในส่วนของระบบกันสะเทือนก็จะเป็นโช้คจาก Kayaba ซึ่งด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 46 ม.ม. ส่วนด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยว ซึ่งทั้งคู่สามารถที่ปรับจะคอมเพรสชัน รีบาวด์และพรีโหลดได้ สำหรับล้อจะเป็นล้อซี่ลวด โดยมีขนาด 21 นิ้วและ 18 นิ้วตามลำดับ โดยจะมาพร้อมยาง Pirelli Scorpion Rally STR ที่ให้คุณไปได้ทั้งทางฝุ่นและทางดำ และสำหรับระบบเบรก ด้านหน้าจะเป็นดิสก์เบรกคู่พร้อมคาลิเปอร์เบรก Brembo M50 โมโนบล็อก แบบ 4 พ็อต และด้านหลังจะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวร่วมกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ มาถึงเรื่องของระบบอิเล็กทรอนิกส์กันบ้าง ซึ่งทุกคนต่างรู้ว่าต้องมาแบบแน่น ๆ อย่างแน่นอนสำหรับค่ายนี้ ตัวรถจะมีหน่วยประมวลผลแรงเฉื่อยหรือ IMU แล้ว ซึ่งก็จะช่วยเสริมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ อย่างที่หลาย ๆ คนน่าจะทราบแล้ว อาทิ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้เลือกได้ 3 ระดับ โหมดการขับขี่ ซึ่งในโมเดลนี้มีมากถึง 6 โหมด ซึ่งในนั้นมีโหมดใหม่อย่าง Rally ด้วย และมีโหมดควบคุมกำลังเครื่องยนต์ 4 โหมด แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ระบบป้องกันการลอยตัวของล้อ 4 ระดับ ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก 3 ระดับ และแน่นอนสำหรับยุคนี้มาตรฐานใหม่ก็จะหนีไม่พ้นกับการที่ต้องมีหน้าจอแสดงผลแบบสี TFT สำหรับคันนี้มีขนาดอยู่ที่ 5 นิ้ว วางในแนวตั้งโดยตั้งใจให้มองได้สะดวกเวลายืนขับขี่ ตัวหน้าจอสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ เพื่อรับสาย โทรออกหรือฟังเพลง รวมไปถึงใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ ซึ่งอย่างหลังนี้เป็นออปชันเสริมเพิ่มเติม ระบบไฟส่องสว่างรวมไปถึงไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ทั้งหมดเป็น LED เต็มระบบแล้ว และสำหรับไฟท้ายก็จะมีระบบ Ducati Brake Light ซึ่งจะกระพริบถี่ ๆ เวลาเบรกกะทันหันเพื่อแจ้งเตือนคันข้างหลังให้รับรู้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ สุดท้ายนี้โมเดลนี้จะมีจำหน่ายเพียงเฉดสีเดียวคือสีขาวอย่างที่เห็น ส่วนจะเข้าไทยเมื่อไหร่และราคาเท่าไหร่นั้นนั้นก็ยังไม่แน่ชัด เพราะโมเดลนี้เพิ่งเปิดตัวแบบเวิร์ลพรีเมียร์ไปไม่นาน เป็นไปได้ว่าจะเข้าเร็วสุดก็ต้องมีอย่างน้อย ๆ ช่วงงาน

Lucky Explorer 9.5

Lucky Explorer 9.5 สายลุยรุ่นใหญ่จากค่ายรถหล่อ MV Agusta แอดเวนเจอร์รุ่นใหญ่จากทาง MV Agusta อีก 1 โมเดลจาก_Lucky Project Explorer นอกเหนือไปจากเจ้า 5.5 ที่เป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางพิกัด 554 ซีซี โดยเจ้า  Lucky Explorer 9.5 จะมีพิกัดใหญ่กว่าและมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากกว่าสมกับเป็นรุ่นใหญ่มากยิ่งขึ้น โดยมีพื้นฐานเป็นเครื่องยนต์ขนาด 931 ซีซีแบบ 3 สูบเรียงของทาง_MV Agusta ดีไซน์ของตัวรถจะละม้ายคล้ายคลึงกับ 5.5 ในหลาย ๆ จุด แต่รุ่นใหญ่นี้ก็จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างที่ช่วยให้แยกแยะได้ไม่ยากนัก โดยจะมีไฟหน้าเป็นทรงเป็นเหลี่ยมและมีไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์เป็นเหมือนคิ้วอยู่ด้านบนไฟหน้า มีความดุดันและแตกต่างไปจาก 5.5 ที่เป็นแบบครึ่งวงกลมอยู่ด้านล่าง ซึ่งแน่นอนว่าระบบไฟทั้งหมดเป็น_LED เรียบร้อยแล้ว หน้าปัดเรือนไมล์ของรถเป็นหน้าจอสี_TFT ขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนและไฟไฟได้ แผงสวิตช์สำหรับควบคุมที่ประกับแฮนด์ก็ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานที่สะดวกและใช้งานได้โดยไม่ฝืนการยศาสตร์ ตัวรถยังมีองค์ประกอบที่สมกับเป็นแอดเวนเจอร์มาให้ครบครัน อาทิ การ์ดแฮนด์ การ์ดแผงหม้อน้ำ การ์ดดิสก์เบรก การ์ดท้องเครื่อง กระทั่งการออกแบบแร็คสำหรับติดตั้งกระเป๋าที่ดูกลมกลืนไปกับตัวรถ รวมไปถึงการใช้ชิ้นส่วนที่ทำจากวัสดุคุณภาพสูงอย่างฟอร์จคาร์บอนไฟเบอร์ที่ไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบามากขึ้น ยังเพิ่มความสวยงามและความหรูหรามากขึ้นอีกด้วย เฟรมของตัวรถทำจากเหล็กกล้าแบบเปลคู่ที่ออกแบบมาให้มีบาลานซ์ระหว่างความสบายเวลาขับขี่เดินทางบนถนนดำและความกระชับเพื่อให้สามารถขับขี่แบบออฟโร้ดได้ดี ซึ่งในแต่ละจุดก็จะมีการฟอร์จให้หนาบางไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับโหลดในแต่ละจุด ทำให้ได้เฟรมที่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา สวิงอาร์มเองก็มีการเลือกใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน นอกจากนี้ยังนำมาใช้ในส่วนของแผงคอล่างจับโช้คอีกด้วย ส่วนซับเฟรมท้ายจะใช้เหล็กกล้าเหมือนกับเฟรม ในส่วนของเครื่องยนต์นั้นจะนำตัวเครื่อง 800 ซีซีมาพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโมเดลนี้ เพื่อที่จะได้ความสมดุลระหว่างความคล่องตัว พละกำลังและน้ำหนัก โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้จะมีพิกัดความจุจริงอยู่ที่ 930.63 ซีซี แต่มีมิติเครื่องยนต์โดยรวมเท่ากับเครื่องยนต์ขนาด 800 ซีซีของทางค่าย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องที่มีขนาดเล็กและเบาเพียง 57 กก. ทำให้มิติของตัวรถมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น แม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงก็ตาม ตัวเครื่องยนต์จะเป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ มีเพลาข้อเหวี่ยงแบบหมุนทวนเพื่อช่วยลดแรงเฉื่อยในระบบและเพิ่มไดนามิกในการขับเคลื่อน ทางค่ายเคลมมาว่าสามารถรีดแรงม้าออกมาได้ที่ 123 แรงม้าที่ 10,000 รอบ และแรงบิดที่ 102 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ และทำสปีดสูงสุดได้ที่ 240 กม./ชม. ทั้งหมดที่ทำได้เป็นเพราะมีการปรับเปลี่ยนในหลาย ๆ ชิ้นส่วน อาทิ ฝาสูบ วาล์วไอดีไอเสีย ประเก็นฝาสูบ แคมชาร์ฟต์แบบหมุนทวน และองศาการจุดระเบิดแบบ 120 องศา 1-2-3 เท่ากัน มีแบริ่งก้านสูบแบบไตรเมทัลลิก ลูกสูบฟอร์จอลูมิเนียม และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังใช้ระบบเกียร์ที่ปรับปรุงใหม่เพื่อให้รองรับกับเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการดีไซน์ทางเดินน้ำมันเครื่องให้อยู่ด้านใน พร้อมกับทางเดินของน้ำสำหรับระบายความร้อนเองก็เดินมาจากด้านบนลงมาด้านล่างของเครื่องด้วยท่ออลูมิเนียม และมีการดีไซน์ตัวคลัตช์ เจเนอเรเตอร์ สตาร์ทเตอร์ ซีเล็คเตอร์และครอบเกียร์บ็อกซ์ใหม่อีกด้วย ส่วนระบบคลัตช์จะเป็นอะไรที่พิเศษ โดยจะมีให้เลือก 2 เวอร์ชันด้วยกัน โดยเวอร์ชันแลกจะเป็นแบบคลัตช์ออโตเมติกจาก Rekluse ร่วมกับคลัตช์แบบปกติแต่จะเป็นระบบคลัตช์น้ำมัน และระบบควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง ช่วงล่างที่โดดเด่นและทันสมัย โดยมีระบบกันสะเทือนปรับไฟฟ้าจาก Sachs ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 50 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลด รีบาวด์และคอมเพรสชันได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์เช่นกัน ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo Stylema แบบโมโนบล็อก 4 ลูกสูบ และด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่ใหญ่กว่าของ 5.5  โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 21 นิ้วและล้อหลัง 18 นิ้ว แทน เพื่อให้ลุยข้ามผ่านอุปสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ปิดท้ายด้วยส่วนของระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มาแบบแน่น ๆ อาทิ ครูซคอนโทรล ระบบช่วยออกตัว แทร็คชันคอนโทรล 8 ระดับ ไฟส่องสว่างเวลาเข้าโค้ง ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ ระบบป้องกันการลอยตัวที่ล้อหลัง สุดท้ายนี้จะวางจำหน่ายในไทยด้วยหรือไม่คงบอกตอนนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามาราคาอาจจะแรงทีเดียว น่าจะมีแตะหลักล้านอย่างแน่นอน ทั้งนี้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้นนะครับ เรียกได้ว่าตลาดรถแอดเวนเจอร์นี่ดุเดือดจริง ๆ สำหรับปี 2022 เพราะเปิดตัวกันมาหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว ผมก็ได้แต่เป็นห่วงสายลุยว่าจะซื้อคันไหนดี เอ้ย จะเอาเงินที่ไหนซื้อ อิอิ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Lucky-Explorer-Project-5.5

LUCKY EXPLORER 5.5 ขาลุยระดับกลางสุดเท่จาก MV Agusta สำหรับโมเดล LUCKY EXPLORER 5.5 นี้พัฒนาร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ของทาง MV Agusta อย่าง QJ โดยจะเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ระดับกลาง แต่รูปลักษณ์ภายนอกของมันก็ดูเหมือนกับมอเตอร์ไซค์สไตล์ทัวริ่งขนาดใหญ่ สามารถดึงดูดใจคนตัวใหญ่ไซส์ยุโรปให้มาสนใจได้ไม่ยาก แน่นอนว่าชาวไทยบางคนก็น่าจะชอบใจไม่น้อย  จุดเด่นภายนอกคือหน้าตาที่หล่อเหลาละม้ายคล้ายกับพี่ใหญ่ 9.5 และมีแรงบันดาลใจมาจาก Elefant ตัวแข่งทะเลทรายในตำนาน ซึ่งมาในโทนสีขาว แดงและดำ เป็นหลัก ตัวรถมีภาพลักษณ์ลุย ๆ แบบเต็มขั้นด้วยการติดตั้งการ์ดแฮนด์ การ์ดดิสก์เบรก ไปจนถึงการ์ดท้องเครื่องมาให้ด้วยเลย เรียกว่าพร้อมลุยจริง ๆ  ระบบไฟส่องสว่างเป็น LED เต็มระบบ พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์ มีหน้าจอเรือนไมล์แบบสี TFT ขนาด 5 นิ้วพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนสามารถใช้งานระบบนำทางแบบโค้งต่อโค้งได้ด้วย เรียกว่าทันสมัยเลยทีเดียว เครื่องยนต์ของมันเป็นเครื่องสองสูบเรียง มีขนาด 554 ซีซีจากลูกสูบขนาด 70.5 ม.ม.และระยะชักที่ 71 ม.ม. เป็นระบบระบายความร้อนด้วยน้ำแบบ DOHC 4 สูบต่อวาล์ว โดยเน้นให้มีแรงบิดที่มากและต่อเนื่องทุกย่านความเร็วรอบ เพื่อให้เหมาะกับการขับขี่ในแบบแรลลี่และผจญภัย โดยทางค่ายเคลมแรงม้ามาที่ 47.6 แรงม้าที่ 7,500 รอบและแรงบิดมาที่ 51 นิวตันเมตรที่ 5,500 รอบ และเคลมท็อปสปีดสูงสุดมาที่ 160 กม./ชม.  ช่วงล่างก็ค่อนข้างโดดเด่นและออกแบบมาให้รองรับการขับขี่ที่สมบุกสมบัน โดยมีระบบกันสะเทือนจาก KYB ด้านหน้าจะเป็นโช้คหัวกลับขนาด 43 ม.ม. ที่สามารถสปริงพรีโหลดและรีบาวด์ได้ ขณะที่ด้านหลังก็จะเป็นโช้คเดี่ยวร่วมกับสวิงอาร์ม ซึ่งตัวโช้คสามารถปรับได้ทั้งสปริงพรีโหลด คอมเพรสชันและรีบาวด์ ส่วนระบบเบรกนั้นด้านหน้าจัดหนักมาเป็นดิสก์เบรกคู่กับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 4 ลูกสูบเลยทีเดียว ด้านหลังเองก็เป็นดิสก์เบรกเดี่ยวกับคาลิเปอร์เบรก Brembo แบบ 2 ลูกสูบ แน่นอนว่ามาพร้อมระบบเบรก ABS จาก Bosch   ในส่วนของล้อนั้นจะมีขนาดล้อซี่ลวดที่เล็กกว่าของ 9.5 อยู่เล็กน้อย โดยจะเป็นล้อหน้าขนาด 19 นิ้วและล้อหลัง 17 นิ้ว แทน ซึ่งก็จะทำให้ลุยได้น้อยกว่าเล็กน้อย  โดยรวมแล้วถือเป็นแอดเวนเจอร์ระดับกลางที่มีหน้าตาหล่อเหลา มีสเปกช่วงล่างที่ดีมาจากโรงงานเลย แล้วก็พร้อมใช้งานขับขี่ลุย ๆ แบบไม่หนักมากได้เลย ที่เหลือก็แค่ว่าจะถูกนำเข้ามาขายในไทยหรือเปล่า และเรื่องของราคาที่น่าจะแรงไม่เบา อาจจะทำให้สายลุยไปมองตัวเลือกอื่นก็เป็นได้ เพราะให้อ็อปชันช่วงล่างมาเยอะเลยทีเดียว อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Honda Monkey Sammy Sand

Honda Monkey Sammy Sand ใหม่ เท่ไม่เหมือนใคร โดนใจสายลุย CUB House by Honda ส่งมอบความสนุกครั้งใหม่ภายใต้โปรเจกต์ The Monkey Custom ด้วยการเปิดตัว Monkey Sammy Sand เผยความสนุกอีกด้านของ Monkey ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ พร้อมให้เจ้าของได้ออกลุยไปเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับชีวิตบนเส้นทางใหม่ ๆ  สำหรับโมเดลใหม่นี้จะโดดเด่นสะดุดตา ด้วยตัวถังสีครีมคัสตาร์ดตัดด้วยแถบสีส้ม แต้มด้วยสีดำ ให้กลิ่นอายของความเป็นแอดเวนเจอร์ไบค์ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวในแบบของมังกี้ เสริมเติมความเข้มด้วยล้อสีดำ พร้อมด้วยเอ็มเบล็มดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125 ซีซี เกียร์ 5 สปีด ที่สมรรถนะดีขับขี่ได้สนุกและยังประหยัดน้ำมัน โดยพร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำ 108,900 บาท ซึ่งสามารถไปจับจองเป็นเจ้าของได้ที่โชว์รูม CUB House ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสามารถเข้าชมรถคันจริงได้ก่อนใครที่งาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า G01 อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 ธันวาคมนี้ อ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Honda คลิก อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph Tiger 1200 2022

Triumph Tiger 1200 2022 อัปเกรดใหม่หมดทั้งคัน เปิดทีเดียว 5 รุ่นย่อย ล่าสุดไทรอัมพ์มอเตอร์ไซเคิล อังกฤษ ก็ได้ทำการเปิดตัวโมเดลระดับเรือธงฝั่งแอดเวนเจอร์ทัวริ่งอย่างเจ้า All New Triumph Tiger 1200 2022 ที่ในครั้งนี้ปรับปรุงอัปเกรดใหม่หมดยกทั้งคัน แถมยังมีให้เลือกใช้มากถึง 2 ตระกูลหลักแบ่งเป็น 5 รุ่นย่อยกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายสไตล์มากยิ่งขึ้น  หลัก ๆ ในโมเดลใหม่นี้จะมุ่งเน้นไปที่การรีดน้ำหนักตัวรถและการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้มีกำลังแรงขึ้น ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้มีการควบคุมที่ดีและมีสเปกที่สูงในระดับเบอร์ต้น ๆ ของคลาส จุดเด่นที่สำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นเครื่องยนต์แบบ T-plane ที่พัฒนามาใหม่ของทางค่ายที่เคลมมาว่าออกแบบให้เจ้าเสือตัวใหม่นี้เป็นรถแอดเวนเจอร์ขนาดใหญ่ที่ทรงพลังและคล่องตัวมากที่สุด   มีรุ่นย่อยอะไรบ้าง ตระกูล GT สำหรับขับขี่ผจญภัยที่เน้นถนนหรือทางดำเป็นหลัก จะมีล้ออลูมิเนียม ด้านหน้าขนาด 19 นิ้วและด้านหลังขนาด 18 นิ้ว แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่  GT (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) GT Pro (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) GT Explorer (ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร) ตระกูล Rally สำหรับขับขี่ผจญภัยในทุก ๆ เส้นทาง ไม่เกี่ยงแม้เป็นทางฝุ่น โดยจะมีล้อแบบซี่ลวด ด้านหน้าขนาด 21 นิ้วและด้านหลังขนาด 18 นิ้ว แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่  Rally Pro (ถังน้ำมันขนาด 20 ลิตร) Rally Explorer (ถังน้ำมันขนาด 30 ลิตร)   ดีไซน์ใหม่ แน่นอนว่าดีไซน์ใหม่หมดทั้งคัน โดยเน้นหนักไปในลักษณะของรถแอดเวนเจอร์ที่มีดีไซน์แบบพุ่ง ๆ ไปด้านหน้า มีแฟริ่งออกแบบใหม่ พร้อมแผงหม้อน้ำระบายความร้อนแบบคู่ดีไซน์และท่อไอเสียดีไซน์มินิมอลดูสวยงามลงตัว และเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ดูพรีเมียมในแบบของผู้ดีอังกฤษ ตลอดไปจนถึงสีสันและกราฟิกใหม่ที่ดูเท่ดูดีไม่แพ้ใคร น้ำหนักเบา ประเด็นนี้ถือเป็นจุดขายหลักของโมเดลใหม่นี้เลยก็ว่าได้ โดยน้ำหนักของตัวรถนั้นถูกไล่เบามาจากแชสซีใหม่และอุปกรณ์ระดับชั้นนำของคลาส เริ่มจากเฟรมน้ำหนักเบาพร้อมกับซับเฟรมและที่จับคนซ้อนแบบอลูมิเนียม มีสวิงอาร์มแบบใหม่ Tri link น้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลาเองก็มีน้ำหนักเบาด้วยเช่นกัน คาลิเปอร์เบรกโมโนบล็อก Brembo Stylema ซึ่งก็จะมีน้ำหนักเบา โดยมาพร้อมกับระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ที่ทำงานร่วมกับระบบ IMU และสุดท้ายระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Showa ที่ปรับแต่งให้เหมาะกับรถแต่ละตระกูลโดยตรง    ปรับท่านั่งใหม่ ตัวรถมีการดีไซน์โพสิชันหรือตำแหน่งท่านั่งใหม่เพื่อให้ควบคุมรถได้ดี นั่งได้สบาย ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรถในสไตล์แอดเวนเจอร์ทัวริ่ง โดยตัวรถมีดีไซน์ปราดเปรียวเพรียวมากขึ้น มีการออกแบบการยศาสตร์ใหม่ให้นั่งขับขี่ได้สบายและสมดุลรถดี  เท่านั้นยังไม่พอยังมีการปรับตำแหน่งของแฮนด์บาร์ พักเท้า รวมไปถึงมีเบาะนั่งสามารถปรับระดับความสูงได้ และมีตัวอ็อปชันเป็นเบาะเตี้ยพิเศษให้เลือกใช้งานกันได้อีกด้วย   ขุมพลังใหม่ ทั้งนี้ในแต่ละรุ่นย่อยก็จะมีอ็อปชันปลีกย่อยแตกต่างลึกลงไปอีก แต่ก็จะมีพื้นฐานหลักเดียวกันคือเครื่องยนต์ ซึ่งก็อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าใช้เครื่องยนต์ T-plane ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ 3 สูบเรียงขนาด 1,160 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ เคลมกำลังแรงม้ามาที่ 150 แรงม้าที่ 9,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 130 นิวตันเมตรที่ 7,000 รอบ ซึ่งนับว่าเพิ่มจากเจ็นฯ เก่ามากถึง 9 แรงม้า และหากเทียบกับคู่แข่งที่ใช้ระบบขับเพลาแบบเดียวกันถึง 14 แรงม้า ส่วนแรงบิดนั้นเพิ่มมาก 8 นิวตันเมตรจากโมเดลเก่า โดยจุดเด่นของเครื่องยนต์ใหม่นี้คือการจุดระเบิดแบบไม่เรียง เป็นการจุดระเบิดแบบสูบ 1, 3 และ 2 จากลูกเบี้ยวที่ทำองศา 180, 270 และ 270 องศา ซึ่งทางค่ายเคลมมาว่าให้เอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้กำลังดีตั้งแต่รอบต่ำ ขณะเดียวกันก็ให้แรงบิดในรอบกลางและรอบปลายดี ขับขี่ทางวิบากได้ดีขึ้นจากการฟีลลิ่งที่ล้อหลังชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ขับขี่ทางถนนก็ดีขึ้นตามไปด้วย และสุดท้ายคือสุ้มเสียงที่โดดเด่น    เทคโนโลยีทันสมัย สำหรับ Triumph Tiger 1200 2022 นั้นถือว่าเป็นแอดเวนเจอร์ทัวริงไบค์พิกัดเรือธงของทางค่าย แน่นอนว่าเทคโนโลยีก็ต้องมาแบบแน่น ๆ โดยในเฉพาะในรุ่นย่อย Explorer ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างระบบแจ้งเตือนมุมอับด้วยเรดาห์ หรือ Blind Spot Radar

Ducati Thailand เผยแผน

Ducati Thailand เผยแผน พร้อมรุกเต็มระบบปี 2022  Ducati Thailand เผยแผน พร้อมรุกเต็มระบบปี 2022 หลังจากทางผู้บริหารได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ก็จะเป็นการพูดสรุปถึงครึ่งปีที่ผ่านมา ภายหลังเข้ามารับช่วงต่อ พร้อมเผยแนวทางการดำเนินงานในปี 2022 ซึ่งระบุดชัดเจนว่าพร้อมเดินหน้ารุกเต็มระบบ เพื่อผลักดันตัวแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายไบค์เกอร์ทุกกลุ่ม ทุกสไตล์  ในการสัมภาษณ์ทีมผู้บริหาร ดูคาติ ไทยแลนด์ ภายใต้การดำเนินงาน บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย นายพรเทพ โชตินุชิต CEO / ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานกรรมการบริหารฯ และ มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก และ คุณดอม เหตระกูล กรรมการบริหารฯ ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์พิเศษก่อนเปิดงานบูท Ducati ในงาน Motor Expo 2021 อย่างเป็นทางการ   ยอดขายในปี 2021 เป็นยังไงบ้าง?  สำหรับปีนี้ทางเราเองก็ตั้งเป้าคาดหวังไว้กับ All New Monster ตัวใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัวและจัดจำหน่ายในช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าไว้ในปีนี้ 400 กว่าคัน แต่อย่างไรก็ดีในปีนี้ภาพรวมของตลาดบิ๊กไบค์ลดลงกว่าปีที่แล้วมาก อันเนื่องมาจากสถานการณ์ Covid-19 แต่อย่างไรก็ต้องมาดูในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปีนี้อีกทีครับ     เมื่อคู่แข่งมากขึ้น มีแผนดึงดูดลูกค้าอย่างไร? เราได้มีการเริ่มจัดกิจกรรมให้กับลูกค้ากันบ้างแล้ว อย่างที่ผ่านมา เราก็มีกิจกรรม Morning Ride เป็นทริปพาลูกค้าดื่มกาแฟ มีการทดสอบรถในสถานที่ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ก็มีพาไป คาเฟ่ ออนสะพาน ที่ชลบุรี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า โดยตรงนี้ก็ถือว่าเป็นโครงการนำร่องเป็นเหมือนกิจกรรมมารองรับลูกค้าที่ใช้รถดูคาติ และสำหรับในส่วนของ DRE หรือ Ducati Riding Experience ที่เป็นกิจกรรมการเรียนขับขี่ เราย้ำว่าปีหน้ามีแน่นอน เป็นกิจกรรมที่ลูกค้าทุกคนอยากเข้าร่วม และสำหรับตัวรถที่ขายดีทั่วโลกอย่าง Multistrada V4 , V4 S ก็ขาดไม่ได้ที่จะมีทริปท่องเที่ยวที่หลากหลายมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ ทั้งนี้ในปี 2022 ทางเราเชื่อมันว่าเราจะสามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมต่าง ๆ ทั้งในกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ และดึงดูดลูกค้าใหม่ให้หันมาขี่ดูคาติเพิ่มขึ้น ด้วยกิจกรรมที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่มีแค่เฉพาะในสนามแข่งอย่างเดียว  โดยจะมีกิจกรรมสนุก ๆ สำหรับโมเดล Desert Sled รุ่นที่หลายคนรอคอย อย่างวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ก็จะมีรุ่น Desert X ที่จะเปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์ ซึ่งก็จะเป็นเซกเมนท์ใหม่ที่เป็นแนวเอ็นดูโร่ ซึ่งดูคาติเองก็จะจัดกิจกรรมในสไตล์เอ็นดูโร่เพิ่มเข้ามาด้วย นอกเหนือไปจากกิจกรรมขับขี่ในแบบเรซซิ่ง แบบสปอร์ตทัวริ่ง ที่มักจะเป็นแนวทริปเดินทาง แน่นอนว่าในปี 2022 ไบค์เกอร์ที่ขี่ดูคาติก็จะมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ร่วมมากมายเลย นอกจากจะเน้นการจัดกิจกรรมให้กับทางลูกค้าแล้ว ทางเรายังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากร การบริการหลังการขาย เพราะลูกค้าคือบุคคลสำคัญสำหรับพวกเรา ซึ่งทางดูคาติเร่งที่จะพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ในส่วนของการเทรนนิ่งระหว่างโรงงาน ก็มีมาตรฐานเทียบเท่าที่อิตาลี  และเนื่องจากที่เราเพิ่งจะเริ่มเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา เราเองก็เลยต้องอาศัยช่วงเวลาที่ผ่านมาในการเก็บข้อมูลมาพัฒนา ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปในทางที่ดี ลูกค้าสามารถที่จะเข้าถึงเราได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ Ducati ทุกรุ่นสามารถจองสั่งซื้อได้แล้วที่ Lazada ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม    สรุปสั้น ๆ งานนี้สาวกดูคาติน่าจะมั่นใจกับแบรนด์ดูคาติได้มากขึ้น ซื้อรถแล้วมีกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าร่วม มีศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน และมีบริการหลังการขายที่ดีอย่างแน่นอนครับ อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Triumph จัดหนักขนรุ่นใหม่มา 12 รุ่น

Triumph จัดหนักขนรุ่นใหม่มา 12 รุ่น พร้อมให้เป็นเจ้าของในงาน Motor Expo  2021 Triumph จัดหนักขนรุ่นใหม่มา 12 รุ่น ครบทุกไลน์อัพมาให้เลือกเป็นเจ้าของกันแบบอัดแน่นในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 3 โมเดลในนั้นเป็นโมเดลใหม่ที่มีการเผยโฉมครั้งแรก ได้แก่ Tiger Sport 660 แอดเวนเจอร์สปอร์ตขุมกำลังสามสูบ ขนาด 660 ซีซี ที่ทุกคนรอคอย รวมถึงยังเปิดตัว Speed Triple 1200 RR และ Speed Triple 1200 RS ซึ่งถือเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ในไทย โดดเด่นขุมพลังสามสูบอันขนาด 1160 ซีซี อันเป็นเอกลักษณ์เด่นของทางค่ายอีกด้วย รวมไปถึงพร้อมพรั่งไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมากมาย นอกจากนี้ยังมี Speed Twin 2021 และ Bonneville Goldline Edition อีก 8 โมเดลด้วยกัน ซึ่งได้แก่ Bonneville T100 Goldine Edition, Street Scrambler Goldine Edition, Bonneville Speedmaster Goldine Edition, Bonneville Bobber Goldine Edition, Bonneville T120 Goldine Edition, Bonneville T120 Goldine Edition, Scrambler 1200 XC Goldine Edition และ Scrambler 1200 XE Goldine Edition ซึ่งทุกโมเดลล้วนโดดเด่นด้วยเส้นสายลายเส้นเพ้นท์ด้วยมืออย่างปราณีตสีทองไม่เหมือนใคร   โปรโมชัน ซึ่งทางไทรอัมพ์ขนมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิดพร้อมเปิดรับจองเป็นครั้งแรก พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษมากมายให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น อาทิ ข้อเสนอทางการเงินมูลค่าสูงสุดถึง 50,000 บาท  ดาวน์ต่ำเริ่มต้นเพียง 29,999 บาท ฟรีประกันภัยชั้น1 ฯลฯ เป็นต้น  ซึ่งรถทุกรุ่นจะได้รับฟรี Triumph Service Package พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Triumph Roadside Assistance) เป็นระยะเวลา 2 ปี และรับประกันคุณภาพ 2 ปีไม่จำกัดระยะทางอีกด้วย ในขณะเดียวกันภายในงานยังพบกับส่วนลดสูงสุด 70% สำหรับคอลเลกชันเสื้อผ้าที่นำมาให้เลือกเสริมลุคกันอย่างจุใจครบเครื่อง  โดยท่านที่สนใจสามารถพบกันได้ที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” หรือมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2021 ณ บูธไทรอัมพ์ G13 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 และสำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมตลอดจนทดลองขี่รถรุ่นที่สนใจได้ที่โชว์รูมไทรอัมพ์ ทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศ ต้องการข้อมูลติดต่อ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เว็บไซต์ www.triumphmotorcycles.co.th ตลอดจนติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand      อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่

Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 Kawasaki เปิด 3 โมเดลใหม่ ภายในงาน Motor Expo 2021 เอาใจไบค์เกอร์ทั้งสายสปอร์ต สายซิ่ง และสายคลาสสิค   บริษัท คาวาซากิ มอเตอร์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว 3 โมเดลใหม่ล่าสุด อย่าง Z650RS พร้อมด้วย Ninja ZX-10R ใหม่ และ Z900 SE ACC รุ่นพิเศษที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสุดไฮเกรดติดรถ  ภายในงาน Motor Expo 2021 ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  โดยภายในบูธคาวาซากิ ท่านจะได้พบกับรถจักรยานยนต์คาวาซากิหลากหลายสายพันธุ์ อาทิเช่น สายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตจากตระกูล Ninja สายพันธุ์ซูเปอร์เน็คเก็ตจากตระกูล Z สายพันธุ์แอดเวนเจอร์จากตระกูล Versys สายพันธ์ุออฟโรดจากตระกูล KLX รวมไปถึงสายพันธ์คลาสสิคจากตระกูล W และ Vulcan  Z650RS ไฮไลท์ของงานหนีไม่พ้น Z650RS เรโทรสปอร์ตเน็คเก็ตพิกัดกลางขนานแท้ สำหรับผู้ใช้ในทุกระดับทักษะ รูปลักษณ์อันสวยงามเหนือกาลเวลาสืบทอดจาก Z900RS เข้ากับรูปทรงอันกะทัดรัด ควบคุมง่าย ที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน โดดเด่นด้วยความสวยงามเป็นอมตะของรถจักรยานยนต์สไตล์ดั้งเดิม  โดยมาพร้อมรายละเอียดที่แตกต่างจากพี่ใหญ่ อย่างถังน้ำมันที่คอดกระชับและท้ายสั้น กะทัดรัด ให้ความรู้สึกง่ายต่อการควบคุม ไม่ต้องออกแรงมาก สามารถสัมผัสได้ถึงความเบาของตัวรถ และคาแรคเตอร์ด้านการตอบสนองที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ เพื่อเสริมตัวตนความเป็นรถจักรยานยนต์เรโทรสปอร์ตขนานแท้ ความร่วมสมัยและความเรียบง่ายที่จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกติดอกติดใจอยากนำออกไปขับขี่ในทุกวัน ราคาเปิดตัว 319,400 บาท  พิเศษช่วงวันงาน 1-12 ธ.ค.​64 ​สำหรับ​ 20คันแรก​เพียง​  299,400 บาท   Ninja ZX-10R Ninja ZX-10R บทพิสูจน์ของสมรรถนะอันเหนือชั้นกับการครองบัลลังค์แชมป์เวิลด์ซูเปอร์ไบค์ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง สร้างปรากฎการณ์ให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกได้ประจักษ์ พร้อมให้คุณได้สัมผัสถึงสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง และโครงสร้างแชสซีที่ผ่านการพัฒนาจากสนามแข่ง  เพิ่มประสิทธิภาพในการลดแรงต้านอากาศด้วยการออกแบบรูปทรงใหม่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดียิ่งขึ้น สะดวกสบายกับการขับขี่ระยะทางไกลด้วยระบบครูซคอนโทรล และสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่บนท้องถนนได้อย่างครบครัน ราคาเปิดตัว 859,000 บาท   Z900 SE ACC สุดท้ายกับ Z900 SE ACC อีกหนึ่งรูปแบบของ Z900 ที่โดดเด่นด้วยคุณสมบัติขั้นสูง ยกระดับสมรรถนะการขับขี่ & สวยสะกดทุกสายตามากยิ่งขึ้น Z900 SE ACC ใช้พื้นฐานเดียวกับ Z900 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คืออีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นและแตกต่างในปี 2022 ด้วยคอนเซ็ปต์ “เร้าใจและควบคุมง่าย”  Z900 SE ACC มาพร้อมชุดแต่งระบบเบรก Brembo ใหม่, องค์ประกอบภายในระบบกันสะเทือนหน้าเกรดสูงขึ้น รวมถึงโช้คหลัง Öhlins ซึ่งไม่เพียงยกระดับคาแรคเตอร์การควบคุมและความตื่นเต้นในการขับขี่ให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น แต่ยังเสริมให้สไตล์ของตัวรถดูโดดเด่นสะกดทุกสายตายิ่งขึ้นด้วย ราคาเปิดตัว 512,000 บาท นายกฤษณะ ภาคีแพทย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย กล่าวว่า  “คาวาซากิเปิดตัวโมเดลใหม่ทั้งหมด 3 รุ่น มีความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถจักรยานยนต์คันใหม่ อีกทั้งภายในงาน Motor Expo ครั้งนี้ คาวาซากิจัดโปรโมชั่นพิเศษต่าง ๆ มากมายไว้รอคอยทุกท่าน แล้วพบกันให้ได้นะครับ ” สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ของคาวาซากิ และโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์คาวาซากิใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมผ่านทาง Kawasaki Motors Thailand Fanpage /  www.kawasaki.co.th  โทรศัพท์ 02-018-4999 อ่านข่าวอื่นๆ คลิกที่นี่ รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก

Suzuki เปิดตัว 2 โมเดลใหม่

Suzuki เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ พร้อมดีลพิเศษทุกรุ่นในงาน Suzuki เปิดตัว 2 โมเดลใหม่ พร้อมดีลพิเศษทุกรุ่นในงาน Motor Expo 2021 บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ อย่างเป็นทางการ มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพ และสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ภายในงาน Motor Expo 2021 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 12 ธันวาคม 2564 แนวคิดในการออกแบบบูธ “ซูซูกิ” ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Suzuki Modern Japanese DNA โดยคุมโทนด้วยสีดำเป็น Base ตัดด้วยสีน้ำเงิน Highlight แสดงออกถึงการผสมผสาน ความพัฒนาที่ไร้ขีดจำกัด และพร้อมแสดงตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของ ซูซูกิ โดยเน้นในเรื่องของความทันสมัย  ทั้งนี้ภายในบูธได้แบ่งโซนการจัดแสดงออกเป็น 3 โซน ได้แก่ Suzuki Sport Area กับการยลโฉมตัวจริงครั้งแรกของ “The Legend is Back” All New Suzuki Hayabusa พญาเหยี่ยวเจ้าแห่งความเร็ว และครั้งแรกกับตัวจริงของ New Suzuki Burgman 400 ที่ Suzuki Street Area  และที่พลาดไม่ได้กับไฮไลท์เด่นในงานนี้ซึ่งคือ การผจญภัยสุดมันไปกับ Suzuki Adventure Area ที่ ซูซูกิ ยังคงสร้างความตื่นเต้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ถึง 2 รุ่น เริ่มที่รุ่นใหญ่อย่าง New Suzuki V-Strom 650XT รถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์ กับสีใหม่ถึง 4 สี ได้แก่ Pearl Vigor Blue / Metallic Mat Sword Silver สีน้ำเงินตัดสีเงินด้าน Pearl Brilliant White สีขาวประกายมุข Glass Sparkle Black สีดำเข้ม และกับสีเหลืองที่เป็นเอกลักษณ์ของ V-Strom อย่าง Champion Yellow No.2 ที่จะพาคุณพร้อมลุยไปทุกที่ และกับโมเดลใหม่ล่าสุดที่ขี่ง่าย ลุยได้ทุกทางกับ All New Suzuki Nex Crossover รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์สไตล์ ครอสโอเวอร์ รุ่นใหม่ล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกภายในงาน ขับขี่ได้อย่างสะดวกสบาย สนุกทุกการขับขี่ พร้อมจะพาลุยไปได้อย่างมั่นใจในทุกเส้นทาง ทั้งยังทำเซอร์ไพรส์สาวกคนรักซูด้วยการนำรถจักรยานยนต์ พรีเมียมสกู๊ตเตอร์อย่าง Suzuki Saluto 125 มาโชว์ในงาน ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ทุกท่านจะได้เห็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ Suzuki Saluto 125 กันอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีรถจักรยานยนต์รุ่นอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อตอบสนองการใช้งาน และเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคุณอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเงื่อนไขสุดพิเศษทุกรุ่น ที่จะทำให้คุณสามารถเลือกรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ที่ใช่ได้อย่างง่ายดาย สุดท้ายนี้ยังเปิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ พิเศษสุดกับการ Collaboration ที่ลงตัวภายใต้โปรเจ็กต์ “Suzuki X Racewear” ซูซูกิแบรนด์รถจักรยานยนต์ชั้นแนวหน้า ที่เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลกมาหลาย Generation เปิดตัวเสื้อ Limited Edition 2022 ที่ผลิตขึ้นจำนวนจำกัด โดยจับมือกับแบรนด์เสื้อแนว Street ชื่อดัง ที่ได้รับความนิยมในวงการแต่งรถ ที่มีความเข้าใจในเรื่องของรูปทรง สรีระ และไลฟ์สไตล์การแต่งตัว โปรเจ็คเสื้อสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Suzuki X Racewear” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นภายในงาน Motor Expo 2021 ในครั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่จองรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ในงานนี้เท่านั้น ยังไม่หมดเพียงเท่านี้สำหรับบูธ ซูซูกิ กับดีลพิเศษ โปรโมชั่นร้อนแรงส่งท้ายปี ครบทุกรุ่นทุกสไตล์ ตอบโจทย์ความต้องการ

Honda รุกเต็มสูบ

Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวบิ๊กไบค์  2 โมเดลใหม่ ในงาน Motor Expo 2021   Honda รุกเต็มสูบ เปิดตัวอีก 2 โมเดลระดับแฟลกชิพในมอเตอร์เอ็กซ์โป 2021 ได้แก่ All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งสุดล้ำ และ All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตมาดเข้มดำดุดัน รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเดินหน้ารุกตลาดบิ๊กไบค์ช่วงปลายปีด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีก 2 รุ่นในงาน Motor Expo 2021  นำทัพโดย All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวริ่งดีไซน์ใหม่ทั้งคันมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย และ All New CB1000R Black Edition เน็คเก็ตสปอร์ตสายเข้ม สไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ ที่ให้ทั้งความดุดัน และสมรรถนะสุดเร้าใจ มร.ทาคาโนริ มารุยามะ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการพัฒนารถฮอนด้าบิ๊กไบค์ทุกรุ่น คือ การส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้าของเรา ไม่ว่าไลฟ์สไตล์จะเป็นแบบไหน ฮอนด้าบิ๊กไบค์ก็พร้อมจะพาไปพบกับความน่าตื่นตาตื่นใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด เช่นเดียวกับในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้” “เราได้นำเสนอบิ๊กไบค์อีก 2 รุ่น ซึ่งต่างก็เป็นรถระดับแฟลกชิพของเรา เริ่มจาก All New NC750X แอดเวนเจอร์ทัวร์ริ่งรุ่นใหม่ล่าสุด ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ออกแบบมาเพื่อรองรับการเดินทางไกลทุกรูปแบบ และ All New CB1000R Black Edition ดีไซน์ใหม่ที่ให้ความเข้มดุดันเป็นพิเศษ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมสมรรถนะขั้นสูง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ยุคใหม่อย่างลงตัว อยากให้คนไทยได้มาลองสัมผัสด้วยตัวเองที่บูธฮอนด้า”   All New NC750X All New NC750X แอดเวนเจอร์ไบค์รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมคอนเซปต์ “Endless Route Await” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน สะดุดตาไปกับเส้นสายและรูปทรงที่มีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้นกว่าเดิม โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟ LED ทั้งคัน ให้ความเฉียบคมทุกมุมมอง หน้าจอ LCD ดีไซน์ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง แบบ SOHC 8 วาล์ว ขนาด 745 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบเกียร์แบบ DCT (Dual Clutch Transmission) เลือกเปลี่ยนได้ทั้ง MT/AT  ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำด้วยระบบคันเร่งไฟฟ้า มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard, Rain และ User ปลอดภัยทุกการเดินทางด้วยระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ป้องกันล้อหมุนฟรีขณะขับขี่  สะดวกสบายด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ถึง 23 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้ คล่องตัวยิ่งขึ้นจากการออกแบบตัวรถมีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิมถึง 6 กิโลกรัม ช่วยให้ขับขี่ได้ง่ายและประหยัดน้ำมันมากขึ้น ท่านั่งการควบคุมให้ความกระชับ มั่นใจ และนั่งสบายด้วยความสูงเบาะเพียง 800 ม.ม.อ  โดยเปิดจำหน่ายในราคาแนะนำที่ 365,000 บาท CB1000R Black Edition อีกหนึ่งรุ่นใหม่ล่าสุด All New CB1000R Black Edition เน็กเก็ตสปอร์ตไบค์ระดับท็อปคลาส ในสไตล์นีโอสปอร์ตคาเฟ่ มาพร้อมคอนเซปต์ “Engineering with a Soul” ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ไฟหน้าใหม่ ยกระดับความดุดันรอบคันด้วยสีดำ  เร้าใจด้วยสุดยอดสมรรถนะจากขุมพลังเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC ขนาด 998 ซีซี หัวฉีด PGM-DSFI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด ติดตั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า สามารถปรับการขับขี่ 4 โหมด ได้แก่ Sport, Standard,

Ducati รุกหนัก

Ducati รุกหนัก ขน 5 รุ่นใหม่เผยโฉมที่ไทยก่อนใครในโลกที่ Motor Expo 2021 ล่าสุด Ducati รุกหนัก ขน 3 โมเดลใหม่เปิดตัวที่ไทยครั้งแรก ก่อนใครในโลกที่งาน Motor Expo 2021 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำขบวนมาโดย Panigale V2 Troy Bayliss โมเดลพิเศษฉลองตำนานชื่อดัง, Scrambler 1100 Tribute Pro รุ่นพิเศษครบรอบ 50 ปี และ Scrambler Urban Motard  พร้อมกันนี้ยังได้ทำการเปิดตัว 2 โมเดลใหม่อย่าง Diavel 1260 S Black & Steel และ Hypermotard 950 SP พร้อมกับเตรียมแคมเปญและข้อเสนอพิเศษไว้รองรับไบค์เกอร์ที่สนใจจะเป็นชาวดูคาทิสต้าเอาไว้ นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โมโตเร อิตาเลียโน จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ดูคาติอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า “เพื่อฉลองครั้งแรกของการร่วมงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 หรืองาน Motor Expo 2021 จะเป็นครั้งแรกที่ ดูคาติ ประเทศไทย ได้มีโอกาสเจอเหล่าดูคาทิสต้า และพี่ ๆ น้อง ๆ เหล่าไบค์เกอร์ แบบเต็ม ๆ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้คอนเซปต์  “Ducati x Audi Brand Integration”  “เชื่อว่าจะเป็นอีกปรากฏการณ์สำคัญแห่งวงการยนตรกรรมที่น่าจดจำ ทุกคนที่มาบูธของดูคาติในงานนี้จะได้มีความสุขกับสุดยอดแห่งเทคโนโลยีโลกยนตรกรรมพรีเมียมของทั้งแบรนด์ Ducati และ Audi โดยไฮไลท์เด่นของดูคาติ คือ 3 รุ่น Ducati World Premiere 2022 ที่เผยโฉมในไทยเป็นที่แรกในโลก และ อีก 2 รุ่นใหม่ และ 7 รุ่นยอดนิยม จัดมาให้ลูกค้าได้มีอิสระในการเลือกเพื่อนคู่ใจคันใหม่ ไปเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งในเดือนสุดท้ายของปี 2564 เป็นจุดเริ่มต้นของเทศกาลแห่งความสุข ดูคาติ ได้เตรียมข้อเสนอพิเศษและแคมเปญโดนๆ ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์ดูคาติได้อย่างง่ายดายมากขึ้น” มร. มาร์โค บิออนดิ รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของดูคาติประจำตลาดเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ครั้งแรกของงาน Motor Expo ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม ดูคาติ ไม่รีรอที่จะสร้างเซอร์ไพรส์และความคึกคักให้กับวงการยานยนต์ โดยได้นำ Ducati World Premiere 2022 ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองตำนานความสำเร็จระดับโลกของดูคาติ มาเผยโฉมต่อสาธารณชนเป็นที่แรก ก่อนเริ่มวางตลาดทั่วโลกในต้นปีหน้า” เริ่มต้นด้วย Panigale V2 Bayliss 1st championship 20th anniversary ซูเปอร์ไบค์เร้าใจสายสปอร์ตรุ่นฉลองแชมป์ครบรอบ 20 ปี ของนักแข่งชื่อดังอย่าง ทรอย เบย์ลิสส์ มาพร้อมกับลวดลายเดียวกันกับ Ducati 996R ที่เขาใช้คว้าชัย พร้อมยกสมรรถนะของรถไปอีกขั้น ด้วยโช้คอัพ Ohlins ทั้งหน้าและหลัง พิเศษด้วยแผงคออลูมิเนียมสุดหรู และยังคงความพิเศษด้วยการยิงเลเซอร์เลขซีเรียลนัมเบอร์อีกด้วย     ตามมาด้วยโมเดลสำหรับสายลุยฝุ่นกับ Scrambler 1100 Tribute PRO ที่ผลิตขึ้นเป็นรุ่นพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ Scrambler รุ่นแรกเริ่มปรากฏในปี 1971 พร้อมสีพิเศษอย่าง “Giallo Orca” ที่ใช้ใน Model รุ่น 450 Desmo mono และ 750 sport อีกด้วย อีกทั้งทาง Ducati เองยังเลือกใช้ Logo อย่าง Ducati Logo 70S ที่พาเราย้อนกลับไปในสมัยยุค 70 ได้อย่างคลาสสิคและลงตัว ถือเป็นไอคอนโมเดลที่บอกเล่าความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีสองสูบแบรนด์แรกที่วางจำหน่ายในปี 1971 ได้เป็นอย่างดี  พร้อมด้วย Ducati